แนะนำวิธีการ Reverse Engineering ไฟล์งานที่ได้จาก Einscan-SE

13

 

        โปแกรม Solid Edge ST10 เป็นโปรแกรมที่มีการใช้งานจะคล้ายๆ โปรแกรมสร้างชิ้นงาน 3 มิติทั่วๆ ไปอย่างเช่น AutoCAD, Fusion360 และ Solidworks ซึ่งสามารถทำงานได้หลากหลายไม่ว่าจะเป็น การดราฟ, ขึ้นโมเดล, ภาพการประกอบชิ้นส่วนงาน, การสร้างท่อโค้งงอ, การ Simulation, การ Reverse ทาง Engineering และอื่นๆ อีกมากมาย แต่สิ่งที่โปแกรม Solid Edge ทำได้แตกต่างออกมานั้นคือการ Revers ไฟล์งาน เพราะได้รวบร่วมเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพทางการออกแบบ 3 มิติ ไว้ให้ใช้งานอย่างครบครัน และมีเครื่องมือในการแก้ไขปรับแต่งไฟล์งานที่มีข้อมูลเป็นแบบสามเหลี่ยม ซึ่งทีมาของไฟล์งานอาจจะมาจากการสแกน หรือโปรแกรมอื่นๆ เพราะไฟล์งานส่วนมากเลยที่ได้จากการสแกน 3 มิติ นั้นจะไม่สมบูรณ์ 100% อยู่แล้วจึงต้องทำการปรับแต่งไฟล์ให้กลับมาสมบูรณ์มากที่สุดก็คือการ Reverse เช่น การปรับผิวให้เรียบ การปรับแต่งจากงานเดิม การสร้างชิ้นงานใหม่จากการเทียบขนาดที่ได้จากการสแกน 3 มิติ แล้วแต่เราจะเลือกใช้งานเลยครับ ถือว่าช่วยลดระยะเวลาในการออกแบบงานทางวิศวกรรมได้มาก เพราะบางงานไม่จำเป็นต้องมาวัดขนาดชิ้นงานจริงและสร้างชิ้นงานขึ้นมาใหม่แล้วซึ่งมันจะใช้เวลามากต่องานหนึ่งชิ้น เพื่อการไม่ให้เสียเวลามากเรามาเริ่มใช้งานโ)รแกรม Solid Edge ST10 กันเลยดีกว่าครับ

 

2

ภาพที่ 2

5

ภาพที่ 3

3

ภาพที่ 4

เมื่อเราเปิดโปรแกรม  Solid Edge ขึ้นมาจะเจอกับการสร้าง Sheet ของทาง Solid Edge จะมีให้เลือกใช้งานเยอะไม่ว่าจะเป็น Part, Daft, Metal, Assembly และ Weldment หน่วยที่จะใช้ก็สามารถเลือกได้จะเป็นนิ้วหรือเซนติเมตรส่วนมากเรามักจะใช้เป็น Part แบบเซนติเมตรมากกว่า เลือกไปที่ (ภาพที่ 2-3) Open Bowse > เลือกไฟล์ .stl > ANSI Metric > ansi metric part แล้วเราก็จะได้ sheet งานที่พร้อมจะทำการสร้างาน แก้ไขงานที่มีหน่วยเป็นเซ็นติเมตรแล้วครับ (ภาพที่ 4) จะเห็นว่าจะมีหน้าต่างเครื่องมือที่ไว้ใช้สำหรับการ Reverse Engineering โดยเฉพาะทางเลยนี่แหละครับเป็นทีเด็ดของทางโปรแกรม Solid Edge ST10 Classic จากนั้นเราก็ทำการจัดวางโมเดล 3 มิติ ที่เปิดขึ้นมาให้อยู่ตรงกึ่งกลางของแกนต่างๆ เพื่อง่ายต่อการทำงาน (ภาพที่ 5)

 

4

ภาพที่ 5

 

วีธีการ Reverse ไฟล์งานที่ได้จากเครื่องสแกน Einscan-SE

        เครื่องสแกนเนอร์ที่ผมใช้เป็น Einscan-SE งานที่ไม่ได้เน้นความละเอียดของชิ้นงานมากต้องการแค่ลักษณะของชิ้นงานเบื้องต้นถือว่า Einscan-SE ทำได้ดีมากเลยครับ อาจจะสแกนได้ไม่ดีเท่ารุ่นพี่อยาง Einscan Pro/Pro+ หรือ David SLS-3 HD ก็ตาม (ภาพที่ 6-7) จากรูปภาพจะเห็นได้ว่างานที่ได้จากการนั้นถือว่าดีมากแล้ว แต่เมื่อจะนำไปใช้งานจริงอาจจะต้องทำการแก้ไขให้ผิวของชิ้นงานนั้นเรียบ เพราะจะสังเกตุเห็นได้ว่าบางจุดยังสแกนได้ไม่ดี ถ้าเรานำงานนี้ไปพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ เลยผิวของชิ้นงานที่ได้จะไม่สวยเลยก็ว่าได้ ชิ้นงานมีรอยขรุขระของผิวงานแบบไหนเมืื่อทำการสไลด์จากโปรแกรมของเครื่องพิมพ์ 3 มิติ แล้วก็ยังจะมีรอยเหล่านั้นอยูเช่นเดิมนี่แหละเป็นหตุผลที่เราต้องทำการ Reeverse ไฟล์งานก่อนจะไปใช้งานจริง

 

7

ภาพที่ 6

8

ภาพที่ 7

 

         โปรแกรม Solid Edge ST10 ตัว Classic นี้จะมีเครื่องมือที่ช่วยในการแก้ไขไฟล์งานได้ไม่ว่าจะเป็นไฟล์ .stl, .step และอื่นๆ อีกมากมาย ส่วนมากไฟล์ที่ได้จากเครื่องสแกนเนอร์ Einscan-SE จะเป็น .stl อยู่แล้ว เมื่อกดไปที่หน้าต่างการ Reverse Engineering จะเจอเครื่องมือในการแก้ไข (ภาพที่ 8)

