fbpx

ลูกค้า: มหาวิทยาลัยขอนแก่น วิทยาเขตหนองคาย

ลูกค้า: มหาวิทยาลัยขอนแก่น วิทยาเขตหนองคาย

ขอขอบคุณ มหาวิทยาลัยขอนแก่น วิทยาเขตหนองคาย
ที่อุดหนุนเครื่องพิมพ์สามมิติ Flashforge Guider IIs , Formlabs Form 2, Einscan-SE ไปใช้ในการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัย

เครื่องพิมพ์สามมิติ: Flashforge Guider IIs , Formlabs Form 2,

เครื่องสแกนสามมิติ: Einscan-SE

พิมพ์ชิ้นงานที่มีทั้งความแข็งและยืดหยุ่นได้ด้วย Tough 1500 Resin

พิมพ์ชิ้นงานที่มีทั้งความแข็งและยืดหยุ่นได้ด้วย Tough 1500 Resin

Formlabs ได้เปิดตัวเรซินชนิดใหม่ Tough 1500 Resin สำหรับเครื่อง SLA Form 3 และ Form 2

Tough 1500 เป็นเรซินที่ให้ความแกร่ง และมีความยืดหยุ่นเมื่อดัดงอ และจะดีดกลับได้อย่างรวดเร็ว และทำซ้ำ ๆ ได้ด้วย เหมาะสำหรับต้นแบบที่ทำงานได้เหมือนจริง จิ๊กและฟิกเจอร์ และข้อต่อต่าง ๆ มันยังมีคุณสมบัติเหมือน polypropylene ในแง่ของความแกร่ง และความแข็งแรงอีกด้วย

Tough 1500 Resin เป็นเรซินที่มีความยืดหยุ่นมากที่สุดในกลุ่ม Tough และ Durable ซึ่งไม่แตกต่างกันมากภายใต้การรับแรง แต่จะแตกต่างกันชัดเจนในแง่ของ stiffness และ elongation

จะเลือกใช้ Tough 1500 ในกรณีใดบ้าง

Tough 1500 Resin ใช้งานได้ดีกับงานที่เป็นต้นแบบ และข้อต่อที่มีการบิดตัวแล้วดีดกลับบ่อย เช่นสปริง การประกบงานแบบ snap fits หรือ press fits และบานพับ

Tough 1500 Resin ยังเหมาะกับงานจิ๊กและฟิกเจอร์ ที่ต้องใช้งานอยู่ตลอดเวลา และซับแรงกระแทกได้ด้วย ด้วยคุณสมบัติที่มีความแกร่ง ความแข็งแรง และการรับแรงกระแทก ทำให้ Tough 1500 เป็นเรซินที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับแทบทุกอุตสาหกรรมการผลิต

การทำต้นแบบงาน Polypropylene ด้วย Tough 1500 Resin

Polypropylene เป็นเทอร์โมพลาสติกที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในสินค้าอุปโภคแทบทุกชนิด คุณสามารถใช้ Tough 1500 Resin จำลองความแข็งแรงของสินค้าที่จะผลิตด้วย polypropylene

ข้อมูลเชิงลึกทางเทคนิคของ Tough 1500 Resin

การประเมินลักษณะที่ดีของวัสดุ เราต้องดูที่คุณสมบัติทางด้านเทคนิคของมัน Tough 1500 Resin มีความสมดุลย์ทั้งด้าน elongation และ modulus ทำให้มันมีความยืดหยุ่นสูง และสามารถสปริงกลับไปยังตำแหน่งเดิมได้อย่างรวดเร็ว

  • Elongation เป็นการวัดว่าวัสดุนั้นสามารถดึงยืด หรือดัดงอไปได้ไกลแค่ไหน
  • Modulus เป็นการวัดความแกร่งของวัสดุว่าจะบิดงอ หรือยืดได้ง่ายแค่ไหน 

ชิ้นงานที่พิมพ์ด้วยวัสดุนี้สามารถดัดงอไปได้มาก และดีดกลับมาอยู่ในรูปเดิมได้อย่างรวดเร็ว

ข้อมูลทางเทคนิคของ Tough 1500 Resin หลังจากอบแล้ว

Ultimate Tensile Strength Tensile Modulus Elongation at Break Flexural Modulus Notched Izod
33 MPa 1500 MPa 51% 1400 MPa 67 J/m

Data was obtained from parts printed using Form 2, 100 μm and post-cured with a Form Cure for 60 minutes at 70 C.

ดาวน์โหลด Technical Data Sheet ที่นี่

 ตัวเลข 1500 ที่อยู่ในชื่อของ Tough 1500 Resin มาจากค่าของ tensile modulus (หน่วย MPa) ซึ่งจากนี้ไปหากมีการพัฒนาสูตรเรซินใหม่ ๆ Formlabs จะใช้ตัวเลขต่อจากชื่อชนิดของเรซิน ซึ่งจะช่วยให้คุณเลือกใช้วัสดุที่มีความแกร่งตามความต้องการได้ง่ายขึ้น

 

ตัวอย่างการใช้งาน Tough 1500 Resin – ตัวยึดเซ็นเซอร์ของรถเทสลา

บริบัท Unplugged Performance เป็นผู้ผลิตรถยนต์ให้เทสลา แต่เดิมพนักงานจะต้องย้ายหัวเซ็นเซอร์ในส่วนกันชน ของรถยนต์เทสลาซึ่งมีทั้งหมด 6 จุดในรถหนึ่งคัน โดนแกะจากอันเดิมซึ่งใช้เวลาประมาณ 45 นาที แล้วไปใส่อันใหม่ซึ่งใช้เวลาอีก 10 นาที เป็นการอัพเกรดรถให้ลูกค้า ทำให้การเปลี่ยนเซ็นเซอร์ของรถแต่ละคันใช้เวลาถึงหนึ่งวันครึ่ง

ตอนนี้ได้มีการใช้เครื่องพิมพ์ของ Formlabs ในการพิมพ์ตัวยึดเซ็นเซอร์ครั้งละ 30 ชิ้น ทำให้การถอด และใส่เหลือเพียงขั้นตอนเดียว ช่วยให้ทำเสร็จได้ถึงสามคันต่อวัน

Unplugged Performance ใช้ Tough 1500 Resin ในการพิมพ์ตัวจับยึดเนื่องจากมีคุณสมบัติที่เหมาะสม สามารถติดตั้งได้อย่างมั่นคง และใช้ได้กับเซ็นเซอร์หลายรุ่น และ Tough 1500 Resin ก็ยังมี impact strength สูงเหมาะจะใช้กับกันชนอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ Tough 1500 Resin ยังมีสีเทา สามารถทำชิ้นส่วนที่มองเห็นได้โดยมันจะดูกลมกลืนกับห้องโดยสารอีกด้วย

 

ระบบจ่ายเรซิน

ระบบจ่ายเรซิน

This article applies to Form 2, Form 3, Form 3B

เครื่องพิมพ์ SLA ของ Formlabs มีระบบจ่ายเรซินอัตโนมัติในระหว่างที่เครื่องกำลังพิมพ์อยู่ โดยระบบจะตรวจสอบว่ามีการใช้เรซินไปเท่าไหร่แล้ว เมื่อเริ่มต้นพิมพ์เครื่องพิมพ์จะตรวจสอบชนิดของเรซินในขวด และในถาดให้ตรงกัน และต้องตรงกับที่กำหนดไว้ในโปรแกรม PreForm อีกด้วย เครื่องจะตรวจสอบอีกว่าเรซินที่มีอยู่เพียงพอกับการพิมพ์งานนั้นๆ หรือไม่ ทั้งหมดนี้ช่วยให้กระบวนการพิมพ์มีความสม่ำเสมอ สะอาด และลดโอกาสความผิดพลาดได้มากกว่าการเติมเรซินด้วยมือ

ขวดเรซิน (Resin cartridges)

เรซินของ Formlabs จะบรรจุมาในขวดซึ่งจะช่วยในการตรวจสอบ และจ่ายเรซินในระหว่างการพิมพ์เป็นไปโดยไม่ต้องมาคอยตรวจสอบด้วยตัวเอง

ที่ใต้ขวดเรซินจะมี ID chip ซึ่งจะมีลักษณะเป็นแผ่นสีเงินรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าสองแผ่น ID chip นี้จะถูกโปรแกรมด้วยชนิดของเรซิน และสามารถบอกปริมาตรของเรซินที่เหลืออยู่ในขวด 

เมื่อใส่ขวดเรซินลงไปในช่องหลังเครื่องพิมพ์ และกดปุ่มเริ่มพิมพ์ เครื่องพิมพ์จะอ่าน ID chip นั้นว่าเรซินในขวดตรงกับถาดเรซินที่ใส่อยู่ และข้อมูลในไฟล์ .FORM หรือไม่

ในระหว่างพิมพ์ ระบบจ่ายเรซินจะบันทึกปริมาณของเรซินที่ใช้ไปลงใน ID chip ช่วยให้เครื่องพิมพ์รู้ว่ายังมีเรซินเหลือในขวดเท่าไหร่ และพอที่จะใช้ในการพิมพ์งานนั้นๆ หรือไม่

ข้างๆ ID chip คือ bite valve หรือหัวจ่ายเรซินมีลักษณะเป็นยาง เมื่อมันถูกกดช่องจ่ายเรซินจะเปิดออกเล็กน้อย และเมื่อฝาปิดด้านบนถูกเปิดออก จะมีเรซินไหลออกมาจากช่องนี้ไปยังถาดเรซิน

โปรดดูแลรักษา ID chip และ bite valve ให้สะอาด เพื่อให้การจ่ายเรซินเป็นไปอย่างถูกต้องตลอดอายุการใช้งาน

ถาดเรซิน

ถาดเรซิน หรือ Resin tanks จะทำหน้าที่เป็นภาชนะรองรับเรซินในระหว่างการพิมพ์ เรซินในถาดจะถูกใช้ไปในทุกๆ ชั้นที่พิมพ์เสร็จ เครื่องพิมพ์จะทำการเติมเรซินจากขวดลงในถาดให้พร้อมใช้อยู่เสมอ

ถาดเรซินจะมี ID chip เช่นเดียวกับขวดเรซิน มันจะเก็บข้อมูลว่าถาดนั้นใช้กับเรซินชนิดใด (ในกรณีที่ถาดนั้นถูกใช้งานไปแล้ว) รวมถึงประวัติการใช้งาน หากถาดนั้นยังไม่เคยถูกใช้งาน ข้อมูลจะถูกบันทึกลงไปเมื่อมีการใช้งานครั้งแรก

ID chip ในถาดเรซินแบบมาตรฐานของเครื่อง Form 2
ID chip ในถาดเรซินแบบมาตรฐานของเครื่อง Form 2
ID chip ในถาดเรซินของเครื่อง Form 3/Form 3B
ID chip ในถาดเรซินของเครื่อง Form 3/Form 3B

