การอบรมสัมมนา Shining3D APAC

การอบรมสัมมนา Shining3D APAC

          Shining 3d เป็นหนึ่งในบริษัทของประเทศจีนที่มีอิทธิพลเกี่ยวกับเครื่องสแกนเนอร์ 3 มิติเป็นอย่างมากในเอเชียรวมถึงภายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ ผลตอบรับเป็นที่ยอมรับทั้งในด้านของคุณภาพในการสแกน ความเร็วในการสแกน และโปรแกรมสามมิติ Solidedge ST10 ที่ใช้ในการ reverse engineering เพื่อนๆอาจจะรู้จักกันดีในแบรนด์ Einscan s series,Einscan pro series,Einscan pro2x series ซึ่งทาง Shining3d มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และเป็นโอกาสดีที่ทางบริษัท Shining 3d ได้มีการจัดอบรมสัมมนาขึ้นที่โรงแรม Pacific Regency Hotel Suite ณ ประเทศมาเลเซีย(30-31 May 2019) ที่ผ่านมา ไปชมภาพบรรยากาศกันเลยครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

          จากการอบรมที่ผ่านมาทางบริษัท Shining 3d ได้มีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ทุกคนอาจจะคุ้นเคยกันดีใน Software ที่ชื่อ Geomagic  Design X ซึ่งโปรแกรมนี้มีมูลค่า License สูงถึงประมาณ 6 แสนบาท ซึ่งทาง Shining 3d ได้มีการจับมือกันกับบริษัท 3dsystems และเปิดตัวผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ที่ชื่อว่า Geomagic Essential Software มาพร้อมกับฟังก์ชันที่ช่วยให้การทำงานสะดวกขึ้น อย่างเช่นการกำหนดค่าเริ่มต้นให้กับโมเดล(Set Origin),การปิดผิวแบบต่างๆ,รวมถึงการ Extract NURB และสามารถที่จะ export iges file ได้ด้วย ถือว่าเป็นอีกหนึ่ง Software ที่สามารถที่จะช่วยให้การทำงานง่ายขึ้นเยอะเลย 

   

 

Review Einscan Pro 2x Series เครื่องสแกนอัจฉริยะ

Review Einscan Pro 2x Series เครื่องสแกนอัจฉริยะ

รีวิว Einscan Pro 2x และ Einscan Pro 2x Plus

          วันนี้ทางเราจะมารีวิวแสกนเนอร์รุ่นใหม่จาก SHINING3D ที่ใช้ชื่อว่า Einscan Pro 2x series โดยได้แบ่งออกมาเป็น 2 รุ่น คือ Pro 2X กับ Pro 2X Plus  อาจจะคุ้นๆ กันอยู่ใช่ไหมครับ เพราะตัวใหม่นี้เป็นรุ่นที่ได้รับการพัฒนามาจาก Einscan Pro และ Einscan Pro Plus ที่มีชื่อเสียงทางด้านงานสแกนอยู่แล้ว ทั้งการสแกนวัตถุ การสแกนสิ่งมีชีวิต หรือรูปปั้นขนาดใหญ่ ก็สามารถทำออกมาได้สมบูรณ์แบบถือว่าเป็นเครื่องสแกนเนอร์ 3 มิติ ที่พัฒนาและออกแบบให้เหมาะสมกับงานหลายมิติ ส่วนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวออกมามีลักษณะของตัวเครื่องที่คล้ายกับเครื่องตัวเก่า แต่ในความคล้ายกันก็ยังมีส่วนที่แตกต่างกันมากอยู่พอสมควร เอ๊ะยังไง!! แต่ขอบอกเลยว่าเครื่องใหม่ยังไงก็ต้องดีกว่าอย่างแน่นอนครับ วันนี้เราจะมาทำการเปรียบเทียบให้เห็นกันไปเลยว่าทั้ง 2 ตัวระหว่าง Pro 2X กับ Pro 2X Plus และ Pro ตัวเก่านั้นแตกต่างและมีรายละเอียดตัวเครื่องยังไงบ้างวันนี้เราจะได้รู้กันครับ โดยมีรายละเอียดดังนี้