  1. จะเป็นหน้าต่างของเครื่องมือทั้งหมดจะครอบคุมการทำงานไม่ว่าจะเป็น การวาด 2D, การวาด 3D, การทำ Surfacing, PMI, การ Simulation, การ Gennerative Design, การ Reverse  และอื่นๆ
  2. Planes สร้าง plane ต่างๆ ตามจุดที่เราต้องงการจะวาดหรือแก้ไข เพื่อจะได้ง่ายต่อการแก้ไขงานเวลาวาด 2D ณ ต่ำแหน่งตามแกน x, y, z ได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น
  3. Cleanup Mesh เป็นการแก้ไขพื้นพิวของงานสามารถลบผิวของงานที่ได้จากการสแกนมา และเติมผิวตรงจุดนั้นๆ ได้เพื่อให้เรียบขึ้น การลบนั้นจะลบเป็นแบบลายตาข่ายแบบ Polygon ของชิ้นงานนั้นๆ ถาไฟลที่ได้จากการสแกนมีความละเอียดมาก Polygon ก้จะเยอะตามกันไป
  4. Identify Regions เป็นการระบายสีของผิวชิ้นงานเพื่อจะแบ่งผิวของชิ้นงานให้ออกเป็นส่วนๆ จะได้ง่ายต่อการแก้ไข และสร้างพื้นผิวของขึ้นมาใหม่เพื่อใช้อ้างอิงกัับชิ้นงานที่ได้ทำการสร้างขึ้นมาใหม่ เครื่องมือนี้จะใช้ร่วมกับ Extract Surfaces
  5. Extract Surfaces เป็นการสร้างพื้นผิวงานขึ้นมาใหม่ที่ได้จากการอ้างอิงพื้นผิวของงานเก่หรืองานที่ได้จากการสแกน 3 มิติ การสร้างจะมีให้เลือก 2 แบบ Extract กับ Fit ส่วนมากแล้วจะใช้แบบ Fit มากกว่าเพราะจะมีฟังก์ชั่นในกาเลือกรูปแบบพื้นผิวได้มากกว่า เช่น วงกลม, สี่แหลี่ยม, กรวย, ทรงกระบอก และอื่นๆ
  6. Curves เป็นการสร้างส่วนที่โค้งงอต่างๆ ให้ง่ายขึ้น การวาดส่วนโค้งต่างๆ ตามชิ้นงาน สามารถตัดชิ้นงานที่มาจากการสแกน 3 มิติ ได้ต้องการจะตัดเฉพาะจุดก็ทำได้สบายมาก
  7. Surfaces เป็นการปรับแต่งพื้นผิวที่ได้มาจากเครื่องมือที่ (5)Extract Surfaces และ (6)Curvers ไม่ว่าจะ คัดลอกพื้นผิว Offset การดึงสร้างพื้นผิวจากเส้นที่วาดขึ้นจะเป็นแบบโค้งงานก็สามารถทำได้อย่างง่ายดายเหมือนกัน
  8. Modify Surfaces เป็นการแก้ไขพื้นผิวที่ได้จากการทำ  (5)Extract Surfaces และ (6)Curvers การตัดพื้นผิว การขยายพื้นผิว การผสานพื้นผิวให้เป็นชิ้นเดียวกัน การดึงพื้นผิวของชิ้นงานจริงแนบกับพื้นผิวที่ได้จากการทำในเครื่องมือที่ (4)Identify Regions และ (5) Extract Surfaces จากชิ้นงานที่ต้นแบบจากการสแกน 3 มิติ ถือว่าทำให้เกิดความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นต่อการแก้ไขปรับปรุงไฟล์งานทาง Engineering

 

9

ภาพที่ 8

 

        สำหรับคนที่ยังมองภาพไม่ออกนะครับ ว่าเครื่องมือทั้งหมดมีการทำงานยังไงบ้างผมได้ทำวีดีโอการ Revers เบื่องต้นมาให้ชมกันครับ งานนี้จะได้มาจากการสแกนกับเครื่อง Einscan-SE ชิ้นงานอันนี้จะเป็นอะไหล่ฝาครอบของรถเข็นคนพิการจะมีด้วยกัน 2 ชิ้น แต่ได้แตกไป 1 ชิ้น เลยนำอีกอันมาสแกนและ Reverse เพื่อจะนำไปพิมพ์ออกมาใช้งานจริงพลาสติกที่ใช้เป็น ABS เน้นแข็งแรง ใช้งานกว่าแสงแดดได้ ชิ้นงานจริงจะเป็นสีดำนะครับที่เห็นในรูปจะเป็นสีขาวเพราะได้พ่นสเปรย์แป้งให้ง่ายต่อการสแกนงานถ้าเป็นชิ้นงานที่สีทึบดำ มันเงา โป่งใส จะไม่สามารถสแกนได้ครับ ตามภาพที่ 9-10

S_7938102059414

ภาพที่ 9

S_7938102097578

ภาพที่ 10

 

วีดีโอการ Revere Engineering อะไหล่รถเข็นคนพิการ

        เมื่อทำการแก้ไขไฟล์เรียบร้อยแล้วผมได้ Save งานออกมาเป็น .stl เพื่อจะนำไปพิมพ์กับเครื่องพิมพ์  3 มิติ Fashforge Creator Pro ความละเอียดที่พิมพ์อยู่ที่ 200 ไมคอน (0.2 มิลลิเมตร) พลาสติกที่ใช้เป็น ABS เพื่อเน้นความเเข็งแรงของชิ้นงานต่อการใช้งานจริง เดี๋ยวให้บนความต่อไปผมจะมาแนะนำการตั้งค่าพิมพ์งานกันนะครับ เมื่อนำมางานแต่ละแบบมาเปรียบเทียบกันทั้ง 4 แบบจะมี การสแกนด้วย Einscan-SE(ภาพที่ 11), การ Reverse Engineering(ภาพที่ 12), การพิมพ์แบบ 3 มิติจาก Flashforge Creator Pro(ภาพที่ 12) และชิ้นงานจริงที่แตกหัก (ภาพที่ 13) จากทั้งหมดที่นำมาเปรียบเทียบนั้นบอกได้เลยว่าโปรแกรม Solid Edge ST10 Classic สามารถ Reverse ได้จริงและใช้งานไม่ยาก เครื่องมือต่างๆ ที่มีก็ใช้งานคล้ายๆ กับโปรแกรม 3D ทั่วไปเลยครับ สำหรับคนที่เป็นโปรแกรม 3D อยู่แล้วสบายมากที่จะหันมาใช้งาน Solid Edge ST10 อีกสักโปรแกรม

 

12

ภาพที่ 11

11

ภาพที่ 12

S_7938247041948

ภาพที่ 13

Gyroid Infill

Gyroid Infill

ในโปรแกรม FlashPrint 3.27.0 มีการเพิ่มรูปแบบของ infill มาอีก 1 แบบเรียกว่า Gyroid ซึ่งเป็นรูปแบบที่ดีมากแบบหนึ่ง

Gyroid เป็นรูปแบบตามธรรมชาติชนิด พบเห็นได้ทั่วไปเช่นปีกผีเสื้อ หรือแม้แต่ในผนังเซลล์ของสิ่งมีชีวิต ในปี 2017 นักวิจัยของ MIT พบว่าเมื่อวัสดุ Graphene ถูกปรับรูปร่างให้เหมือนกับโครงสร้าง Gyroid จะทำให้มันมีความแข็งแรงสูงขึ้นอย่างมากโดยที่ใช้เนื้อวัสดุเพียงเล็กน้อย พวกเขาค้นพบอีกว่าผลของการวิจัยนี้เกิดจากการใช้โครงสร้าง Gyroid นั่นเอง ดังนั้นการใช้วัสดุอื่นๆ เช่นพลาสติกก็จะให้ผลเช่นเดียวกัน นอกจากนี้มันยังสามารถรับแรงกระทำได้ดีจากทุกๆ ด้าน เมื่อใช้ในการพิมพ์สามมิติก็ใช้เวลาพิมพ์น้อยกว่าด้วย

ความสามารถรับแรงกดในแนวตั้งและด้านข้าง

ระยะเวลาที่ใช้ในการพิมพ์

 