โปรดดูแลรักษา ID chip (ของ Form 2 standard resin tank, Form 2 Resin Tank LT, หรือ Form 3/Form 3B resin tank) ให้สะอาด เพื่อให้เครื่องพิมพ์สามารถอ่านข้อมูลใน ID chip และทำงานได้อย่างสมบูรณ์

การตรวจสอบเรซิน

เครื่องพิมพ์ SLA ของ Formlabs มีอุปกรณ์ในการตรวจสอบระดับของเรซิน (เรียกว่า LevelSense) ซึ่งจะวัดปริมาณของเรซินในขณะที่พิมพ์ เมื่อระดับของเรซินลดต่ำลง เครื่องพิมพ์จะทำการเติมเรซินลงในถาดโดยอัตโนมัติ ตราบใดที่เรซินไม่หมดไปจากขวด เครื่องพิมพ์จะไม่มีการหยุดรอ หรือเกิดความเสียหายกับงานพิมพ์เพราะเรซินไม่เพียงพอ

FORM 2 FORM 3/FORM 3B
แผงวงจร LevelSense ในเครื่องรุ่น Form 2 จะอยู่ด้านหลังถาดเรซิน บริเวณฐานของเสาแกน Z ทำหน้าที่วัดระดับของเรซินในถาด แผงวงจร LevelSense ในเครื่องรุ่น Form 3/Form 3B จะอยู่ด้านหลังถาดเรซิน บริเวณมุมซ้ายล่างของเครื่องพิมพ์

แผงวงจร LevelSense ตรวจสอบระดับของเรซินโดยใช้ลูกลอย ซึ่งอยู่ช่องด้านซ้ายของถาดเรซิน

การจ่ายเรซิน

ที่พื้นของช่องรับขวดเรซินจะมีตัวอ่านข้อมูลจาก ID chip ของขวดเรซิน และก้านกดสปริงขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์

ก้านกด และชุดจ่ายเรซินที่พื้นของช่องรับขวดเรซินของเครื่อง Form 2 –รูปเล็ก: ตัวอ่านข้อมูลจาก ID chip

เมื่อเครื่องพิมพ์รัข้อมูลจาก LevelSense แล้วเห็นว่าต้องเติมเรซินในถาดแล้ว มันจะส่งสัญญาณไปยังก้านกดให้ไปดันหัวจ่ายเรซินที่อยู่ใต้ขวดเรซิน เมื่อเรซินไหลลงในถาดจนพอแล้ว ก้านกดก็จะดีดกลับ ปิดช่องจ่ายเรซินก็จะไม่มีเรซินไหลออกมาโดยไม่ตั้งใจ

Maintaining resin temperature

การรักษาอุณหภูมิของเรซิน

This article applies to Form 2, Form 3, Form 3B

 

เครื่องพิมพ์ SLA ของ Formlabs (เริ่มตั้งแต่รุ่น Form 2) จะมีการอุ่นเรซินให้ถึงอุณหภูมิที่ตั้งไว้ก่อนเริ่มการพิมพ์ เมื่อความร้อนสูงขึ้นถึงอุณหภูมิที่ตั้งไว้ของวุสดุแต่ละชนิด เครื่องพิมพ์ก็จะเริ่มทำการพิมพ์ เครื่องพิมพ์อาจจะหยุดพิมพ์บางขณะเพื่อตรวจสอบ และปรับอุณหภูมิให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสม

FORM 2 FORM 3/FORM 3B
เครื่อง Form 2 จะมีแคร่โลหะรองรับถาดเรซิน ซึ่งจะทำความร้อนให้เรซิน และจะมีเซนเซอร์แบบอินฟาเรดที่ด้านด้านหลังถาดในตรวจจับอุณหภูมิ เครื่อง Form 3 จะมีท่อเป่าลมร้อนด้านในเครื่องซึ่งจะเป่าไปยังถาดเรซินเพื่ออุ่นเรซิน ตัวตรวจวัดอุณหภูมิจะอยู่ภายในท่อ

ข้อสังเกต:

เมื่อเปิดใช้งาน Open Mode ในเครื่อง Form 2 จะปิดการทำงานของตัวทำความร้อน ใบปาด และระบบตรวจวัดเรซิน

การทำความร้อนล่วงหน้า

เมื่อยืนยันการสั่งพิมพ์แล้ว เครื่องพิมพ์จะเข้าสู่สถาะเตรียมพิมพ์ และจะอุ่นเรซินให้ร้อนจนถึงอุณหภูมิที่กำหนดไว้ เรซินแต่ละชนิดจะอุ่นที่อุณหภูมิต่างกัน โปรดปิดฝาครอบไว้เสมอมิฉะนั้นเครื่องพิมพ์จะไม่ทำงาน

ข้อสังเกต:

การทำความร้อนล่วงหน้าอาจะใช้เวลาถึง 15 นาที

อุณหภูมิที่เริ่มพิมพ์

เมื่ออุณหภูมิสูงถึงจุดที่กำหนดแล้ว (ประมาณ 30°C) แท่นพิมพ์จะเลื่อนต่ำลงมา หากแตะที่ปุ่ม Start Now ในขณะที่อุณหภูมิยังไม่ถึงจุดที่กำหนด (ต่ำกว่า 30°C) อาจจะทำให้เกิดปัญหางานหลุดจากแท่นพิมพ์ได้

เคล็ดลับ:

ครวจสอบอุณหภูมิของเรซินได้โดยแตะที่ปุ่ม Home

การเริ่มต้น และสิ้นสุดการพิมพ์

ในขณะที่พิมพ์งานอยู่ เครื่องพิมพ์จะคงอุณหภูมิของเรซินไว้ที่ประมาณ 35°C และเมื่อพิมพ์งานเสร็จแล้ว เครื่องพิมพ์จะยังคงรักษาอุณหภูมินั้นไว้อีกประมาณ 30 นาที ทั้งนี้เพื่อช่วยให้การพิมพ์งานต่อไปได้ทันที เมื่อพ้น 30 นาทีไปแล้วการทำความร้อนจะหยุดลง แต่ถาดเรซินยังคงอุ่นอยู่

ระวัง:

ในเครื่อง Form 2 แคร่เหล็กที่อยู่ใต้ถาดเรซิ่นอาจจะร้อนมาก ห้ามสัมผัสแคร่เหล็กเมื่อทำการถอดถาดเรซินออกมา

 

Uploading and confirming a print

ส่งไฟล์ไปพิมพ์ และยืนยันการพิมพ์

This article applies to Form 2, Form 3, Form 3B

PreForm เป็นโปรแกรมที่ใช้เตรียมงานที่จะพิมพ์ของคุณแล้วส่งไปพิมพ์ยังเครื่องพิมพ์ SLA ของ Formlabs เมื่อไฟล์ถูกส่งไปแล้วมันจะไปเข้าคิวอยู่ในเครื่องพิมพ์และจะต้องแตะที่หน้าจอแสดงผลเพื่อยืนยันก่อนจึงจะเริ่มพิมพ์

เคล็ดลับ:

หากคุณเตรียมเครื่องพิมพ์ของคุณล่วงหน้าก่อนส่งไฟล์มาพิมพ์ ก็ไม่จำเป็นต้องแตะยืนยัน เครื่องพิมพ์จะเริ่มพิมพ์โดยอัตโนมัติ

การส่งงานพิมพ์จาก PreForm ไปยังเครื่องพิมพ์ของคุณ

ก่อนที่จะส่งไฟล์ ให้เชื่อมต่อเครื่องพิมพ์เข้ากับโปรแกรม PreForm ก่อนผ่านเครือข่าย Wi-Fi, USB, หรือ Local Area Network (LAN)

การเชื่อมต่อเครื่องพิมพ์กับ PreForm ด้วย Wi-Fi

Formlabs แนะนำให้เชื่อมต่อเครื่องพิมพ์ผ่าน Wi-Fi เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบ และติดตามการพิมพ์ผ่าน Dashboard หากปุ่ม Upload Job สีส้มไม่สามารถกดได้ให้ตรวจสอบเครื่องพิมพ์ และเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณว่าอยู่ในเครือข่ายเดียวกันหรือเปล่า:

  1. ตรวจสอบว่าไม่มีการเปิดโปรแกรม PreForm ซ้ำซ้อนในเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ
  2. ตรวจสอบเครื่องพิมพ์ และเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณว่าอยู่ในเครือข่ายเดียวกัน
  3. หากเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณไม่อยู่ในเครือข่ายเดียวกันกับเครื่องพิมพ์ ให้บันทึกงานของคุณก่อน แล้วปิดโปรแกรม PreForm
  4. เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ของคุณเข้ากับเครือข่ายเดียวกันกับเครื่องพิมพ์ เปิดโปรแกรม PreForm อีกครั้ง แล้วเชื่อมต่อกับเครื่องพิมพ์

ส่งไฟล์งานพิมพ์ไปยังเครื่องพิมพ์

หลังจากที่สร้าง support และ หันทิศทางของโมเดลในโปรแกรม PreForm เรียบร้อยแล้ว คลิกที่ปุ่มสีส้ม Start a print ที่แถบเครื่องด้านซ้าย

ข้อสังเกต:

อย่าตัดการเชื่อมต่อเครื่องพิมพ์ระหว่างที่กำลังส่งไฟล์

ดูชนิดของวัสดุที่จะพิมพ์ให้ตรงกัน

เครื่องพิมพ์จะแจ้งเตือนเมื่อวัสดุที่กำหนดในโปรแกรม กับวัสดุจริงที่ใส่อยู่ในเครื่องพิมพ์ไม่ตรงกัน ให้ปฏิบัติตามข้อความที่แจ้งบนหน้าจอสัมผัสในการยืนยันชนิดของเรซิน และถาดเรซินให้ตรงกับที่กำหนดใน PreForm

เคล็ดลับ:

เพื่อให้ได้ผลงานที่ดีที่สุด โปรดเขย่าขวดเรซินทุกๆ สองสัปดาห์เพื่อให้เนื้อเรซินเข้ากันได้ดี

ยืนยันงานพิมพ์บนหน้าจอสัมผัสของเครื่องพิมพ์

ในหน้าแรกของจอสัมผัสของเครื่องพิมพ์จะแสดงว่าไฟล์ FORM กำลังถูกส่งมา เมื่อส่งเสร็จเรียบร้อยคุณจะสามารถเลือกไฟล์ที่จะพิมพ์ได้จาก Queue

ในการยืนยันการพิมพ์บนหน้าจอสัมผัส:

  • สำหรับเครื่อง Form 2 เลือกงานที่จะพิมพ์จากหน้าจอเริ่มต้น หรือ Queue จากนั้นกดปุ่มบนเครื่องเพื่อยืนยัน
  • สำหรับเครื่อง Form 3/Form 3B แต่ที่ปุ่ม Print บนหน้าจอเริ่มต้นหลังจากที่เลือกงานที่จะพิมพ์จาก Queue แล้ว

การจัดการงานที่ส่งไปแล้ว

เครื่องพิมพ์จะบันทึกไฟล์ในรูปแบบของ FORM ที่ส่งไปยังเครื่องพิมพ์แล้วใน Queue เพื่อนำไปพิมพ์ได้ในภายหลัง

การสั่งพิมพ์งานที่เคยพิมพ์ไปแล้ว

การสั่งพิมพ์งานที่บันทึกอยู่เครื่อง:

  1. ตรวจสอบเรซิน และถาดเรซิน ให้ตรงกับที่ตั้งไว้ในไฟล์งาน
  2. เลือกชื่อไฟล์งานที่ต้องการพิมพ์ใน Queue บนหน้าจอสัมผัส
  3. ยืนยันการสั่งพิมพ์

 การลบไฟล์งาน

ในการลบไฟล์งาน:

  1. แตะที่ Queue บนหน้าจอสัมผัส
  2. เลือกชื่อไฟล์ที่จะลบใน Queue.
  3. แตะที่ Delete.