          ก่อนอื่นเลยเราจะมาเริ่มต้นกันที่ตัวแรกที่ตอนนี้ได้ตกรุ่นเรียบร้อยแล้วกับ Einscan Pro/Pro Plus ซึ่งรุ่นนี้ตอนเปิดตัวมานั้นเป็นที่น่าสนใจอย่างมากเพราะมีการทำงานของตัวเครื่อง ในการสแกนงานสามารถทำได้ดีมาก โดยมีความคลาดเคลื่อน (Accuracy) ในโหมด Auto scan และ Fixed scan ของงานอยู่ที่ 0.05 mm. ส่วนความเร็วในการสแกนต่อ shot อยู่ที่ <2s และยังมีโหมด Handheld HD Scan ที่เข้ามาช่วยในการสแกนงานชิ้นที่สแกนได้ยากและเน้นความรวดเร็ว เช่น เฟอร์นิเจอร์ รถยนต์ อื่นๆ เพราะจะใช้ point marker ในการ Align พื้นผิวของชิ้นงานทำให้งานที่ว่าสแกนยากๆ นั้นง่ายขึ้นมาก ความคลาดเคลื่อน (Accuracy) ในโหมดนี้จะอยู่ที่ 0.1 mm. จะมีความเร็วที่ 15 frames/s และในโหมดสุดท้ายจะเป็นการสแกนงานที่มีขนาดใหญ่ มีรายละเอียดลวดลายที่เยอะ เน้นความรวดเร็วในการสแกน เช่น รูปปั้น พระ คน และอื่นๆ โดยความคลาดเคลื่อน (Accuracy) ในโหมดนี้จะอยู่ที่ 0.3 mm. จะมีความเร็วที่ 10 frames/s ความคลาดเคลื่อนจะเยอะหน่อยนะครับ แต่บอกเลยโหมดนี้สะดวกจริง สามารถสแกนชิ้นงานขนาดใหญ่โดยมีลักษณะเดินถือเครื่องสแกนเนอร์ได้เลย ระยะห่างจากวัตถุกับตัวเครื่องอยู่ที่ 42-58 cm. ส่วนเรื่องน้ำหนักตัวเครื่องนั้นค่อนข้างเบามากๆ ครับน้ำหนักเพียง 800g อีกอย่างสามารถสแกนสีได้ด้วยแต่ต้องติด Module Color เพิ่มนะครับ ส่วนด้านล่างต่อจากนี้จะแสดงให้เห็นว่าเครื่องรุ่นใหม่นี้มีภายนอกและส่วนอื่นๆ แตกต่างจากรุ่นเก่าอย่างไร

          เครื่อง Einscan Pro รุ่นใหม่จะเชื่อมต่อสายมาเป็นชิ้นเดียวกับตัวเครื่องสแกนเนอร์เลยเพื่อป้องกันการเสียหายจากจากถอดเข้า-ออก จากตัวเครื่องได้ ถ้าดูจากรูปด้านซ้ายมือจะเป็นรุ่นเก่าจะเป็นรูเสียบลักษณะกลม ใช้งานแต่ละครั้งต้องมีการเสียบเข้า-ออกบ่อยอาจจะทำให้เกิดการเสียหายได้ เช่น หัก หลวม และอื่นๆ ซึ่งเจ้ารุ่นใหม่นี้ได้แก้ไขมาเป็นอย่างดีวัสดุที่ใช้ทำสาย Cable นั้นทำออกมาได้ดีกว่าชนิดเก่ามาก

          ส่วนการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เสริมต่างๆ เช่น Prime HD, Color Module ในรุ่นใหม่นั้นจะทำการเปลี่ยน Port ในการเชื่อมต่อนั้นเป็นแบบ USB เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งานและส่งถ่ายข้อมูลได้ดีขึ้น ไม่มีสายโยงไปโยงมา จะทำให้ไม่สะดวกต่อการใช้งานตัวเครื่องสแกนเนอร์ แบบเก่านั้นจะเป็นสายยาวๆยื่นออกมาจากตัว Module แล้วไปเสียบที่ตัวเครื่องสแกนเนอร์อีกที

