fbpx

ลองทำเหยื่อปลอมสำหรับคนชอบตกปลาด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ

ลองทำเหยื่อปลอมสำหรับคนชอบตกปลาด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ

วันนี้เราจะมาทำเหยื่อตกปลาที่มีลักษณะคล้ายๆ ปลาจริงกัน ซึ่งนักตกปลามักจะใช้เหยื่อพวกนี้ตีล่อปลาที่อยู่ตามแหล่งน้ำต่างๆ อาจจะเป็นปลาช่อน ปลาชะโด ปลากระสูบ ปลายกราย ปลากระพงและอื่นๆ อีกมากมาย การตกปลานั้นจะมีปลายรูปแบบไม่ว่าจะใช้เหยื่อสด เช่น ไส้เดือน ไส้ เนื้อหมู กุ้ง ฯลฯ แบบใช้เหยื่อหมัก รำ ผลไม้ ขนมปัง และมีอีกเหยื่อเยอะมากมายที่นักตกปลาชอบใช้กันแล้วแต่ชนิดของปลาที่เลือกตก ส่วนเหยื่อปลอมที่เสมือนลูกปลาหรือปลาเล็กเป็นๆ นั้นจะนำมาตกปลาที่มีนิสัยเป็นนักปลาขนาดเล็ก โดยทั่งโลกนิยมเป็นอย่างมากที่เลือกตกปลาในรูแปบบนี้ถือว่าเป็นกีฬาชนิดหนึ่งเลย มีการจัดแข้งขันขึ้นด้วยทั้งในประเทศ และจ่างประเทศ ซึ่งเหยื่อปลอมนั้นปกติแล้วนักตกปลาจะใช่เป็นไม้กันซึ่งจะมีน้ำหนักที่เบาและแข็งแรง สามารถขัดแต่งได้ตามที่ตนเองต้องการบางชนิดก็เป็นยางที่เน้นความอ่อนไหว นิ่ม ดูพริวไหวระหว่างที่อยู่ในน้ำแต่ถ้านำเครื่องพิมพ์ 3 มิติเข้ามาช่วยทำล่ะจะได้ไหม!!  จะต้องมีความรู้อะไรเพิ่มเติมบ้างวันนี้เราจะมาอธิบายกัน และข้อแตกต่างของวัสดุทั้ง 2 ชนิดนี้แตกต่างกันไหม

เครื่องมือที่ต้องมีในการสร้างเหยื่อปลอม
1. เครื่องพิมพ์ 3 มิติ รุ่น Creator Pro 2
2. Fialment ABS
3. สีสเปร์ย (สีแล้วแต่ตามต้องการ)
4. Software 3D ออกแบบ
5. กระดาษ (เบอร์ 100, 400, 1000)
6. คีม
7. ตะกั่ว หรือลูกปืน
8. กาวร้อน
9. ลวด
10. ตะขอเบ็ด 3 ทาง

เริ่มขั้นตอนการออกแบบ
1. การออกแบบด้วย Software 3D หรือถ้าโดยปกติคือการเขียนวาดแบบด้วยดินสอหรือปากกา เพื่อนำไปทำชิ้นงานต่อ แต่อีกทางเลือกก็สามารถใช Software เข้ามาช่วยได้ซึ่งสำหารับหัวข้อนี้จะต้องทำการฝึกฝน แต่สำหรับคนที่เขียนแบบเป็นอยู่แล้วนั้นสบายมากๆ แต่คนที่ๆม่เคยก็ไม่ได้อยากมากให้เลือก Software สักตัวที่ตนเองถนัดนแล้วเริ่มการออกแบบได้เลย อาจจัทำการเขียนแบบขึ้นมาจากรูปภาพตัวอย่างหรือวาดลงบนกระดาษก่อนก็ได้ โดยที่ด้านในของเหยื่อปลอมนั้นจะต้องมีช่องที่ไว้ใส่ตะกั่วถ่วงน้ำหนักหรือสร้างเสียง และใส่ลวดเพื่อไว้แขวนตะขอเบ็ด 3 ทางการออกแบบนั้นจะต้องคำนึงถึงน้ำหนักที่ต้องการด้วยเพราะขนาดและน้ำหนักของเหยื่อปลอมนั้นมีผลต่อการล่อปลาให้มากินและสนใจ เมื่อเราออกแบบเสร็จแล้วนั้นจะต้องแบ่งให้เหยื่อปลอมนั้นออกเป็น 2 ส่วน ซ้ายและขวา ที่จริงนั้นเราจะใช้แค่ด้นาเดียวแต่ให้ง่ายต่อการออกแบบก็จะต้องออกแบบมาทั้ง 2 ด้านในครั้งเดียวแล้วนำมาตัดแบ่งครึ่งแทนส่วนแบบที่ผมนำมาทำนั้นจะดาวน์โหลดมาจากเว็ป www.thingiverse.com  ซึ่งเป็นเว็ปที่แจกไฟล์ 3 มิติแบบฟรีๆ ที่มีมากมายเลยทีเดียว

