fbpx

แจกไฟล์ตัว Filter กรองอากาศสำหรับหน้ากากอนามัย

แจกไฟล์ตัว Filter กรองอากาศสำหรับหน้ากากอนามัย

พอดีจากเหตุการณ์ในช่วงนี้มีการระบาดของไวรัส COVID-19 ที่เป็นเชื้อไวรัสที่แพร่กระจายจากสารคัดหลั่งที่พบเป็นอย่างมากเลยคือ น้ำลายที่มาจาการพบปะพูดคุยกัน การติดต่อธุรกิจต่าง ๆอย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และสิ่งที่จำเป็นอย่างมากในช่วงนี้เลยที่จะใช้ในการป้องกันไวรัส COVID-19 นี้ได้ก็จะมี  แอลกอฮอล์ หน้ากากอนามัย และอื่นๆ แต่ 2 อย่างนี้ถือว่าจำเป็นอย่างมาก ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันทุกวันนี้การออกจากนอกบ้านหรืออยู่ภายในบ้านต้องใส่หน้ากากอนามัยเพื่อกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส COVID-19 เพราะไวรัสสามารถกระเด็นติดไปกับน้ำลายของคนเราได้ในขณะพูด เทื่อมีความต้องการท่จะใช้หน้ากากอนามัยเป็นจำนวนมากจึงทำให้หน้ากากอนามัยที่มีขายอยู่ในท้องตลาดนั้นหาได้อยาก และได้มีการแก้ไขปัญหาส่วนนี้ขึ้นมาเป็นหน้ากากผ้าที่สามารถสักล้างได้ ไม่เหมือนหน้ากากอนามัยแบบทั่วไปที่ใช้แล้วต้องทิ้งเลย แต่หน้ากากผ้าบางชนิดจะค่อนข้างหายใจลำบาก ทางเราได้เห็นหน้ากากแบบที่ใช้กันฝุ่น PM2.5  ที่ด้านข้างของหน้ากากนั้นจะมีตัว Filter กรองอากาศที่จะเข้าไปภายในหน้ากาก จึงเกิดความคิดขึ้นมาว่าเมื่อมี 3D Printer อยู่แล้วทำไมไม่ทำตัวกรองขึ้นมาใช้กับหน้ากากผ้าละ และมีการเปลี่ยนผ้าสำหรับกรองภายในแทนส่วนหน้ากากก็สามารถสักตามปกติได้เหมือนเดิม

**สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : Filter Mask Covid-19 

 

ทางเราได้เขียนไฟล์ CAD ขึ้นมาเพื่อจะนำมาพิมพ์กับเครื่อง 3D Printer แบบระบบ FDM เพื่อมาใช้กับหน้ากากผ้าที่ใช้งานอยู่ และทางเราได้นำไฟล์ที่ได้เขียนไว้นั้นมาแจกกันฟรีๆ สามารถเข้าไปดาวน์โหลด

**ได้ที่ : Filter Mask Covid-19 สามารถเข้าไปดาวน์โหลดและนำไปพิมพ์แจกหรือใช้งานกันได้เลยนะครับ เมื่อเราพิมพ์เสร็จก็นำมาแกะ Support ออกแและนำหน้ากากผ้าที่เราจะติด Filter ชิ้นนี้เข้าไปมาตัดเป็นรูเพื่อจะใส่ Filter กรอง ส่วนผ้ากรองที่จะใส่ไว้ระหว่างตรงกลางนั้นสามารถหาซื้อได้ หรือสำลีกรอง

  

 

 

 

รีวิวการใช้งาน Autoscan DS-EX Pro Dental scanner เครื่องสแกนสำหรับโมเดลฟัน

รีวิวการใช้งาน Autoscan DS-EX Pro Dental scanner เครื่องสแกนสำหรับโมเดลฟัน

วันนี้เราจะมาแนะนำเครื่องสแกนเนอร์ตัวใหม่ที่ใช้ในงานเฉพาะทางด้านทันตกรรม หรือด้านฟัน ซึ่งเจ้าเครื่องรุ่นนี้ก็คือ Autoscan DS-EX Pro dental scanner เป็นเครื่องที่มีระยะในกาารสแกนที่นิ่งและมีความละเอียดที่สูงถ้าให้กล่าวจากสเปคของตัวสเครื่องนั้นจะอยู่ที่ 10 ไมครอน เครื่องสแกนเนอร์รุ่นนี้จะมีแบ่งเป็น 2 รุ่นคือ Autoscan DS-EX dental รุ่นเก่ากับ Autoscan DS-EX Pro dental โดยความแตกต่างของทั้ง 2 รุ่นนี้คือรุ่นที่ไม่มีคำว่า Pro นั้น จะมีความละเอียดที่น้อยกว่าจะอยู่ที่ 15 ไมครอน แต่จะใช้ White Light ในการสแกนซึ่งจะทำให้สามารถสแกนสีของโมเดลได้เสมือนจริง ส่วนอีกเครื่องที่เรานำมารีวิวนั้นจะเป็นรุ่น Autoscan DS-EX Pro dental  นั้นจะมีความละเอียดของตัวกล้องอยู่ที่ 10 ไมครอน ใช้แสง Blue Light ในการสแกนโมเดลจะไม่สามารถสแกนสีของโมเดลได้แต่เน้นไปทางด้านของความละเอียดแทน เพราะที่ตัวด้านบนหรือหัวเครื่องสแกนนั้นสามารถถอดเปลี่ยนได้ ความสะดวกของเครื่องที่เป็นแบบ Auto scan นั้นจะมี Turntable ติดมาที่ตัวเครื่องสแกนเนอร์ทำให้เวลาเราทำการสแกนจะเป็นแบบอัตโนมัติทั้งหมด ถือว่าาสะดวกสบายมาก จากที่ได้ลองทำการใช้งานสามารถสแกนงานได้อย่างรวดเร็วมาก และครอบคุมการสแกนได้หลากหลายมีโหมดการใช้งานมาให้ใช้เยอะพอสมควร ส่วนการเชื่อมต่อนั้นจะใช้สาย UBS เสียบเข้ากับคอมพิวเตอร์ระบบที่รองรับจะเป็น Windows และการใช้งานนั้นจะต้องใช้ Dongle Licenseเดี๋ยวเราลองมาดูการรีวิวการใช้งานกันได้เลยครับ

 VDO รีวิวการใช้งาน AutoScan DS-EX Pro Dental Scan 

 

มี 2 รุ่นแบ่งเป็นทำงานแบบใช้ White Light และ Blue Light
มีกล้องในการสแกน 2 ตัว ที่มีความละเอียดสูง
ตัวเครื่องมาพร้อม Turntable ทำงานหมุนแบบ Auto

 

Design สวยงามน่าใช้ ตัวเครื่องหนัก 5 Kg.

 

อุปกรณ์ที่มีมาให้ภายในกล้อง จะมีรายละเอียดดังนี้

  1. AutoScan Equipment*1
  2. Flash Drive*1
  3. Dongle License*1
  4. Calibrate Plate*1
  5. Data Cable*1
  6. Power Adapter&Cable*1
  7. Basic Height Adapter*1
  8. Die Plate*1
  9. Model Fixture*2
  10. Blue-Tack*2
  11. Articulator Transfer Plate (Two in One)*1
  12. Articulator Height Adapter*1
  13. Impression Jig*1
  14. Arch Tray*1
  15. Full Arch Tray*1
  16. All-in-one Tray*1
  17. Articulator Dynamic Scan Plate*1

 

อุปกรณ์ และแผ่นเพลทต่างๆ ที่มีมาให้
สามารถสแกนงานได้หลากหลายรูปแบบของโมเดลฟัน ทั้งแบบ Die, Full Models, Upper/Lower Models และ Full Articulator

 

การเริ่มต้นใช้งาน และการคาริเบท

โปรแกรมที่ใช้สำหรับเครื่องสแกนเครื่องนี้นั้นจะมีอยู่ 2 โปรแกรม คือ DentalScan กับ DentalManager ซึ้งสำหรับการใช้งานนั้นเราจะทำการเปิดโปรแกรมที่ชื่อ DentalManager เป็นหลังเพื่อทำการตั้งค่าไฟล์งานหรือรูปแบบที่เราจะใช้ทำการสแกนโมเดลนั้นๆ ไม่ว่าจะสแกนงานแบบโมเดลชิ้นเดี่ยวหรือชิ้นคู่(ฟันชิ้นบน+ฟันชิ้นล่าง)  สแกนฟันแบบทำรากเทียม และอืนๆ อีกมากมาย แต่ก่อนอื่นนั้นจะต้องทำการ calibrate เครื่องสแกนก่อนการใช้งานก่อนเพื่อให้เวลาสแกนโมเดลออกมานั้นไม่มีความผิดปกติหรือโมเดลนั้นคลาดเคลื่อน การ calibrate จะให้คลิกที่ด้านขวามือบนโปรแกรม DantalScan จะเด้งขึ้นมาอัตโนมัติทั้นทีเป็นหน้าต่างการ calibration ให้นำแผ่น calibrate ที่มีเลขที่ตรงกับที่หน้าจอเราสแดงขึ้นมานั้นมาวางไว้บนฐานของตัวเครื่องแต่ก่อนที่จะว่างแผ่น calibrate นั้นควรจะใส่แผ่นเพลทเพื่อเพิ่มความสูงให้ฐานเครื่องสแกนก่อนเพราะบางทีถ้าต่ำจนเกินไปนั้นจะทำให้สแกนหรือ calibrate ไม่ได้ครับ  เมื่อเรานำแผ่น calibrate ใส่ไว้ที่ฐานแล้วก็กด OK ได้เลย ตัวเครื่องสแกนเค้าจะออโต้ calibrate ให้ทันทีพร้อมทั้งเมื่อเสร็จแล้วจะแสดงค่า error ของแกน x, y และ z ให้เห็นทันที

หน้าต่างการใช้งานโปรแกรม DentalManager

 

การ Calibration เครื่องสแกนเนอร์ AutoScan DS-EX Pro Dental

การสร้างไฟล์งานสแกน New File

สำหรับโมเดลที่เรานำมาสแกนนั้นยังต้องหลีกเลี่ยงโมเดลที่เป็นสีดำหรือเข้ม เพราะหลักการทำงานจะเหมือนกับเครื่องสแกนเนอร์รุ่นอื่นๆ เช่น Einscan Pro 2X Series, Einscan-SE หรือ AuralScan Intra-Oral ใช้แสงในการสะท้อนที่โมเดลแล้วเก็บค่า แต่เครื่องตัวนี้จะทำการสแกนงานที่มีความมันเงาหรืออาจจะสีเข้มๆ หน่อยได้ดีกว่าเครื่องสแกนแบบอื่นเพราะมีความเข้มของเเสงที่มากกว่า ตัวอย่างเช่นงานที่เรานำมาสแกนนั้นเป็นเรซิ่นทางด้าน Dental ที่มีความเงาของเนื้อผิวของโมเดลก็สามารถทำการสแกนได้ เดี๋ยวเรามาดูการทำงานและการสแกนของเครื่อง AutoScan DS-EX Pro กันเลยดีกว่า ก่อนอื่นเลยเราจะต้องทำการเลือกรูปแบบที่เราจะสแกนซึ่งให้พิจารณาตามโมเดลที่เรานำมาสแกน อย่างเช่นเป็นโมดลฟันด้านล่างโดยที่มีฟันที่สามารถถอดสวมฟันเป็นส่วนๆ ได้ อย่างต้นแบบโมเดลที่เรานำมาสแกน ซึ่งจะสามารถถอดฟันซี่ที่ 15 และ 17 ได้ การเลือกรูปแบบจะเป็นตามภาพด้านล่าง

 