          ส่วนตรงกริ๊ปมือจับรุ่นใหม่จะมีรูๆ อยู่ที่เนื้อพลาสติกทำให้เวลาใช้งานจับได้กระชับมือยิ่งขึ้น เนื่องด้วยน้ำหนักตัวเครื่องรุ่นใหม่ (Einscan Pro 2x series) จะหนักกว่าตัวเก่า (Einscan Pro series) จาก 0.8kg. เป็น 1.13kg. เลยได้มีการออกแบบตัวกริ๊ปมือจับใหม่ให้เหมาะสมต่อการใช้งานยิ่งขึ้น

          ส่วนด้าน Software ของเครื่องสแกนรุ่นใหม่นี้จะมีการเปลี่ยนแปลงโฉมใหม่เกือบทั้งหมด เช่น icon หน้าต่างการใช้งานภายใน , function ในการสแกนงาน ,การจัดวาง Layout เครื่องมือการใช้งาน , การจำลอง Point cloud ที่เป็นจำนวน Polygone ใหม่ เท่าที่ได้ลองเล่นดูแล้ว Software ของเครื่องใหม่นี้น่าใช้งานมากขึ้นและดูทันสมัยเข้ากับคนรุ่นใหม่ได้ดียิ่งขึ้นครับ ลองดูจากรูปภาพได้เลยว่าน่าใช้งานแค่ไหน

ความพิเศษยังไม่หมดแค่นี้ครับ ทาง shining 3D ยังจัดเต็มเพื่อให้ผู้ใช้งานได้รับความสะดวกสูงสุดในการใช้งานโดยได้มีการเพิ่มเติมในส่วนของซอฟแวร์ ในการ reverse engineering ซอฟแวร์ที่กล่าวมาข้างต้นนี้ใช้ในการปรับพื้นผิวให้วัสดุมีพื้นผิวที่เรียบเนียนขึ้นเทียบเคียงกับพื้นผิววัสดุจริง ในทางกลับกันยังสามารถเขียนแบบ 3 มิติ รวมไปถึงการ simulation เพื่อเป็นการจำลองสถานการณ์การควบคุมเสมือนจริงของสิ่งต่างๆ ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นสิ่งที่เพื่อนๆตามหาอยู่แน่นอนครับ

โดย Shining3D ร่วมกับ Siemens โดยบันเดิ้ลซอฟแวร์มาให้เลยเป็น Solid Edge Shining3D (คล้าย ST10) โดยตัว Software เองสามารถทำการ Reverse Engineer โดย Software เปล่าๆก็ราคาหลายแสนแล้ว ดังนั้นตัวนี้ถือว่าคุ้มมากๆ

หมายเหตุ สินค้าทั้งสองรุ่นมาพร้อม Solid Edge Shining3D – Software เพื่อการ Reverse Engineer / แต่ผิวเชิงวิศวกรรม / Generative Design / Simulation with CAD tools
License มาในลักษณะ USB Dongle

ต่อไปจะขออธิบายรายละอียดของตัวเครื่องรุ่นใหม่ให้ทราบกันว่าดีอย่างไร เริ่มกันเลยครับ

รุ่น Einscan Pro 2x  

ความสามารถในแต่ละโหมดการใช้งานมีเพิ่มขึ้นดังนี้

-โหมด Handheld rapid scan ในโหมดนี้คือไว้ใช้สแกนงานขนาดใหญ่ เช่น คน,งานประติมากรรม,ชิ้นส่วนรถยนต์, และยังสามารถใช้คู่กับmaker pointได้อีกด้วย ซึ่งสามารถทำความละเอียดได้สูงถึง 0.1mm ในโหมดนี้ความเร็วในการสแกนสูงสุดอยู่ที 20 frames/s และระยะห่างของ Point distance ห่างกันเพียง 0.2mm-2mm ซึ่งถือว่าแสกนงานได้ละเอียดกว่าเดิมมาก

-โหมด Handheld HD scan ในโหมดนี้ใช้คู่กับ maker pointโดยเฉพาะเหมาะกับงานที่สมมาตร(Symmetry) เช่น ชิ้นส่วนรถยนต์ พาร์ทชิ้นส่วนต่างๆ หรือแม้แต่งานประติมากรรม โดยสามารถทำความละเอียดได้สูงถึง 0.05mm ซึ่งในโหมดนี้จะใช้คู่กับmaker เพื่อเพิ่มความแม่นยำของการสแกน และมีความเร็วในการสแกนได้สูงถึง 30 frames/s และระยะห่างของ Point distance ห่างกันเพียง 0.2mm-2mm