 

การออกแบบด้วย Software 3D ในการสร้างต้นแบบของเหยื่อ
การออกแบบด้วยการเขียนแบบลงบนกระดาษในการสร้างต้นแบบของเหยื่อ

2. การพิมพ์ชิ้นงานต้นแบบพลาสติก หรือถ้าโดยปกติแล้วจะทำโดยการตัด ขัด ไม้เพื่อให้เป็นรูปร่างชิ้นงานออกมาและนำไปตัดแบ่งครึ่ง แต่เมื่อเรานำเครื่องพิมพ์ 3 มิติ เข้ามาช่วยในการสร้างชิ้นงานแค่นำไฟล์ที่ได้จาก Software มาตั้งค่าการพิมพ์ วัสดุที่เลือกใช้งานจะเป็น ABS เพราะจะมีความแข็งแรงและทนความร้อนได้ดีกว่า PLA เพราะเมื่อเรานำเหยื่อปลอมได้่ใช้งานนั้นจะต้องโดนแดด มีทั้งความร้อน บางทีจะต้องทนต่อการกัดของปลาด้วยจะตั้งค่าการพิมพ์ที่ความละเอียด 0.2 mm/ชั้น ความเร็วที่ใช้พิมพ์ 50 mm/s ใช้เวลาในการพิมพ์อยู่ที่ประมาณ 1 ชั่วโมง วัสดุที่ใช้ยาว 6 เมตร น้ำหนัก 16 กรัม(รวมเนื้อ support ที่ต้องแกะทิ้ง) เครื่องที่เลือกใช้งานจะเป็น Flashforge Creator Pro 2 ซึ่งเป็นรุ่นใหม่มี 2 หัวฉีดที่ทำงานแยกกันหรือพูดง่ายๆ คือสามารถพิมพ์แบบ copy และ mirror กันได้นั้นเองช่วยลดเวลาในการพิมพ์ลงได้ในการพิมพ์งานที่มีรูปบบเหมือนกันเท่านั้นเพราะจะต้องขยับแกน y ในแนวเดียวกัน มีพื้นที่ในการพิมพ์อยู่ที่ 200*150*150 mm.

การสร้างชิ้นโดยใช้ไม้และร่างแบบบนกระดาษนำมาติดลงบนชิ้นไม้
วัสดุที่เลือกใช้พิมพ์เป็น ABS เพื่อเน้นแข็งแรง เวลาในการพิมพ์อยู่ที่ 1 ชั่วโมง
ขั้นตอนการสร้างชิ้นงานี้ด้วยเครื่องพิมพ์ Flashforge Creator Pro 2 พิมพ์แบบ Mirror สร้างชิ้นงาน 2 ชิ้น โดยใช้เวลาเท่าชิ้นเดียว

 

3. การประกอบ ขัด แต่งชิ้นงาน ก่อนทำการลงสี ในขั้นตอนนี้จะต้องใช้เครื่องมือค่อนข้างเยอะดัดลวดเพื่อจะใส่ไว้ในตัวของชิ้นงานโดยต้องสร้างห่วงไว้แขวนตัวเบ็ด จะเห็นได้ว่าที่ชิ้นงานระหว่างซ้านและขวาจะมีช่องว่างอันนี้ให้นำลูกปืน ลูกตะกั่วมาใส่ไว้เพื่อสร้างเสียงและถ่วงน้ำหนักให้กับตัวเหยื่อปลอม ส่วนเรื่องของการประกอบชิ้นงานด้านซ้ายและขวาจะใช้กาวร้อนในการติดชิ้นงานจากนั้นใช้ตัวหนีบขนาดใหญ่หน่อย เพื่อหนีบให้ชิ้นงานทั้ง 2 ด้านติดกันแน่นสนิทไม่มีช่องหรือรู ปล่อยไว้ให้แห้งและนำมาขัดผิวของชิ้นงานให้เรียบเพื่อให้ง่ายต่อการนำไปลงสีในขึ้นตอนต่อไป

