การอบรมสัมมนา Shining3D APAC

การอบรมสัมมนา Shining3D APAC

          Shining 3d เป็นหนึ่งในบริษัทของประเทศจีนที่มีอิทธิพลเกี่ยวกับเครื่องสแกนเนอร์ 3 มิติเป็นอย่างมากในเอเชียรวมถึงภายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ ผลตอบรับเป็นที่ยอมรับทั้งในด้านของคุณภาพในการสแกน ความเร็วในการสแกน และโปรแกรมสามมิติ Solidedge ST10 ที่ใช้ในการ reverse engineering เพื่อนๆอาจจะรู้จักกันดีในแบรนด์ Einscan s series,Einscan pro series,Einscan pro2x series ซึ่งทาง Shining3d มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และเป็นโอกาสดีที่ทางบริษัท Shining 3d ได้มีการจัดอบรมสัมมนาขึ้นที่โรงแรม Pacific Regency Hotel Suite ณ ประเทศมาเลเซีย(30-31 May 2019) ที่ผ่านมา ไปชมภาพบรรยากาศกันเลยครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

          จากการอบรมที่ผ่านมาทางบริษัท Shining 3d ได้มีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ทุกคนอาจจะคุ้นเคยกันดีใน Software ที่ชื่อ Geomagic  Design X ซึ่งโปรแกรมนี้มีมูลค่า License สูงถึงประมาณ 6 แสนบาท ซึ่งทาง Shining 3d ได้มีการจับมือกันกับบริษัท 3dsystems และเปิดตัวผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ที่ชื่อว่า Geomagic Essential Software มาพร้อมกับฟังก์ชันที่ช่วยให้การทำงานสะดวกขึ้น อย่างเช่นการกำหนดค่าเริ่มต้นให้กับโมเดล(Set Origin),การปิดผิวแบบต่างๆ,รวมถึงการ Extract NURB และสามารถที่จะ export iges file ได้ด้วย ถือว่าเป็นอีกหนึ่ง Software ที่สามารถที่จะช่วยให้การทำงานง่ายขึ้นเยอะเลย 

   

 

Review Einscan Pro 2x Series เครื่องสแกนอัจฉริยะ

Review Einscan Pro 2x Series เครื่องสแกนอัจฉริยะ

รีวิว Einscan Pro 2x และ Einscan Pro 2x Plus

          วันนี้ทางเราจะมารีวิวแสกนเนอร์รุ่นใหม่จาก SHINING3D ที่ใช้ชื่อว่า Einscan Pro 2x series โดยได้แบ่งออกมาเป็น 2 รุ่น คือ Pro 2X กับ Pro 2X Plus  อาจจะคุ้นๆ กันอยู่ใช่ไหมครับ เพราะตัวใหม่นี้เป็นรุ่นที่ได้รับการพัฒนามาจาก Einscan Pro และ Einscan Pro Plus ที่มีชื่อเสียงทางด้านงานสแกนอยู่แล้ว ทั้งการสแกนวัตถุ การสแกนสิ่งมีชีวิต หรือรูปปั้นขนาดใหญ่ ก็สามารถทำออกมาได้สมบูรณ์แบบถือว่าเป็นเครื่องสแกนเนอร์ 3 มิติ ที่พัฒนาและออกแบบให้เหมาะสมกับงานหลายมิติ ส่วนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวออกมามีลักษณะของตัวเครื่องที่คล้ายกับเครื่องตัวเก่า แต่ในความคล้ายกันก็ยังมีส่วนที่แตกต่างกันมากอยู่พอสมควร เอ๊ะยังไง!! แต่ขอบอกเลยว่าเครื่องใหม่ยังไงก็ต้องดีกว่าอย่างแน่นอนครับ วันนี้เราจะมาทำการเปรียบเทียบให้เห็นกันไปเลยว่าทั้ง 2 ตัวระหว่าง Pro 2X กับ Pro 2X Plus และ Pro ตัวเก่านั้นแตกต่างและมีรายละเอียดตัวเครื่องยังไงบ้างวันนี้เราจะได้รู้กันครับ โดยมีรายละเอียดดังนี้

          ก่อนอื่นเลยเราจะมาเริ่มต้นกันที่ตัวแรกที่ตอนนี้ได้ตกรุ่นเรียบร้อยแล้วกับ Einscan Pro/Pro Plus ซึ่งรุ่นนี้ตอนเปิดตัวมานั้นเป็นที่น่าสนใจอย่างมากเพราะมีการทำงานของตัวเครื่อง ในการสแกนงานสามารถทำได้ดีมาก โดยมีความคลาดเคลื่อน (Accuracy) ในโหมด Auto scan และ Fixed scan ของงานอยู่ที่ 0.05 mm. ส่วนความเร็วในการสแกนต่อ shot อยู่ที่ <2s และยังมีโหมด Handheld HD Scan ที่เข้ามาช่วยในการสแกนงานชิ้นที่สแกนได้ยากและเน้นความรวดเร็ว เช่น เฟอร์นิเจอร์ รถยนต์ อื่นๆ เพราะจะใช้ point marker ในการ Align พื้นผิวของชิ้นงานทำให้งานที่ว่าสแกนยากๆ นั้นง่ายขึ้นมาก ความคลาดเคลื่อน (Accuracy) ในโหมดนี้จะอยู่ที่ 0.1 mm. จะมีความเร็วที่ 15 frames/s และในโหมดสุดท้ายจะเป็นการสแกนงานที่มีขนาดใหญ่ มีรายละเอียดลวดลายที่เยอะ เน้นความรวดเร็วในการสแกน เช่น รูปปั้น พระ คน และอื่นๆ โดยความคลาดเคลื่อน (Accuracy) ในโหมดนี้จะอยู่ที่ 0.3 mm. จะมีความเร็วที่ 10 frames/s ความคลาดเคลื่อนจะเยอะหน่อยนะครับ แต่บอกเลยโหมดนี้สะดวกจริง สามารถสแกนชิ้นงานขนาดใหญ่โดยมีลักษณะเดินถือเครื่องสแกนเนอร์ได้เลย ระยะห่างจากวัตถุกับตัวเครื่องอยู่ที่ 42-58 cm. ส่วนเรื่องน้ำหนักตัวเครื่องนั้นค่อนข้างเบามากๆ ครับน้ำหนักเพียง 800g อีกอย่างสามารถสแกนสีได้ด้วยแต่ต้องติด Module Color เพิ่มนะครับ ส่วนด้านล่างต่อจากนี้จะแสดงให้เห็นว่าเครื่องรุ่นใหม่นี้มีภายนอกและส่วนอื่นๆ แตกต่างจากรุ่นเก่าอย่างไร

          เครื่อง Einscan Pro รุ่นใหม่จะเชื่อมต่อสายมาเป็นชิ้นเดียวกับตัวเครื่องสแกนเนอร์เลยเพื่อป้องกันการเสียหายจากจากถอดเข้า-ออก จากตัวเครื่องได้ ถ้าดูจากรูปด้านซ้ายมือจะเป็นรุ่นเก่าจะเป็นรูเสียบลักษณะกลม ใช้งานแต่ละครั้งต้องมีการเสียบเข้า-ออกบ่อยอาจจะทำให้เกิดการเสียหายได้ เช่น หัก หลวม และอื่นๆ ซึ่งเจ้ารุ่นใหม่นี้ได้แก้ไขมาเป็นอย่างดีวัสดุที่ใช้ทำสาย Cable นั้นทำออกมาได้ดีกว่าชนิดเก่ามาก