 การจัดการเครื่องพิมพ์ระหว่างงานพิมพ์

เครื่องพิมพ์ SLA ของ Formlabs ถูกออกแบบให้เปิดใช้งานตลอดเวลาแม้ไม่ได้พิมพ์งาน หากต้องการปิดเครื่องให้ถอดสายไฟฟ้าออกจากเครื่อง

โหมดพักเครื่อง (รุ่น Form 2 เท่านั้น)

การพักเครื่องจะเป็นการปิดหน้าจอสัมผัสเมื่อเครื่องไม่ได้ถูกใช้งาน วิธีพักเครื่องชั่วคราว:

  1. กดปุ่มบนเครื่องค้างไว้ประมาณ 10 วินาที จอภาพจะดับไป
  2. กดปุ่มบนเครื่องอีกครั้งหนึ่งเพื่อเรียกกลับมาในโหมดปรกติ

 

ความแตกต่างระหว่างเครื่อง SLA & DLP ในปี 2020

ความแตกต่างระหว่างเครื่อง SLA & DLP ในปี 2020

                    ในตลาดมีเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติหลายระบบ ทำความคุ้นเคยเกี่ยวกับความแตกต่างของแต่ละระบบเพื่ออธิบายว่าคุณคาดหวังอะไรจากการพิมพ์ซึ่งเป็นการตัดสินใจครั้งสุดท้ายกับเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับแอปพลิเคชั่นของคุณSLA (Stereolithography) และ DLP (Digital light processing) การพิมพ์ใน 2 รูปแบบนี้เป็นการพิมพ์ที่เป็นที่รู้จักโดยทั่วไปสำหรับการพิมพ์เรซิ่น การพิมพ์เรซิ่นเป็นที่นิยมในการผลิตชิ้นงานที่มีความแม่นยำสูงแบบ ISOTROPIC และต้นแบบที่เป็นรูปแบบตัน และชิ้นส่วนของหลายๆวัสดุกับงานที่อาศัยความละเอียดและพื้นผิวที่เรียบในขณะที่เทคโนโลยีเหล่านี้เคยมีความซับซ้อนและค่าใช้จ่ายที่สูง แต่ในปัจจุบันรูปแบบของเครื่อง SLA และ DLP ขนาดเล็ก ที่สามารถผลิตชิ้นส่วนที่ได้มาตรฐานอุตสาหกรรมซึ่งอยู่ในราคาที่สามารถจับต้องได้และกับความสามารถรอบด้านที่ไม่มีใครเทียบได้ด้วยวัสดุการพิมพ์ที่หลากหลายการทำงานทั้ง 2 ระบบ โดยอาศัยแหล่งกำเนิดของแสง SLA ใช้แสงเลเซอร์และ DLP ใช้โปรเจคเตอร์ สำหรับวัตถุที่มีความหนาของแต่ละชั้นบางซ้อนกันเพื่อสร้างเป็นของแข็ง ในหลักการใกล้เคียงกันมาก และ 2 เทคโนโลยีให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันในคำแนะนำนี้ จะพูดถึงรายละเอียดและเปรียบเทียบในรูปแบบของความละเอียด ความแม่นยำ ขนาดของชิ้นงานที่พิมพ์ได้ ความเร็วในการพิมพ์ ขั้นตอนในการทำงานและอีกมากมาย

SLA Printer ทำงานอย่างไร

เครื่องพิมพ์ของ SLA ประกอบด้วยถาดเรซิ่นกับฐานที่โปร่งใสและพื้นผิวที่ไม่ติด ซึ่งทำหน้าที่เป็นพื้นผิวแยกสำหรับรองรับเรซิ่นเหลวเพื่อให้ขณะพิมพ์สามารถแยกชั้นที่เกิดขึ้นใหม่ได้อย่างอ่อนโยน

                    กระบวนการการพิมพ์เริ่มจากแท่นพิมพ์ชิ้นงาน(4) เคลื่อนลงมาใกล้ถาดเรซิ่น(9) และมีระยะห่างระหว่างแท่นพิมพ์ชิ้นงานกับถาดเรซิ่นเท่ากับ Layer Height หรือที่เรียกกันว่าความละเอียดของชิ้นงาน           และด่านล่างของถาดเรซิ่น เลเซอร์จะยิงไปที่กระจก 2 บาน กัลวานอมิเตอร์กำหนดพิกัดของแสงให้ถูกต้องบนกระจก แสงส่องผ่านด้านล่างของถาดเรซิ่นและทำให้เรซิ่นชั้นนั้นๆแข็งตัวชั้นที่ถูกทำให้แข็งตัวแล้วจะแยกออกจากด้านล่างของถาดน้ำยาเรซิ่นและแท่นพิมพ์เคลื่อนที่ขึ้นเพื่อให้เรซิ่นที่เกาะอยู่ที่ตัวงานไหลลงไปที่ถาดเรซิ่นด้านล่าง การทำงานจะเป็นในลักษณะนี้จนกว่าจะปริ้นงานเสร็จ LFS (Low Force Stereolithography) เทคโนโลยี สามารถใช้งานได้ใน Form3 และ Form3L นี่คือเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติในรุ่นต่อๆไปในเครื่องพิมพ์ 3 มิติที่เป็นเทคโนโลยี LFS ในส่วนของเลนส์ประกอบไปด้วย LPU(Light Processing Unit) ภายใน LPU ตำแหน่งของกัลวานอมิเตอร์มีความหนาแน่นของเลเซอร์สูงในแกน Y ผ่านทะลุไปยังตัวกรอง และพุ่งไปยังกระจกพับได้และกระจกที่เป็นพาราโบลิกเพื่อความสม่ำเสมอในการรับแสงที่ตั้งฉากกับระนาบที่ใช้ในการสร้างงานและทำให้มั่นใจในเรื่องของความแม่นยำ การเคลื่อนที่ของ LPU ในแกน x ชิ้นงานที่ถูกพิมพ์จะหลุดออกมาจากด้านล่างของถาดเรซิ่นในส่วนที่มีความยืดหยุ่นซึ่งลดแรงอย่างมากระหว่างกระบวนการการพิมพ์

 

                    เทคโนโลยีการพิมพ์ LFS ที่ใช้แรงน้อยมากในระหว่างการพิมพ์ การใช้ถาดเรซิ่นที่มีความยืดหยุ่นและการยิงแสงที่ลักษณะเป็นเส้นตรงมีผลทำให้ได้ผิวชิ้นงานที่มีคุณภาพและความแม่นยำในการพิมพ์ นี่คือพัฒนาการของเครื่องพิมพ์ระบบ SLA ในด้านของคุณภาพพื้นผิวและความแม่นยำในการพิมพ์ แรงที่ใช้น้อยลงในการพิมพ์ทำให้ Support ของชิ้นงานแกะออกได้ง่าย และกระบวนการนี้เป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการขยายความเป็นไปได้เกี่ยวกับเทคโนโลยีนี้มากขึ้นสำหรับอนาคต

DLP ทำงานอย่างไร

                    การทำงานเหมือนกับ SLA  เครื่องพิมพ์ 3 มิติระบบ DLP ชิ้นงานจะถูกสร้างขึ้นรอบๆถาดเรซิ่นกับด้านล่างของถาดที่โปร่งแสงและแท่นพิมพ์ชิ้นงานเคลื่อนลงมาใกล้กับถาดเรซิ่นเพื่อสร้างชิ้นงานที่กลับหัว การทำงานของเครื่องเป็นชั้นต่อชั้นความแตกต่างระหว่างแสงที่ใช้งาน เครื่องพิมพ์ระบบ DLP ใช้โปรเจคเตอร์ในการฉายเพื่อทำให้ชิ้นงานในชั้นนั้นแข็งตัวทั้งหน้าตัดของชิ้นงาน

 

                    การประมวลผลด้วยแสง ประกอบด้วยกระจกขนาดเล็กวางลงบนชิบเซมิคอนดักเตอร์ การสลับระหว่างกระจกชิ้นเล็กๆและเลนส์ที่แสงส่องโดยตรงไปยังด้านล่างของถาดเรซิ่นหรือแผ่นระบายความร้อนกำหนดแกนที่น้ำยาเรซิ่นถูกทำให้แข็งภายในชั้นนั้นๆเพราะว่าโปรเจคเตอร์คือหน้าจอประมวลผลด้วยดิจิตอล ภาพในแต่ละชั้นประกอบด้วยหลาย pixel ผลลัพธ์ใน 3 มิติ การขึ้นรูปแต่ละชั้นจากลูกบาศก์ถูกเรียกว่า Voxel (ปริมาตรที่เล็กที่สุดที่รวมตัวกันเป็นภาพสามมิติ)

SLA VS DLP

ความละเอียด

                   ความละเอียดมีหลายค่าให้เลือกใช้มากกว่าใน spec sheet ซึ่งหน่วยพื้นฐานของ SLA และ DLP จะแตกต่างในด้านของรูปทรง สามารถทำงานที่ยากเมื่อเปรียบเทียบกับความแตกต่างของเครื่องโดยเฉพาะค่าบางค่า ในการพิมพ์งาน 3 มิติ จะมี 3 มิติให้พิจารณาเป็นหลัก 2 ระนาบ(X และ Y) และแกน Z ซึ่งจะเป็นแกนในแนวตั้งความละเอียดในแกน Z ถูกนิยามว่าเป็นความหนาของแต่ละชั้นที่ปริ้นเตอร์สามารถทำได้ เครื่องพิมพ์ 3 มิติ ระบบ SLA และ DLP สามารถทำให้ความละเอียดในแกน z มันบางลงได้มากขึ้นและผู้ใช้งานสามารถเลือกใช้งานความละเอียดได้ตั้งแต่ 25-300 ไมครอน ช่วยให้นักออกแบบปรับสมดุลระหว่างรายละเอียดและความเร็วได้

 