หลักการเลือกใช้ Infill แบบต่างๆ 

  • หากชิ้นงานต้องรับแรงกดจากแนวดิ่ง ให้เลือกใช้แบบ Hexagon หรือ Triangle
  • หากชิ้นงานต้องรับแรงเฉือนหรือแรงกดจากด้านข้างให้เลือกใช้แบบ Gyroid
  • หากต้องการพิมพ์งานให้เสร็จเร็วให้เลือกใช้แบบ Gyroid หรือ Line

Update: ใน Version 3.28.0 FlashForge ได้เปลี่ยนชื่อเป็น 3D infill

Review FF Creator3 มีดีที่2หัวฉีด อิสระ

Review FF Creator3 มีดีที่2หัวฉีด อิสระ

Feature โดยรวมของเครื่อง

มาแกะกล่อง แล้วลองใช้งานเครื่อง Flashforge Creator3 ไปด้วยกันครับ Flashforge Creator3 หน้าตาจะดูออกเป็นแนวกล่องๆอวกาศๆ ตามสไตล์ Flashforge Guider2s โดยตัวเครื่องจะมีสองหัวฉีด ซึ่งวิ่งอิสระต่อกัน (ธรรมดาส่วนมากเครื่อง 2หัวฉีดที่ขายกันอยู่ทั่วๆไปนั้น 2หัวฉีดจะติดกันวิ่งไปด้วยกัน) มันมีข้อดีคือสามารถพิมพ์ 2ชิ้นพร้อมๆกัน , สองวัสดุ ไม่สีเลอะกัน หรือ ชิ้นงานกับ Support แยกกัน

ตัวเครื่องค่อนข้างหนัก ประมาณ 40Kg คนเดียวยกลำบากหน่อย โครงสร้างเป็นอลูมิเนียมขึ้นรูป ข้อตำต่างๆทำมาจากอลูมิเนียมเกือบทั้งหมด ปิดกรอบด้วยวัสดุพลาสติก ABS วัสดุที่ใช้ดูแข็งแรง แน่นทนทาน วางตำแหน่งหน้าจอสัมผัสไว้สูงไปหน่อย กดและมองเห็นยาก // ภายในมีกล้อง Build in ไว้ดูการทำงานของเครื่อง Online ผ่าน Cloud หรือ ผ่านมือถือได้เลย

หัวฉีด 2 หัวมีมอเตอร์ในการเคลื่อนที่แยกกัน (แยกในแนวแกน X แต่แกน Y อยู่บนรางเดียวกัน) หัวฉีดเปลี่ยนจากหัวทองเหลืองมาเป็นหัวสแตนเล ทำความร้อนได้ถึง 300°C รองรับวัสดุวิศวกรรมที่พิมพ์ด้วยความร้อนสูงอย่าง Carbon fiber / PC ได้ เนื่องจากหัวฉีดแยกอิสระต่อกันจึงสามารถพิมพ์ Support ได้ดี ไม่ไปเลอะส่วนที่เป็นชิ้นงาน

มาลงรายละเอียดกันเป็นส่วนๆได้ดังนี้ครับ

ด้านบนตังเครื่องเป็นลักษณะหน้าต่างเปิดปิดได้ ไม่เกะกะ

แกะกล่อง โครงสร้างภายนอก
กล่องของเครื่อง Flashforge Creator3 มีขนาดค่อนข้างใหญ่ 755*629*732mm ใส่รถเก๋งธรรมดาไม่ได้ต้องเป็นแบบ hatchback เปิดท้าย หรือ รถกระบะ / การแพคเครื่องมีการหุ้มกันกระแทกด้วยวัสุดโฟม / ตัวเครื่องเป็นทรงกล่องสี่เหลี่ยมขนาด 627 * 485 * 615mm จากน้ำหนักเครื่อง 40Kg ควรว่าบนโต๊ะที่แข็งแรง / ด้านหน้าตัวเครื่องเป็นหน้าต่าง ด้านข้างเป็นที่ใส่เส้นพลาสติกทั้งสองด้านสำหรับหัวซ้ายและขวา เป็นที่เก็บมิดชิด ด้านหลังของตัวเครื่องเป็นสวิทซ์เปิดปิดตัวเครื่อง ช่องต่อสาย LAN ช่องเสียสายไฟ และช่องออกของพัดลดระบายอากาศ+แผ่นกรองอากาศ

กล่องค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับรุ่นอื่นๆ

โครงสร้างภายใน
โครงสร้างด้านในตัวเครื่องโครงด้านในเป็นวัสดุโลหะแผ่นตัดขึ้นรูปด้วยเลเซอร์ รางสไลด์ข้อต่อส่วนที่เคลื่อนที่ทำจากอลูมิเนียมขึ้นรูป (หลายยี่ห้อยังใช้เป็นพลาสติกอยู่) ดูแข็งแรงทนทาน หัวฉีดเป็นอิสระต่อกันออกแบบเป็นก้อนของใครของมัน มีส่วนเช็ดเส้นส่วนเกินทั้งสองด้านพร้อมภาชนะเก็บเศษพลาสติกส่วนเกิน (สามารถถอดออกไปทิ้งได้) ด้านเสาขวาของตัวเครื่อง(มองจากเครื่องออกมาด้านนอก) มีกล้องวิดีโอ ส่วนฐานพิมพ์สามารถถอดออกจากแท่นทำความร้อนได้ สะดวกในการเอาชิ้นงานออกจากเครื่อง (มาแกะชิ้นงานนอกเครื่องไม่ต้องแซะภายในเครื่อง)

2 หัวฉีดอิสระ — ทำอุณหภูมิได้ทั้ง 300c
หัวฉีดสองตัวแยกชุดทำความร้อน/ชุดฟีดของตัวมันเอง มีมอเตอร์ เคลื่อนที่บนแทนแกนY ของใครของมัน หัวฉีดทำความร้อนได้ 300c เป็นหัวแบบ All Metal สแตนเลสจึงสามารถทำให้พิมพ์เส้น Carbon Fiber และ PC Nylon ได้

หัวฉีด 2 หัวอิสระต่อกัน ชุดใครชุดมัน

พิมพ์ชิ้นงานสองชิ้นพร้อมกันใน Mode Mirror

หัวฉีดสแตนเลส All Metal ทำความร้อนได้ 300c รองรับวัสดุได้หลายหลายเช่น Carbon Fiber

ฐานพิมพ์ถอดออกจากตัวเครื่องได้ บิดเพื่อให้แกะชิ้นงานออกง่าย
ฐานพิมพ์เป็นพลาสติกขึ้นรูปสีดำมาพร้อมมือจับให้ถอดเข้า-ออกกับแท่นทำความร้อนได้ บนฐานพิมพ์ติดด้วย Build Sheet สามารถเปลี่ยน Build sheet ได้ ฐานพิมพ์สามารถบิดงอได้ เป็นข้อดีทำให้สามารถแกะชิ้นงานใหญ่ๆได้โดยการบิดที่ฐานพิมพ์