รูปแบบการสแกนตามโมเดลที่เลือกมาสแกน Upper

เครื่องงมือพิเศษสำหรับการสแกนงานเพิ่มเติม (ฟังก์ชั่นเสริม)

ในกรณีที่สแกนแล้วยังไม่สามารถเก็บผิวของโมเดลได้ครบถ้วน สามารถสแกนเฉพาะจุดที่ต้องการได้โดยการใช้คำสั่งด้านขวามือที่ชื่อว่า Manual add-scan และ Intelligent add-scan (สามารถรับชมได้ทาง Video ด้านบน)

-Manual add-scan : จะเป็นการใช้เมาส์หมุนตัวโมเดลผ่านทางโปรแกรม DentalScan มาให้เห็นด้านที่เราต้องการจะสแกนเพิ่ม จากนั้นให้คลิกที่ปุ่ม Scan เพื่อทำการสแกนโมเดลต่อ ซึ่งโปรแกรมจะสั่ง DentalScan จะสั่งให้ตัวเครื่องสแกนนั้นทำการหมุนฐานของเครื่องไปให้ด้านที่เราได้เลือกหมุนไว้ที่หน้าจอแสดงผลจากนั้นจะสแกน 1 ครั้งแล้วนำมา Alignment เข้ากับชิ้นงานล่าสุดที่เราสแกนมาให้แบบอัตโนมัติทันที

-Intelligent add-scan : จะเป็นการสแกนแบบเฉพาะจุดโดยเราใช้เมาส์เป็น brush ในการระบายสีแดงที่โมเดลในส่วนที่ยังสแกนไม่ครบ จากนั้นให้เรากด Scan โปรแกรมจะสั่งให้เครื่องหมุนฐานไปในด้านที่เราได้ทำการระบายสีแดงไว้เพื่อสแกนโมเดลที่ติดอยู่กับฐานให้ครบสมบูรณ์

 

การสแกนแบบเสริม Manual add-scan
การสแกนแบบเสริม Intelligent add-scan

การลบส่วนเกินบนโมเดลออก

การลบส่วนที่เกินออกจากชิ้นงานโมเดลนั้นสามารถใช้เครื่องมือที่มีมาให้ได้ที่อยู่ด้านล่างของหน้าต่างโปรแกรมได้ ซึ่งจะมีให้เลือกใช้งานหลากหลายแบบทั้งลากครอบแบบ Square select, Free select , Plate cut และ Brush ซึ่งสามารถเลือกใช้งานได้ตามความถนัดของแต่ละท่านได้เลยว่าถนัดลบแบบไหน

การลบส่วนเกินออกจากโมเดลหลักโดยใช้ Square select และ Brush

การสแกนงานแบบ Die แยกที่ต้องสวมเข้าไปในโมเดล

เมื่อทำการสแกนต้นแบบหลักเสร็จเรียบร้อยแล้ว โปรแกรมจะเด้งขึ้นมาให้สแกนชิ้นส่วนที่เป็น Die ที่ได้เลือกรูปแบบของการสแกนไว้ตั้งแต่เริ่มต้นการสร้างงานสแกน วึ่งโปรแกรมจะแสดงให้เห็นว่าฟันซี่นั้นๆ ควรจะจิ้มลงไปใน Plate Die ที่ช่องเบอร์ไหนจากตัวอย่างจะเป็นชิ้นที่ 15 เสียบไปในช่องที่ 1 และชิ้นที่ 17 เสียบเข้าไปในช่องที่ 3 เมื่อทำการสแกนส่วนนนี้เสร็จแล้วโปรแกรมจะถามนำชิ้นส่วนที่เป็นการสแกนแบบ Die Tray นี้ไป Trim ออกจากตัวโมเดลหลักทันทีแต่เราต้องตรวจสอบการ Alignment อีกทีว่าถูกต้องไหม

การสแกน Die Tray จากโมเดลหลัก
การ Align และ Trim ออกจากโมเดลหลัก
การ Align และ Trim ออกจากโมเดลหลัก

ขั้นตอนสุดท้าย การซ่อมแซมปิดรูบนโมเดล

เมื่อสแกนงานเสร็จสามารถ fill รูบนโมเดลจะทำให้โมเดลที่สแกนมานั้นสมบูรณ์แบบก่อนจะนำไปใช้งานต่อ  ซึ่งการ fill จะมี 2 รูปแบบคือ Radius Fill Hole และ Fill Diameter

การ Fill Hole (Radius) และ Fill All

การเปรียบเทียบ ข้อดี-ข้อเสีย

-ข้อดี

  1. ความละเอียดสูงที่ 10-15 ไมครอน
  2. อุปกรณ์ที่มีมาให้สำหรับสแกนงานได้อย่างครบถ้วน
  3. น้ำหนักของตัวเครื่องเหมาะสมต่อการใช้งาน
  4. ใช้งานง่าย สะดวก
  5. ตัวเครื่อง/โปรแกรมมีการทำงานได้รวดเร็ว
  6. สามารถสแกนงานที่มีความมันเงา และโมเดลที่สีเข้มๆ ได้
  7. save ไลฟ์งานให้ Auto
  8. เชื่อมต่อกับ PC ง่ายแค่เสียบสาย USB และ USB Dongle License

-ข้อเสีย

  1. ไม่สามารถสแกนโมเดลสี ดำ/ใส ได้
  2. ต้องเลือกระหว่างระบบ Blue Light (black/white) และ White Light (color)
  3. การใช้งานต้องมี USB Dongle License ถ้าไม่มีไม่สามารถใช้งานได้
  4. ใช้งานได้แค่ระบบ Windows เท่านั้น

 

การสแกนงานโมเดลขนาดเล็ก 

การสแกนงานขยาดเล็กที่เป็นเฉพาะทางประติมากรรมซึ่งได้นำโมเดลขนาด 1 นิ้วครึ่งมาสแกน งานที่นำมาสแกนนั้นได้พิมพ์ออกมาจากเครื่อง Formlabs Form 3/Form 3B เป็นเครื่องพิมพ์เรซิ่นระบบ SLA จากที่ได้ทดสอบสแกนงานถือว่าทำได้ดีเลยทีเดียวที่ความละเอียด  10 ไมครอน สามารถลองชมภาพเปรียบเทียบที่ด้านล่างได้ครับ

 

เลือกโหลดการสแกนเป็นแบบ Clinic
งานสแกนขนาดเล็ก
ต้นแบบการสแกน

Using Form Cure

การใช้งานเครื่อง Form Cuer

**บทความนี้ใช้กับ Finishing, Form 1+, Form 2, Form 3, Form 3B**

        Form Cure จะให้แสง และความร้อนที่จำเป็นสำหรับอบชิ้นงานให้แห้งสนิท ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากขั้นตอนหนึ่งเพราะเรซิ่นแต่ละชนิดนั้นมีการเลือกใช้ค่าแสงและอุณหภูมิที่แตกต่างกันออกไป เมื่อเรซิ่นชนิดนั้นๆ ได้รับการอบแห้งอย่างเหมาะสมจะทำให้ชิ้นงานนั้นๆ มีคุณสมบัติตรงตามชนิดของรูปแบบเรซิ่นชนิดนั้น

การตั้งค่าหลังจากได้รับเครื่องความปลอดภัยเกี่ยวกับเครื่อง Form Cureการใช้งานเบื้องต้นการตั้งค่าเวลาและอุณหภูมิ

การตั้งค่าหลังจากได้รับเครื่อง Form Cure

         จัดวางตัวเาครื่อง Form Cure ไว้ในพื้นที่ที่เหมาะสมและศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งานของตัวเครื่องให้เรียบร้อย ตัวเครื่อง Form Wash มีขนาด : 26.2 × 26.2 × 34.0 ซม. (10.3 × 10.3 × 13.4 นิ้ว) ซึ่ง Form Cure จะมีการเปิดฝาของตัวเครื่องที่ด้านหน้า เพื่อนำชิ้นงานเข้ามาอบ โดยชิ้นงานที่จะอบนั้นจะถูกวางไว้บนถาดหมุน โดยพื้นที่ในการวางเครื่องนั้นจะใช้ความกว้างความยาวประมาณ 30 ซม. (12 นิ้ว) ส่วนความสูงเมื่อเปิดฝาเครื่องแล้วไม่ชนควรมีสูงประมาณ 64 ซม. (25.2 นิ้ว) การจักเก็บแพ็คมาอยู่ในกล่องกระดาษแข็งโดยภายในกล่องจะมีโฟมทั้งด้านบนและด้านล่าง ที่โฟมด้านบนจะมีอะแดปเตอร์และสายไฟมาให้ด้วย เมื่อนำโมฟที่ด้านบนออกให้เอื้อมมือเข้าไปจับที่ด้านล่างของตัวเครื่องทั้ง 2 ด้านแล้วยกขึ้นมาตรงๆ และที่โหมด้านล่างจะมีถาดจานหมุนที่จะใส่อยู่ด้านในของเครื่อง Form Cure อยู่ด้วย 1 แผ่น

**ควรเก็บกล่องบรรจุภัณฑ์ และโฟมทั้งหมดไว้เพื่อบรรจุตัวเครื่องเมื่อมีการเคลื่อนย้ายหรือส่งซ่อม

ควรตั้งเครื่องไว้ภายในห้องที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวกและมีอุณหภูมิห้องระหว่าง 18 และ 28 ° C (64–82 ° F)

  1. Cover : มีการป้องกันอย่างดีหนา 2 ชิ้น เพื่อรักษาอุณหภูมิและการสะท้อนของแสง
  2. Heater : มีกำลังไฟ 100 วัตต์ สามารถให้ความร้อนให้สูงได้ถึง 176 ° F / 80 ° C
  3. LEDs : มีหลอดไฟ LED 13 ดวง (3) มีความยาวแสง 405 นาโนเมตร ช่วยให้ความร้อนและค่าแสงสำหรับอบชิ้นงาน
  4. Turntable : ถาดหมุนได้ช่วยให้เกิดความสมดุลของแสงและความร้อนจะได้อบแห้งทั่วทั้งชิ้นงาน
  5. Display : แสดงสถานะเวลา อุณหภูมิ และตัวเลือกสำหรับการกำหนดค่าต่างๆ ของ Form Cure
  6. Knob : หมุนหรือดัน เพื่อปรับการตั้งค่าเวลา อุณหภูมิ เริ่ม หยุดชั่วคราว และหยุดการใช้งาน
  7. Power Supply : ให้พลังงานกับเครื่อง Form Cure : 24 V, 6 A

อุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการตัดแต่งชิ้นงานหลังจากการอบเสร็จแล้ว 

  • Powder-free disposable gloves
  • Sandpaper
  • Mineral oil
  • Primer and paints

 

Serial name

          เครื่อง Formlabs ทั้งหมดจะมีชื่อแทนหมายเลขประจำเครื่องซึ่งใช้เพื่อติดตามการผลิตการขาย ประวัติการซ่อมและเพื่อแยกความแตกต่างจากการใช้งานเมื่อมีการเชื่อมต่อกับเครือข่าย สามารถดูเวอร์ชั่น Firmware บนหน้าจอแสดงผลของเครื่อง Form Wash หรือ Form Cure ได้ดังนี้ :

  1. ปลดสายไฟออกจากตัวเครื่อง
  2. เชื่อมต่อสายไฟเข้ากับตัวเครื่อง
  3. เมื่อหน้าจอแสดง คำว่า “Formlabs” ให้กดปุ่มค้างไว้ทันที จากนั้นหน้าจอจะแสดงชื่อและเฟิร์มแวร์ของตัวเครื่องนั้นๆ 

 