-โหมด Fixed scan เหมาะกับชิ้นงานขนาดไม่ใหญ่มาก ซึ่งเป็นโหมดที่สามารถทำความละเอียดได้สูงถึง 0.04mm ต่อการสแกน 1 shot และระยะห่างของ Point distance ห่างกันเพียงแค่ 0.16mm ทำให้ในโหมดนี้งานที่สแกนได้จะมีความละเอียดค่อนข้างสูงมาก

          สรุปจากที่ได้ทดลอง Einscan Pro 2x พบว่าในโหมด Handheld rapid สแกนงานได้เร็วมากขึ้นจากรุ่นก่อน (Einscan-pro) ประมาณ 3 เท่า และในโหมด Handheld HD สามารถทำความเร็วได้มากขึ้นจากรุ่นก่อน (Einscan-pro) ประมาณ 1 เท่า ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพทั้งในด้านของความเร็วในการสแกนและด้านของความละเอียดที่เพิ่มมากขึ้น ส่วนในโหมด Fixed scan การสแกนเร็วขึ้นมากและได้ความละเอียดต่อ shot มากถึง 0.04mm  

 

ตางรางเปรียบเทียบระหว่าง Einscan Pro และ Einscan Pro 2x

                                                                                                                                                                                   

   ส่วนในรุ่น Einscan Pro 2x Plus

จุดเด่นมีดังนี้

ความสามารถจะคล้ายกับ Einscan pro 2x แต่สามารถสแกนได้ละเอียดและเร็วกว่ามาก

-โหมด Handheld rapid scan ในโหมดจะใช้สแกนงานขนาดใหญ่ เช่น งานประติมากรรม,ชิ้นส่วนรถยนต์,คน และสามารถใช้งานร่วมกับ maker pointได้เช่นกัน โดยสามารถทำความละเอียดได้สูงถึง 0.1 mm ภายในโหมดนี้ยังมีจุดโดดเด่นอย่างเห็นได้ชัดเจนกว่ารุ่นเก่าคือความเร็วของการสแกนซึ่งสามารถสแกนได้สูงถึง 30 frames/s และระยะห่างของ Point distance ห่างกันเพียงแค่ 0.25-3 mm

-โหมด Handheld hd scan ในโหมดนี้ใช้ร่วมกับmakerเพียงอย่างเดียว สามารถทำความละเอียดได้สูงมากกว่า 0.05 mm ภายในโหมดนี้ยังมีจุดโดดเด่นอย่างเห็นได้ชัดเจนกว่ารุ่นเก่าคือความเร็วของการสแกนซึ่งสามารถสแกนได้สูงถึง 20 frames/s และระยะห่างของ Point distance ห่างกันเพียง 0.2-3 mm

-โหมด Fixed scan สำหรับสแกนชิ้นงานขนาดไม่ใหญ่มาก สามารถทำความละเอียดได้สูงถึง 0.04mm ต่อการสแกน 1 shot และระยะห่างของ Point distance ห่างกันเพียง 0.24mm ทำให้ในโหมดงานนี้งานที่ได้จากการสแกนจะมีความละเอียดค่อนข้างสูง

          สรุปจากที่ได้ทดลอง Einscan Pro 2x Plus พบว่าในโหมด Handheld rapid สแกนงานได้เร็วมากขึ้นจากรุ่นก่อน (Einscan Pro Plus) ประมาณ 3 เท่า และในโหมด Handheld hd สามารถทำความเร็วได้มากขึ้นจากรุ่นก่อน(Einscan Pro Plus) ประมาณ 1 เท่า ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพทั้งในด้านความเร็วในการสแกนและด้านความละเอียดที่เพิ่มมากขึ้น ส่วนในโหมด Fixed scan การสแกนเร็วขึ้นมากและได้ความละเอียดต่อ shot มากถึง 0.4 mm

 

ตารางเปรียบเทียบระหว่าง Einscan Pro Plus และ Einscan Pro 2x Plus

 

การสแกนในโหมด Fixed Scan เหมาะกับการใช้งานที่ต้องการความละเอียดสูง

 

การสแกนในโหมด HD Scan เหมาะกับชิ้นงานสแกนที่มีความสมมาตร

 

การสแกนในโหมด Rapid Scan เหมาะกับชิ้นงานสแกนขนาดใหญ่

 