ฐานพิมพ์ถอดมาได้ / มาพร้อมกล้อง Build in

การพิมพ์ทั้ง 4 โหมด
เนื่องจากมีสองหัวฉีดอิสระต่อกัน หากใช้สองหัวพร้อมกัน จึงสามารถพิมพ์งานได้พิเศษใน 4โหมด
1. พิมพ์สองโมเดลพร้อมกัน เหมือนกัน (Duplicate)
2. พิมพ์สองโมเดลพร้อมกัน กลับด้านกัน ซ้าย-ขวา (Mirror)
3. พิมพ์ชิ้นงานสองสี (2 Colors)
4. พิมพ์ชิ้นงานกับ Support (Support Mode)

ชิ้นงานที่พิมพ์ออกมาจากเครื่อง Duplicate, Mirror, 2color, Support

พิมพ์ชิ้นงาน กับเส้น PVA ละลายน้ำ

interface Touchscreen
ตัวเครื่องควบคุมด้วยหน้าจอ Touch Sceen 4.5นิ้ว โดยแสดงสถานะการพิมพ์กราฟิกรูป สามารถปรับอุณหภูมิระหว่างพิมพ์ได้ ปรับเพิ่มลด Speed ระหว่างพิมพ์ได้เช่นกัน

สถานะการพิมพ์ สามารถปรับอุณหภูมิ ณ จุดเวลาใดๆก็ได้ในการพิมพ์ รวมถึงปรับเพิ่มลด speed

กล้อง Build-in
สามารถดูการทำงานของเครื่องจากระยะไกล ผ่านมือถือหรือ คอมพิวเตอร์ // Cloud Printing

การเชื่อมต่อ
ตัวเครื่องสามาถเชื่อมต่อด้วย 4ช่องทาง คือ ทาง Wifi, LAN, USB Flash drive, Cloud Printing

สรุป
ตัวเครื่องเหมาะกับผู้ใช้งานทั่วไป ค่อนไปทาง Professional อย่างบริษัทออกแบบหรือโรงงาน รองรับวัสดุได้หลากหลายทั่วๆไปเช่น PLA, ABS, HIPS และวัสดุ Engineer เช่น PVA, Carbon Fiber, PC, Nylon สองหัวฉีดอิสระทำให้สามารถพิมพ์ชิ้นงานได้เพิ่มเป็นสองเท่าในเวลาที่เท่ากัน สามารถทำเป็นโรงงานขนาดย่อมๆได้

สองหัวฉีดสามารถใช้ร่วมกับวัสดุเส้นละลายน้ำ Dissolvable filament สำหรับการพิมพ์ชิ้นงานที่ซับซ้อน ต้องใช้ Support ละลายน้ำ เครื่องมีความสามารถครบครัน

จุดเด่น
1. มีสองหัวฉีดอิสระ 2หัวช่วยกันพิมพ์ พิมพ์ชิ้นงาน 2ชิ้นพร้อมๆกัน, แยกหัวหนึ่ง อีกหัวพิมพ์หัวฉีดละลายน้ำ
2. หัวฉีดทำอุณหภูมิได้สูงถึง 300c และเป็นวัสดุสแตนเลส ทำให้รองรับการใช้วัสดุ Carbon Fiber, PC Nylon
3. สามารถปรับอุณหภูมิ หรือ ความเร็วจะระหว่างพิมพ์ชิ้นงานได้ เช่นพิมพ์ไปสักพักอยากให้พิมพ์เร็วขึ้นก็ปรับได้
4. บอกแบบเป็นเครื่องปิด หน้าต่าง หรือส่วนหน้าต่างด้านบนเปิดได้ ไม่เกะกะ
5. เชื่อมต่อได้หลากหลาย wifi, cloud, LAN, Flash Drive และกล้องดูสถานะชิ้นงาน online

จุดด้อย
1. หน้าจอสัมผัส ตอบสนองช้า หลายๆครั้งต้องกดหลายที
2. เครื่องใหญ่และหนัก ยกคนเดียวไม่ได้

3D PRINTER: สร้างหุ่นยนต์แมงมุม 4 ขา จากเครื่อง

3D PRINTER: สร้างหุ่นยนต์แมงมุม 4 ขา จากเครื่อง

วันนี้เรามาแนะนำการสร้างหุ่นยนต์แมงมุม 4 ขาที่ สามารถสร้างโครงสร้างตัวหุ่นยนต์ได้จากเครื่องพิมพ์ 3 มิติในที่นี้ทางเราได้ใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติ รุ่น FlashForge Guider IIs

เราจะมาแนะนำการใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติที่ใช้พิมพ์ในส่วนที่เราได้ทำการสร้างนั้นอาทิเช่น ลำตัว แขน ขา เป็นต้น ในส่วนของหุ่นยนต์แมงมุมนั้นเราได้นำไฟล์มาจาก www.thingiverse.com ซึ่งจะเป็นเว็ปไซต์ที่มีผู้ใช้งานและนักออกแบบอยู่ทั่วโลกมาแชร์ความรู้ แชร์ไฟล์มาให้เข้าเยี่ยมชมเว็ปไซต์และสามารถดาวน์โหลดเพื่อนำไปต่อยอดได้ ในส่วนของหุ่นยนต์แมงมุม 4 ขาที่ทางเราได้สร้างขึ้นมานั้นจะมีเพียงแค่ส่วนของตัวโครงสร้างและโปรแกรมที่ควบคุมตัวหุ่นยนต์ที่เราได้ใช้ตามผู้ออกแบบ ส่วนของบอร์ดควบคุมนั้นทางเราได้ใช้บอร์ดควบคุมที่แตกต่างจากผู้ออกแบบเนื่องจากบอร์ดที่ทางเราใช้สามารถหาซื้อได้ตามท้องตลาดภายในประเทศ ซึ่งโดยรวมแล้วสามารถใช้ได้ตามต้นแบบ

Spider Robotics สามารถนำไปเป็นต้นแบบของหุ่นยนต์สี่ขาเพื่อใช้ในการศึกษาและเรียนรู้เกี่ยวกับการออกแบบ การเขียนโปรแกรม ยังสามารถต่อยอดไปใช้ในงานอุตสาหกรรม อาทิ เช่น หุ่นยนต์ตรวจตรา หุ่นยนต์ช่วยเหลือ ในส่วนของตัวหุ่นยนต์นั้นจำเป็นอย่างมากที่จะต้องมีโครงสร้างซึ่งโครงสร้างสามารถสร้างได้จากเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ในที่นี้เราจะมาบอกรายละเอียดของส่วนประกอบต่างๆ ของตัวแมงมุมซึ่งทางเราใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติ รุ่น FlashForge Guider IIs ตัวเครื่องพิมพ์สามารถพิมพ์รายละเอียดได้ดีมากและ ผนวกเข้ากับบอร์ดควบคุมได้ เรามาเริ่มดูขั้นตอนการทำกันเลยครับ

สามารถดาวน์โหลดไฟล์หุ่นยนต์แมงมุม 4 ขาได้ตามลิงค์ https://www.thingiverse.com/thing:2901132

ภาพที่ 1 แสดงไฟล์ส่วนโครงสร้างของตัวหุ่นยนต์แมงมุม 4 ขา

ภาพที่ 2 แสดงชิ้นส่วนโครงสร้างของตัวหุ่นยนต์แมงมุม 4 ขา ภายในโปรแกรม FlashPrint

     