          ส่วนการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เสริมต่างๆ เช่น Prime HD, Color Module ในรุ่นใหม่นั้นจะทำการเปลี่ยน Port ในการเชื่อมต่อนั้นเป็นแบบ USB เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งานและส่งถ่ายข้อมูลได้ดีขึ้น ไม่มีสายโยงไปโยงมา จะทำให้ไม่สะดวกต่อการใช้งานตัวเครื่องสแกนเนอร์ แบบเก่านั้นจะเป็นสายยาวๆยื่นออกมาจากตัว Module แล้วไปเสียบที่ตัวเครื่องสแกนเนอร์อีกที

          ส่วนตรงกริ๊ปมือจับรุ่นใหม่จะมีรูๆ อยู่ที่เนื้อพลาสติกทำให้เวลาใช้งานจับได้กระชับมือยิ่งขึ้น เนื่องด้วยน้ำหนักตัวเครื่องรุ่นใหม่ (Einscan Pro 2x series) จะหนักกว่าตัวเก่า (Einscan Pro series) จาก 0.8kg. เป็น 1.13kg. เลยได้มีการออกแบบตัวกริ๊ปมือจับใหม่ให้เหมาะสมต่อการใช้งานยิ่งขึ้น

          ส่วนด้าน Software ของเครื่องสแกนรุ่นใหม่นี้จะมีการเปลี่ยนแปลงโฉมใหม่เกือบทั้งหมด เช่น icon หน้าต่างการใช้งานภายใน , function ในการสแกนงาน ,การจัดวาง Layout เครื่องมือการใช้งาน , การจำลอง Point cloud ที่เป็นจำนวน Polygone ใหม่ เท่าที่ได้ลองเล่นดูแล้ว Software ของเครื่องใหม่นี้น่าใช้งานมากขึ้นและดูทันสมัยเข้ากับคนรุ่นใหม่ได้ดียิ่งขึ้นครับ ลองดูจากรูปภาพได้เลยว่าน่าใช้งานแค่ไหน

ความพิเศษยังไม่หมดแค่นี้ครับ ทาง shining 3D ยังจัดเต็มเพื่อให้ผู้ใช้งานได้รับความสะดวกสูงสุดในการใช้งานโดยได้มีการเพิ่มเติมในส่วนของซอฟแวร์ ในการ reverse engineering ซอฟแวร์ที่กล่าวมาข้างต้นนี้ใช้ในการปรับพื้นผิวให้วัสดุมีพื้นผิวที่เรียบเนียนขึ้นเทียบเคียงกับพื้นผิววัสดุจริง ในทางกลับกันยังสามารถเขียนแบบ 3 มิติ รวมไปถึงการ simulation เพื่อเป็นการจำลองสถานการณ์การควบคุมเสมือนจริงของสิ่งต่างๆ ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นสิ่งที่เพื่อนๆตามหาอยู่แน่นอนครับ

โดย Shining3D ร่วมกับ Siemens โดยบันเดิ้ลซอฟแวร์มาให้เลยเป็น Solid Edge Shining3D (คล้าย ST10) โดยตัว Software เองสามารถทำการ Reverse Engineer โดย Software เปล่าๆก็ราคาหลายแสนแล้ว ดังนั้นตัวนี้ถือว่าคุ้มมากๆ

หมายเหตุ สินค้าทั้งสองรุ่นมาพร้อม Solid Edge Shining3D – Software เพื่อการ Reverse Engineer / แต่ผิวเชิงวิศวกรรม / Generative Design / Simulation with CAD tools
License มาในลักษณะ USB Dongle

ต่อไปจะขออธิบายรายละอียดของตัวเครื่องรุ่นใหม่ให้ทราบกันว่าดีอย่างไร เริ่มกันเลยครับ

รุ่น Einscan Pro 2x  

ความสามารถในแต่ละโหมดการใช้งานมีเพิ่มขึ้นดังนี้

-โหมด Handheld rapid scan ในโหมดนี้คือไว้ใช้สแกนงานขนาดใหญ่ เช่น คน,งานประติมากรรม,ชิ้นส่วนรถยนต์, และยังสามารถใช้คู่กับmaker pointได้อีกด้วย ซึ่งสามารถทำความละเอียดได้สูงถึง 0.1mm ในโหมดนี้ความเร็วในการสแกนสูงสุดอยู่ที 20 frames/s และระยะห่างของ Point distance ห่างกันเพียง 0.2mm-2mm ซึ่งถือว่าแสกนงานได้ละเอียดกว่าเดิมมาก

-โหมด Handheld HD scan ในโหมดนี้ใช้คู่กับ maker pointโดยเฉพาะเหมาะกับงานที่สมมาตร(Symmetry) เช่น ชิ้นส่วนรถยนต์ พาร์ทชิ้นส่วนต่างๆ หรือแม้แต่งานประติมากรรม โดยสามารถทำความละเอียดได้สูงถึง 0.05mm ซึ่งในโหมดนี้จะใช้คู่กับmaker เพื่อเพิ่มความแม่นยำของการสแกน และมีความเร็วในการสแกนได้สูงถึง 30 frames/s และระยะห่างของ Point distance ห่างกันเพียง 0.2mm-2mm

-โหมด Fixed scan เหมาะกับชิ้นงานขนาดไม่ใหญ่มาก ซึ่งเป็นโหมดที่สามารถทำความละเอียดได้สูงถึง 0.04mm ต่อการสแกน 1 shot และระยะห่างของ Point distance ห่างกันเพียงแค่ 0.16mm ทำให้ในโหมดนี้งานที่สแกนได้จะมีความละเอียดค่อนข้างสูงมาก

          สรุปจากที่ได้ทดลอง Einscan Pro 2x พบว่าในโหมด Handheld rapid สแกนงานได้เร็วมากขึ้นจากรุ่นก่อน (Einscan-pro) ประมาณ 3 เท่า และในโหมด Handheld HD สามารถทำความเร็วได้มากขึ้นจากรุ่นก่อน (Einscan-pro) ประมาณ 1 เท่า ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพทั้งในด้านของความเร็วในการสแกนและด้านของความละเอียดที่เพิ่มมากขึ้น ส่วนในโหมด Fixed scan การสแกนเร็วขึ้นมากและได้ความละเอียดต่อ shot มากถึง 0.04mm  

 

ตางรางเปรียบเทียบระหว่าง Einscan Pro และ Einscan Pro 2x

                                                                                                                                                                                   

   ส่วนในรุ่น Einscan Pro 2x Plus

จุดเด่นมีดังนี้

ความสามารถจะคล้ายกับ Einscan pro 2x แต่สามารถสแกนได้ละเอียดและเร็วกว่ามาก

-โหมด Handheld rapid scan ในโหมดจะใช้สแกนงานขนาดใหญ่ เช่น งานประติมากรรม,ชิ้นส่วนรถยนต์,คน และสามารถใช้งานร่วมกับ maker pointได้เช่นกัน โดยสามารถทำความละเอียดได้สูงถึง 0.1 mm ภายในโหมดนี้ยังมีจุดโดดเด่นอย่างเห็นได้ชัดเจนกว่ารุ่นเก่าคือความเร็วของการสแกนซึ่งสามารถสแกนได้สูงถึง 30 frames/s และระยะห่างของ Point distance ห่างกันเพียงแค่ 0.25-3 mm

-โหมด Handheld hd scan ในโหมดนี้ใช้ร่วมกับmakerเพียงอย่างเดียว สามารถทำความละเอียดได้สูงมากกว่า 0.05 mm ภายในโหมดนี้ยังมีจุดโดดเด่นอย่างเห็นได้ชัดเจนกว่ารุ่นเก่าคือความเร็วของการสแกนซึ่งสามารถสแกนได้สูงถึง 20 frames/s และระยะห่างของ Point distance ห่างกันเพียง 0.2-3 mm

-โหมด Fixed scan สำหรับสแกนชิ้นงานขนาดไม่ใหญ่มาก สามารถทำความละเอียดได้สูงถึง 0.04mm ต่อการสแกน 1 shot และระยะห่างของ Point distance ห่างกันเพียง 0.24mm ทำให้ในโหมดงานนี้งานที่ได้จากการสแกนจะมีความละเอียดค่อนข้างสูง