การประกอบชิ้นงานด้านซ้าย และขวา ใส่ตะกั่วถ่วงน้ำหนัก
ขั้นตอนการขัดแต่งผิว และประกอบลวดตะขอสำหรับใส่ตัวเบ็ด

4. การลงสีรองพื้น และสีตัวงานจริง ในขั้นตอนนี้จะแล้วแต่ลวดลายของชิ้นงานที่ต้องการ สีที่ทางใช้จะเป็นสีกระป๋องแบบทั่วไปที่หาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาดร้านเครื่องมือช่าง โฮมโปร ไทวัสดุ เป็นต้น หรือถ้าจะให้ดีการลงสีได้ละเอียดมากยิ่งขึ้นแนะนำว่าหาเครื่องพ่น Airbrush ที่ต้องซื้อสีมาผสมและพ่นด้วยปั้มลมขนาดเล็กที่ให้การลงสีที่ละเอียดมากๆ ก่อนอื่นเลยหลังจากที่เราขัดผิวของชิ้นงานเรียบร้อยแล้วนั้นจะทำการลงสีรองพื้นก่อน 1-2 รอบ (ทางเราเลือกเป็นสีร้องพื้นพลาสติกใส) ต่อมาจะลงสีรองพื้นขาวหรือเทาเพื่อให้ง่ายต่อการลงสีอื่นๆ เช่น เหลือง เขียว ดำ เป็นต้น ตามลวดลายของเหยื่อที่ต้องการแต่อยากแนะนำว่าในการลงสีแต่ละกันนั้นอยากให้ลงสีรองพื้นเข้าไปด้วย เพราะจะทำให้สีของเหยื่อนั้นดูเป็นชั้นๆ แบบมีมิติมากยิ่งขึ้น เมื่อลงสีของเหยื่อนเรียบร้อยแล้วจะทำการเคลือบอีก 2-3 ชั้นเพื่อให้สีอยู่ทนมากยิ่งขึ้น

ขั้นตอนการลงสีให้กับตัวชิ้นงาน รองพื้น สีจริง และเคลือบ

5. การอบชิ้นงานให้แห้ง 100% ด้วยเครื่องอบ UV และ Temp การทำให้ชิ้นงานแห้งนั้นก็เป็นขั้นตอนที่สำคัญอย่างหนึ่งที่จะทำให้สีไม่เสียหายง่าย อาจจะนำไปตากแดดก็ได้เช่นกันแต่ทางเราจะใช่เครื่องอบชิ้นงานที่สามารถควบควมเรื่องของอุณหภูมิ และแสง UV ได้ โดยการตั้งเวลาในการอบก็จะทำให้สีแห้งได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น

การอบชิ้นงานด้วยเครื่อง Cure ที่สามารถควบคุม UV, Temp และ Time ได้

6. การใส่ตะขอเบ็ด และทดลองใช้งาน การทดลองใช้งานนั้นก็ต้องนำไปทดสอบกันอีกทีนะครับ อันนี้ทางเรายังไม่ได้ไปทดสอบว่าเป็นยังไงแต่พอนำตัวเหยื่อยไปลองชั่งน้ำหนักดูจะอยู่ที่ 20g ฏ้จะเหมาะกับคันเบ็ดที่มีความเเข็งขึ้นมาให้อีกระดับหนึ่งแต่พอใส่ตัวเบ็ดแล้วน่าจะเพิ่มน้ำหนักขึ้นมาอีก 1-2 g

น้ำหนักที่ชั่งได้อยู่ที่ 18g แต่ถ้าารวมตัวเบ็ดแล้วจะแยู่ที่ประมาณ 20g
ตัวเหยื่อหลังจากการลงสีและอบเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ตัวเหยื่อหลังจากการลงสีและอบเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ตัวเหยื่อหลังจากการลงสีและอบเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ตัวเหยื่อหลังจากการลงสีและอบเสร็จ ใส่ตัวเบ็ด
ตัวเหยื่อหลังจากการลงสีและอบเสร็จ ใส่ตัวเบ็ด