ภาพที่ 3 แสดงการตั้งค่าความละเอียดก่อนทำการพิมพ์ขึ้นรูป 3 มิติ

วีดีโอที่ 1 แสดงการทำงานของเครื่องพิมพ์ Guider IIs

รายการอุปกรณ์ที่ใช้

1. 18650 Battery พร้อมรางถ่านเดี่ยว :  1 ชุด

2. Arduino Nano Expansion Shield :  1 บอร์ด

3. Arduino Nano Shield :  1 บอร์ด

4. SG90 Micro Servo Motor :  12 ตัว

5. สายไฟ สายแพรจั๊ม Bread Board :  1 แพ็ค

ภาพที่ 4 แสดงตัวอย่างอุปกรณ์ที่ใช้ประกอบทำหุ่นยนต์แมงมุม 4 ขา

  • ขั้นตอนต่อไปหลังจากที่เตรียมอุปกรณ์ทั้งหมดเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ทำการประกอบตัวหุ่นยนต์ให้เป็นรูปเป็นร่างกันครับ

วีดีโอที่ 2 แสดงการประกอบบอร์ดควบคุมและ Servo Motor ที่ตัวหุ่นยนต์

*ข้อสังเกตุ* จะเห็นได้ว่าบอร์ดที่เราใช้นั้นไม่เหมือนกับผู้ออกแบบจึงต้องมีการดัดแปลงของโครงสร้างเล็กน้อยและทำการอัพโหลดโปรแกรมเข้าไปยังบอร์ดควบคุม Arduino Nano ก่อนทำการติดตั้ง

ดาวน์โหลดไฟล์ Arduino เพื่ออัพโหลดโปรแกรมไปยังบอร์ดควบคุมสำหรับหุ่นยนต์แมงมุม 4 ขาได้ตามลิงค์นี้ครับ https://github.com/manic-3dprint/ez-arduino-spidey

ภาพที่ 5 แสดงภาพการประกอบบอร์ดควบคุมทั้ง 2 ตัวเข้าด้วยกันจะได้ดังภาพและ ทำการติดตั้งบอร์ดควบคุมนี้ลงไปที่ตัวโครงสร้างแทนบอร์ดสีเขียวของผู้ออกแบบใน วีดีโอที่ 2

วีดีโอที่ 3 แสดงการประกอบ Servo Motor ตามแขนและขาของหุ่นยนต์และนำมาประกอบรวมกันกับตัวหุ่นยนต์

วีดีโอที่ 4 แสดงการติดตั้งสายไฟ Servo Motor เข้ากับบอร์ดควบคุม

  • ลำดับการติดตั้ง Servo Motor เข้ากับบอร์ดควบคุม

D2 ต่อกับ กระดูกต้นขาด้านขวาหน้า

D3 ต่อกับ กระดูกด้านหน้าแข้งขวา

D4 ต่อกับ กระดูกด้านหน้าสะโพกขวา

D5 ต่อกับ กระดูกต้นขาด้านขวาหลัง

D6 ต่อกับ กระดูกด้านหลังแข้งขวา

D7 ต่อกับ กระดูกด้านหลังสะโพกขวา

D8 ต่อกับ กระดูกต้นขาด้านซ้ายหน้า

D9 ต่อกับ กระดูกด้านหน้าแข้งซ้าย

D10 ต่อกับ กระดูกด้านหน้าสะโพกซ้าย

D11 ต่อกับ กระดูกต้นขาด้านซ้ายหลัง

D12 ต่อกับ กระดูกด้านหลังแข้งซ้าย

D13 ต่อกับ กระดูกด้านหลังสะโพกซ้าย

วีดีโอที่ 4 แสดงขั้นตอนการต่อสายที่ A5 เข้ากับ 3.3V ก่อนเริ่มต้นการ Caribrate Servo Motor หลังจากต่อสายเสร็จเรียบร้อยแล้วทำการจ่ายไฟให้กับตัววงจรควบคุมที่ 5V และ GND

วีดีโอที่ 5 แสดงขั้นตอนการ Caribrate Servo Motor คือการตั้งค่าเริ่มต้นของ Servo Motor เข้ากับชุดโครงสร้างตัวและแขนขาของหุ่นยนต์เมื่อทำการตั้งค่าเสร็จแล้วก็ให้นำสายที่ต่อระหว่าง A5 และ 3.3 V ออก

ทำการติดสวิตซ์ให้กับตัวหุ่นยนต์เพียงเท่านี้ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อยแล้วครับ

วีดีโอที่ 5 แสดงขั้นตอนการติดสวิตซ์และประกอบก่อนเริ่มทำงาน

วีดีโอที่ 6 แสดงการใส่ Battery 18650 และการทำงานของหุ่นยนต์แมงมุม 4 ขา

ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดบังคับผ่านแอพพลิเคชั่นในมือถือหรือรีโมทคอนโทรลได้นะครับ

ติดตามเทคโนโลยีและความรู้ใหม่ได้ที่ www.print3dd.com

 

 

 

อัพเดท PreForm 2.19.0

อัพเดท PreForm 2.19.0

PreForm 2.19.0 — November 27, 2018

* แนะนำให้ update*

ในเวอร์ชั่นใหม่นี้ ได้เพิ่มความเร็วในการพิมพ์ dental surgical guides, ลดขนาดของจุดสัมผัส support สำหรับงานที่มีรายละเอียดเล็ก ๆ , ปรับปรุงการตั้งค่าสำหรับเรซิ่น Castable Wax Resin และปรับปรุงคุณภาพการพิมพ์สำหรังงานพิมพ์ขนาดใหญ่

ความสามารถที่เพิ่มขึ้น

  • เพิ่มความละเอียดที่ 100 ไมครอนสำหรับเรซิ่น Dental SG (FLDGOR01) ใน Form 2 ทำให้พิมพ์ได้เร็วขึ้น 100% สำหรับ single site quadrant surgical guides
  • สามารถลดขนาดของจุดสัมผัส support ลงไปได้ถึง 0.1 มม. เพื่องานที่มีรายละเอียดสูง และยังใช้ร่วมกับจุดสัมผัสขนาดใหญ่ในตำแหน่งอื่นๆ ของโมเดลได้ด้วย
  • แสดงรูปตัวอย่าง (thumbnail) ของไฟล์รูปแบบ FORM ใน Windows เฉพาะไฟล์ที่ถูกบันทึกในเวอร์ชั่น 2.19.0  จากเดิมแสดงในระบบ Mac เท่านั้น

ความสามารถที่ปรับปรุงใหม่

  • ปรับปรุง Layer height ที่ 50 ไมครอนสำหรับ Castable Wax (FLCWPU01) ในเครื่อง Form 2 ใช้ได้กับการพิมพ์ครอบฟัน สะพานฟัน และฟันปลอมบางส่วนแบบถอดได้ และยังคงความละเอียดในการพิมพ์งาน Jewelry  
  • ปรับความเร็วในการคำนวณโมเดลชิ้นใหญ่ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น
  • ปรับปรุงการใช้งานในเครื่องระบบ Mac ให้ใช้งานได้ในรุ่น Mac OSX 10.9 เป็นต้นไป
  • เปลี่ยนคำเรียก “base” ให้เป็นคำว่า “raft.” ซึ่งเป็นแผ่นเรียบๆ ที่สร้างขึ้นเพื่อให้งานติดกับแท่นพิมพ์ “base” จะใช้เรียกส่วนของโมเดลที่จะหันเข้าหาแท่นพิมพ์เมื่อใช้คำสั่ง “On Build Platform” ที่มีในรุ่น 2.18
  • ปรับปรุง link ที่ผ่านไปยังเวบ support.formlabs.com สำหรับเครื่องพิมพ์ Form 1+ และ Form 2