          สรุปจากที่ได้ทดลอง Einscan Pro 2x Plus พบว่าในโหมด Handheld rapid สแกนงานได้เร็วมากขึ้นจากรุ่นก่อน (Einscan Pro Plus) ประมาณ 3 เท่า และในโหมด Handheld hd สามารถทำความเร็วได้มากขึ้นจากรุ่นก่อน(Einscan Pro Plus) ประมาณ 1 เท่า ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพทั้งในด้านความเร็วในการสแกนและด้านความละเอียดที่เพิ่มมากขึ้น ส่วนในโหมด Fixed scan การสแกนเร็วขึ้นมากและได้ความละเอียดต่อ shot มากถึง 0.4 mm

 

ตารางเปรียบเทียบระหว่าง Einscan Pro Plus และ Einscan Pro 2x Plus

 

การสแกนในโหมด Fixed Scan เหมาะกับการใช้งานที่ต้องการความละเอียดสูง

 

การสแกนในโหมด HD Scan เหมาะกับชิ้นงานสแกนที่มีความสมมาตร

 

การสแกนในโหมด Rapid Scan เหมาะกับชิ้นงานสแกนขนาดใหญ่

 

          จากข้อมูลต่างๆที่เราได้รวบรวมมาแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเครื่องมีประสิทธิภาพในการใช้งานมากขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ ความเร็วในการสแกน สามารถลดเวลาในการทำงานได้เป็นอย่างดี และความละเอียดที่เพิ่มขึ้นมา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้การทำงานเข้าใกล้ความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น

 

สามารถติดตามเรื่องราวใหม่ๆจากช่องทาง : www.print3dd.com

facebook fanpage : https://www.facebook.com/print3dd/

 

 

 

ติดหน้าจอให้ Einscan Pro/Pro Plus ใช้ได้จริง ไม่เสียตังเพิ่ม

ติดหน้าจอให้ Einscan Pro/Pro Plus ใช้ได้จริง ไม่เสียตังเพิ่ม
ภาพแสดง เมื่อติดหน้าจอเข้ากับเครื่องสแกน

        สำหรับผู้ที่มีเครื่องสแกนเนอร์ 3 มิติ Einscan Pro แล Einscan Pro Plus อยู่แล้ว อาจจะมีบ้างท่านรู้สึกว่าการสแกนงานไม่ค่อยถนัดในโหมด Handheld Rapid Scan โดยที่จะต้องมองที่ชิ้นงาน ดูระยะการสแกน มองที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ บางทีมองหน้าจอคอมมากไปมือเราอาจจะเลื่อนตัวเครื่องสแกนเนอร์หลุดจุดที่ต้องการสแกนทำให้สแกนงานไม่ต่อเนื่องติดๆ ขัดๆ เรามีวิธีการใช้งานแบบเป็นเทคนิคเสริมให้สามารถมองทั้งหน้าจอแล้วชิ้นงานได้โดยไม่ต้องหันหน้าไปอีกทิศทางเพื่อมองจุดอื่นเลย โดยการใช้มือถือที่เรามีใช้งานอยู่แล้วมาเชื่อมต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์แล้วนำไปติดไว้ที่เครื่องสแกนเนอร์ บอกเลยจะทำให้เราสามารถสแกนงานได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก ไม่ต้องกังวนอีกต่อไปว่าระยะจะห่างหรือใกล้ไปไหม งานที่สแกนออกมาแล้วเป็นยังไงบ้างเรามาเริ่มเชื่อมต่อกันเลยดีกว่าครับ

การเชื่อมต่อนั้นไม่ใช่ว่าจะไม่จำเป็นต้องต่อกับคอมพิวเตอร์แล้วนะครับ ยังต้องต่อเหมือนเดิมแค่มีมือถือเข้ามาเกี่ยวข้องเพิ่มเติม การใช้งานสิ่งที่จะต้องมี

          1.เครื่อง Einscan Pro/Pro plus

          2.เครื่องคอมพิวเตอร์หรือโน๊ตบุ๊ค

          3.มือถือ (android และ iso)

          4.อินเทอร์เน็ต

 

        ขั้นแรกให้เราทำการโหลดแอพพลิเคชั่นที่ชื่อว่า AnyDesk ทั้งในมือถือและคอมพิวเตอร์ (ภาพที่ 1-2) พอเราเปิดโปรแกรมขึ้นมาทั้งในมือถือและคอมพิวเตอร์เพื่อจะทำการเชื่อมต่อ จะเจอกับหน้าต่างที่มีเลข ID : XXX XXX XXX เป็นเลข 9 ตัว ที่จะใช้ในการเชื่อมต่อระหว่างมือถือกับคอมพิวเตอร์ ให้เรากรอกรหัสลงบนมือถือ (ภาพที่ 2) จากนั้นกด connet เพื่อทำการเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ ให้สังเกตที่หน้าจอคอมพิวเตอร์จะขึ้นหน้าต่างให้กด Accept เมื่อเชื่อมต่อได้แล้วจะมีหน้าจอของคอมพิวเตอร์แสดงอยู่บนหน้าจอของมือถือ (ภาพที่3) เพียงเท่านี้เราก็สามารถดูหน้าจอคอมบนมือถือได้แล้ว จากนั้นนำมือถือได้ติดไว้ที่เครื่องสแกนในตำแหน่งที่เราสามารถมองเป็นได้ง่าย

 

ภาพที่ 1 จากหน้าจอคอมพิวเตอร์

 

ภาพที่ 2 จากหน้าจอมือถือ

 

ภาพที่ 3 จากหน้าจอคอมพิวเตอร์ ให้กด Accept

 

      เท่านี้เราก็จะใช้งาน Einscan Pro/Pro Plus ได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ไม่ต้องค่อยมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ตลอดเวลา การใช้งานแบบนี้จะเหมาะกับการใช้งานในรูปแบบ  Handheld Scan เท่านั้น เพราะชิ้นงานที่สแกนมีขนาดใหญ่ทำให้ไม่สะดวกในการหันไปมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ถ ถ้าท่านใดที่มีเครื่องสแกนใช้งานอยู่แล้ว เจอปัญหน้านี้อยากจะให้ลองนำไปใช้ดูนะครับ เทคนิคดีๆ นำมาแบ่งปันเพื่อความสะดวกสบสยต่อการใช้งานอุปกรณ์

สามารถดูการเชื่อมต่อและการใช้งานได้ (VDO)

ลูกค้า: บริษัท ปิโก (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน)

ลูกค้า: บริษัท ปิโก (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน)

ขอขอบคุณ บริษัท ปิโก (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน)
ที่อุดหนุนเครื่องสแกนสามมิติ Einscan Pro+ พร้อมกับ Color Module ไปใช้ในงานด้านพิพิธภัณฑ์

3D Printer : Einscan Pro+ 

Accessory: Color Module

382u

Pico EinProPlus_180718_0024

Pico EinProPlus_180718_0017

Pico EinProPlus_180718_0018

Pico EinProPlus_180718_0019

Pico EinProPlus_180718_0020

Pico EinProPlus_180718_0021

Pico EinProPlus_180718_0022

Pico EinProPlus_180718_0023

แนะนำวิธีการ Reverse Engineering ไฟล์งานที่ได้จาก Einscan-SE (.stl)

แนะนำวิธีการ Reverse Engineering ไฟล์งานที่ได้จาก Einscan-SE (.stl)

13

 