                    ในการพิมพ์ระบบ DLP แกน XY จะถูกกำหนดด้วยขนาดของ pixel ซึ่งเป็นลักษณะเล็กมากๆที่โปรเจคเตอร์สามารถทำได้ภายในหนึ่งชั้น สิ่งเหล่านี้ขึ้นอยู่กับความละเอียดของโปรเจคเตอร์ ส่วนใหญ่จะเลือกใช้เป็น HP(1080P) สรุปว่า เครื่องพิมพ์ระบบ DLP ได้มีการแก้ไขความละเอียด XY ซึ่งโดยปกติอยู่ในช่วง 35-100 ไมครอนสำหรับ เครื่องพิมพ์ระบบ SLA ความละเอียดแกน XY จะถูกรวมเข้าด้วยกันโดยดูจากขนาดจุดของเลซอร์ที่ยิงออกมา  และการเพิ่มขึ้นจะถูกควบคุมจากแสงเลเซอร์ เช่น Form3 มีขนาดของเลเซอร์เท่ากับ 85 แต่เป็นเพราะว่าเลเซอร์มีการทำงานที่เป็นเส้นตรงและเลเซอร์สามารถเคลื่อนที่ได้ทำให้ เครื่องพิมพ์สามารถที่จะพิมพ์ชิ้นงานได้ต่อเนื่องเท่าๆกันตลอดชิ้นที่ความละเอียด 25 ไมครอนในแกน XY อย่างไรก็ตาม ความละเอียดในตัวมันเองเป็นการวัดแบบกลวงๆ มันมีข้อบ่งชี้บางอย่าง แต่ไม่ได้จำเป็นสำหรับการเทียบเคียงโดยตรงกับความเที่ยงตรง ความแม่นยำ และคุณภาพการพิมพ์ 

ความเที่ยงตรงและความแม่นยำ

                    กระบวนการเติมแต่งในการพิมพ์ 3 มิติ แต่ละชั้นมีโอกาสที่จะเกิดความไม่แม่นยำ และกระบวนการขึ้นแต่ละชั้นจะส่งผลต่อความแม่นยำ ชิ้นงานถูกกำหนดให้แต่ละชั้นมีความแม่นยำและความเที่ยงตรงที่เท่ากันและความแม่นยำขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย กระบวนการพิมพ์ชิ้นงาน วัสดุ การตั้งค่าโปรแกรม ขั้นตอนสุดท้ายในกระบวนการ และอื่นๆโดยทั่วไป ทั้ง SLA และ DLP มีความแม่นยำมาก ความแตกต่างในความแม่นยำและความเที่ยงตรงดีขึ้นมากโดยที่ความแตกต่างของเครื่องพิมพ์จากหลากหลายผู้ผลิตมากกว่าความแตกต่างระหว่างเทคโนโลยีของพวกเขาในกรณีที่เพิ่งเริ่มใช้เครื่องพิมพ์ทั้ง SLA และ DLP จะใช้โปรเจคเตอร์ เลเซอร์ หรือกัลวานอมิเตอร์ และทางผู้ผลิตหลายเจ้าพยายามที่ให้ผู้ใช้งานได้รับประสิทธิภาพสูงสุดออกจากสิ่งเหล่านี้  เครื่องพิมพ์ 3 มิติระบบมืออาชีพทั้งระบบ SLA และ DLP เหมือนกับเครื่องพิมพ์ Formlabs Form3 คุณสมบัติของระบบถูกปรับตามความต้องการของลูกค้าเพื่อความมืออาชีพ

ความเที่ยงตรงและความแม่นยำ มีความสำคัญสำหรับชิ้นงาน dental splints และ surgical guides

 

                   การคาริเบทก็สำคัญเช่นเดียวกัน เกี่ยวกับโปรเจคเตอร์ DLP การผลิตจำเป็นต้องจัดการกับการกระจายของแสงที่ไม่สม่ำเสมอบนระนาบชิ้นงานและการบิดเบือนของเลนส์ พิกเซลที่อยู่ตรงกลางขนาดมีขนาดและรูปร่างไม่เท่ากับพิกเซลที่อยู่ที่ขอบ เครื่องพิมพ์ SLA ใช้แสงชนิดเดียวกับกับทุกชิ้นงานที่พิมพ์ ซึ่งหมายความว่าเหมือนตามคำจำกัดความแต่ยังคงทำการคาริเบทเพื่อตรวจสอบความผิดเพี้ยนถึงแม้ว่าเครื่องพิมพ์ 3 มิติที่คุณภาพในการพิมพ์ที่สูงและองศาของการคาริเบททำให้ผลลัพธ์แตกต่างกันอย่างกว้างขวางขึ้นอยู่กับวัสดุ น้ำยาเรซิ่นมีความแตกต่างกันซึ่งต้องปรับค่าให้เหมาะสมกับการใช้งาน ซึ่งใช้งานได้กับบางวัสดุหรือน้ำยาเรซิ่นที่สามารถใช้งานได้กับแค่บางรุ่นเครื่องพิมพ์ความเที่ยงตรงและความแม่นยำแทบจะเป็นไปไม่ได้ในทางเทคนิคเท่านั้น ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับการประเมินเครื่องพิมพ์ 3 มิติ คือการวัดขนาดชิ้นงานจริงหรือผู้ผลิตสามารถสร้างสรรค์ชิ้นงานตามความต้องการของเขาเอง

ขนาดของชิ้นงานที่ผลิตได้

                    เครื่องพิมพ์ 3 มิติระบบ DLP มีควาสัมพันธ์ระหว่างความละเอียดกับปริมาตรของชิ้นงาน ความละเอียดขึ้นอยู่กับโปรเจคเตอร์ ซึ่งสามารถกำหนดขนาดของ pixel ได้ ถ้าเคลื่อนที่โปรเจคเตอร์ให้ใกล้กับกระจกมากขึ้น pixel จะลดลงและสามารถเพิ่มความละเอียดได้แต่ขนาดของพื้นที่ชิ้นงานก็จะเล็กลงสำหรับบางผู้ผลิตวางโปรเจคเตอร์หลายๆตัวข้างๆกันหรือใช้โปรเจคเตอร์ที่มีความละเอียดสูงมาก 4K เพื่อเพิ่มปริมาตรของชิ้นงานซึ่งนำไปสู่ราคาที่สูงมากกว่าราคาเครื่องพิมพ์ที่เป็นเครื่องพิมพ์ขนาดเล็กสรุปว่าเครื่องพิมพ์ 3 มิติระบบ DLP เหมาะสำหรับการใช้งานสำหรับบางรุ่นมีขนาดที่เล็กกว่าและสามารถสร้างงานที่มีขนาดเล็กเช่นรายละเอียดของจิวเวลรี่ ในขณะที่สามารถผลิตชิ้นงานที่ใหญ่จะส่งผลในเรื่องความละเอียดที่น้อยกว่ากระบวนการพิมพ์ระบบ SLA สามารถกำหนดขนาดได้ ขนาดของชิ้นงานที่พิมพ์ได้ของ SLA Printer สามารถเลือกความละเอียดได้มากมาย ในการพิมพ์ชิ้นงานสามารถพิมพ์ชิ้นงานขนาดเท่าไรก็ได้และความะเอียดเท่าไรก็ได้และบริเวณใดก็ได้ในแท่นพิมพ์ชิ้นงาน สามารถพิมพ์ชิ้นงานที่ใหญ่และมีความละเอียดสูงหรือพิมพ์ชิ้นงานขนาดเล็กมากในจำนวนที่มากในเครื่องพิมพ์เดียวกันอุปสรรคหลักๆในการในการเพิ่มปริมาตรของชิ้นงานทั้งเครื่องพิมพ์ 3 มิติ SLA และ DLP คือแรงที่ใช้ในการดึงตัวงานออกจากฟิล์ม ในขณะที่พิมพ์ชิ้นงานที่มีขนาดใหญ่จะใช้แรงในการดึงชั้นที่แข็งตัวออกจากฟิล์มมากเทคโนโลยีการพิมพ์แบบ LFS ฟิล์มที่ยืดหยุ่นที่ถาดของเรซิ่นและลอกออกจากแท่นพิมพ์ในขณะแท่นพิมพ์เคลื่อนที่ขึ้น ซึ่งเห็นได้ชัดเลยว่าความเครียดของชิ้นงานลดลง หมายความว่าแรงที่ใช้ในการดึงชิ้นงานออกจากฟิล์มใช้น้อยลง คุณสมบัติที่เป็นเอกลักษณ์นี้ทำให้สามารถเพิ่มปริมาตรของการพิมพ์ให้ใหญ่ขึ้นได้โดยใช้เครื่องพิมพ์ SLA (FORM3L)

 

พื้นผิวสมบูรณ์

                    เครื่องพิมพ์ระบบ SLA และ DLP ต่างสามารถสร้างชิ้นงานที่มีความเรียบของผิวชิ้นงานมากกว่าระบบการพิมพ์อื่นๆ เมื่อเราพูดถึงความแตกต่าง สามารถดูรายละเอียดจากชิ้นงานขนาดเล็กวัตถุจะสร้างชั้นจาการพิมพ์ เครื่องพิมพ์ 3 มิติสามารถพิมพ์ชิ้นงานในลักษณะชั้นที่เป็นแนวนอน อย่างไรก็ตามเพราะว่า DLP เป็นการประมวลผลแบบรูปภาพโดยการใช้ Voxel ซึ่งส่งผลกระทบกับVoxel ในแนวตั้งด้วย

เนื่องจากหน่วยเป็นสี่เหลี่ยม(Pixel) voxel มีผลกระทบต่อความโค้งของขอบ ลักษณะคล้ายคลึงกับสร้างรูปร่างคล้ายกับ lego
รูปร่างของ Voxel ที่เป็นสี่เหลี่ยมทำให้เห็นขอบที่มีความโค้ง การลบลักษณะของ voxel เมื่อปริ้นชิ้นงานออกมาเรียบร้อยแล้วต้องใช้กระดาษทรายในการขัด

 

 

   ในการพิมพ์แบบ LFS แต่ละชั้นจะชิดกันมากขึ้น ความหยาบของพื้นผิวจะลดลงทำให้พื้นผิวงานเรียบมากและชิ้นงานมีความโปร่งใสในกรณีใช้เรซิ่นชนิดใส

 