การตั้งค่าเครื่อง Form Cure

  1. หาพื้นที่เป็นระนาบเรียบและใกล้แหล่งจ่ายไฟหลัก
  2. นำพลาสติกรอบๆ ด้านข้างตัวเครื่อง Form Cure ออก
  3. เปิดฝาเครื่องและนำถาดหมุนวางไว้ด้านในตัวเครื่องโดยจะมีขายึดจับอยู่ควรใส่ให้ลงล็อคของขาจับ
  4. เชื่อมต่อสายไฟหลักเข้ากับ Power supply จากนั้นนำปลายสายจาก Power supply เสียบเข้าที่เครื่อง Form Cure

 

 

         เครื่อง Form Cure สามารถทำการอัพเดท Firmware ได้โดยการเชื่อมต่อสาย USB ที่ด้านหลังของตัวเครื่อง เครื่อง Form Cure พร้อมใช้งานหลังจากที่ใส่ถาดหมุน และเชื่อมต่อไฟเลี้ยงเข้ากับเครื่อง ซึ่งเวลาและอุณภูมิที่จะใช้อบชิ้นงานนั้นจะขึ้นอยู่กับเรซิ่นแต่ละชิ้น โดยความยาวของคลื่นแสงจะอยู่ที่ 405 นาโนเมตร 

ความปลอดภัยเกี่ยวกับเครื่อง Form Cure

       Form Cure ใช้ความยาวแสงที่ 405 นาโนเมตร และมี Heater สำหรับทำอุณหภูมิอยู่ภายในตัวเครื่อง การใช้งานควรอ่านคู่มือให้ครบถ้วนก่อนการใช้งาน เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและมีอายุการใช้งานที่ยาวนานมากยิ่งขึ้น

 

ห้ามทำการแก้ไข และดัดแปลง

        ข้อกำหนดนี้มีไว้เพื่อความปลอดภัยเกี่ยวกับการใช้งาน ถ้ามีการดัดแปลงเครื่องโดยไม่ได้รับการอนุมัติอย่างชัดเจน หรือได้รับคำแนะนำจาก Formlabs จะทำให้การรับประกันทั้งหมดถือเป็นโมฆะทันที ซึ่งอาจทำให้ตัวเครื่องเสียหายและทำให้ผู้ใช้งานรับบาดเจ็บได้

**ห้ามถอดแผงด้านล่างของเครื่องออกเด็ดขาด**

 

ด้านพื้นผิวร้อน

      Form Cure จะมีตัวทำความร้อนที่มีกำลังไฟ 100 วัตต์ เพื่อช่วยให้ผิวของชิ้นงาน และส่วนอื่นของชิ้นงาน เมื่อชิ้นงานหลังเสร็จสิ้นจากการอบแล้วอาจจะมีความร้อนที่ตัวงาน ซึ่งคสรจะระมัดระวังจากการนำชิ้นงานออกจากตัวเครื่อง Form Cure ซึ่งควรจะปฏิบัติตามข้อกำหนดดังนี้ :

  • ระวังจากการนำชิ้นงานออกจาก Form Cure
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสที่ถาดหมุนเมื่อมีความอยู่ ควรปล่อยให้เย็นตัวลงก่อนแล้วค่อยสัมผัส
  • การตั้งเครื่อง Form Cure ควรตั้งห่างจากผนังห้องและผ้าม่านเพื่อป้องกันไฟไหม้
  • รักษาความสะอาดถาดหมุนให้สะอาดที่สุดพยายามอย่าให้มีชิ้นงานติดที่ถาด

 

แสงและอุณหภูมิ

      Form Cure ใช้ความอุณหภูมิ และใช้ความยาวคลื่นแสงที่ 405 นาโนเมตร เพื่อใช้สำหรับอบชิ้นงาน ส่งฝาครอบจะมีระบบที่ค่อยช่วยหยุดการทำงานแบบอัตโนมัติทันทีที่มีการเปิดฝาครอบด้านหน้าเครื่องขึ้น นี้มีระบบดังนั้นควรจะหลีกเลี่ยงการเปิดฝาในขณะที่ Form Cure กำลังทำงานอยู่

 

เรซิ่น (Resin)

  ปฏิบัติตามขั้นตอนความปลอดภัยทางเคมีมาตรฐานและคำแนะนำในการจัดการเรซินของ Formlabs ควรจะสวมถุงมือทุกครั้งที่มีการใช้งานเรซิ่น (Resin) หรือไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ (IPA) ในกรณีที่เรซินสัมผัสกับผิวหนังให้ล้างด้วยสบู่และน้ำ 

ควรจะศึกษาเอกสารข้อมูลความปลอดภัย (SDS) ก่อนการใช้งานทุกครั้งเสมอเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับความปลอดภัยและการจัดการวัสดุของ Formlabs การผสมกันของเรซิ่นและ IPA ควรได้รับการจัดการตามข้อ กำหนดที่ถูกต้องของสารทั้ง 2 อย่าง

คำเตือนเพิ่มเติม

        Form Wash เป็นอุปกรณ์ที่มีส่วนประกอบทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่นเดียวกับเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วๆ ไป ดังนั้นควรจะมีการใช้งานอย่างระมัดระวัง

-อย่าใช้งาน Form Wash เมื่อสายไฟหรือปลั๊กเสียหาย
-ควรจะถอดปลั๊กไฟก่อนทำความสะอาดัวเครื่อง Form Wash ทุกครั้ง
-ใช้อุปกรณ์ในบำรุงรักษาตัวเครื่องให้เหมาะสม ต่อการทำความสะอาด
-เมื่อเปิดใช้งานตัวเครื่อง Form Wash ควรจะตั้งตัวเครื่องลงบนพื้นที่มีความเรียบและได้ระดับเท่านั้น *ห้ามใช้งานบนพื้นที่เอียง

การใช้งานเบื้องต้น

  เครื่อง Form Cure จะใช้ในการอบชิ้นงานให้แห้งได้เร็วขึ้น ซึ่งจะมีแสงและอุณหภูมิที่ใช้อบชิ้นงานอยู่ภายในตัวเครื่องจากนั้นตัวเครื่องจะหมุ่นถาดเพื่อให้แสงนั้นโดนที่ชิ้นงานอย่างทั่วถึง แม้แต่ภายใต้ถามหมุนก็ยังมแสง  การใช้งานจะต้องมีการตั้งค่าเวลา และอุณหภูมิในการอบชิ้นงานโดยสามารถเปิดดูข้อมูลการเลือกใช้เวลาและอุณหภูมิ ค่าแสงที่ใช้นั้นมีความอยู่ที่ 405 นาโนเมตร ในการอบชิ้นงาน สามารถดูการเลือกใช้เวลาและอุณหภูมิที่นี่   

 

การควบคุม Form Cure

        ใช้หน้าจอและปุ่มในการควบคุมการใช้งานตัวเครื่อง ให้หมุ่นปุ่นไปทางซ้ายขวา หรือกดปุ่มเพื่อเลื่อนต่ำแหน่งเมนูและเลือกเมนู

ตัวเลือกต่อไปนี้สามรถดูได้จาหหน้าเมนูหลักบนจอแสดงผล Form Cure:

  • “Start” เริ่มทำงานไฟ และตัวทำความร้อนจะเริ่มทำงาน ซึ่งเมื่อไฟติดขึ้นความอุณหภูมิจะเริ่มทำตามที่ได้ตั้งไว้
  • Time : ให้ใช้ปุ่มในการเลือกและปรับเวลาในการอบชิ้นงาน หน่วยเวลาที่ใช้เป็นนาที
  • “Time” ปรับเวลาใช้เป็นนาที ให้ใช้ปุ่มหมุ่นเลือกเวลาที่เหมาะสมต่อเรซิ่นนั้นๆ , “Temperature” ปรับอุณใชเป็นองศาเซลเซียส

ขณะทำความร้อนที่หน้าจอจะแสดงสถานะค่าของอุณหภูมิที่ตั้งค่าไว้และรวมถึงอุณหภูมิปัจจุบันด้วย หลังจากเริ่มทำงานหน้าจอจะแสดงเวลาที่เหลือ และตัวเลือกเมนูเพิ่มเติม:

  • “Pause” หยุดการทำงานชั่วขณะ ซึ่งตัวเครื่องจะยังแสดงเวลาที่เหลืออยู่สำหรับการอบชิ้นงาน การเปิดฝาครอบจะเป็นการหยุดการทำงานชั่วขณะโดยอัตโนมัติ
  • “End” ยกเลิกการทำความร้อนและแสงไฟ เวลาที่เหลืออยู่ในการอบชิ้นงานจะถูกยกเลิกทันที

Removing support marks

Removing support marks

การลบรอย support ออกจากชิ้นงาน

**บทความนี้ใช้กับ Finishing, Form 1+, Form 2, Form 3, Form 3B

ส่วนสร้างเสริมหรือที่เรารู้จักกันว่า Support สำหรับเครื่องพิมพ์ 3 มิติ แบบ PLA นั้นถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ เลยที่จะทำให้งานที่เราสั่งพิมพ์นั้น ออกมาได้อย่างสมบูรณ์ตามแบบที่ได้ออกแบบไว้ ซึ่งการตักแต่งส่วน support นี้เหลือจากการตัดทิ้งนี้ถือว่าเป็นสิ่ที่ทำให้งานสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้นถือว่าขั้นตอนนี้เป็นขึ้นตอนสุดท้านในการสร้างชิ้นงานของเราเอง

เคล็ดลับ : เพื่อลดระยะเวลาในการพิมพ์และง่ายต่อการเพื่อลดเวลาหลังการประมวลผลให้ปรับทิศทางโมเดลใน PreForm เพื่อรองรับเฉพาะพื้นผิวแบบสัมผัสเรียบหรือพื้นที่สัมผัสของแบบจำลองที่พื้นผิวมีความสำคัญน้อยกว่า

อุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้

-อุปกรณ์จาก Formlabs (Finish kit)

  1. คีมตัด
  2. แหนบคีบ
  3. ขวดฉีดน้ำยา (เพื่อชะล้างภายในรู และล้างชิ้นงานในขณะที่ทำการขัดผิว)

-อุปกรณ์อื่นๆ ที่หามาเอง

  1. ถุงมือ
  2. หน้ากากอนามัย
  3. แว่นตานิรภัย
  4. คีมตัด
  5. กระดาษทราย (หลากหลายความละเอียด 250, 400, 1000 อย่างน้อย)
  6. ผ้าไมโครไฟเบอร์
  7. มีดผ่าตัด หรือมีดปลายแหลม
  8. น้ำมันหล่อลื่น
  9. อุปกรณ์ทำเล็บ
  10. แปรงปลายอ่อน

ข้อควรระวัง : ในขระที่เราทำการตัดแต่ง ขัด รอยที่ผิวชิ้นงานอาจจะมีเศษเรซิ่นกระเด็นหรือบาดขาดที่ผิวหนังของเราได้ควรจะสวมแว่นและใส่ถุงมือเพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นทุกครั้ง

การตัดแต่ง ขัด ส่วนที่เป็นเสา support ออกจากงานที่มีขนาดเล็กที่มีความละเอียดสูงควรจะใช้แหนบปลายแหลมในการจับชิ้นงานเพื่อให้การขัดแต่งเราสะดวกมากยิ่งขึ้น และไม่ส่งผลเสียต่อผิวชิ้นงานของเรา

การขัดผิวชิ้นงานแบบแห้ง

การลบรอยจุดสัมผัสที่เเกิดจากเสา support นั้นบางที่อาจจะเกิดเป็นรอยจุดๆ บนผิวของชิ้นงาน บางที่อาจจะเกิดลึกเข้าไปในเนื้อของชิ้นงานได้ ดังวนั้นเราควรจะใช้กระดาษทราบในการขัดแต่งผิวของชิ้นงานเพราะลบรอยเหล่านี้ออกเพื่อให้ผิวของชิ้นงานในจุดนั้นๆ เรียบสวย