รายละเอียดเพิ่มเติมติดตามได้ที่นี่  https://formlabs.com/blog/preform-219-faster-surgical-guides-smaller-touchpoints/?utm_source=facebook&utm_medium=social&utm_campaign=dental-nov2018

เทคโนโลยีต้นทุนต่ำในการผลิตอวัยวะเทียม

เทคโนโลยีต้นทุนต่ำในการผลิตอวัยวะเทียม

มีคนนับสิบล้านคนที่เป็นผู้พิการ ส่วนใหญ่คนเหล่านั้นอยู่ในประเทศกำลังพัฒนา และมีจำนวนไม่น้อยที่ยังเป็นเด็ก

ที่โรงพยาบาล CoRSU ในประเทศยูกานดาเป็นศูนย์ช่วยเหลือผู้พิการแห่งหนึ่ง ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากองค์กร Nia Technology ในการพัฒนาการผลิตอวัยวะเทียมให้ดีขึ้น

แต่เดิมที่โรงพยาบาลนี้ใช้วิธีผลิตด้วยมือทั้งหมดทุกขั้นตอน ตั้งแต่การหล่อปูนปลาสเตอร์เพื่อทำเบ้าแขน-ขา การหุ้มฟองน้ำ และอื่นๆ ซึ่งขาเทียมแต่ละชุดจะใช้เวลาทำประมาณหนึ่งสัปดาห์ ซึ่งไม่ทันต่อความต้องการใช้งาน

องค์กร Nia Technology ได้นำเอาเครื่องสแกนเนอร์สามมิติ เครื่องพิมพ์สามมิติ และโปรแกรมสามมิติ มาช่วยในการผลิต อวัยวะเทียม ซึ่งสามารถช่วยให้ทำเสร็จได้ภายในวันเดียว โดยสแกนเนอร์เป็นยี่ห้อ Sense ของ 3D Systems ราคาไม่แพง และโปรแกรม Meshmixer ซึ่งเป็นโปรแกรมฟรี ทำให้ศูนย์บริการอื่นๆ สามารถนำไปใช้ได้โดยไม่ต้องลงทุนสูง

มาดูวิดีโอของโครงการนี้ พร้อมด้วยการสาธิตการใช้ Meshmixer ในการนำมาทำเบ้าสวมแขน-ขาของผู้พิการ ซึ่งจากวิดีโอนี้จะเห็นได้ว่าไม่ยากเลย


รีวิวการใช้งานระบบ Polar cloud

รีวิวการใช้งานระบบ Polar cloud

สวัสดีครับ วันนี้ทาง print3dd มาแนะนำทำความรู้จัก polar cloud หรือเรียกง่ายก็คือระบบ cloud printing เราสามารถตั้งค่า สั่งพิมพ์ หรือแม้กระทั่งดูงานผ่านกล้องของเครื่องพิมพ์ได้ และที่สำคัญเพียงแค่มีอินเตอร์เนตเราก็สามารถสั่งพิมพ์งานจากที่ไหนก็ได้ ซึ่งเราสามารถใช้งานทั้งทางมือถือและคอมพิวเตอร์ จะเป็นอย่างไรไปดูกันเลย

01

เมื่อสมัครเสร็จแล้ว ให้คลิกที่ icon ด้านขวาบนของเว็บไซต์แล้วเลือก settings ในหน้านี้ให้เราจำ email และ pincode เพื่อไปใส่ที่ตัวเครื่องพิมพ์สามมิติ ในบทความนี้เราจะใช้เครื่อง Flashforge Adventerure3 ในการสาธิตวิธีใช้งานครับ

05

 

ต่อมาให้เปิด wifi ที่ตัวเครื่องพิมพ์สามมิติ และไปที่ polra cloud ในหน้านี้เราต้องใส่emailและ pincode ทีได้จากการสมัคร

(ทำการเปิดwifi)

3752

(เปิด PolarCloud เพีือใส่emailและpin code)

3751

เมื่อทำการตั้งค่าที่ตัวเครืองพิมพ์เสร็จแล้ว เราจะสามารถอัพโหลดงานผ่านระบบcloudได้แล้ว โดยเข้าหน้าเว็บไซต์ porlar cloud ให้เลือกที่ Explore และเลือก Objects 

888

คลิก upload โดยเราสามารถเลือกไฟล์จากเครื่องคอมพิวเตอร์หรือผ่าน Google Drive ก็ได้

55

ตรงนี้เราสามารถเลือกประเภทไฟล์ที่จะอัพโหลดได้ โดยให้กดตรงกรอบสีเหลี่ยมเพื่อเลือกไฟล์

02

(เลือกไฟล์เสร็จแล้วให้กดอัพโหลด)

03

เมื่ออัพโหลดเสร็จแล้ว ต่อมาให้ดูที่คำสั่งprintและกดตรงลูกศรในรูปเพื่อเลือกรุ่นเครื่องพิมพ์

07

คราวนี้เราสามารถตั้งค่าการพิมพ์ได้แล้ว โดนตรงนี้มีหลายส่วนที่สามารถตั้งค่าได้ดังนี้

-คำสั่งPLACEMENT ใช้เคลื่อนชิ้นงานปรับขนาดหรือหมุนตัวชิ้นงาน

08

-คำสั่งPRINT SETTINGS ใช้ตั้งค่าความละเอียดของตัวชิ้นงาน ตั้งความเร็วความร้อนของหัวฉีด ตรงนี้จะเหมือนกับเราใช้ Progarm Flashprint เลยครับ

09

-คำสั่งOPTIONS ในส่วนนี้จะมีการปรับUi Settingsของตัวเว็บได้ หรือแม้กระทั่งร้องขอให้ผู้อื่นพิมพ์งานให้โดยใช้ค่ำสั่งREQUEST

10

เมื่อตั้งค่าทุกอย่างเสร็จแล้วให้คลิกที่ PRINT ในหน้านี้เมื่อกด START ตัวเครื่องจะเริ่มพิมพ์งานทันที

13

จบไปแล้วนะครับ สำหรับการใช้งาน polar cloude ซึ่งเข้ามาช่วยให้การใช้งานเครื่องพิมพ์สามมิติสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น โดยด้านล่างนี้ผมจะแนบvdoการใช้งานระบบpolar cloudไว้ให้ เพืี่อไม่ให้พลาดข่าวสารใหม่ๆเพื่อนๆสามารถกดติดตามได้ที่ https://www.facebook.com/print3dd/ สำหรับวันนี้สวัสดีครับ

 

 