        โปแกรม Solid Edge ST10 เป็นโปรแกรมที่มีการใช้งานจะคล้ายๆ โปรแกรมสร้างชิ้นงาน 3 มิติทั่วๆ ไปอย่างเช่น AutoCAD, Fusion360 และ Solidworks ซึ่งสามารถทำงานได้หลากหลายไม่ว่าจะเป็น การดราฟ, ขึ้นโมเดล, ภาพการประกอบชิ้นส่วนงาน, การสร้างท่อโค้งงอ, การ Simulation, การ Reverse ทาง Engineering และอื่นๆ อีกมากมาย แต่สิ่งที่โปแกรม Solid Edge ทำได้แตกต่างออกมานั้นคือการ Revers ไฟล์งาน เพราะได้รวบร่วมเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพทางการออกแบบ 3 มิติ ไว้ให้ใช้งานอย่างครบครัน และมีเครื่องมือในการแก้ไขปรับแต่งไฟล์งานที่มีข้อมูลเป็นแบบสามเหลี่ยม ซึ่งทีมาของไฟล์งานอาจจะมาจากการสแกน หรือโปรแกรมอื่นๆ เพราะไฟล์งานส่วนมากเลยที่ได้จากการสแกน 3 มิติ นั้นจะไม่สมบูรณ์ 100% อยู่แล้วจึงต้องทำการปรับแต่งไฟล์ให้กลับมาสมบูรณ์มากที่สุดก็คือการ Reverse เช่น การปรับผิวให้เรียบ การปรับแต่งจากงานเดิม การสร้างชิ้นงานใหม่จากการเทียบขนาดที่ได้จากการสแกน 3 มิติ แล้วแต่เราจะเลือกใช้งานเลยครับ ถือว่าช่วยลดระยะเวลาในการออกแบบงานทางวิศวกรรมได้มาก เพราะบางงานไม่จำเป็นต้องมาวัดขนาดชิ้นงานจริงและสร้างชิ้นงานขึ้นมาใหม่แล้วซึ่งมันจะใช้เวลามากต่องานหนึ่งชิ้น เพื่อการไม่ให้เสียเวลามากเรามาเริ่มใช้งานโปรแกรม Solid Edge ST10 กันเลยดีกว่าครับ
2

ภาพที่ 2

5

ภาพที่ 3

Capture

ภาพที่ 4

        เมื่อเราเปิดโปรแกรม  Solid Edge ขึ้นมาจะเจอกับการสร้าง Sheet ของทาง Solid Edge จะมีให้เลือกใช้งานเยอะไม่ว่าจะเป็น Part, Daft, Metal, Assembly และ Weldment หน่วยที่จะใช้ก็สามารถเลือกได้จะเป็นนิ้วหรือเซนติเมตรส่วนมากเรามักจะใช้เป็น Part แบบเซนติเมตรมากกว่า เลือกไปที่ (ภาพที่ 2-3) Open Bowse > เลือกไฟล์ .stl > ANSI Metric > ansi metric part แล้วเราก็จะได้ sheet งานที่พร้อมจะทำการสร้างาน แก้ไขงานที่มีหน่วยเป็นเซ็นติเมตรแล้วครับ (ภาพที่ 4) จะเห็นว่าจะมีหน้าต่างเครื่องมือที่ไว้ใช้สำหรับการ Reverse Engineering โดยเฉพาะทางเลยนี่แหละครับเป็นทีเด็ดของทางโปรแกรม Solid Edge ST10 Classic จากนั้นเราก็ทำการจัดวางโมเดล 3 มิติ ที่เปิดขึ้นมาให้อยู่ตรงกึ่งกลางของแกนต่างๆ เพื่อง่ายต่อการทำงาน (ภาพที่ 5)

 

4

ภาพที่ 5

        เครื่องสแกนเนอร์ที่ผมใช้เป็น Einscan-SE งานที่ไม่ได้เน้นความละเอียดของชิ้นงานมากต้องการแค่ลักษณะของชิ้นงานเบื้องต้นถือว่า Einscan-SE ทำได้ดีมากเลยครับ อาจจะสแกนได้ไม่ดีเท่ารุ่นพี่อยาง Einscan Pro/Pro+ หรือ David SLS-3 HD ก็ตาม (ภาพที่ 6-7) จากรูปภาพจะเห็นได้ว่างานที่ได้จากการนั้นถือว่าดีมากแล้ว แต่เมื่อจะนำไปใช้งานจริงอาจจะต้องทำการแก้ไขให้ผิวของชิ้นงานนั้นเรียบ เพราะจะสังเกตุเห็นได้ว่าบางจุดยังสแกนได้ไม่ดี ถ้าเรานำงานนี้ไปพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ เลยผิวของชิ้นงานที่ได้จะไม่สวยเลยก็ว่าได้ ชิ้นงานมีรอยขรุขระของผิวงานแบบไหนเมืื่อทำการสไลด์จากโปรแกรมของเครื่องพิมพ์ 3 มิติ แล้วก็ยังจะมีรอยเหล่านั้นอยูเช่นเดิมนี่แหละเป็นหตุผลที่เราต้องทำการ Reeverse ไฟล์งานก่อนจะไปใช้งานจริง

 

 

7

ภาพที่ 6

8

ภาพที่ 7

 

        โปรแกรม Solid Edge ST10 ตัว Classic นี้จะมีเครื่องมือที่ช่วยในการแก้ไขไฟล์งานได้ไม่ว่าจะเป็นไฟล์ .stl, .step และอื่นๆ อีกมากมาย ส่วนมากไฟล์ที่ได้จากเครื่องสแกนเนอร์ Einscan-SE จะเป็น .stl อยู่แล้ว เมื่อกดไปที่หน้าต่างการ Reverse Engineering จะเจอเครื่องมือในการแก้ไข (ภาพที่ 8)

  1. หน้าต่างของเครื่องมือทั้งหมดจะครอบคุมการทำงานไม่ว่าจะเป็น การวาด 2D, การวาด 3D, การทำ Surfacing, PMI, การ Simulation, การ Gennerative Design, การ Reverse  และอื่นๆ
  2. Planes สร้าง plane ต่างๆ ตามจุดที่เราต้องงการจะวาดหรือแก้ไข เพื่อจะได้ง่ายต่อการแก้ไขงานเวลาวาด 2D ณ ต่ำแหน่งตามแกน x, y, z ได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น
  3. Cleanup Mesh เป็นการแก้ไขพื้นพิวของงานสามารถลบผิวของงานที่ได้จากการสแกนมา และเติมผิวตรงจุดนั้นๆ ได้เพื่อให้เรียบขึ้น การลบนั้นจะลบเป็นแบบลายตาข่ายแบบ Polygon ของชิ้นงานนั้นๆ ถาไฟลที่ได้จากการสแกนมีความละเอียดมาก Polygon ก้จะเยอะตามกันไป
  4. Identify Regions เป็นการระบายสีของผิวชิ้นงานเพื่อจะแบ่งผิวของชิ้นงานให้ออกเป็นส่วนๆ จะได้ง่ายต่อการแก้ไข และสร้างพื้นผิวของขึ้นมาใหม่เพื่อใช้อ้างอิงกัับชิ้นงานที่ได้ทำการสร้างขึ้นมาใหม่ เครื่องมือนี้จะใช้ร่วมกับ Extract Surfaces
  5. Extract Surfaces เป็นการสร้างพื้นผิวงานขึ้นมาใหม่ที่ได้จากการอ้างอิงพื้นผิวของงานเก่หรืองานที่ได้จากการสแกน 3 มิติ การสร้างจะมีให้เลือก 2 แบบ Extract กับ Fit ส่วนมากแล้วจะใช้แบบ Fit มากกว่าเพราะจะมีฟังก์ชั่นในกาเลือกรูปแบบพื้นผิวได้มากกว่า เช่น วงกลม, สี่แหลี่ยม, กรวย, ทรงกระบอก และอื่นๆ
  6. Curves เป็นการสร้างส่วนที่โค้งงอต่างๆ ให้ง่ายขึ้น การวาดส่วนโค้งต่างๆ ตามชิ้นงาน สามารถตัดชิ้นงานที่มาจากการสแกน 3 มิติ ได้ต้องการจะตัดเฉพาะจุดก็ทำได้สบายมาก
  7. Surfaces เป็นการปรับแต่งพื้นผิวที่ได้มาจากเครื่องมือที่ (5)Extract Surfaces และ (6)Curvers ไม่ว่าจะ คัดลอกพื้นผิว Offset การดึงสร้างพื้นผิวจากเส้นที่วาดขึ้นจะเป็นแบบโค้งงานก็สามารถทำได้อย่างง่ายดายเหมือนกัน
  8. Modify Surfaces เป็นการแก้ไขพื้นผิวที่ได้จากการทำ  (5)Extract Surfaces และ (6)Curvers การตัดพื้นผิว การขยายพื้นผิว การผสานพื้นผิวให้เป็นชิ้นเดียวกัน การดึงพื้นผิวของชิ้นงานจริงแนบกับพื้นผิวที่ได้จากการทำในเครื่องมือที่ (4)Identify Regions และ (5) Extract Surfaces จากชิ้นงานที่ต้นแบบจากการสแกน 3 มิติ ถือว่าทำให้เกิดความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นต่อการแก้ไขปรับปรุงไฟล์งานทาง Engineering