ข้อควรระวัง : ควรปฏิบัติตามข้อควรระวังเพื่อเพิ่มความปลอดภัยจากการขัดพลาสติก ดังนั้นควรจจะสวนหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันฝุ่นเข้าไปภายในร่างกาย และใส่ถุงมือเพื่อป้องกันเศษพลาสติกติดที่ซอกเล็บและนิ้วมือ หรือหลังจากการขัดแต่งชิ้นงานแล้วควรล้างมือให้สะอาดทุกควร แต่อยากจะแนะนำให้ขัดด้วยกระดาษทรายน้ำเพื่อหลีกเลี่ยงการฟุ้งกระจายของฝุ่นได้

การเริ่มต้นขัดแต่งชิ้นงานนั้น ควรจะเริ่มด้วยกระดาษทราบที่มีความหยาบมากที่สุดก่อน และค่อยๆ ไล่ไปหาละเอียดสุด อย่างเช่น กระดาษทรายเบอร์ ย 150, 220, 400, 800, 1000 และ 2000 ซึ่งถ้าใครที่หน้าเบอร์ตามนี้ไม่ได้ก็ให้เลือกใกล้เคียงซัก 3-4 ขนาด เช่น 220, 400, 1000 ก็ได้เช่นกัน แล้วแต่ความต้องการของแต่ละท่านจากนั้นให้ใช้แปลงปัดฝั่นที่เกาะอยู่บนชิ้นงานออก แต่ถ้าท่านใดใช้แบบกระดาษทราบน้ำก็จะไม่ต้องใช้แปลงมาคอยปัดฝุ่น อันนี้แล้วแต่ความสะดวกของแต่ละท่าน

 

การขัดผิวชิ้นงานแบบเปียก

การขัดแบบเปียกจะช่วยลดฝุ่น และทำให้ขณะที่เราขัดอยู่นั้นสามารถเห็นส่วนที่ได้ขัดไปแล้วได้ชัดเจนมากกว่าการขัดแบบแห้งเพราะน้ำจะช่วยชะล้างเศษพลาสติกออกไปให้ทันที และไม่ทำให้เกิดฝั่นด้วย แต่ก็แนะนำให้ส่วมใส่หน้าจากอนามัยและถุงมือด้วยทุกครั้งที่ทำการขัดแต่งชิ้นงาน

ตัวเลือกหลังจาก Post-Processing

ในขั้นตอนนี้จะต้องพิจารณาว่าชิ้นงานที่จะใช้นั้นมีวัตถุประสงค์แบบใด จะเน้นให้ผิวเรียบธรรมดาหรือจะให้ผิวเรียบแบบมันเงา เพื่อเน้นความสวยงามของชิ้นงงาน ซึ่งในขัดตอนการขัดนั้นก็ต้องเลือกใช้กระดาษทราบที่มีความละเอียดสูง หรือจะใช้วิธีการพ่นสเปรย์สีใสที่ใช่ในการเคลือบพลาสติก รถยนต์ ก็จะสามาถช่วยให้ผิวของชิ้นงานเรียบเงาสวยได้เช่นกัน

การเสร็จสิ้นงานด้วยน้ำมัน

หลังจากที่เราได้ทำการขัดด้วยกระดาษทราบเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ให้ใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์ และน้ำมันเพียงเล็กน้อย เพื่อเพิ่มความมันเงาที่ชิ้นงานและจะทำให้รอยด่างขาวที่เกิดจากการขัดด้วยกระดาษทรายนั้นหายไป

การเคลือบด้วยเรซิ่น

การเคลือบด้วยการทาน้ำยาเรซิ่นบาง ๆ บนพื้นผิวของชิ้นงาน แต่ไม่ควรจะทาให้หนาจนมากเกินไปเพราะจะทำให้ลายละเอียดของชิ้นงานไม่คมชัด จากนั้นให้นำชิ้นงานไปอบแห้งจากจะใช้เป็นเครื่อง Form Cure หรือด้วยแสง UV ตามปกตอก็ได้เช่นกัน

Guide SLA basic finishing steps

Guide SLA basic finishing steps

SLA basic finishing steps

**บทความนี้ใช้กับ Finishing, Form 1+, Form 2, Form 3, Form 3B

สำหรับเครื่องพิมพ์ Formlabs SLA จะมีการตัดแต่งชิ้นงานตามขั้นตอนต่อไปนี้ :

  1. การนำชิ้นงานออกจากแท่นพิมพ์ (Build Platform)
    2) การล้างชิ้นงาน ด้วย Finish Kit หรือ Form wash
    3) การอบชิ้นงาน
    4) Post-cutting (Form Cure หรือวิธี Cure แบบอื่นๆ)
    5) การถอดรองรับ

หากใช้ชุด Finish Kit ให้ทำตามขั้นตอนพื้นฐานของการล้างและการอบแห้งชิ้นงานตามน้ำยาเรซิ่นแต่ละชนิดให้ดีก่อน เพราะเรซิ่นแต่ละชนิดนั้นใช้เวลาในการล้างและอบแห้งต่างกันออกไปตามความเหมาะสม

หลังจากพิมพ์งานเสร็จ

  1. นำชิ้นงานที่ติดกับแท่นพิมพ์ออกจากตัวเครื่องพิมพ์

    *วิธีการล้างกระจกของเครื่อง Form 2

    *วิธีการล้างกระจกของเครื่อง Form 3 / Form 3B

    เมื่อนำชิ้นงานออกมาแล้วให้ปิดฝาครอบสีส้มทันทีหลังจากถอดแท่นออก

    เพื่อป้องกันไม่ให้แสงจากภายนอกตัวเครื่องเข้าไปโดนที่เรซินภายในถัง ซึ่งถ้ามีแสงจากภายนอกไปโดนเรซิ่นจะทำให้เรซิ่นแข็งได้ ถ้าหากล้างด้วยตนเองให้ทำการแกะชิ้นงานออกจากแท่นพิมพ์ก่อนทำการล้างด้วยชุด Finish Kit  แต่ถ้าล้างด้ายเครื่อง Form Wash ไม่จำเป็นจะต้องแกะชิ้นงานออกจากแท่นพิมพ์และให้อ่าน คู่มือการใช้งานตัวเครื่อง Form Wash 

  2. การนำแท่นพิมพ์ติดกับขาจับ
  3. การนำชิ้นงานออกจากแท่นพิมพ์

    นำเครื่องมือที่อยู๋ในกล่องของ Finish Kit มาสอดที่ข้างใต้ Raft ของชอิ้นงานตามมุมฐานขึ้นอยู่กับรูปร่างของชิ้นงานจากนั้นให้นำฝาที่อยู่ด้านบนของกล่อง Finish Kit มารองชิ้นงานที่จะหลุดออกจากแท่นพิมพ์เมื่อเราแกะออกเพื่อป้องกันรอยขีดข่วนที่จะเกิดขึ้นบนชิ้นงาน

    การทำความสะอาดแท่นพิมพ์ Build Platform

    ทำการเช็ดเรซินที่แข็งตัวแล้วหรือที่ติดอยู่บนแท่นพิมพ์ให้หลุดออกจากแท่นก่อนนำกลับมาใช้ใหม่ แต่ถ้าหากการพิมพ์ครั้งต่อไปใช้เรซินชนิดเดียวกันไม่จำเป็นต้องทำความสะอาดเอาเรซิ่นเหลวออก ให้แกะชิ้นงานออกและสั่งเกตุดูว่ามีเศษที่แข็งตัวแล้วติดอยู่หรือเปล่าถ้าไม่มีให้นำกลับไปเสียบไว้ที่ตัวเครื่องพิมพ์ และสั่งการพิมพ์ต่อเนื่องได้เลยทันที แต่เมื่อไหร่ที่คุณไม่ใช้เรซิ่นชนิดเดิมหรือต้องการจะนำไปเก็บให้ทำความสะอาดโดยใช้ IPA ในการทำความสะอาดและใช้ผ้าขนหนูหรือกระดาษในการเช็ดแท่นพิมพ์ 

     

     

     

     

     

การล้างชิ้นงานด้วยตัวเอง

การล้างชิ้นงานจะต้องใช้ Isopropyl alcohol (IPA)  หรือ tripropylene glycol monomethyl ether (TPM) จะละลายเรซิ่นเหลวทำให้มีประสิทธิภาพการเกาะตัวกันน้อยลง สำหรับการล้างชิ้นงานที่พิมพ์จากเครื่องพิมพ์ SLA ของ Formlabs จะมีปัจจัยในการล้างให้ชิ้นงานออกมาดีที่สุดอยู่ประมาณ 2 ปัจจัยที่จะทำให้ชิ้นงานสะอาด คือ การละลาย และการกวน ซึ่งควจจะกวนให้น้ำยา IPA เข้าไปละลายเรซิ่นเหลวที่ติดอยู่ที่ชิ้นงานออกให้หมด จาดนั้นให้ทำการแช่ชิ้นงานโดยจะต้องใช้เวลาในการแช่ล้างชิ้นงานใน IPA ให้เหมาะสมกับเรซิ่นแต่ละชนิด  ถ้าขนาดของชิ้นงานเล็กลงก็ให้ลดระยะเวลาในการล้างน้อยลงเช่นเดียวกันด้วยตามความเหมาะสมเช่นกัน

  1. กวนชิ้นงานในตัวทำละลาย IPA

    เมื่อเปิดถังล้างแรกแล้วให้นำชิ้นงานมาวางลงบนตะแกรงที่ใช้วางชิ้นงานเพื่อเขย่าให้เรซิ่นละลายออกเป็นเวลา 30 วินาทีเป็นอย่างน้อย การกวนช่วยขจัดเรซิ่นเหลวออกจากพื้นผิวด้านนอกของชิ้นงาน

  2. แช่ชิ้นงานในตัวทำละลาย IPAปิดฝาถังล้างและปล่อยให้ชิ้นส่วนนั้นแช่ประมาณครึ่งหนึ่งของเวลาที่แนะนำทั้งหมด
  3. นำชิ้นงานมาแช่ในถังล้างที่ 2

ย้ายชิ้นงานในถังล้างที่ 1 ไปยังถังล้างที่ 2 จากนั้นทำซ้ำขั้นตอนที่ 1 และ 2 เพื่อกวนและแช่ชิ้นส่วนในเวลาที่เหลือเพิ่มเติม

 

การอบแห้ง

ในกรณีที่ใช้ IPA ในการล้างชิ้นงานเรซิ่นควรปล่อยทิ้งไว้ให้ชิ้นงานแห้งสนิทก่อนหลังจากการล้างเป็นเวลาประมาณ 30 นาทีเป็นอย่างน้อย แต่ถ้าหากใช้ TPM ให้ปล่อยชิ้นงานทิ้งไว้ให้แห้งและล้างต่อด้วยน้ำเปล่าจากนั้นค่อยนำชิ้นงานไปอบให้แห้งสนิทการจะอบด้วยวิธีของตนเอง หรือใช้เครื่อง Form Cure ก็ได้เช่นกัน แต่ควรจะศึกษาวิธีการอบชิ้นงานให้เหมาะสมกับเรซิ่นแต่ละชนิด

 

Post-Curing

การอบชิ้นงานจะมีปัจจัยที่สำคัญอยู่ 2 อย่าง คือ การเลือกใช้ระยะเวลาในการอบและอุณหภูมิ เพราะเรซิ่นของ Formlabs มีหลากลายชนิดแต่ละชนิดจะใช้ความยาวของค่าแสงในการอบอยู่ที่ 405 นาโนเมตร ซึ่งสามารถเลือกใช้ค่าต่างๆ นี้ได้ตามข้อมูลเอกสารของการเลือกใช้เวลาและอุณหภูมิในการอบชิ้นงาน และการใช้งานเครื่อง Form Cure ซึ่งสำหรับผู้ใช้งานที่ไม่ได้มีเครื่อง Form Cure ก็สามารถอบด้วยวิธีของตัวเองได้