การใช้งานโปรแกรม 3DSlicer กับเครื่องพิมพ์ 3 มิิติเบื้องต้น

การใช้งานโปรแกรม 3DSlicer กับเครื่องพิมพ์ 3 มิิติเบื้องต้น

3DSlicerLogo-H-Color-1273x737

วันนี้ทาง Print3dd จะมาแนะนำโปรแกรม Slicer ที่เกี่ยวกับทางการแพทย์ นั้นคือโปรแกรม 3DSlicer ซึ่งความสามารถของโปรแกรมนี้ สามาถนำไฟล์ Dicom หรือ ไฟล์นามสกุล .dcm (ไฟล์dicom เป็นไฟล์ทางการแพทย์ ส่วนใหญ่จะได้มาจากการาสแกน MRI Scan หรือ CT Scan)

 

ตัวอย่างไฟล์dicom

12

โปรแกรม 3DSlicer เป็นโปรแกรม Freeware  สามารถ Download Program 3DSlicer ได้ที่นี่ https://www.slicer.org  

ก่อนเริ่มการใช้งานโปรแกรมเราจำเป็นต้องมีไฟล์ Dicom เสียก่อน แต่ถ้าหาไฟล์ไม่ได้เราสามารถใช้ไฟล์ตัวอย่างที่ติดมากับโปรแกรม 3DSlicer ได้เช่นกัน เมื่อเปิดโปรแกรมเราจะเจอกับหน้าต่างนี้ โดยเราสามารถ Download File ได้จากเมนู Download Sample Data ซึ่งจะมีไฟล์จำนวนหนึ่งให้เราทดลองใช้งาน

13

ตัวอย่างไฟล์

14

เมื่อเราเลือกไฟล์ทีต้องการได้แล้ว ให้เลือกไปที่คำสั่งSegment editor (ตรงที่วงกลมไว้ในภาพ)

02 -

 

ต่อมาให้เลือกคำสั่ง (1) Add และเราจะทำการเลือกส่วนที่ต้องการโดยใช้คำสั่ง(2) Threshold โดยในคำสั่งThreshold จะมีแถบคำสั่งทีั่ชื่อว่า Threshold Range ไว้กำหนดส่วนที่ต้องการทำให้ออกมาเป็นโมเดลสามมิติ ซึ่งจะต้องเลื่อนแถบสีฟ้าด้านล่างเพื่อกำหนดขนาดชิ้นงาน โดยอธิบายแบบเข้าใจง่ายๆคือ ยิ่งมีแถบสีเขียวขึ้นที่ตัวงานมามากเท่าไร เราจะได้เนื้องานของชิ้นงานสามมิติมากขึ้นเท่านั้น

06

ต่อไปเป็นขั้นตอนในการดึงงานจากไฟล์ dicom ให้เป็นชิ้นงานสามมิติ โดยใช้คำสั่ง(1) Show3d และกด (2) Apply เราจะได้งานออกมาเป็นโมเดลสามมิติ

07

ตัวอย่างงานที่ได้ออกมาเป็นชิ้นงานสามมิติ

15

 

เราสามารถนำโมเดลชิ้นนี้ออกไปพิมพ์ได้เลยหรือเราจะตัดเพียงบางส่วนออกไปพิมพ์ก็ได้โดยใช้คำสั่ง Scissors คำสั่งนี้สามารถลากตัดตัวชิ้นงานได้เลยครับ ง่ายมากๆ

08

ต่อมาเราจะทำการแปลงไฟล์ให้เป็นนามสกุล stl. โดยเลือกคำสั่ง Segmentations

8

 

เมื่อเลือกคำสั่ง Segmentations แล้วด้านล่างจะมีหัวข้อ (1) exprot/import models and labelmaps ให้เลือตรง output type เป็น models และเลือก (2) Export เมือทำเสร็จในขั้นตอนนี้ เราจะสามารถExportเป็นนามสกุล stl,objได้แล้ว

9

 

โดยเลือกที่ save จะขึ้นหน้าต่าง save scene and unaved data ให้เราเลือกได้เลยครับว่าจะเซฟเป็นนามสกุลอะไร เมื่อได้ไฟล์มาแล้วสามารถนำไฟล์นี้เข้าโปรแกรมของเครื่องพิมพ์สามมิติได้เลย

17

 

ลองนำไฟล์เข้าโปรแกรมflash print

18

 

จบลงไปแล้วนะครับสำหรับการใช้งานโปแกรม 3D Slicer เบื้องต้น จริงแล้วในโปรแกรมนี้ยังมีคำสั่งให้เลือกใช้อีกเยอะมาก เพื่อนๆคนไหนสนใจสามารถโหลดมาลองเล่นดูได้ครับ โดยผมจะลง vdo การใช้งานโปรแกรมตัวไว้ด้านล่าง สำหรับวันนี่้ขอตัวลาไปก่อน สวัสดีครับ

 

 

เจาะลึก Function ใหม่ๆ ใน FlashPrint 3.19.0

เจาะลึก Function ใหม่ๆ ใน FlashPrint 3.19.0

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา Flashforge ได้อัพเดท FlashPrint เป็นรุ่น 3.19.0 ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก โดยได้เพิ่มคำสั่งที่มีความสำคัญในการช่วยให้เครื่องพิมพ์ Flashforge ทุกรุ่นสามารถพิมพ์งานได้ดีขึ้น โดยที่การปรับปรุงทั้งหมดมีรายละเอียดดังนี้

1. เพิ่มความสามารถในการกำหนด layer height หลายๆ ค่าในหนึ่งโมเดลได้โดยอิสระ
2. เพิ่มการพิมพ์ Bridge ช่วยให้จุดที่โมเดลลอยตัวพิมพ์ได้ดีขึ้น
3. เพิ่มตัวเลือกในการระบายความร้อนมากขึ้น ทำให้ทำงานในจุดเล็กๆ ได้โดยไม่เกิดการย้วย
4. สามารถแสดง Thumbnail ของไฟล์ประเภท .fpp, .gx or .svgx ใน Windows
5. เพิ่มฟังก์ชั่นการคำนวนน้ำหนักของวัสดุที่ใช้พิมพ์โมเดลนั้นๆ
6. เพิ่มภาษา อาหรับ และเยอรมัน
7. เพิ่มคำสั่งหมุนไฟล์ประเภท .slc ในแนวแกน Z และ พลิก 180 องศาในแนวแกน X และ Y
8. สนับสนุนการพิมพ์แบบ Ditto ในเครื่อง Creator Pro
9. คำนวณเวลาในการพิมพ์งานของเครื่อง DLP ให้แม่นยำยิ่งขึ้น
10. การปรับปรุง และแก้ไขข้อบกพร่องอื่นๆ

เราจะมาดูคำสั่งเด่นๆ สักสามข้อที่เพิ่มขึ้นมาว่าช่วยอะไรเราได้บ้าง

Variable Layer Height:

จากเดิมที่เราสามารถตั้งค่าความสูงระหว่างชั้นได้เพียงค่าเดียวทั้งโมเดล ทำให้บางครั้งเมื่อต้องการความละเอียดสูงๆ ก็ต้องใช้เวลานานเกินไป หรือถ้าต้องการพิมพ์ให้งานเสร็จเร็ว ก็ต้องแลกด้วยความละเอียดที่น้อยลง แต่คำสั่ง Variable Layer Height จะช่วยให้เรากำหนดให้เครื่องพิมพ์ลดความละเอียดลง หรือเพิ่มความละเอียดให้มากขึ้นในส่วนที่เราต้องการในโมเดลเดียวกันนั้นได้อย่างง่ายดาย