 

9

ภาพที่ 8

 

         สำหรับคนที่ยังมองภาพไม่ออกนะครับ ว่าเครื่องมือทั้งหมดมีการทำงานยังไงบ้างผมได้ทำวีดีโอการ Revers เบื่องต้นมาให้ชมกันครับ งานนี้จะได้มาจากการสแกนกับเครื่อง Einscan-SE ชิ้นงานอันนี้จะเป็นอะไหล่ฝาครอบของรถเข็นคนพิการจะมีด้วยกัน 2 ชิ้น แต่ได้แตกไป 1 ชิ้น เลยนำอีกอันมาสแกนและ Reverse เพื่อจะนำไปพิมพ์ออกมาใช้งานจริงพลาสติกที่ใช้เป็น ABS เน้นแข็งแรง ใช้งานกว่าแสงแดดได้ ชิ้นงานจริงจะเป็นสีดำนะครับที่เห็นในรูปจะเป็นสีขาวเพราะได้พ่นสเปรย์แป้งให้ง่ายต่อการสแกนงานถ้าเป็นชิ้นงานที่สีทึบดำ มันเงา โป่งใส จะไม่สามารถสแกนได้ครับ ตามภาพที่ 9-10

 

 

S_7938102059414

ภาพที่ 9

S_7938102097578

ภาพที่ 10

 

        เมื่อทำการแก้ไขไฟล์เรียบร้อยแล้วผมได้ Save งานออกมาเป็น .stl เพื่อจะนำไปพิมพ์กับเครื่องพิมพ์  3 มิติ Fashforge Creator Pro ความละเอียดที่พิมพ์อยู่ที่ 200 ไมคอน (0.2 มิลลิเมตร) พลาสติกที่ใช้เป็น ABS เพื่อเน้นความเเข็งแรงของชิ้นงานต่อการใช้งานจริง เดี๋ยวให้บนความต่อไปผมจะมาแนะนำการตั้งค่าพิมพ์งานกันนะครับ เมื่อนำมางานแต่ละแบบมาเปรียบเทียบกันทั้ง 4 แบบจะมี การสแกนด้วย Einscan-SE(ภาพที่ 11), การ Reverse Engineering(ภาพที่ 12), การพิมพ์แบบ 3 มิติจาก Flashforge Creator Pro(ภาพที่ 12) และชิ้นงานจริงที่แตกหัก (ภาพที่ 13) จากทั้งหมดที่นำมาเปรียบเทียบนั้นบอกได้เลยว่าโปรแกรม Solid Edge ST10 Classic สามารถ Reverse ได้จริงและใช้งานไม่ยาก เครื่องมือต่างๆ ที่มีก็ใช้งานคล้ายๆ กับโปรแกรม 3D ทั่วไปเลยครับ สำหรับคนที่เป็นโปรแกรม 3D อยู่แล้วสบายมากที่จะหันมาใช้งาน Solid Edge ST10 อีกสักโปรแกรม

 

12

ภาพที่ 11

11

ภาพที่ 12

S_7938247041948

ภาพที่ 13

วีธีการ Reverse ไฟล์งานที่ได้จากเครื่องสแกน Einscan-SE

อย่าลืมติดตามบทความต่อไปด้วยนะครับ การพิมพ์งานตัวอย่างจากเครื่องพิมพ์ Flashforge Creator Pro

Software Solid Edge ST10 สำหรับการ Reverse ทาง Engineering

Software Solid Edge ST10 สำหรับการ Reverse ทาง Engineering

1-1

 

โปรแกรม Solid Edge ST10 คืออะไร ทำอะไรได้บ้าง

        เรามาพบกันอีกเเล้วนะครับ วันนี้ผมจะมาขอแนะนำ Software Solid Edge ST10 โปรแกรมจากค่าย SIEMENS PLM  ที่ได้นำเอา Synchronous Technology มาช่วยในเรื่องของการออกแบบงานต่างๆ ให้ง่าย สะดวก และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น แถมยังสามารถแก้ไขไฟล์ 3D จากซอฟแวร์อื่นๆ ได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย ที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือการ Reverse Engineering ที่ทำให้การปรับแต่งหรือแก้ไขงานที่ได้จากเครื่องสแกนเนอร์ 3D ต่างๆ เช่น Einscan-SE, Einscan Pro/Pro+, DAVID 3D Scanner และอื่นๆ อีกมากมาย ทำได้อย่างง่ายดายเลยทีเดียว เพราะงานที่ได้จากการสแกน 3D นั้น จะไม่สมบูรณ์แบบ 100% เสมอไปจึงต้องมีการปรับแต่งให้สมบูรณ์ก่อนนำไปใช้งานจริงนั้นเอง

โปรแกรม Solid Edge สามารถทำอะไรได้บ้างนั้น เรามาทำความรู้จักกับเจ้าโปรแกรม Solid Edge จากวีดีโอกันได้เลยครับ

 

 

        จากวีดีโอที่ได้ดูกันนั้นจะเห็นได้ว่าโปรแกรม Software SolidEdge ST10 สามารถทำได้หลากหลายรูปแบบเลยครับ ตัวอย่างเช่น

 

1

 

        Generative design เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการออกแบบผลิตภัณฑ์ เพื่อลดน้ำหนักของชิ้นงาน และโครงสร้างของชิ้นงานให้หมาะสมต่อการใช้งาน ด้วยการออกแบบที่มุ่งเน้นหลักไปที่เป้าหมายของชิ้นงานและปรับเปลี่ยนส่วนประกอบโครงสร้างชิ้นงานเป็นสำคัญที่สุด

 

2

        Reverse Engineering 3D เป็นการปรับแต่งไฟล์งานที่อาจจะได้จากการสแกน หรือได้จากวิธีอื่นๆ โดยในหน้าต่างนี้จะมีเครื่องมือที่ช่วยปรับแต่ง Mesh ที่ใช้งานง่ายเพื่อลดข้อผิดพลาดใด ๆ ที่อาจเป็นผลมาจากขั้นตอนการนำเข้าหรือในขั้นตอนของการสแกนไฟล์ 3มิติ ทำให้การออกแบบสามารถทำงานได้อย่างง่าย และมีขั้นตอนที่ไม่ซับซ้อน

 

3

        Solid Edge Technical Publications ที่ช่วยให้คุณสามารถสร้างเอกสารทางเทคนิคได้หลายรูปแบบตั้งแต่ภาพประกอบง่ายๆ สำหรับคู่มือผู้ใช้งานไปจนถึงเอกสารทางเทคนิคเชิงโต้ตอบสำหรับการผลิตและบริการ จึงเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับการออกแบบผลิตภัณฑ์ และสามารถทำให้เกิดเป็นความสำเร็จในด้านการดำเนินธุรกิจของคุณได้