          จากข้อมูลต่างๆที่เราได้รวบรวมมาแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเครื่องมีประสิทธิภาพในการใช้งานมากขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ ความเร็วในการสแกน สามารถลดเวลาในการทำงานได้เป็นอย่างดี และความละเอียดที่เพิ่มขึ้นมา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้การทำงานเข้าใกล้ความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น

 

สามารถติดตามเรื่องราวใหม่ๆจากช่องทาง : www.print3dd.com

facebook fanpage : https://www.facebook.com/print3dd/

 

 

 

รถยนต์ที่ใช้ไฟฟ้า”XEV”โดยการขึ้นรูปแบบ 3 มิติ

รถยนต์ที่ใช้ไฟฟ้า”XEV”โดยการขึ้นรูปแบบ 3 มิติ

 XEV ผู้ผลิตรถชาวอิตาลีได้ผลิตรถโดยการขึ้นรูปแบบ 3 มิติซึ่งเรียกว่า LSEV เริ่มทำการผลิตปีหน้าที่โรงงานขนาดใหญ่ในมณฑลเจียงซู ในโลกมีรถที่พิมพ์ด้วยการพิมพ์ 3 มิติที่ยอดเยี่ยมมากมาย แต่ไม่สามารถใช้งานได้จริง อย่างไรก็ตามหวังว่าจะมีบางอย่างเปลี่ยนแปลงไปภายในไม่ปีข้างหน้า ผู้ผลิตรถชาวอิตาลีหวังว่าจะทำให้มันเกิดขึ้นจริงได้ XEV ถูกเปิดเผยเริ่มในปีหน้าการผลิตรถยนต์จะเริ่มผลิตในโรงงานขนาดใหญ่ในมณฑลเจียงซู ประเทศจีน ถูกเรียกว่า LSEV รถสองที่นั่งซึ่งพิมพ์จากเครื่องพิมพ์ 3 มิติเกือบทั้งหมดและเป็นรถที่ใช้พลังงานไฟฟ้า ได้ถูกพัฒนาพร้อมกับ Polymaker บริษัทขึ้นรูป 3 มิติของประเทศจีน โดยทั้งหมดที่กล่าวมา รถประกอบด้วยพลาสติก 57 ส่วน บางส่วนถูกใช้ในการผลิตหน้าต่างและโครงสร้างรถ ใช้ระยะเวลาในการสร้างเพียงไม่กี่วัน

          แต่ Luke Taylor ผู้จัดการฝ่ายการตลาดที่ Polymaker อธิบายว่า ไม่มีอะไรแปลกใหม่ซึ่งสิ่งที่พวกเขาสร้างขึ้นมามีประสิทธิภาพมาก เทคโนโลยีนี้เป็นที่รู้จักกันดีในอุตสาหกรรม หลังจากการพิมพ์ ชิ้นส่วนบางส่วนผ่านกระบวนการที่เรียกว่าการเคลือบแบบสุญญากาศ เทคนิคนี้ถูกพัฒนาโดยบริษัททั้งสองบริษัท มันเหมือนกับการขึ้นรูปแบบสุญญากาศและใช้สำหรับการซ่อนพื้นผิวของแต่ละชั้นโดยการขึ้นรูปแบบ FDM และช่วยลดการทาสีของรถ

          จนถึงตอนนี้ XEV ได้มีการขึ้นรูปแบบ 3 มิติ และผลิตรถ 15 คัน ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการตรวจสอบความปลอดภัยก่อนที่จะผ่านการรับรอง Taylor กล่าวว่า ไม่มีใครพยายามที่จะผลิตมวลจำนวนมากๆ รถทุกคันมีเอกลักษณ์และคิดว่าจะดึงดูดลูกค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจุบันมีการแข่งขันกันเรื่องราคาและการเพิ่มขึ้นของยานพาหนะเป็นอย่างมากและพวกเราคิดว่าจะประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากการพิสูจน์ว่ารถคันนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสำหรับลูกค้าคนแรก บริษัท Poste Ltaliane ถูกว่าจ้างให้ทำยานพาหนะ 5000 คัน รถเหล่านี้ถูกออกแบบเป็นพิเศษสำหรับการเก็บกล่องจำนวนมากแทนที่นั่งผู้โดยสาร คาดว่า LSEV จะมีค่าใช้จ่าย 10,000 ยูโร อย่างไรก็ตาม บริษัทยังไม่หยุดที่จะวางแผนสำหรับการออกแบบรถสปอร์ต