เคล็ดลับ : แนะนำให้แกะซัพพลอตออกหลังจากการอบชิ้นงานให้แห้งแล้วเท่านั้นเพราะ ชิ้นงานจะได้ไม่เสียรูปทรงเดิมเนื่อวจากถ้าแกะซัพพลอตออกก่อนการอบ ชิ้นงานนั้นจะยังมีเนื้อผิวที่อ่อนตัวอยู่ขณะที่ตัดซัพพลอตอาจจะสงผลให้ชอ้นงานเสียรูปได้

 

การแกะซัพพลอต

การแกะ ตัดซัพพลอตออกจากชิ้นงานให้ใช้คีมตัดที่มีไปให้ในชุดล้าง Finish Kit เพื่อช่วยตัดส่วนซัพพลอตออก การตัดนั้นให้ตัดห่างจากชิ้นงานเล็กน้อยเพื่อป้องกันไม่ให้โดนผิวของชิ้นงานเข้าไปนอกจากนี้คุณยังสามารถใช้มีดคัตเตอร์ตัดแต่งรอยซัพพลอตได้เพื่อลบรอยซัพพลอตที่เหลือจากการตัด หรืออาจจะใช้กระดาษทราบก็ได้เช่นกัน

ข้อควรระวัง : สวมแว่นตานิรภัยเพื่อป้องกันดวงตาจากชิ้นส่วนเรซิ่นที่หลุดออกมา

 

Form Wash

การใช้งานเครื่อง Form Wash

**บทความนี้ใช้กับ Finishing, Form 1+, Form 2, Form 3, Form 3B**

        Form Wash มีหน้าที่ไว้ใช้งานล้างทำความสะอาดเรซิ่นเหลวที่ติดกับตัวชิ้นงานที่เสร็จสิ้นจากการพิมพ์จากเครื่อง Form 2, Form 3 และ Form 3B ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรจะให้การดูแลและปฏิบัติตามคำแนะนำเป็นพิเศษนี้เพื่อให้แน่ใจว่าเกิดความปลอดภัยกับการทำงานของตัวเครื่อง และให้เครื่องมีอายุการใช้งานที่ยาวนานมากขึ้น

ข้อควรระวังเกี่ยวกับเครื่อง Form Washการตั้งค่าหลังจากได้รับเครื่องการใช้งานเบื้องต้นการวัดความเข้มข้นของ IPAการเปลี่ยนถ่าย IPA

ข้อควรระวังเกี่ยวกับเครื่อง Form Wash

1.ห้ามทำการแก้ไข และดัดแปลง

        เครื่อง Form Wash ควรจะใช้งานงานตามที่กำหนดไว้เท่านั้น ห้ามทำการดัดแปลงตังเครื่อง Form Wash โดยไม่ได้รับการอนุญาติจากผู้ผลิตอย่างชัดเจน และไม่ได้รับคำแนะนำจาก Formlabs ซึ่งถ้ามีการนำไปดัดแปลงจะทำให้ตัวเครื่องนั้นถูกยกเลิกการรับประกันทันที และอย่าถอดแผงวงจรด้านล่างของตัวเครื่องออกเพราะจะอาจทำให้ตัวเครื่องเสียหายได้

2.ไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ (IPA)

        ควรจะทำการศึกษาเอกสารข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัย (SDS) จากผู้จำหน่ายสาร Isopropyl Alcohol (IPA) เสมอว่าควรจะมีการดูแลรักษา หรือการจักเก็บสารนี้อย่างไรเพื่อให้เกิดความปลอดภัยมากที่สุด

ก่อนการใช้งาน IPA ควรสวมถุงมือ และใช้ IPA ในบริเวณที่มีการระบายอากาศได้ดีซึ่งจะทำให้ IPA ระเหยอย่างรวดเร็ว ดังนั้นเมื่อนำมาใช้งานเสร็จเรียบร้อยแล้วให้ปิดฝาทุกครั้งหลังจากใช้งานแล้ว ให้ใช้ปั๊มกาลักน้ำที่แถมมาให้เพื่อหลีกเลี่ยงการหกหรือล้นของ IPA จากการนำสารออกมาใช้งานล้างกับเครื่อง Form Wash และจะทำให้ง่ายขึ้นในการเช็ดระดับการเติมสาร IPA กับเครื่อง Form Wash เมื่อมีการเคลื่อนย้ายตัวเครื่อง Form Wash ควรจะนำสาร IPA ออกจากตัวเครื่องทุกครั้ง

3.เรซิ่น (Resin)

        ปฏิบัติตามขั้นตอนความปลอดภัยทางเคมีมาตรฐานและคำแนะนำในการจัดการเรซินของ Formlabs ควรจะสวมถุงมือทุกครั้งที่มีการใช้งานเรซิ่น (Resin) หรือไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ (IPA) ในกรณีที่เรซินสัมผัสกับผิวหนังให้ล้างด้วยสบู่และน้ำ 

ควรจะศึกษาเอกสารข้อมูลความปลอดภัย (SDS) ก่อนการใช้งานทุกครั้งเสมอเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับความปลอดภัยและการจัดการวัสดุของ Formlabs การผสมกันของเรซิ่นและ IPA ควรได้รับการจัดการตามข้อ กำหนดที่ถูกต้องของสารทั้ง 2 อย่าง

4. คำเตือนเพิ่มเติม

        Form Wash เป็นอุปกรณ์ที่มีส่วนประกอบทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่นเดียวกับเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วๆ ไป ดังนั้นควรจะมีการใช้งานอย่างระมัดระวัง

-อย่าใช้งาน Form Wash เมื่อสายไฟหรือปลั๊กเสียหาย
-ควรจะถอดปลั๊กไฟก่อนทำความสะอาดัวเครื่อง Form Wash ทุกครั้ง
-ใช้อุปกรณ์ในบำรุงรักษาตัวเครื่องให้เหมาะสม ต่อการทำความสะอาด
-เมื่อเปิดใช้งานตัวเครื่อง Form Wash ควรจะตั้งตัวเครื่องลงบนพื้นที่มีความเรียบและได้ระดับเท่านั้น *ห้ามใช้งานบนพื้นที่เอียง

 

การตั้งค่าหลังจากได้รับเครื่อง

หลังจากได้รับตัวเครื่อง Form Wash เรียบร้อยแล้วให้นำมาตั้งไว้ในตำแหน่งที่เหมาะสมเป็นระนาบที่เรียบเพื่อป้องกันการล้นและหกของน้ำยาล้าง IPA ภายในตัวเครื่อง เมื่อเปิดออกจากกล่องมาในถังของตัวเครื่องสามรถใส่ IPA ได้ 8 ลิตรโดยประมาณหรือเตรียมไว้ 10 ลิตร 

 

เครื่อง Form Wash มีขนาด 26.2 ซม. × 29.3 ซม. × 34.0 ซม. (10.3 นิ้ว × 11.5 นิ้ว × 13.4 นิ้ว) พื้นที่ในการจัดวางตัวเครื่องควรจะมีพื้นที่ด้านไว้เผื่อไว้ 30 ซม.(12 นิ้ว) เพราะว่าตัวแท่นและตะแกรงในการล้างงานจะยกตัวขึ้นมาด้านบน ห้องที่ตั้งเครื่อง Form Wash ไว้ควรจะมีการระบายอากาศที่ดีมีอุณมิระหว่าง 18- 28° C (64–82 ° F)

 

การแกะกล่องเครื่อง Form Wash

Form Wash ถูกแพ็คมาอย่างดีภายในกล่องจะมีโฟมกันกระแทกที่ด้านบน และด้านล่างของตังเครื่องที่โฟมด้านบนจะมีอุปกรณ์เสริมที่จะใช้เกี่ยวกับการล้างมาให้ด้วย การยกออกจากกล่องให้สอดมือเข้าไปภายในกล่องที่ด้านล่างเพื่อจับและยกตัวเครื่องขึ้นมาจากกล่องให้ทำการตรวจสอบการรัดสายล็อคตะแกรงว่าถูกตัดออกหรือยังก่อนการเปิดเครื่องใช้งาน ให้เก็บอุปกรณ์เสริมที่แถมมาไว้ที่ด้านข้างของตัวเครื่องที่อยู่ด้านหลัง เพื่อความสะดวกสบายต่อการใช้งานของตัวท่านเอง

 

  1. Platform Mount : แท่นพิมพ์
  2. Basket : ตะแกรงสำหรับไว้ล้างชิ้นงาน
  3. Basket Mount : ตะขอที่ไว้จับยึดตะแกรง
  4. Outer Lid: ฝาปิดด้านบน เพื่อป้องกันการระเหยของ IPA ภายในถังล้าง
  5. Inner Lid : ฝาปิดด้านบนที่อยู่ด้านในของเบอร์ 4 เพื่อป้องกันการระเหยของ IPA ภายในถัง เมื่อชิ้นงานล้างเสร็จแล้วและตะแกรงถูกยกให้ลอยขึ้นมาอยู่ด้านบนของตัวเครื่อง
  6. Wash Bucket : ภาชนะบรรจุ IPA ซึ่งสามารถบรรจุได้สูงสุด 8.6 ลิตร และมีใบพัดค่อยหมุนทำให้ IPA ชะล้างชิ้นงานได้ดีมากยิ่งขึ้น และตัวถังบรรจุสามารถถอดออกได้
  7. Display : แสดงสถานะเวลา และตัวเลือกสำหรับการกำหนดค่าการล้างของ Firm Wash
  8. Knob : ปุ่มที่สามารถหมุนหรือกด เพื่อปรับเวลาและเพื่อเริ่ม หยุดชั่วคราว หรือสิ้นสุดรอบการล้าง
  9. Tool Storage : ทั้งด้านซ้ายและด้านขวาจะมีพื้นที่สำหรับการจัดเก็บเครื่องมือเสริมมาไว้ให้
  10. Power Supply : ตัวเเปลงจ่ายไฟให้กับเครื่อง Form Wash ใช้แรงดันไฟ 24 V, 2 A
  11. Isopropyl Alcohol (IPA) : สิ่งนี้จะไม่รวมใน set ของตัวเครื่องจะต้องหาซื้อเอง โดยสารตัวนี้จะใช้ล้างเรซิ่นออกจากชิ้นงานถ้าจะซื้อให้เริ่มที่อย่างน้อยที่ 10 ลิตร ความเข้มข้นจะต้อง 90% หรือสูงกว่า

เครื่องมือที่มีให้ภายในกล่อง

  1. Flush Cutters (A): ใช้เพื่อตัดเสา support ออกจากชิ้นงาน
  2. Removal Tool (B): ใช้เพื่อแกะชิ้นงานออกจากแท่นพิมพ์
  3. Hydrometer (C): ลูกลอยที่ใช้วัดระดับความเข้มข้นของสารปนเปื้อนใน IPA จะได้รู้ว่าควรจะเปลี่ยน IPA เมื่อใด
  4. Scraper (D) : ใช้ปาดและนำชิ้นงานออกจาก resin tank และ แท่นพิมพ์เมื่อมีชิ้นงานติดหรือเสียหายจากการพิมพ์
  5. Tweezers (E) : ใช้เพื่อจับชิ้นงานที่มีขนาดเล็กหรือมีความละเอียดสูงเพื่อจะตัด support ออกได้อย่างเหมาะสม
  6. Siphon Pump (F) : ใช้เพื่อถ่ายโอนสาร IPA ระหว่างถังล้าง และภาชนะที่ใช้เก็บสารIPA