วิธีกำหนดก็ไม่ยาก ก่อนอื่นต้องแน่ใจก่อนว่าเราเปิดใช้งานในโหมด Expert Mode แล้ว โดยคลิกที่เมนู File > Preferences จากนั้นเลือกที่แถบ Print ตรงบรรทัดที่เขียนว่า Printing Window Type ให้เปลี่ยนจาก Basic Mode ให้เป็น Expert Mode แล้วกด OK

Image 1

Image 2

เมื่อเตรียมโมเดลให้พร้อมพิมพ์แล้ว ให้กดปุ่ม [Print] หน้าต่างคำสั่งในการสั่งพิมพ์จะแสดงขึ้นมา จากนั้นให้เปลี่ยน Fixed Layer Height เป็น Variable Layer Height ดังนี้

Image 3

ถึงตรงนี้ปุ่ม [Edit Variable Layer Height] จะสามารถกดได้แล้ว ก่อนอื่นเราต้องตั้งค่า Layer height สูงสุดที่ต้องการก่อน เพราะเมื่อกดปุ่มนี้เราจะไปกำหนด Layer Height โดยคิดเป็น % ของค่าตั้งต้นนี้ พอกดปุ่มแล้วจะมีหน้าต่างใหม่ขึ้นมา เราจะกดปุ่ม [Add/Delete] เพื่อเพิ่มหรือลบตำแหน่งและความสูงของ layer ได้ตามต้องการ จากรูปเรากำหนดให้เมื่อพิมพ์ถึงความสูง 20 ม.ม. ให้เหลือ 85% ของความสูงตั้งต้น

Image 6

Image 8

เมื่อกำหนดเรียบร้อยแล้วโปรแกรมจะแสดงผลให้เห็นบนหน้าจอทันที ถ้าตั้งค่าเรียบร้อยแล้วก็กดปุ่ม Done เพื่อปิดหน้าต่างนี้ เมื่อดู Preview จะเห็นว่า layer ในแต่ละจุดไม่เท่ากันตามที่ตั้งไว้

Image 15

Image 10

เมื่อพิมพ์เสร็จแล้วจะเป็นแบบนี้

D7K_0815 small

Cooling:

นอกจากการตั้งค่าความสูงของ layer ได้หลายๆ ค่าแล้ว เรายังตั้งค่าการระบายความร้อน (Cooling) ที่ความสูงของโมเดลในตำแหน่งต่างๆ เพื่อไม่ให้เกิดความร้อนมากเกินไป (overheat) ได้ตามที่ต้องการได้ด้วย วิธีการก็คล้ายๆ กัน โดยเปิดเมนู Print แล้วเลือกแถบ Cooling

ในส่วนแรก Decelerate/Delay for Filament Cooling คือการกำหนดพื้นที่เป็นตารางมิลลิเมตร เมื่อพื้นที่ในการพิมพ์น้อยกว่านี้เครื่องจะลดความเร็วลงเพื่อให้มีเวลาระบายความร้อน หากยังไม่พอเราสามารถกำหนดค่าอีกอันหนึ่งในบรรทัดที่สอง เมื่อพื้นที่พิมพ์น้อยกว่าที่กำหนดนั้น เครื่องจะย้ายหัวพิมพ์ออกจากโมเดล และเรายังกำหนดเวลาที่ให้เครื่องรอนานเท่าไหร่ก่อนจะกลับมาพิมพ์ต่อ

นอกจากนี้เรายังกำหนดให้เครื่องพิมพ์เปลี่ยนค่าอุณหภูมิตามตำแหน่งที่ต้องการ เช่นเมื่อพิมพ์ถึงจุดที่มีพื้นที่เล็กๆ ก็ลดความร้อนลงเพื่อให้งานไม่ย้วย

เมื่อไม่ร้อนเกินไป ก็จะไม่มีการย้วย โมเดลออกมาสวยงามอย่างที่ต้องการ

D7K_0805 small

Bridge:

เป็นคำสั่งสุดท้ายที่เราจะมาดูกัน บางครั้งเมื่อโมเดลมีส่วนที่ลอยกลางอากาศ และมีลักษณะเหมือนสะพาน การสร้าง support มารับก็น่าจะเป็นทางออกที่ดี แต่หากเราไม่ต้องการสร้าง support ก็จะมีทางเลือกอีกทางหนึ่งคือการใช้คำสั่ง Bridge

โดยเลือกแถบ Others ในเมนูสั่งพิมพ์ จะมีตัวเลือกสามบรรทัดคืิอ เลือกเปิดใช้คำสั่ง Bridge หรือไม่ กำหนดพื้นที่ๆ คำสั่งนี้จะเริ่มทำงาน (ถ้าพื้นที่มากกว่าที่กำหนด) และความเร็วในการพิมพ์ช่วงที่ทำ Bridge

Image 17

การทำ Bridge ช่วยให้ลดการใช้ support ลงได้ แต่ก็อาจจะแลกมาด้วยพื้นผิวข้างใต้อาจจะไม่เรียบบ้าง

20171004_161958

20171004_173807

*************************************

 

FlashPrint 3.2.0 พร้อมให้ดาวน์โหลดแล้ว

FlashPrint 3.2.0 พร้อมให้ดาวน์โหลดแล้ว

downloadFlashPrint เป็น Slice Engine ที่มาพร้อมกับเครื่องพิมพ์สามมิติ Flashforge Dreamer ขณะนี้พัฒนามาถึงเวอร์ชั่น 3.2.0  แล้ว ในเวอร์ชั่นใหม่นี้มีอะไรใหม่บ้าง ลองมาดูกัน

ก่อนอื่นเลยการทำงานของโปรแกรมมีความรวดเร็วมากขึ้น เสถียรขึ้น และที่เห็นชัดเจนก็คือการจัดการกับ Supports โดยจะเห็นว่ามีปุ่มเพิ่มขึ้น

New 1

เมื่อกดปุ่ม Support จะมีปุ่ม Supports Options เพิ่มขึ้นมา ซึ่งจะมีตัวเลือกให้สองแบบ คือแบบกิ่ง หรือแบบเส้นตรงNew 2 New 3

แบบกิ่ง (Treelike)
Treelike

แบบเส้นตรง (Linear)Linear

เราสามารถ Save รูปแบบของ Supports เก็บไว้ใช้ได้ด้วยNew

ถัดมาคือตัวเลือกในการพิมพ์พื้น และฝาปิด เราสามารถเลือกแยกกันได้ตามความต้องการNew 4

ความสามารถอีกอันที่เพิ่มขึ้นมาคือการพิมพ์ลักษณะ Vase Mode หรือแบบแจกัน โดยโปรแกรมจะไม่พิมพ์ฝาปิดด้านบนให้ และตั้ง infill เป็น 0Vase mode 0 Vase mode 2

จบเพียงเท่านี้ครับ ลองโหลดมาเล่นกันดูครับ ไม่ผิดหวังแน่