ความเร็วและผลผลิต

                    เมื่อเรานึกถึงความเร็วในการพิมพ์ เป็นสิ่งที่สำคัญมากในการพิจารณาความเร็ว ยังรวมไปถึงปริมาณงานด้วยความเร็วในการพิมพ์สำหรับระบบ SLA และ DLP ในการเปรียบเทียบทั่วไป โปรเจคเตอร์จะขึ้นรูปทั้งชั้นภายในครั้งเดียว ความเร็วในการพิมพ์ระบบ DLP นั้นเท่ากันและขึ้นอยู่กับความสูงของชิ้นงานนั้นในขณะที่เครื่องพิมพ์ SLA ใช้เลเซอร์ในการยิงลักษณะเหมือนการวาดตามรูปแบบของไฟล์งานในแต่ละชั้น ข้อดีของการพิมพ์ด้วยเครื่อง SLA เปรียบเทียบกับ DLP ความเร็วในการพิมพ์ขนาดเล็กหรืองานที่มีขนาดไม่ใหญ่มากใช้เวลาในการพิมพ์น้อยกว่า ขณะที่เครื่องพิมพ์ DLP จะพิมพ์ชิ้นงานใหญ่ได้ไวกว่า การพิมพ์ชิ้นงานตันหรือพิมพ์ชิ้นงานเต็มพื้นที่ในการพิมพ์แต่บางครั้งการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนระหว่างความละเอียดและปริมาตรงานที่พิมพ์ได้สำหรับเครื่องปริ้นระบบ DLP สำหรับเครื่องปริ้นขนาดเล็กสามารถปริ้นงานเล็กๆได้อย่างรวดเร็ว ความละเอียดสูง แต่ขนาดของชิ้นงานมีข้อจำกัด ความแตกต่างระหว่างเครื่องที่สามารถพิมพ์งานได้ขนาดใหญ่หรือปริ้นงานขนาดเล็กแต่ความละเอียดจะน้อยกว่าระบบ SLAเครื่องพิมพ์ระบบ SLA สามารถผลิตชิ้นงานจบภายในเครื่องเดียวและให้ผู้ใช้ได้มีอำนาจในการตัดสินใจในเรื่องความละเอียด ความเร็ว หรือปริมาณงาน

เครื่องพิมพ์ระบบ SLA สามารถผลิตชิ้นงานข้ามคืนได้ในกรณีการพิมพ์ชิ้นงานที่เยอะ

ขั้นตอนการทำงานและวัสดุ

                    ความเที่ยงตรงและความแม่นยำ ขั้นตอนการทำงานและวัสดุที่สามารถใช้งานได้ ส่วนใหญ่เครื่องพิมพ์ระบบ SLA และ DLP เป็นแบบเสียบแล้วสามารถใช้งานได้เลยสะดวกต่อการใส่แท่นพิมพ์และถาดเรซิ่น สำหรับบางรุ่นเรซิ่นจะไหลลงมาที่แท้งโดยอัตโนมัติ ซึ่งมีความต้องการน้อยและสะดวกสำหรับการพิมพ์ค้างคืนบางเครื่องพิมพ์มีโปรแกรมสำหรับใช้งานได้สำหรับการพิมพ์ เช่น Preform สำหรับเครื่องพิมพ์ Formlab ในขณะที่ผู้ผลิตเจ้าอื่นไม่ได้ใช้วิธีนี้ ลักษณะภายนอกแตกต่างโดยเครื่องมือภายในซอฟแวร์ ยกตัวอย่างเช่น Preform จะมีคำสั่ง One-click print ซึ่งถ้าใช้คำสั่งนี้แล้วโปรแกรมจะสามารถสร้าง Support และรูปแบบการวางอัตโนมัติ โดยฟังก์ชันนี้จะช่วยประหยัดวัสดุและเวลา โชคดีที่โปรแกรมสามารถดาวน์โหลดมาลองใช้งานฟรีก่อนที่จะซื้อเครื่องพิมพ์ 3 มิติ

เรซิ่นมีมากมายหลายชนิดให้เลือกใช้

                    หนึ่งในประโยชน์ของการพิมพ์ 3 มิติระบบเรซิ่นคือความหลากหลายของวัสดุในการพิมพ์ซึ่งสามารถสร้างชิ้นงานที่มีความหลากหลายได้ เรซิ่นมีมากมายหลายสูตร วัสดุมีทั้งชนิดแข็งและนิ่ม เต็มไปด้วยวัสดุอย่างเช่นแก้วและเซรามิค หรือคุณสมบัติในด้านของการทนต่ออุณหภูมิสูงหรือทนต่อแรงกระแทกได้ดีอย่างไรก็ตาม ความแตกต่างของวัสดุขึ้นอยู่กับโมเดลที่ต้องการพิมพ์ ดังนั้นเราแนะนำว่าให้ถามกับทางผู้ผลิตก่อนที่จะมีการซื้อชิ้นงานที่พิมพ์จากเครื่องพิมพ์ทั้งระบบ SLA และ DLPสิ่งที่ต้องทำต่อเนื่องหลังการพิมพ์อันดับแรกชิ้นงานต้องทำการล้างโดยใช้น้ำยา IPA สำหรับการใช้งานของวัสดุไม่ว่าจะในด้านวิศวกรรมหรือชิ้นส่วนทางชีวภาพต่างก็ต้องทำการอบชิ้นงาน Formlabs ได้เสนอแนวทางแก้ไขเหล่านี้เพื่อทำให้ประหยัดเวลาในการพิมพ์สุดท้ายนี้การพิมพ์ชิ้นงานบนตัวค้ำพยุงชิ้นงานสุดท้ายและก็ต้องแกะออกจากตัวงาน เป็นขั้นตอนที่เหมือนกันทั้งระบบ SLA และ DLP เทคโนโลยีการพิมพ์ LFS 3D ช่วยลดความยุ่งยากในขั้นตอนนี้โดยที่โครงสร้างที่ใช้ในการค้ำพยุงชิ้นงานมีจุดสัมผัสของชิ้นงานค่อนข้างเล็กทำให้ง่ายต่อการแกะออกจากตัวโมเดล

ขอขอบคุณบทความจาก www.formlabs.com

 

                                                             

 

 

 

 

 

 

 

Using Form Cure

การใช้งานเครื่อง Form Cuer

**บทความนี้ใช้กับ Finishing, Form 1+, Form 2, Form 3, Form 3B**

        Form Cure จะให้แสง และความร้อนที่จำเป็นสำหรับอบชิ้นงานให้แห้งสนิท ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากขั้นตอนหนึ่งเพราะเรซิ่นแต่ละชนิดนั้นมีการเลือกใช้ค่าแสงและอุณหภูมิที่แตกต่างกันออกไป เมื่อเรซิ่นชนิดนั้นๆ ได้รับการอบแห้งอย่างเหมาะสมจะทำให้ชิ้นงานนั้นๆ มีคุณสมบัติตรงตามชนิดของรูปแบบเรซิ่นชนิดนั้น

การตั้งค่าหลังจากได้รับเครื่องความปลอดภัยเกี่ยวกับเครื่อง Form Cureการใช้งานเบื้องต้นการตั้งค่าเวลาและอุณหภูมิ

การตั้งค่าหลังจากได้รับเครื่อง Form Cure

         จัดวางตัวเาครื่อง Form Cure ไว้ในพื้นที่ที่เหมาะสมและศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งานของตัวเครื่องให้เรียบร้อย ตัวเครื่อง Form Wash มีขนาด : 26.2 × 26.2 × 34.0 ซม. (10.3 × 10.3 × 13.4 นิ้ว) ซึ่ง Form Cure จะมีการเปิดฝาของตัวเครื่องที่ด้านหน้า เพื่อนำชิ้นงานเข้ามาอบ โดยชิ้นงานที่จะอบนั้นจะถูกวางไว้บนถาดหมุน โดยพื้นที่ในการวางเครื่องนั้นจะใช้ความกว้างความยาวประมาณ 30 ซม. (12 นิ้ว) ส่วนความสูงเมื่อเปิดฝาเครื่องแล้วไม่ชนควรมีสูงประมาณ 64 ซม. (25.2 นิ้ว) การจักเก็บแพ็คมาอยู่ในกล่องกระดาษแข็งโดยภายในกล่องจะมีโฟมทั้งด้านบนและด้านล่าง ที่โฟมด้านบนจะมีอะแดปเตอร์และสายไฟมาให้ด้วย เมื่อนำโมฟที่ด้านบนออกให้เอื้อมมือเข้าไปจับที่ด้านล่างของตัวเครื่องทั้ง 2 ด้านแล้วยกขึ้นมาตรงๆ และที่โหมด้านล่างจะมีถาดจานหมุนที่จะใส่อยู่ด้านในของเครื่อง Form Cure อยู่ด้วย 1 แผ่น

**ควรเก็บกล่องบรรจุภัณฑ์ และโฟมทั้งหมดไว้เพื่อบรรจุตัวเครื่องเมื่อมีการเคลื่อนย้ายหรือส่งซ่อม

ควรตั้งเครื่องไว้ภายในห้องที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวกและมีอุณหภูมิห้องระหว่าง 18 และ 28 ° C (64–82 ° F)

  1. Cover : มีการป้องกันอย่างดีหนา 2 ชิ้น เพื่อรักษาอุณหภูมิและการสะท้อนของแสง
  2. Heater : มีกำลังไฟ 100 วัตต์ สามารถให้ความร้อนให้สูงได้ถึง 176 ° F / 80 ° C
  3. LEDs : มีหลอดไฟ LED 13 ดวง (3) มีความยาวแสง 405 นาโนเมตร ช่วยให้ความร้อนและค่าแสงสำหรับอบชิ้นงาน
  4. Turntable : ถาดหมุนได้ช่วยให้เกิดความสมดุลของแสงและความร้อนจะได้อบแห้งทั่วทั้งชิ้นงาน
  5. Display : แสดงสถานะเวลา อุณหภูมิ และตัวเลือกสำหรับการกำหนดค่าต่างๆ ของ Form Cure
  6. Knob : หมุนหรือดัน เพื่อปรับการตั้งค่าเวลา อุณหภูมิ เริ่ม หยุดชั่วคราว และหยุดการใช้งาน
  7. Power Supply : ให้พลังงานกับเครื่อง Form Cure : 24 V, 6 A

อุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการตัดแต่งชิ้นงานหลังจากการอบเสร็จแล้ว 

  • Powder-free disposable gloves
  • Sandpaper
  • Mineral oil
  • Primer and paints

 

Serial name

          เครื่อง Formlabs ทั้งหมดจะมีชื่อแทนหมายเลขประจำเครื่องซึ่งใช้เพื่อติดตามการผลิตการขาย ประวัติการซ่อมและเพื่อแยกความแตกต่างจากการใช้งานเมื่อมีการเชื่อมต่อกับเครือข่าย สามารถดูเวอร์ชั่น Firmware บนหน้าจอแสดงผลของเครื่อง Form Wash หรือ Form Cure ได้ดังนี้ :

  1. ปลดสายไฟออกจากตัวเครื่อง
  2. เชื่อมต่อสายไฟเข้ากับตัวเครื่อง
  3. เมื่อหน้าจอแสดง คำว่า “Formlabs” ให้กดปุ่มค้างไว้ทันที จากนั้นหน้าจอจะแสดงชื่อและเฟิร์มแวร์ของตัวเครื่องนั้นๆ 

 

การตั้งค่าเครื่อง Form Cure

  1. หาพื้นที่เป็นระนาบเรียบและใกล้แหล่งจ่ายไฟหลัก
  2. นำพลาสติกรอบๆ ด้านข้างตัวเครื่อง Form Cure ออก
  3. เปิดฝาเครื่องและนำถาดหมุนวางไว้ด้านในตัวเครื่องโดยจะมีขายึดจับอยู่ควรใส่ให้ลงล็อคของขาจับ
  4. เชื่อมต่อสายไฟหลักเข้ากับ Power supply จากนั้นนำปลายสายจาก Power supply เสียบเข้าที่เครื่อง Form Cure