 

4

        Piping เป็นการสร้างท่อ 3 มิติ รูปแบบต่างได้อย่างงายดาย การสรร้างท่อโดยทั่วไปอาจจะมีขั้นตอนที่สับซ้อนหลายขั้นตอน แต่ถ้าเป็นรูปแบบการทำงานใหม่นี่ที่สามารถทำได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น ทั้งการดึงข้อต่อต่างๆ  ท่อแยก ท่องอ มาใส่ให้โดยอัตโนมัติ พร้อมทั้งยังทราบความยาวของท่อแต่ละอันอีกด้วย ถือว่าสะดวกสบายมากเลยครับ

 

5

        Rendering with Keyshot เป็นการสร้างชิ้นงานให้เสมือนจริงได้ทุกมุมมอง หรือการจำลองชิ้นงานเสมือนจริง เพื่อลดระยะเวลาการทำงานเมื่อก่อนอาจจะถ่ายภายจากเครื่องจริงหรือตัดต่อภาพเอา แต่ตอนนี้สามารถสร้างไฟล์งาน 3 มิติ และทำภาพได้ด้วย สามารถใช้งานได้ง่าย เลือกวัสดุที่ต้องการได้สำหรับชิ้นงาน อยากได้เป็น โลหะ พลาสติก ยาง หรือเป็นสีอื่นๆ ก็ทำได้ไม่ยากเลย โปรแกรมจะสร้างภาพเสมือนจริงให้ และสามารถนำไฟล์ภาพไปทำการตกแต่งต่อกับโปรแกรมอื่นๆ  

 

6

        Simulation with NX NASTRAN เป็นการวิเคราะห์ชิ้นงานได้ทั้ง ชิ้นเดี่ยว หรือชิ้นงานหลายชิ้นที่นำมาประกอบกันได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ รูปแบบของการวิเคราะห์มีทั้งแบบ Linear Static, Normal Modes, Linear Buckling, Steady State Head Transfer (วิเคราะห์ความร้อน), Flow วิเคราะห์การไหลของน้ำและอากาศ (CFD) และยังจัดทำรายงานการวิเคราะห์ให้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นไฟล์ Word หรือ HTML ไฟล์ ถือว่าครอบคุมและสะดวกสบายมาก

        ที่ว่ามาจากข้างต้นเป็นเพียงฟังก์ชั่นในการทำงานเพียงคร่าวๆ ของโปรแกรม Solid Edge เท่านั้นถ้าใครที่ได้ลองเล่นแล้วละก็จะรู้ได้ว่ายังมีอีกหลายอย่างที่โปรแกรมตัวนี้ทำได้ ถ้าใครที่สนใจอยากจะลองใช้ก็สามารถโหลดมาทดลองใช้งานได้ฟรี 45 วัน ที่นี่  แต่ถ้าต้องการตัวเต็มทางเราก็มีจำหน่ายพร้อมกับเครื่องสแกนเนอร์ 3 มิติ นะครับ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Einscan Pro/Pro+

        วีดีโอการติดตั้งโปรแกรมโปรแกรม Solid Edge ตัวทดลองใช้งาน 45 วัน

 

 

 

        คู่มือการติดตั้งโปรแกรม SolidEdge ST10 ที่นี่

 

ที่มา : https://www.excellent-th.com/se

ลูกค้า : Chew Chew CNC

ลูกค้า : Chew Chew CNC

ขอขอบคุณ Chew Chew CNC
ที่อุดหนุนเครื่องสแกนเนอร์ 3มิติ ไปช่วยในการผลิต / แนะนำลูกค้า เพื่องาน Solution เครื่อง CNC

3D Scanner : HP Scanner Pro S3 / David SLS3

1517647582782

รีวิว EinScan-S 2017 และ Software EinScan2.xx มีอะไรใหม่มาดูกัน

รีวิว EinScan-S 2017 และ Software EinScan2.xx มีอะไรใหม่มาดูกัน

สวัสดีครับกลับมาพบกันอีกแล้วนะครับ กับ Print3Dd คราวนี้เรามารีวิว เครื่องเวอร์ชั่นใหม่ EinScan-S 2017 หน้าตาเหมือนเดิมเปลี่ยนไปนิดหน่อย (ในทางที่ดีขึ้น ใช้งานง่ายขึ้น) ลองดูรายละเอียดข้างล่างกันครับ

EinScan-S 2017

EinScan2017 ความยุ่งยากในการต่อสายลง โดยตัดสาย VGA ออก และที่สำคัญมาพร้อมกับ Software EinScan 2.x
EinScan2017 ความยุ่งยากในการต่อสายลง โดยตัดสาย VGA ออก และที่สำคัญมาพร้อมกับ Software EinScan 2.x

ที่ดีมากๆเลยคือ ไม่มีสาย VGA ให้มารบกวน สายพะรุงพะรัง ใครที่ยังไม่เคยใช้ EinScan-S รุ่นก่อนจะไม่รู้ถึงความยากของการมีสาย VGA ผมจะอธิบายคร่าวๆให้ฟังครับ
– การมีสาย VGA ทำให้การ Connect ยุ่งยาก ต้อง Set ทั้ง Screen Resolution ใน Window เพราะเป็นเหมือน Screen ที่สอง ใคร Set ไม่เป็นถึงกับมึน
– Notebook บางตัวมี Port HDMI ต้องมาแปลงอีกวุ่นวาย / กลับกันบางเครื่องมีแต่ VGA output ไม่มี HDMI (VGA ก็ต่อกับจอคอม แล้วจะต่อกับสแกนเนอร์ได้อย่างไง)
– เสียสัญญาณ output ไปอันนึง แทนที่จะสัญญาณนั้นไปออกเป็น Monitor จอใหญ่หรือต่อกับโปรเจคเตอร์อื่นๆ เรากลับต้องไปต่อ Output ที่ Projector ของสแกนเนอร์แทน

ข้อดีของ EinScanS 2017
1. เอาช่อง VGA ออก connect ทุกอย่างผ่าน USB (สุโก้ย!!! — อ่านข้างบนได้ถึงความยุ่งยากผ่าน VGA)
2. ใช้งานเหมือน EinScanS 2015-2016 ทุกประการ


Software EinScan2.x

ต้องเท้าความถึงเมื่อก่อน EinScan-S มี Software ของตัวมันเอง เช่นเดียวกับ EinScan-Pro ก็มี Software ของมันแยกต่างหาก แต่คราวนี้ EinScan2.x (ออกมาปลายปี 2016-2017) เป็น Software ใหม่ของเครื่องสแกนเนอร์ พัฒนาให้ใช้ร่วมกันได้กับ EinScan-S EinScan-Pro ใช้ซอฟแวร์ตัวเดียวกันเลย

ข้อจำกัดของ Software เก่าๆ v1.xx
1. ในแง่ของ EinScan-S เมื่อก่อนจากสแกนแบบ Auto จะปิดรูให้อัตโนมัติ รวมผิวให้ไปเลย แก้ไขอะไรไม่ได้ (ตรงจุดนี้คนบ่นกันเยอะ เพราะการสแกนบางครั้งต้องสแกนหลายๆรอบ เจอ Software เก่าสแกนผิวไป shot เดียวต้องทำต้องแต่เริ่มต้น)
2. ไม่สามารถ ลดทอน Polygon ได้หรือลดทอนได้ก็ยังมี Bug เยอะโปรแกรมปิดตัวอัตโนมัติ