ที่มา : https://all3dp.com/4/xev-start-production-3d-printed-electric-car-3d-printing-mega-factory/

 

การพิมพ์หัวกะโหลก 3 มิติสำหรับการวิจัย MRI

การพิมพ์หัวกะโหลก 3 มิติสำหรับการวิจัย MRI

          กะโหลกเป็นโมเดลทางกายภาพซึ่งแสดงลักษณะเฉพาะของกายวิภาคของมนุษย์ หัวกะโหลกสามารถใช้เพื่อเป็นเครื่องมือวินิจฉัยภาพทางการแพทย์ได้ Sossena Wood ผู้สมัครระดับปริญญาเอกทางชีวภาพมหาวิทยาลัย Pittsburgh ได้พัฒนาหัวกะโหลกที่เหมือนจริงสำหรับสำหรับการวิจัยความถี่ของคลื่นแม่เหล็กในโรงเรียนวิศวกรรม Swanson

          ขณะที่การสร้างโมเดลแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นแหล่งข้อมูลที่ใช้กันทั่วไปเพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างเนื้อเยื่อชีวภาพและสนามแม่เหล็กไฟฟ้า เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา การทดลองเกี่ยวกับหัวกะโหลกเพิ่มมากขึ้นและกลายเป็นสิ่งที่ใช้ประโยชน์ได้ในทางการแพทย์ในการวิจัยด้านสิ่งอำนวยความสะดวกซึ่งเกี่ยวกับคลื่นความถี่วิทยุเราใช้ทั้งร่างกายด้วยการถ่ายภาพจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า(MRI 7T) ซึ่งเป็นหนึ่งในอุปกรณ์ที่มั่นคงที่สุดในโลก Tamer Ibrahim กล่าว รองศาสตราจารย์และผู้อำนวยการแห่งมหาวิทยาลัย Pittsburgh ศูนย์วิจัยคลื่นวิทยุ 7T เทคโนโลยีข้อมูลพิเศษเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพแต่น่าเสียดายที่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จกับการถ่ายภาพรูปแบบนี้ เขาจินตนาการในการออกแบบหัวกะโหลก 3 มิติเพื่อใช้กับการออกแบบเทคโนโลยีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในแลปของเขาพวกเราได้พัฒนาหัวกะโหลกมนุษย์ที่จะช่วยให้เข้าใจปัญหาเหล่านี้ได้ดีขึ้นโดยวิธีที่ปลอดภัยกว่าการถ่ายภาพ เราใช้อุปกรณ์ในการวิเคราะห์ปัญหา ประเมินผล เปรียบเทียบระบบ MRI และเครื่องมือวัดก่อนที่จะทดสอบโปรโตคอลใหม่ในมนุษย์นักวิจัยในปัจจุบันได้ใช้การจำลองเชิงตัวเลขเพื่อศึกษาผลของสนามแม่เหล็กไฟฟ้า(EM)ในเนื้อเยื่อชีวภาพที่ความถี่ต่างกัน กล่าวโดย Wood แบบจำลองเชิงตัวเลขของ EM เป็นมาตรฐานในการวิเคราะห์ปฏิสัมพันธ์นี้ และพวกเราทำการออกแบบหัวกะโหลกต่างๆที่คล้ายกับมนุษย์เพื่อใช้ในการตรวจสอบโมเดล EM จึงให้สมจริงมากขึ้นสำหรับการทดสอบกายภาพและหัวกะโหลกที่เสมือนจริงเริ่มจากการออกแบบไฟล์สามมิติจากหัวมนุษย์ Wood เริ่มต้นด้วยชุดข้อมูล MRI 3T ของชายที่มีคุณภาพดี ซึ่งได้ถูกแบ่งออกเป็น 8 เนื้อเยื่อ คุณลักษณะที่ทำให้รูปแบบแตกต่างจากหัวกะโหลกพื้นฐานอื่นๆ หัวกะโหลกประกอบด้วยเนื้อเยื่อเป็น 8 กลุ่ม สมอง ก้านสมอง ตา โพรงอากาศ สมองส่วนซีรีเบลลัม ไขสันหลัง กล้ามเนื้อ และส่วนที่ติดกับไขมันเช่น กระดูก และผิว ตามที่ wood กล่าวไว้