 

 

         เครื่อง Form Cure สามารถทำการอัพเดท Firmware ได้โดยการเชื่อมต่อสาย USB ที่ด้านหลังของตัวเครื่อง เครื่อง Form Cure พร้อมใช้งานหลังจากที่ใส่ถาดหมุน และเชื่อมต่อไฟเลี้ยงเข้ากับเครื่อง ซึ่งเวลาและอุณภูมิที่จะใช้อบชิ้นงานนั้นจะขึ้นอยู่กับเรซิ่นแต่ละชิ้น โดยความยาวของคลื่นแสงจะอยู่ที่ 405 นาโนเมตร 

ความปลอดภัยเกี่ยวกับเครื่อง Form Cure

       Form Cure ใช้ความยาวแสงที่ 405 นาโนเมตร และมี Heater สำหรับทำอุณหภูมิอยู่ภายในตัวเครื่อง การใช้งานควรอ่านคู่มือให้ครบถ้วนก่อนการใช้งาน เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและมีอายุการใช้งานที่ยาวนานมากยิ่งขึ้น

 

ห้ามทำการแก้ไข และดัดแปลง

        ข้อกำหนดนี้มีไว้เพื่อความปลอดภัยเกี่ยวกับการใช้งาน ถ้ามีการดัดแปลงเครื่องโดยไม่ได้รับการอนุมัติอย่างชัดเจน หรือได้รับคำแนะนำจาก Formlabs จะทำให้การรับประกันทั้งหมดถือเป็นโมฆะทันที ซึ่งอาจทำให้ตัวเครื่องเสียหายและทำให้ผู้ใช้งานรับบาดเจ็บได้

**ห้ามถอดแผงด้านล่างของเครื่องออกเด็ดขาด**

 

ด้านพื้นผิวร้อน

      Form Cure จะมีตัวทำความร้อนที่มีกำลังไฟ 100 วัตต์ เพื่อช่วยให้ผิวของชิ้นงาน และส่วนอื่นของชิ้นงาน เมื่อชิ้นงานหลังเสร็จสิ้นจากการอบแล้วอาจจะมีความร้อนที่ตัวงาน ซึ่งคสรจะระมัดระวังจากการนำชิ้นงานออกจากตัวเครื่อง Form Cure ซึ่งควรจะปฏิบัติตามข้อกำหนดดังนี้ :

  • ระวังจากการนำชิ้นงานออกจาก Form Cure
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสที่ถาดหมุนเมื่อมีความอยู่ ควรปล่อยให้เย็นตัวลงก่อนแล้วค่อยสัมผัส
  • การตั้งเครื่อง Form Cure ควรตั้งห่างจากผนังห้องและผ้าม่านเพื่อป้องกันไฟไหม้
  • รักษาความสะอาดถาดหมุนให้สะอาดที่สุดพยายามอย่าให้มีชิ้นงานติดที่ถาด

 

แสงและอุณหภูมิ

      Form Cure ใช้ความอุณหภูมิ และใช้ความยาวคลื่นแสงที่ 405 นาโนเมตร เพื่อใช้สำหรับอบชิ้นงาน ส่งฝาครอบจะมีระบบที่ค่อยช่วยหยุดการทำงานแบบอัตโนมัติทันทีที่มีการเปิดฝาครอบด้านหน้าเครื่องขึ้น นี้มีระบบดังนั้นควรจะหลีกเลี่ยงการเปิดฝาในขณะที่ Form Cure กำลังทำงานอยู่

 

เรซิ่น (Resin)

  ปฏิบัติตามขั้นตอนความปลอดภัยทางเคมีมาตรฐานและคำแนะนำในการจัดการเรซินของ Formlabs ควรจะสวมถุงมือทุกครั้งที่มีการใช้งานเรซิ่น (Resin) หรือไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ (IPA) ในกรณีที่เรซินสัมผัสกับผิวหนังให้ล้างด้วยสบู่และน้ำ 

ควรจะศึกษาเอกสารข้อมูลความปลอดภัย (SDS) ก่อนการใช้งานทุกครั้งเสมอเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับความปลอดภัยและการจัดการวัสดุของ Formlabs การผสมกันของเรซิ่นและ IPA ควรได้รับการจัดการตามข้อ กำหนดที่ถูกต้องของสารทั้ง 2 อย่าง

คำเตือนเพิ่มเติม

        Form Wash เป็นอุปกรณ์ที่มีส่วนประกอบทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่นเดียวกับเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วๆ ไป ดังนั้นควรจะมีการใช้งานอย่างระมัดระวัง

-อย่าใช้งาน Form Wash เมื่อสายไฟหรือปลั๊กเสียหาย
-ควรจะถอดปลั๊กไฟก่อนทำความสะอาดัวเครื่อง Form Wash ทุกครั้ง
-ใช้อุปกรณ์ในบำรุงรักษาตัวเครื่องให้เหมาะสม ต่อการทำความสะอาด
-เมื่อเปิดใช้งานตัวเครื่อง Form Wash ควรจะตั้งตัวเครื่องลงบนพื้นที่มีความเรียบและได้ระดับเท่านั้น *ห้ามใช้งานบนพื้นที่เอียง

การใช้งานเบื้องต้น

  เครื่อง Form Cure จะใช้ในการอบชิ้นงานให้แห้งได้เร็วขึ้น ซึ่งจะมีแสงและอุณหภูมิที่ใช้อบชิ้นงานอยู่ภายในตัวเครื่องจากนั้นตัวเครื่องจะหมุ่นถาดเพื่อให้แสงนั้นโดนที่ชิ้นงานอย่างทั่วถึง แม้แต่ภายใต้ถามหมุนก็ยังมแสง  การใช้งานจะต้องมีการตั้งค่าเวลา และอุณหภูมิในการอบชิ้นงานโดยสามารถเปิดดูข้อมูลการเลือกใช้เวลาและอุณหภูมิ ค่าแสงที่ใช้นั้นมีความอยู่ที่ 405 นาโนเมตร ในการอบชิ้นงาน สามารถดูการเลือกใช้เวลาและอุณหภูมิที่นี่   

 

การควบคุม Form Cure

        ใช้หน้าจอและปุ่มในการควบคุมการใช้งานตัวเครื่อง ให้หมุ่นปุ่นไปทางซ้ายขวา หรือกดปุ่มเพื่อเลื่อนต่ำแหน่งเมนูและเลือกเมนู

ตัวเลือกต่อไปนี้สามรถดูได้จาหหน้าเมนูหลักบนจอแสดงผล Form Cure:

  • “Start” เริ่มทำงานไฟ และตัวทำความร้อนจะเริ่มทำงาน ซึ่งเมื่อไฟติดขึ้นความอุณหภูมิจะเริ่มทำตามที่ได้ตั้งไว้
  • Time : ให้ใช้ปุ่มในการเลือกและปรับเวลาในการอบชิ้นงาน หน่วยเวลาที่ใช้เป็นนาที
  • “Time” ปรับเวลาใช้เป็นนาที ให้ใช้ปุ่มหมุ่นเลือกเวลาที่เหมาะสมต่อเรซิ่นนั้นๆ , “Temperature” ปรับอุณใชเป็นองศาเซลเซียส

ขณะทำความร้อนที่หน้าจอจะแสดงสถานะค่าของอุณหภูมิที่ตั้งค่าไว้และรวมถึงอุณหภูมิปัจจุบันด้วย หลังจากเริ่มทำงานหน้าจอจะแสดงเวลาที่เหลือ และตัวเลือกเมนูเพิ่มเติม:

  • “Pause” หยุดการทำงานชั่วขณะ ซึ่งตัวเครื่องจะยังแสดงเวลาที่เหลืออยู่สำหรับการอบชิ้นงาน การเปิดฝาครอบจะเป็นการหยุดการทำงานชั่วขณะโดยอัตโนมัติ
  • “End” ยกเลิกการทำความร้อนและแสงไฟ เวลาที่เหลืออยู่ในการอบชิ้นงานจะถูกยกเลิกทันที

Removing support marks

Removing support marks

การลบรอย support ออกจากชิ้นงาน

**บทความนี้ใช้กับ Finishing, Form 1+, Form 2, Form 3, Form 3B

ส่วนสร้างเสริมหรือที่เรารู้จักกันว่า Support สำหรับเครื่องพิมพ์ 3 มิติ แบบ PLA นั้นถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ เลยที่จะทำให้งานที่เราสั่งพิมพ์นั้น ออกมาได้อย่างสมบูรณ์ตามแบบที่ได้ออกแบบไว้ ซึ่งการตักแต่งส่วน support นี้เหลือจากการตัดทิ้งนี้ถือว่าเป็นสิ่ที่ทำให้งานสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้นถือว่าขั้นตอนนี้เป็นขึ้นตอนสุดท้านในการสร้างชิ้นงานของเราเอง

เคล็ดลับ : เพื่อลดระยะเวลาในการพิมพ์และง่ายต่อการเพื่อลดเวลาหลังการประมวลผลให้ปรับทิศทางโมเดลใน PreForm เพื่อรองรับเฉพาะพื้นผิวแบบสัมผัสเรียบหรือพื้นที่สัมผัสของแบบจำลองที่พื้นผิวมีความสำคัญน้อยกว่า

อุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้

-อุปกรณ์จาก Formlabs (Finish kit)

  1. คีมตัด
  2. แหนบคีบ
  3. ขวดฉีดน้ำยา (เพื่อชะล้างภายในรู และล้างชิ้นงานในขณะที่ทำการขัดผิว)

-อุปกรณ์อื่นๆ ที่หามาเอง

  1. ถุงมือ
  2. หน้ากากอนามัย
  3. แว่นตานิรภัย
  4. คีมตัด
  5. กระดาษทราย (หลากหลายความละเอียด 250, 400, 1000 อย่างน้อย)
  6. ผ้าไมโครไฟเบอร์
  7. มีดผ่าตัด หรือมีดปลายแหลม
  8. น้ำมันหล่อลื่น
  9. อุปกรณ์ทำเล็บ
  10. แปรงปลายอ่อน

ข้อควรระวัง : ในขระที่เราทำการตัดแต่ง ขัด รอยที่ผิวชิ้นงานอาจจะมีเศษเรซิ่นกระเด็นหรือบาดขาดที่ผิวหนังของเราได้ควรจะสวมแว่นและใส่ถุงมือเพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นทุกครั้ง

การตัดแต่ง ขัด ส่วนที่เป็นเสา support ออกจากงานที่มีขนาดเล็กที่มีความละเอียดสูงควรจะใช้แหนบปลายแหลมในการจับชิ้นงานเพื่อให้การขัดแต่งเราสะดวกมากยิ่งขึ้น และไม่ส่งผลเสียต่อผิวชิ้นงานของเรา