มีฟังก์ชั่นที่น่าสนใจ ที่มาพร้อมกับ EinScan2.x คือ
1. สามารถ save ไฟล์เป็นโปรเจค สามารถมาสแกนต่อที่หลังได้ หรือ เปิดมาแก้ไขได้
2. สามารถทำงานรวมกันได้ Cross mode เช่น saveโหมด Auto ไปเปิดโหมด Manual ได้ ไม่ได้จำกัดว่าโหมดไหนโหมดนั้นเหมือนเวอร์ชั่นก่อนๆ
3. สามารถลดขนาดไฟล์ได้ (ลด polygon)
4. สามารถปรับลด Scale ได้
5. สามารถ Save ไฟล์หลายๆไฟล์ได้พร้อมๆกัน

ข้อจำกัด จุดเสียที่ยังคงมีอยู่กับ EinScan2.x คือ
1. ขั้นตอนลงยุ่งยาก – ยากมาก ต้องต่อ internet ในการเอา License ครั้งแรก // ต้องตอบแบบสอบถาม (บังคับให้ตอบ)
2. ยังคงมี Bug อยู่บางครั้งปิดโปรแกรมเอง

ตำรวจมอนทานาใช้ 3D Scanner ในการไขคดีอาชญากรรม

ตำรวจมอนทานาใช้ 3D Scanner ในการไขคดีอาชญากรรม

เจ้าหน้าที่ตำรวจใน Cascade County รัฐ Montana มีเครื่องมือชิ้นใหม่ในการต่อสู้กับอาชญากร นั่นคือ FARO Focus 3D Laser Scanner ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานตำรวจ Great Falls (GFPD) และ Cascade County Sheriff’s Office (CCSO) เพื่อใช้ในการสำรวจสถานที่เกิดเหตุ

Great-Falls-Police-Department-car-e1485167316728-906x660

โดยปรกติเจ้าหน้าที่สืบสวนที่เกิดเหตุจะประกอบด้วยหัวหน้าทีม ช่างภาพ ช่างสเกตซ์ เจ้าหน้าที่เก็บหลักฐาน และเจ้าหน้าที่พิเศษเฉพาะทางอีกจำนวนหนึ่ง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของอาชญากรรมนั้นๆ

GFPD
รูปแสดงสถานที่เกิดเหตุจากเครืิ่อง 3D scanner ภาพ: GFPD

เครื่อง 3D Scanner สามารถลดจำนวนเจ้าหน้าที่ที่ต้องมาทำงานในสถานที่เกิดเหตุได้ถึง 80% โดยใช้แค่ 1-2 คนในการควบคุมเครื่องเท่านั้น และมันยังสแกนเก็บข้อมูลครอบคลุมพื้นที่ได้ถึง 130 ตารางเมตร ทำให้ผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายสามารถกระจายไปช่วยงานในหน่วยงานอื่นได้ ลดความตึงเครียดจากการขาดแคลนบุคลากรได้อย่างดี

gif (1)
ภาพ GIF แสดงการเก็บข้อมูลการกระซ็นของหยดเลือดที่บันทึกได้จาก 3D scanner

เครื่องสแกนนี้สามารถวัด และบันทึก และเก็บข้อมูลในสถานที่เกิดเหตุได้ดีกว่าเดิมที่ใช่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานอย่างมาก มันทำให้หน่วยงานของเราทั้งระบบเป็นหน่วยงานตำรวจในศตวรรษที่ 21 อย่างจริงจัง

gif
ภาพ GIF ที่แสดงนี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการคำนวณการกระเซ็นของเลือด จุดที่เริ่มกระจาย และเก็บภาพโดยรวมของที่เกิดเหตุ ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องใช้ในการสืบสวนหาทิศทางของกระสุน

เมื่อทีมงานได้ถามถึงความเป็นไปได้ในการใช้เครื่อง 3D scanner ในสถานที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ Lisa Bates ให้ความเห็นว่ามันเป็นเทคโนโลยีที่มีคุณค่ามากในการวิเคราะห์คราบเลือดที่กระเซ็น และการกระจายตัวของวัตถุพยานในที่เกิดเหตุ

เธอยังอธิบายต่อว่า การแสดงภาพสามมิติได้ประโยชน์มากกว่าภาพถ่ายสองมิติอย่างมาก มันช่วยให้ผู้พิพากษา และคณะลูกขุนเห็นภาพว่าเกิดอะไรขึ้น และเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างไรได้ง่าย และเข้าใจได้ดีขึ้น

A-FARO-Focus-S-model-faroeurope-on-Twitter-1024x768

เครื่อง 3D scanner ทำงานโดยตั้งอยู่บนขาตั้ง มันถูกออกแบบมาให้ใช้นอกอาคาร เคลื่อนย้ายง่าย มี GPS ในตัว มีความแม่นยำประมาณ 1 ม.ม.

วิศวกรรมย้อนรอยด้วยเทคโนโลยีสแกนเนอร์ 3 มิติ

วิศวกรรมย้อนรอยด้วยเทคโนโลยีสแกนเนอร์ 3 มิติ

ในบางครั้งอุตสาหกรรมการผลิตทั้ง OEM (original equipment manufacturer) และ REM (replacement equipment manufacturer) มักประสบปัญหาในการสร้างแบบจำลองคอมพิวเตอร์ 3 มิติจากชิ้นงานหรือต้นแบบที่ทำขึ้นด้วยวัสดุเชjน ดินเหนียว ไม้ ปูนปลาสเตอร์ หรือไฟเบอร์กลาส   เนื่องจากความซับซ้อนของพื้นผิวแบบต้นแบบที่ไม่สามารถวัดขนาดได้อย่างถูกต้องด้วยเครื่องมือวัดทั่วไป   ทำให้เสียเวลาในการสร้างแบบจำลองคอมพิวเตอร์ 3มิติและแบบจำลองคอมพิวเตอร์ที่ๆได้มีความคลาดเคลื่อนเนื่องจากค่าที่วัดได้เป็นค่าประมาณ   เมื่อนำไปผลิตแม่พิมพ์ก็ได้แม่พิมพ์ไม่ถูกต้อง   ทำให้เสียเวลาในการแก้ไขแม่พิมพ์   ปัจจุบันได้มีเทคโนโลยีที่สามารถช่วยในการสร้างแบบจำลองคอมพิวเตอร์ 3 มิติ จากต้นแบบจริงได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ   นั่นก็คือเทคโนโลยีสแกนเนอร์ 3 มิติ(3D scanner technology)

เทคโนโลยีสแกนเนอร์แบ่งได้ 2 แบบ คือ แบบสัมผัสและแบบไม่สัมผัส   แบบสัมผัสได้แก่ เครื่อง CMM (cooedinate measuring machine) ซึ่งจะมีหัววัด (probe) สัมผัสชิ้นงานเพื่อวัดจุดพิกัดตำแหน่งต่างๆ ของชิ้นงาน   วิธีค่อนข้างช้าใช้เวลามาก   ส่วนแบบไม่สัมผัสจะใช้เทคโนโลยีแสงเลเซอร์หรือแสงที่มีรูปแบบ (structured light) เช่นแสงที่มีรุปแบบของแถบสว่างสลับกันหลายๆ แถบ เป็นต้น   ทำงานร่วมกับกล้อง CCD (charged coupling device) เพื่อวัดตำแหน่งของผิวชิ้นงานโดยอาศัยหลักการคำนวนแบบสามเหลี่ยม