          การใช้ซอฟต์แวร์ CAD Geomagic Studio แต่ละช่องว่างถูกออกแบบขึ้นสำรองเนื้อเยื่อเมื่อเวลาผ่านไป ขั้นตอนต่อไปจะเป็นการพิมพ์ต้นแบบ โมเดลหัวกะโหลกถูกพิมพ์ใน 5 ส่วน เพื่อถอดตัวรองรับโครงสร้างภายในที่มาพร้อมกับการพิมพ์สามมิติ “เราใช้พลาสติกที่พัฒนาขึ้นโดย DSM Somos สำหรับวัสดุการพิมพ์เพราะเราสามารถสร้างชิ้นส่วนที่ทนทานและมีความสามารถในการนำไฟฟ้าไปใช้กับร่างกายมนุษย์” กล่าวโดย Wood “เพื่อช่วยให้โมเดลสามารถเลียนแบบต้นแบบได้อย่างแท้จริง

          ตอนนี้ Wood ได้พิมพ์หัวแบบ 3 มิติแบบเต็มรูปแบบแล้วเขาสามารถรวบรวมและเริ่มทดสอบได้ หัวกะโหลก มีแอปพลิเคชันมากมายรวมถึงการทดสอบเพื่อดูว่ารากฟันเทียมบางตัวสามารถเข้าไปภายใน MRI หรือตรวจจับอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นในเนื้อเยื่อต่างๆตามเครื่องมือวัด RF ต่างๆได้หรือไม่การถ่ายภาพด้วยรังสีอัลตราไวโอเลตทำให้การรับพลังงานจากการแผ่รังสี RF กลายเป็นความร้อนในเนื้อเยื่อของผู้ป่วยซึ่งอาจส่งผลร้ายต่อสุขภาพของผู้ป่วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการปลูกถ่ายหากไม่ได้รับการตรวจสอบจากเครื่องสแกนเนอร์” Wood อธิบาย “ด้วยหัวกะโหลกของเราเราสามารถทดสอบความปลอดภัยของการถ่ายภาพของเราโดยการใส่โพรบภายในบางพื้นที่ของหัวและวัดผล Ibrahim กล่าว

Ibrahim and Wood หวังว่ารูปแบบนี้จะได้รับการพัฒนาในเชิงพาณิชย์และให้ความสามารถในการติดตามงานวิจัยโดยไม่ต้องอาศัยการทดสอบของมนุษย์

ที่มา : www.3ders.org

สร้างสรรค์ชิ้นงานจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติ(Minitape)

สร้างสรรค์ชิ้นงานจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติ(Minitape)

2889

 

                   ปัจจุบันการพิมพ์ 3 มิติเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถจะรังสรรค์สิ่งใหม่ๆออกมาได้มากมาย แม้กระทั่ง Minitape และสิ่งอื่นๆที่ใช้ในชีวิตประจำวันก็สามารถพิมพ์ได้เช่นเดียวกัน มาเริ่มกันเลยครับ

of01521c60ddf6daf958655ca2ec48ab0_22081333_๑๘๐๘๐๗_0010

of01521c60ddf6daf958655ca2ec48ab0_22081333_๑๘๐๘๐๗_0006

of01521c60ddf6daf958655ca2ec48ab0_22081333_๑๘๐๘๐๗_0004

          CREDIT FILE : https://www.thingiverse.com/thing:1169741

           วัสดุที่ใช้ในการพิมพ์ : PLA

           อื่นๆ : 1.ความเร็วในการพิมพ์ที่เหมาะสมควรอยู่ที่ประมาณ 40 mm/s

                     2.จะสร้างหรือไม่สร้าง Support ชิ้นงานก็สามารถขึ้นได้

          ใช้เวลาในการพิมพ์ : 8 ชั่วโมง 2 นาที

Mini_Tape_Gun_Main_preview_featured

Mini_Tape_Gun_Cap_preview_featured

 

 

 

 

สร้างบ้านจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติ โดยครอบครัวชาวฝรั่งเศส