พื้นที่ในการจัดเก็บเครื่องมือ และอุปกรณ์เสริม จะอยู่ที่ด้านข้างทั้ง 2 ด้านของตัวเครือง Form Wash เพื่อให้จัดเก็บอุปกรณ์นั้นเป็นระเบียบมากยิ่งขึ้นต่อการนำไปใช้งาน ซึ้งสามารถเก็บอุปกรณ์ได้ดังต่อไปนี้ :

  • Powder-free disposable gloves
  • Sandpaper
  • Mineral oil
  • Primer and paints

 

Serial name ของตัวเครื่อง

เครื่องของ Formlabs ทั้งหมดมี serial name เป็นชื่อแทนหมายเลขประจำเครื่องซึ่งใช้เพื่อติดตามการผลิต และการขายโดยจะแสดงประวัติการซ่อมหรือปัญหาต่าง สามรถทำการแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดบนตัวเครื่องได้หรือการอัพเดท firmware โดยการเชื่อมต่อผ่านเครือข่าย จะทำให้สามารถเข้าถึงตัวเครื่อง Form Wash หรือ Form Cure สามารถทำได้ดังต่อนี้ :

  1. ถอดสายไฟออก
  2. เชื่อมต่อสายไฟอีกครั้ง
  3. เมื่อหน้าจอแสดง “Formlabs” ให้กดปุ่มค้างไว้ทันที หน้าจอแสดงชื่อตัวเครื่อง และ firmware ปัจจุบันของเครื่อง

 

การตั้งค่าตัวเครื่อง Form Wash

อันตราย : สาร Isopropyl Alcohol (IPA) เป็นวัตถุไวไฟควรปิดฝาและเก็บให้พ้นจากมือเด็กเล็ก

  • เติมสาร IPA ลงในถังโดยการเปิดฝาด้านนอกของเครื่อง Form Wash จากนั้นนำสาร IPA เติมลงไปในถังให้ถึงระดับระหว่างเส้นเติมต่ำสุดอยู่ที่ (7.8 L) และสูงที่สุด (8.6 L) สำหรับการเติมสาร IPA ที่ถูกต้องควรจะใช้ Siphon Pumpเข้ามาช่วยในการดูดสาร IPA จากถังเก็บไปยังถังของเครื่อง Form Wash เพื่อไม่ให้ IPA กระเด็นได้ขณะเติม
  • เชื่อมต่อแหล่งจ่ายไฟเข้าที่ด้านหลังของตัวเครื่อง เสียบสายไฟจากอะแดปเตอร์จ่ายไฟที่มีมาให้ภายในกล่องของตัวเครื่อง Form Wash ช่องเสียบแหล่งจ่ายไฟจะอยู่ใกล้กับช่อง USB
  • คาริเบทโดยใช้เครื่องมือ Hydrometer ส่วนประกอบของ Hydrometer มีดังต่อไปนี้ :– O-ring (A) :โอ-ริง วัดค่าความเข้มข้น
    – Float (B) : ลูกลอย
    – Handle (C) : ด้ามจับ
    – Tall Wings (D) : ขีดวัดระดับขีดสูง
    – Short Wings (E): ขีดวัดระดับขีดต่ำ
    – Weight (F) : ลูกน้ำหนักถ่วง

      การใช้ Hydrometer ใช้มือจับที่ด้านบนตรง Handle (C) นำไปใส่ในถังล้างที่มีได้เติมสาร IPA เรียบร้อยแล้ว เมื่อนำ Hydrometer ใส่ลงไปในถังเรียบร้อยแล้วให้เลื่อน O-ring ขึ้นลงให้ตรงกับระดับขีด Short Wings (E) เมื่อตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้วให้นำไปเก็บไว้ในพื้นที่จัดเก็บด้านข้างของตัวเครื่อง Form Wash (เมื่อปรับระดับ O-ring ได้แล้วห้ามเลื่อนอีกเด็ดขาด นอกจากจะทำการเปลี่ยนสาร IPA ใหม่) เมื่อใช้เครื่อง Form Wash ไปในสักระยะหนึ่งแล้วต้องการจะทราบว่าสาร IPA อยู๋อยู่ภายในเครื่อง Form Wash นั้นควรจะใช้ต่อไหมเพราะเมื่อมีการล้างชิ้นงนเรซิ่นที่ติดอยู่กับชิ้นงานของเราจะปะปนลงไปในสาร IPA ในถังเรื่อยๆ จนสาร IPA ในถังนั้นมีความเข้มข้นของสิ่งเจือบนมากเกินไป ซึ่งจะไม่เหมาะสมต่อการล้างชิ้นงานแล้วถ้าใช้ล้างต่อชิ้นงานก็จะไม่สะอาด ดังนั้นควรจะทำการวัดอีกครั้งโดยนำ Hydrometer ที่ได้ปรับ O-ring ตั้งแต่ครั้งแรกแล้วไว้นั้นมาจุ่มลงไปในถังอีกครั้งและอ่านค่าที่ได้ โดยการสั่งเกตุดังนี้ ถ้า O-ring ลอยขึ้นมาอยู่ระหว่าง Tall Wings (D) กับ Short Wings (E) แสดงว่าสาร IPA ภายในถังล้างนั้นยังสามารถใช้ล้างชิ้นงานต่อไปได้ แต่ถ้าเมื่อใด O-ring ลอยขึ้นมาเหนือ Tall Wings (D) แสดงว่าสาร IPA ในถังล้างนั้นมีสิ่งเจือปนมากไม่เหมาะสมที่จะใช้สาร IPA ภายในถังล้างแล้วควรจะเปลี่ยนสาร IPA ใหม่ทันที 

 

การใช้งานเบื้องต้น

     เครื่อง Form Wash ที่พร้อมใช้งานั้นจะต้องเติมสาร IPA ลงไปในถังล้างก่อนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมตามด้านข้างของตัวเครื่อง และดังนั้นก็ทำการคาริเบทโดยใช้ Hydrometer ไม่ว่าจะล้างแบบที่ชิ้นงานติดกับแท่นพิมพ์ และแกะชิ้นงานออกจากแท่นพิมพ์ไปไว้ในตะแกรงล้าง โดยชิ้นงานที่เครื่อง Form Wash สามารถใส่เข้าไปล้างภายในตัวเครื่องได้มีขนาดเท่ากับ 14.5 × 14.5 × 17.5 ซม. (5.7 × 5.7 × 6.9 นิ้ว)

หมายเหตุ : สวมถุงมือเมื่อหยิบจับส่วนที่ปนเปื้อนด้วยสาร IPA หรือเรซิ่นเหลวเพื่อป้องกันการสัมผัสผิวหนังที่จะทำให้เกิดอันตรายได้

การควบคุม Form Wash

การควคุมเครื่อง Form Wash นั้นสามารถควบคุมผ่านปุ่มที่อยู่ด้านหน้าของตัวเครื่องใกล้ๆ กับหน้าจอได้เลย โดยการหมุนและกด หน้าจอจะแสดงรายละเอียดการควบคุม เช่น การตั้งเวลาในการล้าง การเริ่ม-หยุดการทำงาน การเปิดฝา-ปิดฝา

  • Start : การเลื่อนรางสไลด์ที่มีชิ้นงานที่ติดอยู่กับแท่นพิมพ์ หรือในตะแกรงล้างลงมาในถังล้างและปิดฝา จากนั้นจะเริ่มการล้างทันที
  • Open : การเลื่อนรางสไลด์ที่มีตะแกรงล้างขึ้นมาจากถังล้าง
  • Sleep : การเลื่อนรางสไลด์ที่มีตะแกลงล้างลงมายังถังล้าง จากนั้นเลือกและกด Start เพื่อเริ่มการล้าง
  • Time : การตั้งค่าเวลาที่ใช้ในการล้างชิ้นงาน
  • Pause : การหยุดการล้างชั่วขณะ และเวลาก็ยังคงค้างอยู่เท่าเดิมเพื่อทำการล้างต่อได้
  • End : การเสร็จสิ้นการล้างทันที่

1.ใส่ชิ้นงานเพื่อล้าง

การใส่ชิ้นงานเพื่อทำการล้างนั้น จะต้องยกรางสไลด์ที่อยู่ภายในถังล้างขึ้นมาก่อน โดยการใช้ปุ่มควบคุมกดที่ Open

เพื่อให้การล้างนั้นง่ายขึ้นสามารถนำงานที่ติดกับแท่นพิมพ์มาเสียบเข้าไปที่ขายึบจับที่อยู่ด้านบนของตะแกรงได้เลยโดยให้หมุนชิ้นงานคว่ำลงและเสียบเข้าไป

ข้อควรระวัง : ห้ามทำการล้างชิ้นงานโดยที่ไม่มีตะแกรงล้างอยู่ภายในเครื่อง เพราะขณะที่ทำการล้างอยู่นั้นชิ้นงานอาจจะหลุดออกมาจากแท่นพิมพ์ได้ เมื่อหลุดออกมาแล้วถ้าไม่มีตแกรงรองอยู่ที่ด้านล่างจะทไให้ชิ้นงานได้โดนกับใบพัดที่อยู่ด้านล่างถังล้างและทำให้เกิดความเสียหายได้

ล้างชิ้นงานขนาดใหญ่

         การล้างชิ้นงานที่มีขนาดใหญ่กับเครื่อง Form Wash ควรจะสังเกตุให้แน่ใจว่าเมื่อนำชิ้นงานลงไปในถังล้างแล้วนั้นจะไม่ได้กีดขวางการวนของ IPA ตะแกรงล้าง ด้านข้างของถังล้าง ฝาปิดภายใน เพื่อป้องกันการเกิดความเสียหายได้ 

ล้างชิ้นงานที่มีผิวแบบโค้งเว้าขณะที่ติดอยู่กับแท่นพิมพ์

         ชิ้นงานบางชิ้นให้สังเกตุดูว่ามีส่วนที่โค้งเว้า หรือเป็นแอ่งหรือเปล่า เพราะขณะที่ล้างโดยการใส่ไปกับแท่นพิมพ์นั้นผิวที่มีความโค้งเว้านั้นจะเป็นพื้นที่กักเก็บตะกอนของเรซิ่นและฝุ่นที่ได้ทำการล้างออกไปตกค้างอยู่ในพื้นผิวส่วนนั้นได้ ดังนั้นควรจะทำการล้างซ้ำครั้งที่ 2 เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีตะกอนเหล่านั้นตกค้างเหลืออยู่ที่ชิ้นงาน 

 

2.การตั้งค่าเวลาในการล้าง

การตั้งค่าเวลาในการล้างโดยการใช่ปุ่มที่หน้าเครื่อง Form Wash โดยการเลือกเวลานั้นสามารถเลือกใช้ได้ตาม คู่มือการตั้งค่าเวลาล้างชิ้นงาน  เมื่อเลือกเวลาที่ใช้ล้างได้แล้วนั้นให้กดปุ่นเพื่อเริ่มการล้าง เมื่อชิ้นงานถูกเลื่อนลงไปในถังล้างเรียบร้อยแล้วควรจะสังเกตุว่าฝาด้านบนสุดได้ปิด และถ้าต้องการหยุดการทำงานให้หมุนเลือกที่ Pause เพื่อหยุดเพื่อยกรางสไลด์และตะแกรงล้างขึ้นมาทำการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น จากนั้นค่อยเริ่มล้างชิ้นงานต่อ