การขัดผิวชิ้นงานแบบแห้ง

การลบรอยจุดสัมผัสที่เเกิดจากเสา support นั้นบางที่อาจจะเกิดเป็นรอยจุดๆ บนผิวของชิ้นงาน บางที่อาจจะเกิดลึกเข้าไปในเนื้อของชิ้นงานได้ ดังวนั้นเราควรจะใช้กระดาษทราบในการขัดแต่งผิวของชิ้นงานเพราะลบรอยเหล่านี้ออกเพื่อให้ผิวของชิ้นงานในจุดนั้นๆ เรียบสวย

ข้อควรระวัง : ควรปฏิบัติตามข้อควรระวังเพื่อเพิ่มความปลอดภัยจากการขัดพลาสติก ดังนั้นควรจจะสวนหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันฝุ่นเข้าไปภายในร่างกาย และใส่ถุงมือเพื่อป้องกันเศษพลาสติกติดที่ซอกเล็บและนิ้วมือ หรือหลังจากการขัดแต่งชิ้นงานแล้วควรล้างมือให้สะอาดทุกควร แต่อยากจะแนะนำให้ขัดด้วยกระดาษทรายน้ำเพื่อหลีกเลี่ยงการฟุ้งกระจายของฝุ่นได้

การเริ่มต้นขัดแต่งชิ้นงานนั้น ควรจะเริ่มด้วยกระดาษทราบที่มีความหยาบมากที่สุดก่อน และค่อยๆ ไล่ไปหาละเอียดสุด อย่างเช่น กระดาษทรายเบอร์ ย 150, 220, 400, 800, 1000 และ 2000 ซึ่งถ้าใครที่หน้าเบอร์ตามนี้ไม่ได้ก็ให้เลือกใกล้เคียงซัก 3-4 ขนาด เช่น 220, 400, 1000 ก็ได้เช่นกัน แล้วแต่ความต้องการของแต่ละท่านจากนั้นให้ใช้แปลงปัดฝั่นที่เกาะอยู่บนชิ้นงานออก แต่ถ้าท่านใดใช้แบบกระดาษทราบน้ำก็จะไม่ต้องใช้แปลงมาคอยปัดฝุ่น อันนี้แล้วแต่ความสะดวกของแต่ละท่าน

 

การขัดผิวชิ้นงานแบบเปียก

การขัดแบบเปียกจะช่วยลดฝุ่น และทำให้ขณะที่เราขัดอยู่นั้นสามารถเห็นส่วนที่ได้ขัดไปแล้วได้ชัดเจนมากกว่าการขัดแบบแห้งเพราะน้ำจะช่วยชะล้างเศษพลาสติกออกไปให้ทันที และไม่ทำให้เกิดฝั่นด้วย แต่ก็แนะนำให้ส่วมใส่หน้าจากอนามัยและถุงมือด้วยทุกครั้งที่ทำการขัดแต่งชิ้นงาน

ตัวเลือกหลังจาก Post-Processing

ในขั้นตอนนี้จะต้องพิจารณาว่าชิ้นงานที่จะใช้นั้นมีวัตถุประสงค์แบบใด จะเน้นให้ผิวเรียบธรรมดาหรือจะให้ผิวเรียบแบบมันเงา เพื่อเน้นความสวยงามของชิ้นงงาน ซึ่งในขัดตอนการขัดนั้นก็ต้องเลือกใช้กระดาษทราบที่มีความละเอียดสูง หรือจะใช้วิธีการพ่นสเปรย์สีใสที่ใช่ในการเคลือบพลาสติก รถยนต์ ก็จะสามาถช่วยให้ผิวของชิ้นงานเรียบเงาสวยได้เช่นกัน

การเสร็จสิ้นงานด้วยน้ำมัน

หลังจากที่เราได้ทำการขัดด้วยกระดาษทราบเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ให้ใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์ และน้ำมันเพียงเล็กน้อย เพื่อเพิ่มความมันเงาที่ชิ้นงานและจะทำให้รอยด่างขาวที่เกิดจากการขัดด้วยกระดาษทรายนั้นหายไป

การเคลือบด้วยเรซิ่น

การเคลือบด้วยการทาน้ำยาเรซิ่นบาง ๆ บนพื้นผิวของชิ้นงาน แต่ไม่ควรจะทาให้หนาจนมากเกินไปเพราะจะทำให้ลายละเอียดของชิ้นงานไม่คมชัด จากนั้นให้นำชิ้นงานไปอบแห้งจากจะใช้เป็นเครื่อง Form Cure หรือด้วยแสง UV ตามปกตอก็ได้เช่นกัน

Guide SLA basic finishing steps

Guide SLA basic finishing steps

SLA basic finishing steps

**บทความนี้ใช้กับ Finishing, Form 1+, Form 2, Form 3, Form 3B

สำหรับเครื่องพิมพ์ Formlabs SLA จะมีการตัดแต่งชิ้นงานตามขั้นตอนต่อไปนี้ :

  1. การนำชิ้นงานออกจากแท่นพิมพ์ (Build Platform)
    2) การล้างชิ้นงาน ด้วย Finish Kit หรือ Form wash
    3) การอบชิ้นงาน
    4) Post-cutting (Form Cure หรือวิธี Cure แบบอื่นๆ)
    5) การถอดรองรับ

หากใช้ชุด Finish Kit ให้ทำตามขั้นตอนพื้นฐานของการล้างและการอบแห้งชิ้นงานตามน้ำยาเรซิ่นแต่ละชนิดให้ดีก่อน เพราะเรซิ่นแต่ละชนิดนั้นใช้เวลาในการล้างและอบแห้งต่างกันออกไปตามความเหมาะสม

หลังจากพิมพ์งานเสร็จ

  1. นำชิ้นงานที่ติดกับแท่นพิมพ์ออกจากตัวเครื่องพิมพ์

    *วิธีการล้างกระจกของเครื่อง Form 2

    *วิธีการล้างกระจกของเครื่อง Form 3 / Form 3B

    เมื่อนำชิ้นงานออกมาแล้วให้ปิดฝาครอบสีส้มทันทีหลังจากถอดแท่นออก

    เพื่อป้องกันไม่ให้แสงจากภายนอกตัวเครื่องเข้าไปโดนที่เรซินภายในถัง ซึ่งถ้ามีแสงจากภายนอกไปโดนเรซิ่นจะทำให้เรซิ่นแข็งได้ ถ้าหากล้างด้วยตนเองให้ทำการแกะชิ้นงานออกจากแท่นพิมพ์ก่อนทำการล้างด้วยชุด Finish Kit  แต่ถ้าล้างด้ายเครื่อง Form Wash ไม่จำเป็นจะต้องแกะชิ้นงานออกจากแท่นพิมพ์และให้อ่าน คู่มือการใช้งานตัวเครื่อง Form Wash 

  2. การนำแท่นพิมพ์ติดกับขาจับ
  3. การนำชิ้นงานออกจากแท่นพิมพ์

    นำเครื่องมือที่อยู๋ในกล่องของ Finish Kit มาสอดที่ข้างใต้ Raft ของชอิ้นงานตามมุมฐานขึ้นอยู่กับรูปร่างของชิ้นงานจากนั้นให้นำฝาที่อยู่ด้านบนของกล่อง Finish Kit มารองชิ้นงานที่จะหลุดออกจากแท่นพิมพ์เมื่อเราแกะออกเพื่อป้องกันรอยขีดข่วนที่จะเกิดขึ้นบนชิ้นงาน

    การทำความสะอาดแท่นพิมพ์ Build Platform

    ทำการเช็ดเรซินที่แข็งตัวแล้วหรือที่ติดอยู่บนแท่นพิมพ์ให้หลุดออกจากแท่นก่อนนำกลับมาใช้ใหม่ แต่ถ้าหากการพิมพ์ครั้งต่อไปใช้เรซินชนิดเดียวกันไม่จำเป็นต้องทำความสะอาดเอาเรซิ่นเหลวออก ให้แกะชิ้นงานออกและสั่งเกตุดูว่ามีเศษที่แข็งตัวแล้วติดอยู่หรือเปล่าถ้าไม่มีให้นำกลับไปเสียบไว้ที่ตัวเครื่องพิมพ์ และสั่งการพิมพ์ต่อเนื่องได้เลยทันที แต่เมื่อไหร่ที่คุณไม่ใช้เรซิ่นชนิดเดิมหรือต้องการจะนำไปเก็บให้ทำความสะอาดโดยใช้ IPA ในการทำความสะอาดและใช้ผ้าขนหนูหรือกระดาษในการเช็ดแท่นพิมพ์ 

     

     

     

     

     

การล้างชิ้นงานด้วยตัวเอง

การล้างชิ้นงานจะต้องใช้ Isopropyl alcohol (IPA)  หรือ tripropylene glycol monomethyl ether (TPM) จะละลายเรซิ่นเหลวทำให้มีประสิทธิภาพการเกาะตัวกันน้อยลง สำหรับการล้างชิ้นงานที่พิมพ์จากเครื่องพิมพ์ SLA ของ Formlabs จะมีปัจจัยในการล้างให้ชิ้นงานออกมาดีที่สุดอยู่ประมาณ 2 ปัจจัยที่จะทำให้ชิ้นงานสะอาด คือ การละลาย และการกวน ซึ่งควจจะกวนให้น้ำยา IPA เข้าไปละลายเรซิ่นเหลวที่ติดอยู่ที่ชิ้นงานออกให้หมด จาดนั้นให้ทำการแช่ชิ้นงานโดยจะต้องใช้เวลาในการแช่ล้างชิ้นงานใน IPA ให้เหมาะสมกับเรซิ่นแต่ละชนิด  ถ้าขนาดของชิ้นงานเล็กลงก็ให้ลดระยะเวลาในการล้างน้อยลงเช่นเดียวกันด้วยตามความเหมาะสมเช่นกัน

  1. กวนชิ้นงานในตัวทำละลาย IPA

    เมื่อเปิดถังล้างแรกแล้วให้นำชิ้นงานมาวางลงบนตะแกรงที่ใช้วางชิ้นงานเพื่อเขย่าให้เรซิ่นละลายออกเป็นเวลา 30 วินาทีเป็นอย่างน้อย การกวนช่วยขจัดเรซิ่นเหลวออกจากพื้นผิวด้านนอกของชิ้นงาน

  2. แช่ชิ้นงานในตัวทำละลาย IPAปิดฝาถังล้างและปล่อยให้ชิ้นส่วนนั้นแช่ประมาณครึ่งหนึ่งของเวลาที่แนะนำทั้งหมด
  3. นำชิ้นงานมาแช่ในถังล้างที่ 2

ย้ายชิ้นงานในถังล้างที่ 1 ไปยังถังล้างที่ 2 จากนั้นทำซ้ำขั้นตอนที่ 1 และ 2 เพื่อกวนและแช่ชิ้นส่วนในเวลาที่เหลือเพิ่มเติม

 