สร้างบ้านจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติ โดยครอบครัวชาวฝรั่งเศส

          ครอบครัวหนึ่งในประเทศฝรั่งเศสเป็นครอบครัวแรกที่ย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านที่สร้างด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ เป้าหมายของการสร้างบ้านจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติ เพื่อที่จะแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีเครื่องพิมพ์ 3 มิติไม่ใช่เพียงแค่สร้างบ้านที่น่าอยู่แต่ราคาก็สามารถเข้าถึงได้เช่นเดียวกัน

 

3d house

       

          “Ynnova” คือบ้านที่ที่ใช้เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ และเป็นโปรเจคที่ร่วมมือกันระหว่างมหาวิทยาลัย Nantes,the city coucill,bouygues Construction,Lafarge Holcim,the Nantes Metropole Habitat organization,และ TICA architectes & urbanistes  ร่วมมือกันทั้งฝ่ายออกแบบและพัฒนาภายในเดือนกันยายนที่ผ่านมาโปรเจคนี้ได้สร้างความตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมาก “Ynnova” บ้านที่สร้างจากเทคโนโลยี 3 มิติ ได้มีการเปิดตัวภายในงานเมื่อวันที่ 21 เดือนมิถุนายน และได้เตรียมการต้อนรับผู้พักอาศัยภายในเดือนนี้  

 

3d house1

 

          ภายในบ้านมี 4 ห้องนอนและพื้นที่ใช้สอยขนาดใหญ่บริเวณใจกลางบ้าน ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัย Nantes “Benoit Furet”ได้กล่าวไว้ว่า “เมื่อคุณพิมพ์บ้านจากเครื่องพิมพ์สามมิติ จะใช้วัสดุเพียงนิดเดียวและไม่ก่อเกิดของเสีย ซึ่งต่างจากการสร้างบ้านในยุคปัจจุบัน” เพราะใช้เวลาในการพิมพ์ 54 ชั่วโมง ส่วนผู้รับเหมาใช้เวลาเพียง 4 เดือนเพื่อเพิ่มรายละเอียดต่างๆภายในบ้านเช่นหน้าต่าง ประตูและหลังคา โดยมีค่าใช้จ่ายประมาณ 176,000 ปอนด์  ซึ่งถูกกว่าประมาณ 20 เปอเซ็นต์เมื่อเปรียบเทียบกับการสร้างบ้านโดยทั่วไป

 

3d house2

3d house3

       

           Nordine Ramdani,Nauria Ramdani และลูกๆอีก 3 คน คือผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านนี้ให้ความเห็นกับโครงการนี้ว่า “เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้ เราเคยอาศัยอยู่ในแฟลตที่มีพื้นที่คับแคบ ซึ่งเป็นโอกาสดีสำหรับเราที่ได้อาศัยในบ้านหลังนี้ ”เป้าหมายของโครงการนี้เพื่อให้เห็นว่าบ้านประเภทนี้จะกลายมาเป็นกระแสหลักของที่อยู่อาศัยได้หรือไม่ และหากใช้เทคนิคการสร้างใกล้เคียงกันก็สามารถประยุกต์ใช้กับสิ่งก่อสร้างอื่นภายในชุมชนได้เช่น หอพักนักกีฬา เป็นต้น เป็นเวลา2000 ปีแล้ว ที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงกระบวนการสร้างบ้าน พวกเราต้องการที่พัฒนากระบวนการสร้างนี้ให้ดียิ่งขึ้น จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างบ้านด้วยระบบเครื่องพิมพ์สามมิติ

 

3d house4

 

          “บ้านอัจฉริยะ” นี้จะช่วยให้ผู้อาศัยในบ้านสามารถประหยัดพลังงานได้มากขึ้นภายในบ้าน”Yhnova” มีอุปกรณ์ครบครัน มีเทคโนโลยีติดตามภายในบ้าน เช่น ระบบควบคุมคุณภาพอากาศ ควบคุมคุณภาพอากาศ ควบคุมความชื้น อุณหภูมิ และตัวบ้านยังถูกออกแบบสำหรับคนพิการที่ใช้รถเข็น ซึ่งสามารถควบคุมทุกอย่างจากสมาร์ทโฟนได้

ที่มา : http://www.3ders.org/