3.ทำให้ชิ้นงานแห้งหลังจากการล้าง

        เมื่อเครื่อง Form Wash ทำการล้างเสร็จสิ้นแล้ว รางสไลด์พร้อมตะแกรงจะยกขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ซึ่งสาร IPA จะหยดลงบนฝาปิดด้านในและชิ้นงานจะเริ่มแห้งจากการล้าง ควรจะตรวจสอบให้แน่ใจถ้าชิ้นนั้นมีส่วนที่เป็นผิวโค้งเว้า กลวง ว่ามีตะกอนของเรซิ่นตกค้างอยู่หรือไหม โดยควรปล่อยให้แห้งเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 30 นาที หลังจากการล้าง เมื่อชิ้นงานแห้งแล้วแต่ผิวของชิ้นงานจะยังไม่แข็งอย่างสมบูรณ์ควรจะทำการแกะชิ้นงานออกจากแท่นอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ

4.การเสร็จสิ้นการล้าง

  นำแท่นพิมพ์ออกจากขายึดจับจากตัวเครื่อง Form Wash เมื่อล้างและปล่อยชิ้นงานแห้งเรียบร้อยแล้ว

การบำรุงรักษา

        ความเข้มข้นของ IPA จะเพิ่มขึ้นเนื่องจากมีส่วนของเรซินที่ละลายผสมกันอยู่ในแต่ละการล้างทุกๆ ครั้ง เพื่อให้การล้างมีประสิทธิภาพสูงที่สุดควรจะทำตามขั้นตอนดังนี้ :

  • ใช้ Hydrometer เพื่อตรวจสอบความเข้มข้นเรซินของ IPA ในถังล้าง ควรจะตวจสอบทุกครั้งที่ทำการล้างชิ้นงาน
  • แทนที่ตัวทำละลายของคุณตามต้องการสำหรับการล้างชิ้นแล้วแต่การเลือกใช้งาน (IPA และ TPM)
  • การเติมสารละลาย IPA หรือ TMP ตามปริมาณที่เหมาะสมต่อการล้างควรจะอยู่ระหว่างขีดบอกระดับ Max และ Min
  • ควรเลือกล้างชิ้นงานที่ใช้เรซิ่นชนิดใกล้เคียงกัน หรือให้สังเกตุจากสีของชิ้นงาน เพื่อให้การล้างมีประสิทธิภาพได้สูงสุด
  • หากทำการล้างชิ้นงานที่เป็นเรซิ่นหลายๆ ชนิดปะปนกันควรจะเปลี่ยน IPA หรือ TPM ให้บ่อยขึ้น เพื่อให้การล้างมีประสิทธิภาพได้สูงสุด และผิวของชิ้นงานออกมาดีที่สุด
  • เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านทางชีวภาพในการล้างเรซิ่นโดยการใช้ IPA ที่มีความเข้มข้น 96% หรือสูงกว่า
  • ปล่อยให้ชิ้นงานแห้งก่อนทำการอบแห้ง Cure

การวัดความเข้มข้นของ IPA

         เมื่อเวลาผ่านไป IPA ในถังล้างจะเข้มข้นขึ้นด้วยเรซิ่นเหลวที่หลุดมาจากการล้างชิ้นงาน ทำให้ลดประสิทธิภาพของการล้างลง มีวิธีการวัดโดยใช้ Hydrometer ที่มาพร้อมกับ Form Wash เพื่อตรวจสอบความเข้มข้นของ IPA ระหว่างการล้างใยแต่ละครั้ง เพื่อช่วยพิจารณาว่าเมื่อใดควรจะเปลี่ยนสาร IPA เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการล้าง

ข้อควรระวัง : ควรสวมถุงมือทุกครั้งที่หยิบจับชิ้นงาน หรือล้างชิ้นงาน

การใช้เครื่องล้าง Form Wash นั้นสร้างล้างชิ้นงานได้ประมาณ 200 ชิ้นต่อการเติม IPA ใหม่ 1 ถัง หรือถ้าไม่ต้องการเปลี่ยนสาร IPA ใหม่ทั้งหมดสารสามารถเปลี่ยนของใหม่เข้าแทนได้ในสัดส่วนเพียงเล็กน้อย หรือประมาณ 5-10% ของ IPA ทั้งหมดภายในถังล้าง ให้พิจารณาตามความเหมาะสมโดยใช้ Htdrometer วัดค่าความเข้มเข้นของ IPA ก่อนใช้ 

  1. นำ Hydrometer ที่เก็บไว้ด้านหลังของเครื่องออกมา
  2. นำ Hydrometer จุ่มลงไปในถังล้างเรซิ่นที่ต้องการวัด IPA
  3. เมื่อ Hydrometer ลอยอยู่ในถังล้างให้สังเกตุที่ O-ring ว่าอยู่ที่ระดับใด อยู่ระหว่าง Tall Wings  กับ Short Wings หรือสูงกว่า

ความเข้มข้นของ IPA จะเปลี่ยนไปมากขึ้นเมื่อล้างชิ้นงานจำนวนมากๆ เพราะมีสิ่งเจือปนรวมอยู่ในสาร IPA เยอะจะทำให้ลูกลอยของ Hydrometer นั้นลอยสูงขึ้น O-ring mี่ตั้งไว้ตั้งแต่แรกก็จะลอยสูงขึ้นถ้าเกินขีด Tall Wings ให้ทำการเปลี่ยน IPA ใหม่หรือถ่ายออกแค่ 5-10% ตามความเหมาะสมและวัดด้วย Hydrometer อีกครั้ง

การเปลี่ยนถ่าย IPA

   การตรวจสอบความเข้มข้น IPA ต้องใช้ Hydrometer และทำการเปลี่ยน IPA ตามต้องการจะใช้ล้างชิ้นงานให้สะอาดมากที่สุด ซึ่งการเปลี่ยน IPA นั้นจำเป็นที่ต้องใช้อุปกรณ์เพิ่มเติม โดยมีขั้นตอนดังนี้ :

  • ใช้ Siphon pump เพื่อถ่าย IPA จากถังเก็บไปยังเครื่อง Form Wash
  • ถังที่ใช้บรรจุ IPA สามารถใส่ IPA ได้ปริมาณ 8.6 L
  • เติม IPA บริสุทธิ์ 8.6 L

Siphon pump

        ปั๊มกาลักน้ำใช้แรงโน้มถ่วงในการถ่ายโอนของเหลวระหว่างภาชนะ ปั๊มกาลักน้ำถูกออกแบบมาเพื่อถ่ายโอนของเหลวโดยไม่ต้องใช่การฉีดแบบสายยาง ใช้ปั๊มกาลักน้ำเพื่อหลีกเลี่ยงการเติม IPA มากจนเกินไปหรือการหกออกนอกถังล้างระหว่างเติมหรือนำออก ในการประกอบปั๊มกาลักน้ำให้หมุนด้ามจับ (A) เข้ากับหลอดแข็ง (B) ของปั๊มกาลักน้ำ ตามภาพ

การเปลี่ยน IPA

         ทำตามขั้นตอนเหล่านี้เพื่อถ่ายโอน IPA จาก Form Wash ไปยังภาชนะบรรจุที่ทนต่อสารเคมีซึ่งกำหนดไว้อย่างปลอดภัยสำหรับ IPA ที่มีความเข้มข้นสูง และทำการเติม IPA ใหม่ลงใน Form Wash เริ่มต้นด้วยการเปิดฝาด้านนอกเปิดฐานยกขึ้นแล้วถอดตะกร้าออก หรือทำตามขั้นตอนเหล่านี้ :

  • นำถังล้างและฝาปิดออก

ยกถังล้างออกทางข้างหน้าตัวเครื่อง และยกขึ้นเล็กน้อย วางถังล้างลงบนพื้นผิวที่สะอาดมั่นคงจากนั้นยกฝาด้านในออก

  • ใช้ Siphon pump

ยกถังล้างขึ้นให้เหนือภาชนะเก็บ IPA ให้นำท่อปลายด้านที่แข็งใส่ลงไปในถังล้าง และอีกท่ออีกด้านที่สามารถงอได้ใส่ไปที่ภาชนะเก็บ IPA จากนั้นให้บีบพลาสติกสีแดงให้น้ำไหลออกจากด้านที่ 1 ไปด้านที่ 2 เมื่อไหล่คงที่แล้วให้เลิกบีบแล้วปล่อยได้ตามปกติ  เพราะ IPA จะไหลเองแแบอัตโนมัติ

  • ทำความสะอาดถังล้าง

สำหรับการล้างที่สะอาดที่สุดให้ล้างถังด้วย IPA แล้วเช็ดด้วยกระดาษชำระหากจำเป็น

  • เติม IPA ใหม่เข้าไปในถังเหมือนเดิม

ใช้ปั๊มกาลักน้ำเพื่อเติม IPA ลงในถังล้างระหว่างเส้นต่ำสุดและสูงสุด

  • นำฝามาปิดที่ด้านบนถังล้าง

จัดแนวขอบด้านหน้าของฝาปิดด้านในให้ตรงกับขอบของถังล้างแล้ววางฝาลงตรงด้านบนของถัง

  • นำถังล้างกลับเข้าไปในตัวเครื่อง Form Wash

 

 

Support Fullscale Max Series

Support Fullscale Max Series

Download  – software Creatware 3D Printer  ที่นี่ <—

Download  – คู่มือ Fullscale Max Series 3D Printer  ที่นี่ <—

 

การเริ่มต้นใช้งาน Fullscale Max Seriesการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นการบำรุงรักษา

**ข้อมูลในบทความนี้อาจจะต่างไปบ้าง เนื่องจาก update Firmware / software ใหม่ๆ**
แนะนำให้ดาวโหลด Manual ภาษาไทยที่หน้า Download นะครับ เนื่องจากข้อมูลค่อนข้างเยอะมาก
1. การลงโปรแกรม สำหรับตัวนี้คือ Creatware ซึ่งคือ CURA Opensouce นั้นเอง สามารถหาไฟล์ install จาก SD card ที่แถมไปเครื่อง หรือ Download ใน Tab Download ได้เลย
**สำคัญมาก ต้องเลือก Machine ตามขนาดเครื่องครับ
30*25*30cm สองหัวฉีด สำหรับ Max300
30*25*52cm สองหัวฉีด สำหรับ Max350
40*30*30cm สองหัวฉีด สำหรับ Max400
40*30*52cm สองหัวฉีด สำหรับ Max450**

**เราขนาดเส้นของพลาสติกให้ตรงกับ Spec ที่เลือกกับเรา 1.75mm หรือ 3.0mm**

2. การ Calibrate ฐานพิมพ์ เข้า Menu Level Build Plate สามารถทำได้เช่นเดียวกับ เครื่อง 3D Printer ทั่วไป

3. การใส่เส้น ควรใช้คำสั่ง Preheat ในการใส่เส้นแทน ไม่ควรใช้คำสั่ง “Load Filament” คำสั่ง Load Filament มีโอกาสทำให้เส้นติดได้มากกว่า
4. การใช้ Software

Tips ควรรู้
1. เนื่องจากขนาดพิมพ์ค่อนข้างใหญ่ เวลาพิมพ์เสร็จอาจจะนำชิ้นงานออกมายาก แนะนำให้เปิดฐานทำความร้อนสัก 40c แล้วค่อยแกะชิ้นงานออกมา
2. ควรทาจารบี หรือ น้ำมันหล่อลื่น 2 อาทิตย์ครั้ง เนื่องจากรางสไลด์จะยาวกว่ารุ่นอื่น ควรหล่อลื่นบ่อยหน่อย

 

 

แก้ปัญหาเบื้องต้น
โปรดดูคู่มือภาษาไทยประกอบ
– หากพบกว่าเมื่อพิมพ์มีการเลื่อนขอเลเยอร์ไปเรื่อยๆ แก้ปัญหาได้ง่ายๆด้วยการทางจาราบี หรือ นำ้มันหล่อลื่น ทาน้ำม้นตามแกน (วิธีเชคง่ายๆคือปิดเครื่องแล้วเลื่อนชุดวฉีดดู ถ้าเคลื่อนที่ในแนวแกน XY แล้วฝืดให้ทาน้ำมันเลย))