เทคโนโลยีสแกนเนอร์แบบไม่สัมผัสได้เข้ามามีบทบาทในการทำวิศวกรรมย้อนรอยในอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนทดแทนโดยช่วยสร้างแบบจำลองคอมพิวเตอร์ 3 มิต   ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ   เมื่อได้แบบจำลองคอมพิวเตอร์ 3 มิติแล้ว   ผู้ผลิตก็นำแบบจำลองนี้เข้าสู่กระบวนการผลิตปกติต่อไป   การสร้างแบบจำลองคอมพิวเตอร์ 3 มิติด้วยเทคโนโลยีสแกนเนอร์เริ่มจาการสแกนชิ้นงานด้วยเครื่องสแกน 3มิติ ข้อมูลที่ได้จากเครื่องสแกน3มิติ คือกลุ่มของจุด (point cloud) เพื่อทำให้จุดเหล่านี้เปลี่ยนเป็นพื้นผิว   เมื่อได้เป็นพื้นผิวแล้วสามารถแปลงเป็นไฟล์มาตรฐานเช่น IGES (initial graphics expecification specification) หรือ STEP (standard for the exchange of product data) ที่สามารถเปิดได้ในโปรแกรม CAD ทั่วไปเช่น Unigraphics Pro/Engineer เป็นต้น ซึ่งจะได้แบบจำลองคอมพิวเตอร์ 3 มิติที่สามารถนำไปใช้ออกแบบแม่พิมพ์และจำลองการเคลื่อนที่ของหัวกัดและผลิตรหัส G ของเครื่องกัดซีเอ็นซีด้วยโปรแกรม CAM ต่อไปได้

                  ขั้นตอนการทำวิศวกรรมย้อยรอยโดยใช้เทคโนโลยีสแกนเนอร์ 3 มิติสรุปได้ดังภาพที่ 1

 

ภาพที่ 1 ขั้นตอนการทำวิศวกรรมย้อนรอยด้วยเทคโนโลยีสแกนเนอร์ 3 มิติ

ประโยชน์อย่างหนึ่งของการใช้เทคโนโลยีสแกนเนอร์3มิติคือการนำแม่พิมพ์ที่ซื้อมาหรือแม่พิมพ์ที่ผ่านการตกแต่งและทดสอบเรียบร้อยแล้วมาสแกนเก็บพื้นผิวแม่พิมพ์ไว้ก่อน   ถ้าระหว่างผลิตชิ้นงาน   แม่พิมพ์เกิดการแตกหักจนซ่อมแซมไม่ได้   เราสามารถนำไฟล์สแกนมาสร้างแม่พิพม์ใหม่ที่ทีรูปร่างเหมือนแม่พิพม์เก่าได้ทันที   วิธีนี้เหมาะสมสำหรับการผลิตจำนวนมากๆ ซึ่งมีโอกาสสูงที่แม่พิมพ์จะสึกหรอเสียหายจนซ่อมแซ่มไม่ได้

วิศวกรรมย้อนรอยหน้ากากโทรศัพท์มือถือ

การทำวิศวกรรมย้อนรอยของหน้ากากมือถือจะทำเป็นแบบแม่พิมพ์ฉีดพลาสติกโดยใช้แวกซ์เป็นวัสดุแม่พิมพ์และทำแม่พิมพ์เพียงครึ่งเดียว   การทำเริ่มจากขั้นตอนแรกคือนำหน้ากากโทรศัพท์มือถือ (ภาพที่ 2) มาสแกน ผลที่ได้จากเครื่องสแกนจะเป็นกลุ่มของจุดพื้นผิวชิ้นงานที่ผ่านการทำสามเหลี่ยมเล็กๆ (polygon) ประกอบกัน (ภาพที่ 3 ก) จากนั้นส่งเข้าโปรแกรมวิศวกรรมย้อนรอยเพื่อทำเป็นพื้นผิวของชิ้นงาน (ภาพที่ 3 ข)   เมื่อทำเป็นพื้นผิวเสร็จ   สามารถแปลงไฟล์ให้อยู่ในรูปไฟล์มาตรฐาน เช่น IGES เป็นต้น ซึ่งสามารถส่งเข้าโปรแกรม CAD เช่น Unigrahics เพื่อเปิดขึ้นมาใช้งาน (ภาพที่ 3 ค)   ในขั้นตอนต่อไปคือการออกแบบเป็นแม่พิมพ์ (ภาพที่ 4 ) และจำลองการกัดแม่พิมพ์ (ภาพที่ 5 ) และผลิตรหัส G จากนั้นนำรหัส G ส่งเข้าเครื่องกัดซีเอ็นซี เพื่อกัดแวกซ์ให้เป็นแม่พิมพ์ตามที่ได้ออกแบบไว้ (ภาพที่ 6) ก็จะได้พิมพ์ของหน้ากากโทรศัพท์มือถือดังภาพที่ 7 ขั้นตอนตั้งแต่การสแกนเนอร์ชิ้นงานจนถึงการทำเป็นผิวใชเวลาประมาณ 1 วัน

ภาพที่ 2 หน้ากากโทรศัพท์มือถือ

                                                                                       ก                                           ข                                                 ค

  

ภาพที่ 3ก) แบบจำลองคอมพิวเตอร์ที่ได้จากการสแกน ข)แบจำลองคอมพิวเตอร์ที่ได้จากการทำเป็นพื้นผิวด้วยโปรแกรมวิศวกรรมย้อนรอย  และ ค)แบบจำลองคอมพิวเตอร์ที่ได้จากการใช้โปรแกรม CAD


ภาพที่ 4 แบบแม่พิมพ์ที่ออกแบบโดยโปรแกรม CAD


ภาพที่ 5 การจำลองการกัดแม่พิมพ์ด้วยโปรแกรม CAD : ก)การกัดหยาบ ข)การกัดกึ่งละเอียด ค)การกัดละเอียด


ภาพที่ 6 การกัดแม่พิมพ์ด้วยเครื่องกัดซีเอ็นซี

ภาพที่ 7 แม่พิมพ์หน้ากากโทรศัพท์มือถือพร้อมต้นแบบ

การทำวิศวกรรมย้อนรอยแม่พิมพ์ EDM

การทำวิศวกรรมย้อนรอยแม่พิมพ์ EDM จะใช้ขั้นตอนการทำงานเหมือนกับหน้ากากโทรศัพท์มือถือจะทำเป็นตัวพิมพ์ EDM ที่มีขนาดเล็กลงเหลือ 60% โดยใช้แวกซ์เป็นวัสดุ แม่พิมพ์ EDM นี้ทำจากกราไฟต์และมีรูปร่างดังภาพที่ 8 หลังสแกน (ภาพที่ 9 ก) แล้วนำมาทำเป็นพื้นผิว (ภาพที่ 9 ข) และแปลงไฟล์ให้อยู่ในรูปไฟล์มาตรฐาน เช่น IGES จากนั้นใช้โปรแกรม Unigarphucs ออกแบบฐานเพิ่มเติม (ภาพที่ 10) และทดสอบการกัด (ภาพที่ 11) และผลิตรหัส G แล้วนำไปกัดด้วยเครื่องซีเอ็นซี (ภาพที่ 12)ก็จะได้แม่พิมพ์ EDM ที่มีขนาดย่อส่วนลงเหลือ 60% ดังภาพที่ 13


ภาพที่ 8 แม่พิมพ์ EDM

ภาพที่ 9  ก)แบบจำลองคอมพิวเตอร์ที่ได้จกาการสแกน   ข)แบบจำลองคอมพิวเตอร์ที่ได้จากการทำเป็นพื้นผิวด้วยโปรแกรมวิศวกรรมย้อนรอย และ ค)แบบจำลองคอมพิวเตอร์ที่ได้จากการใช้โปรแกรม CAD

ภาพที่ 10 แม่พิมพ์ที่ออกแบบโดย CAD

ภาพที่ 11 การจำลองการกัดแม่พิมด้วยโปรแกรม CAM : ก)การกัดหยาบ  ข)การกัดกึ่งละเอียด  ค)การกัดละเอียด

ภาพที่ 12 การกัดแม่พิมพ์ EDM ด้วยเครื่องกัดซีเอ็นซี

ภาพที่ 13 แม่พิมพ์ EDM ย่อยส่วนลงเหลือ 60%

                   ขอขอบคุณบทความดีๆจาก