การอบแห้ง

ในกรณีที่ใช้ IPA ในการล้างชิ้นงานเรซิ่นควรปล่อยทิ้งไว้ให้ชิ้นงานแห้งสนิทก่อนหลังจากการล้างเป็นเวลาประมาณ 30 นาทีเป็นอย่างน้อย แต่ถ้าหากใช้ TPM ให้ปล่อยชิ้นงานทิ้งไว้ให้แห้งและล้างต่อด้วยน้ำเปล่าจากนั้นค่อยนำชิ้นงานไปอบให้แห้งสนิทการจะอบด้วยวิธีของตนเอง หรือใช้เครื่อง Form Cure ก็ได้เช่นกัน แต่ควรจะศึกษาวิธีการอบชิ้นงานให้เหมาะสมกับเรซิ่นแต่ละชนิด

 

Post-Curing

การอบชิ้นงานจะมีปัจจัยที่สำคัญอยู่ 2 อย่าง คือ การเลือกใช้ระยะเวลาในการอบและอุณหภูมิ เพราะเรซิ่นของ Formlabs มีหลากลายชนิดแต่ละชนิดจะใช้ความยาวของค่าแสงในการอบอยู่ที่ 405 นาโนเมตร ซึ่งสามารถเลือกใช้ค่าต่างๆ นี้ได้ตามข้อมูลเอกสารของการเลือกใช้เวลาและอุณหภูมิในการอบชิ้นงาน และการใช้งานเครื่อง Form Cure ซึ่งสำหรับผู้ใช้งานที่ไม่ได้มีเครื่อง Form Cure ก็สามารถอบด้วยวิธีของตัวเองได้

เคล็ดลับ : แนะนำให้แกะซัพพลอตออกหลังจากการอบชิ้นงานให้แห้งแล้วเท่านั้นเพราะ ชิ้นงานจะได้ไม่เสียรูปทรงเดิมเนื่อวจากถ้าแกะซัพพลอตออกก่อนการอบ ชิ้นงานนั้นจะยังมีเนื้อผิวที่อ่อนตัวอยู่ขณะที่ตัดซัพพลอตอาจจะสงผลให้ชอ้นงานเสียรูปได้

 

การแกะซัพพลอต

การแกะ ตัดซัพพลอตออกจากชิ้นงานให้ใช้คีมตัดที่มีไปให้ในชุดล้าง Finish Kit เพื่อช่วยตัดส่วนซัพพลอตออก การตัดนั้นให้ตัดห่างจากชิ้นงานเล็กน้อยเพื่อป้องกันไม่ให้โดนผิวของชิ้นงานเข้าไปนอกจากนี้คุณยังสามารถใช้มีดคัตเตอร์ตัดแต่งรอยซัพพลอตได้เพื่อลบรอยซัพพลอตที่เหลือจากการตัด หรืออาจจะใช้กระดาษทราบก็ได้เช่นกัน

ข้อควรระวัง : สวมแว่นตานิรภัยเพื่อป้องกันดวงตาจากชิ้นส่วนเรซิ่นที่หลุดออกมา

 

Quick Start Guide Form2

Quick Start Guide Form2

Quick Start Guide (Form 2)

บทความนี้ใช้กับเครื่อง Form 2.

  เมื่อคุณได้รับเครื่องพิมพ์ Form 2 มาแล้ว จะมีคู่มือบอกวิธีการตั้งค่าการใช้งานก่อนการพิมพ์ครั้งแรกของคุณ และการใช้ Finishing kit เมื่อพิมพ์เสร็จ

Printer components

  1. Cartridge
  2. Cover
  3. Build Platform
  4. Resin Tank
  5. Wiper
  6. Touchscreen
  7. Button
  8. Leveling Tool

Prepare

    1. การเชื่อมต่อสายเคเบิลเชื่อมต่อสายไฟเข้ากับเครื่องพิมพ์ และแหล่งจ่ายไฟหลัก สามารถอัปโหลดไฟล์งานเพื่อพิมพ์ผ่าน USB, Wi-Fi หรือ Ethernet
    2. การเชื่อมต่อ Wi-Fi (optional)การเชื่อมต่อกับ Wi-Fi ให้แตะที่ “ Wi-Fi” บนแท็บการตั้งค่าบนหน้าจอจากนั้นเลือกชื่อเครือข่ายที่คุณต้องการเชื่อมต่อ และป้อนรหัสผ่านสำหรับเครือข่าย Wi-Fi
    3. การปรับระดับเครื่องพิมพ์ หากที่หน้าจอมีการแจ้งเตือนให้หมุนโดยใช้แผ่นเครื่องมือปรับระดับเพื่อยก หรือลดขาของเครื่องพิมพ์แต่ละข้างในได้ระดับทั้ง 4 ขา หมุนปรับจนกระทั่งวงกลมอยู่ในแนวเดียวกันบนหน้าจอจะแสดงเป็นสีฟ้า เพื่อป้องกันไม่ให้เรซิ่นที่อยู่ในเครื่องพิมพ์ไม่หกออกจาก Tank resin ของตัวเครื่องพิมพ์
    4. ใส่ถังเรซิ่น (Tank resin) และไม้ปาดเรซิ่น (Wiper)
      เปิดฝาเครื่องพิมพ์ (สีส้ม) และจัดขาทั้งสี่ของถังเรซิ่น (Tank resin) ให้ตรงกับรูที่อยู่กับตัวเครื่องพิมพ์ เมื่อเสียบขาถังเรซิ่น (Tank resin) ตรงรูแล้วให้ดันไปข้างหน้า
    5. ล็อคไม้ปาดเรซิ่น (Wiper)
      ตรวจสอบให้แน่ใจว่าที่ปัดน้ำฝนอยู่ในแนวตรงจัดวางเท้าของที่ปัดน้ำฝนให้ตรงกับช่องที่สอดคล้องกันแล้วดันไปข้างหน้าแล้วจับเข้าที่
    6. ใส่แท่นพิมพ์ (ฺBuild platform)เปิดฝาเครื่องพิมพ์ (สีส้ม) จากนั้นให้ยกที่ล็อคแท่นพิมพ์ขึ้นแล้วนำแท่นพิมพ์เสียบเข้าไปที่ด้านบนตามรูของขาจับแท่นพิมพ์ จากนั้นกดขาล็อคแท่นพิมพ์ลงเหมือนเดิม 
    7. ใส่ตลับเรซิ่น (cartridge)
      นำฝาครอบพลาสติกสีส้มออกจากด้านล่างของตลับเซิ่น บีบที่จุดยางสีดำที่ฝาครอบสีส้มครอบให้รูเปิดยางแยกออกจากกัน ใสตลับเรซิ่นเข้าที่ด้านหลังของตัวเครื่องให้ถูกต้องตามลักษณะของตลับเรซิ่นกดลงให้แน่นและสังเกตุที่หน้าเครื่องพิมพ์จะแสดงว่า Inserted cartridge resin และกดเปิดฝาที่ด้านบนของตลับเรซิ่นเพื่อระบายให้เรซิ่นไหลออกไปเติมที่ถังใส่เรซิ่น ถ้าไม่กดเปิดน้ำยาเรซิ่นจะไม่ไหลออกมาเติมลงบนถังใส่เรซิ่นให้

 

Print

  1. ติดตั้งโปรแกรม PreForm และลงทะเบียน Dashboardเข้าไปที่ formlabs.com/tools/preform เพื่อดาวน์โหลด PreForm เวอร์ชันล่าสุด เปิด PreForm ขึ้นมาเพื่อดูจัดวางชิ้นงานในการสั่งพิมพ์ โดยใช้เครื่องมือใน PreForm  ส่วนการลงทะเบียน Form 2 เพื่อใช้งาน Dashboard จะเป็นการเก็บข้อมูลในการสั่งพิมพ์งานของเราเอง รายงานผมการพิมพ์งานทั้งหมดที่เราเคยสั่งพิมพ์และอื่นๆ สามารถลงทะเบียนได้ที่ : formlabs.com/dashboard
  2. การเตรียมไฟล์งานสำหรับสั่งพิมพ์
    เปิดไฟล์ STL หรือ OBJ จาก “File > Open” การพิมพ์งานจะให้ได้ดีนั้นควรจะวางชิ้นงานของคุณให้เหมาะสมโดยการเอียง สำหรับการตั้งค่าให้ใช้เครื่องมือใน PreForm เหล่านี้ “orient all” “generate all” และ ” layout all ” ควรจะทำตามขึ้นตอนทั้งหมดนี้ก่อนสั่งพิมพ์งาน หรือจะให้โปรแกรมทำให้แบบอัตโนมัติให้คุณเลือกคลิกที่ “One-Click Print” โปรแกรม FreForm จะทำทุกอย่างให้คุณเองแบบอัตโนมัติ จากนั้นให้คุณเลือกวัสดุที่จะใช้ และความละเอียดของตัวงานที่ต้องการ โดยคลิกที่ไอคอนเครื่องพิมพ์สีส้ม เลือกชื่อเครื่องพิมพ์ที่จะอัปโหลดไฟล์เมื่ออัพโหลดไปแล้วจะมีการเด้งแจ้งที่หน้าจอเครื่องพิมพ์
  3. ยืนยันการสั่งพิมพ์
    เมื่อคุณอัพโหลดไฟล์ที่จะสั่งพิมพ์มาเรียบร้อยแล้ว จะถูกส่งไปยังคิวการพิมพ์บนหน้าจอของเครื่องพิมพ์ให้เลือกชื่อไฟล์ และยืนยันการพิมพ์โดยกดปุ่ม “Print” บนเครื่องพิมพ์
  4. การตรวจสอบก่อนพิมพ์
    ก่อนทำการพิมพ์ถังเรซิ่น “Tank resin” จะเติมพร้อมทั้งทำร้อนประมาณ  35 ° C  เมื่อทำทั้ง 2 อย่างนี้เรียบร้อยแล้วเครื่องพิมพ์จะเริ่มต้นการพิพม์งานโดยอัตโนมัติ

Finish

  1. นำแท่นพิมพ์ออกจากเครื่องพิมพ์
    เมื่อพิมพ์เสร็จให้สวมถุงมือเพื่อจะนำแท่นพิมพ์ที่มีชิ้นงานติดอยู่ออกมาจากภายในตัวเครื่องพิมพ์ เมื่อดึงแท่นพิมพ์ออกมาพ้นขาล็อคแล้วให้พลิกแท่นเพื่อป้องกันการหยดลงไปโดนชุดอุปกรณ์ เช่น หน้าจอ และเมื่อดึกออกมาเรียบร้อยแล้วให้ปิดฝาครอบเครื่องพิมพ์ลงเหมือนเดิม
  2. นำชิ้นงานออกจากแท่นพิมพ์
    เสียบแท่นพิมพ์เข้ากับขาจับ แจากนั้นใช้เครื่องมือถที่แถมไปให้งัดชิ้นงานออกโดยสอดเข้าไปที่ Raft ของชิ้นงานเพื่อให้แกะออกจากแท่นพิมพ์ได้ง่ายขึ้น และทำความสะอาดแท่นพิ่มเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการพิมพ์ครั้งต่อไป
  3. ล้างชิ้นงาน
  4. แกะ Support และแต่งผิวชิ้นงาน