(การทำความสะอาดและการแก้หัวตัน)

ข้อควรระวัง 

ให้หาโฟมมาวางบนแท่นพิมพ์เพื่อกันอุปกรณ์หล่น เพราะอาจจะทำให้กระจกแท่นพิมพ์แตกเสียหายได้

 

(การถอดประกอบหัวฉีดและการทำความสะอาดหัวฉีด)

 

(วิธีแก้เส้นหักคาอยู่ในท่อนำเส้น)

 

 

 

 

โปรดดูคู่มือภาษาไทยประกอบ
– หากพบกว่าเมื่อพิมพ์มีการเลื่อนขอเลเยอร์ไปเรื่อยๆ แก้ปัญหาได้ง่ายๆด้วยการทางจาราบี หรือ นำ้มันหล่อลื่นตามแกน (น้ำมันจักร) (วิธีเชคง่ายๆคือปิดเครื่องแล้วเลื่อนชุดวฉีดดู ถ้าเคลื่อนที่ในแนวแกน XY แล้วฝืดให้ทาน้ำมันเลย)

Support FF Creator3

Support FF Creator3

Download  – software FlashForge 3D Printer  ที่นี่ <—

Download  – คู่มือ Creator3 3D Printer  ที่นี่ <—

 

การเริ่มต้นใช้งาน FlashForge Creator3การแก้ไขปัญหาเบื้องต้นการบำรุงรักษา

การเริ่มต้นใช้งาน FlashForge Creator3

1. การแกะกล่องและการติดตั้ง สามารถทำได้ง่ายๆ ตามขั้นตอนใน Video

 

2. การลงโปรแกรม โปรแกรมที่ใช้งานชื่อ FlashPrint สามารถเปิดและติดตั้งได้จาก USB ที่แถมไปหรือไปที่เว๊บไซต์ FlashForge 3D Printer
**สำคัญมาก ต้องเลือก Machine Type เป็น FlashForge Creator 3**

 

3. การ Calibrate ฐานพิมพ์จะแตกต่างจากรุ่นอื่นเล็กน้อย

– ทำการเลือกหัวพิมพ์ที่ต้องการ Calibrate ก่อนโดยเลือกหัวพิมพ์ใดก็ได้ (ทำการ Calibrate เพียงแค่หัวพิมพ์เดียวเท่านั้นไม่จำเป็นต้องเลือก 2 หัวพิมพ์)

– เมื่อ Calibrate หัวพิมพ์สำเร็จแล้วให้ทำการ Z Calibration ต่อเพื่อเป็นการ Set ค่าแกน Z เพียงเท่านี้ก็สำเร็จแล้ว

 

4. การถอดเส้น / ใส่เส้น ควรใช้คำสั่ง Preheat ในการถอดหรือใส่เส้นแทน ไม่ควรใช้คำสั่ง “Unload/Load Filament” เพราะคำสั่ง Unload/Load Filament มีโอกาสทำให้เส้นติดอยู่ที่หัวพิมพ์ได้มากกว่า

 

5. การใช้ Software FlashPrint**อย่าลืมเลือกที่เมนู Print/Machine Type เป็น “FlashForge Creator3”

 

6. ฟังก์ชั่นที่เพิ่มเข้ามาก็คือโหมด Extruder สามารถสร้างชิ้นงานแบบ Duplicate หรือ Mirror การทำงานจะรวดเร็วและได้จำนวนที่เพิ่มขึ้นเมื่อใช้โหมดนี้

Duplicate Mode

Mirror Mode

 

7. การใช้ Software
Flashprint ตอนที่1
Flashprint ตอนที่2
Flashprint ตอนที่3
Flashprint ตอนที่4
Flashprint ตอนที่5

 

การแก้ไขปัญหาเบื้องต้น

1. เมื่อท่านประสบปัญหาเส้นติดขัด ท่านสามารถแก้ไขปัญหาได้เบื้องต้นดังนี้

2. เมื่อท่านแก้ปัญหาในข้อสองไม่ได้ ท่านสามารถแก้ปัญหาได้โดยการถอดหัวฉีดดังนี้ (ใน Video เป็น FF Creator แต่หลักการในการถอดหัวฉีดเหมือนกัน)

3. หากพบว่าเครื่องมีอาการค้างหรือกดปุ่มใดๆแล้วไม่มีผลตอบสนองให้ทำการถอดปลั๊กไฟของเครื่องทิ้งไว้ประมาณ 10 – 20 วินาทีแล้วจึงเสียบปลั๊กไฟเพื่อเปิดการทำงานใหม่

 

การบำรุงรักษา

1. ปิดฝาของเครื่องทุกด้านเพื่อไม่ให้ฝุ่นเข้ามาภายในเครื่อง 

2. ถอดปลั๊กไฟทุกครั้งเมื่อไม่มีการใช้งานของเครื่องเพื่อไม่ให้ไฟค้างจากการใช้งานก่อนหน้า

3. กรณีการใช้งานเครื่องทั่วไปถ้ามีการใช้งานที่ยาวนานเป็นเวลาติดต่อกันหลายๆวัน ควรที่จะหยอดน้ำมันจักร ตามแกนเพลาของเครื่องที่มีการเคลื่อนที่เพื่อลดอาการฝืดเคืองของตัวขับเคลื่อน

4. ทำการเช็ดหัวพิมพ์ที่มีคาบพลาสติกติดอยู่สม่ำเสมอหลังจากการใช้งานเสร็จ (ทำได้โดยการเปิดความร้อนที่หัวพิมพ์แล้วค่อยทำการเช็ด)

5. กรณีเครื่องพิมพ์ทำงานเสร็จแล้วให้รอจนกว่าอุณหภูมิอยู่ที่อุณหภูมิห้องหรือพัดลมภายในเครื่องหยุดการทำงานก่อนแล้วจึงค่อยปิดเครื่อง

6.ทาน้ำมันหล่อลื่น(น้ำมันจักร)ตามแกนต่างๆ โดยแนะนำให้ทาเดือนละครั้ง

 

 

 

Support FF Guider2S

Support FF Guider2S

Download  – software FlashForge 3D Printer  ที่นี่ <—

Download  – คู่มือ Guider2S 3D Printer  ที่นี่ <—

 

การเริ่มต้นใช้งาน FF Guider2Sการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นการบำรุงรักษา

**ข้อมูลในบทความนี้อาจจะต่างไปบ้าง เนื่องจาก update Firmware / software ใหม่ๆ**
1. การแกะกล่องและการติดตั้ง สามารถทำได้ง่ายๆ ตามขั้นตอนใน Video

2. การลงโปรแกรม โปรแกรมที่ใช้งานชื่อ FlashPrint สามารถหาดูได้จาก USB ที่แถมไปหรือ Download ที่หน้า Download
**สำคัญมาก ต้องเลือก Machine เป็น Flashforge Guider**
3. การ Calibrate ฐานพิมพ์

4. การใส่เส้น ควรใช้คำสั่ง Preheat ในการใส่เส้นแทน ไม่ควรใช้คำสั่ง “Load Filament” คำสั่ง Load Filament มีโอกาสทำให้เส้นติดได้มากกว่า

5. การใช้ Software **อย่าลืม Set Machine เป็น “Flashforge Guider”**

6. การใช้ Software
Flashprint ตอนที่1
Flashprint ตอนที่2
Flashprint ตอนที่3
Flashprint ตอนที่4
Flashprint ตอนที่5

 

แก้ปัญหาเบื้องต้น
1. กรณีที่ท่าน Calibrate โดยเซนเซอร์ของเครื่องแล้วไม่ได้ดั่งใจ ท่านอาจจะใช้วิธี Calibrate แบบ Manual ได้ดังนี้

2. เมื่อท่านประสบปัญหาเส้นติดขัด ท่านสามารถแก้ไขปัญหาได้เบื้องต้นดังนี้

3. เมื่อท่านแก้ปัญหาในข้อสองไม่ได้ ท่านสามารถแก้ปัญหาได้โดยการถอดหัวฉีดดังนี้ (ใน Video เป็น FF Creator แต่หลักการในการถอดหัวฉีดเหมือนกัน)

โปรดดูคู่มือภาษาไทยประกอบ
– หากพบกว่าเมื่อพิมพ์มีการเลื่อนขอเลเยอร์ไปเรื่อยๆ แก้ปัญหาได้ง่ายๆด้วยการทางจาราบี หรือ นำ้มันหล่อลื่นตามแกน (น้ำมันจักร) (วิธีเชคง่ายๆคือปิดเครื่องแล้วเลื่อนชุดวฉีดดู ถ้าเคลื่อนที่ในแนวแกน XY แล้วฝืดให้ทาน้ำมันเลย)

Support FF Dreamer

Support FF Dreamer

Download  – software FlashForge 3D Printer  ที่นี่ <—

Download  – คู่มือ Dreamer 3D Printer  ที่นี่ <—

 

การเริ่มต้นใช้งาน FF Dreamerการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นการบำรุงรักษา

**ข้อมูลในบทความนี้อาจจะต่างไปบ้าง เนื่องจาก update Firmware / software ใหม่ๆ**
1. การแกะกล่องและการติดตั้ง สามารถทำได้ง่ายๆ ตามขั้นตอนใน Video

2. การลงโปรแกรม โปรแกรมที่ใช้งานชื่อ FlashPrint สามารถหาดูได้จาก SD Card ที่แถมไปหรือ Download ที่หน้า Download
**สำคัญมาก ต้องเลือก Machine เป็น Flashforge Dreamer**
3. การ Calibrate ฐานพิมพ์ เข้า Menu Level Build Plate สามารถทำได้เช่นเดียวกับ FF Creator Pro

4. การใส่เส้น ควรใช้คำสั่ง Preheat ในการใส่เส้นแทน ไม่ควรใช้คำสั่ง “Load Filament” คำสั่ง Load Filament มีโอกาสทำให้เส้นติดได้มากกว่า

5. การใช้ Software
Flashprint ตอนที่1
Flashprint ตอนที่2
Flashprint ตอนที่3
Flashprint ตอนที่4
Flashprint ตอนที่5

 

Tips ควรรู้
1. เราสามารถ Save ไฟล์ได้สองนามสกุล คือ .g และ .gx หากเรา Save File เป็น .gx เวลาสั่งพิมพ์จะมีรุปแสดงผลให้เราเห็นด้วยเป็น Thumbnail
2. เมื่อเราเลือก file ใน SD Card/USB เราสามารถ Save นั้นๆลงในหน่วยความจำของเครื่อง Printer ได้ สะดวกในการพิมพ์ครั้งต่อๆไปไม่ต้องเสียบ SD Card/USB อีก

 

แก้ปัญหาเบื้องต้น
1. เมื่อท่านประสบปัญหาเส้นติดขัด ท่านสามารถแก้ไขปัญหาได้เบื้องต้นดังนี้

2. เมื่อท่านแก้ปัญหาในข้อสองไม่ได้ ท่านสามารถแก้ปัญหาได้โดยการถอดหัวฉีดดังนี้ (ใน Video เป็น FF Creator แต่หลักการในการถอดหัวฉีดเหมือนกัน)

 

โปรดดูคู่มือภาษาไทยประกอบ
– หากพบกว่าเมื่อพิมพ์มีการเลื่อนขอเลเยอร์ไปเรื่อยๆ แก้ปัญหาได้ง่ายๆด้วยการทางจาราบี หรือ นำ้มันหล่อลื่นตามแกน (น้ำมันจักร) (วิธีเชคง่ายๆคือปิดเครื่องแล้วเลื่อนชุดวฉีดดู ถ้าเคลื่อนที่ในแนวแกน XY แล้วฝืดให้ทาน้ำมันเลย)