วีดีโอขั้นตอนการทำทั้งหมด

SurfSkate เลเซอร์แผ่นอะคิลิคแข็งแรงแค่ไหนมาดูกัน

SurfSkate เลเซอร์แผ่นอะคิลิคแข็งแรงแค่ไหนมาดูกัน

ขอตามกระแสการเล่นเซิร์ฟสเกตยอดฮิตในช่วงนี้หน่อย ซึ่ง Surfskate (เซิร์ฟสเกต) คือ กีฬาสไตล์เอ็กซ์ตรีมที่กำลังเป็นกระแสมาแรงในไทย เป็นการผสมผสานระหว่างการเล่นสเกตบอร์ดและการเล่นเซิร์ฟ โดยผู้เล่นจะต้องทรงตัวอยู่บนแผ่นไม้กระดาน บิดสะโพกเพื่อให้เกิดแรงเหวี่ยงในการควบคุมบังคับทิศทาง พร้อมทั้งใช้เทคนิคการถ่ายเทน้ำหนักที่เท้าในการเลี้ยวซ้าย-ขวา กลายเป็นการโต้คลื่นบกที่ต้องใช้ทักษะการทรงตัวสำหรับโชว์ลีลาการเล่น ปัจุบันความนิยมของ Surfskate (เซิร์ฟสเกต) ฮิตไปถึงเหล่าดาราคนดัง ที่หันมาฝึกเล่นและถ่ายรูปโพสต์ลงในโซเชียลมีเดีย ยิ่งทำให้คนไทยรู้จักกีฬาประเภทนี้มากขึ้นตามไปด้วย สำหรับมือใหม่ที่อยากจะเข้าวงการไถบอร์ด จะต้องเริ่มต้นด้วยการเลือกบอร์ดเซิร์ฟสเกตให้เหมาะสม ตามด้วยศึกษาวิธีเล่นเพื่อที่จะได้ฝึกเล่นได้อย่างคล่องแคล่ว

บอร์ดเซิร์ฟสเกตมีหลายราคาด้วยกัน มีตั้งแต่แบบธรรมดาราคาหลักพันกว่าบาท ไปจนถึงหลักหมื่นบาท ส่วนคนที่เชี่ยวชาญหรือระดับมืออาชีพ อาจเล่นบอร์ดที่ราคาหลักหมื่นขึ้นไปการเลือกซื้อบอร์ด ต้องคำนึงคุณภาพของส่วนประกอบต่างๆ เช่น ล้อ ฐานล้อ แผ่นกันลื่น แผ่นกระดาน ลูกปืน กระดาษทราย ฯลฯ ซึ่งแต่ละรุ่น แต่ละประเภทก็มีคุณสมบัติที่โดดเด่นแตกต่างกันออกไป นอกจากนี้ ลวดลายกราฟิกและสีสันเท่ๆ ก็ยังเป็นสิ่งที่ดึงดูดใจผู้ซื้อได้มากทีเดียว กระแสความนิยมเล่นเซิร์ฟสเกตในปัจจุบัน ทำให้เริ่มมีผู้รับเพนต์ลายกราฟิกและออกแบบบอร์ดตามใจคนเล่น เปิดให้บริการเพิ่มมากขึ้น

วิธีการเลือกขนาดของ Surfskate (เซิร์ฟสเกต) โดยทั่วไป

การเลือกขนาดของ SurftSkate ตามขนาดของผู้เล่น

ซึ่งโดยทั่วไปแล้วเราจะเห็นกระดานเซิร์ฟที่เป็นไม้กันซ่ะส่วนใหญ่ และอาจจะมีที่เป็นแผ่นอะคิลิคด้วยแต่ไม่ได้เยอะมากด้วยแบบที่เป็นแผ่นอะคิลิคนั้นคนมักจะกังวลว่าจะแข็งแรงไหม จะหักง่ายไหมวันนี้เราจะลองทำเซิร์ฟสเกตจากแผ่นอะคิลิคกันครับ แต่ก่อนที่จะเริ่มนั้นได้ไปถามคนที่เล่นเซิร์ฟสเกต หรือร้านที่ขาย เค้าจะแนะนำให้เลือกใช้ความหนาของแผ่นอะคิลิคที่ 15 มิลลิเมตร เพราะถ้า 10 มิลลิเมตร นั้นจะมีโอกาสที่จะหักได้ ดังนั้นเราจึงเลือกใช้ที่ความหนาที่ 15 มิลลิเมตร และก็เลือกขนาดตามตารางด้านบนคือ 30-32 นิ้ว ส่วนความกว้างของล้อด้านหน้าปละหลังคือ 17 นิ้ว การเขียนจะใช้โปรแกรม Illustrator เพื่อนำไปตัดด้วยเครื่อง Ray 9 Laser Cutter ที่สามารถมีพื้นที่การทำงานอยู่ที่ 900×600 มิลลิเมตร โดยใช้โปรแกรม RDWorks8 ในการป้อนคำสั่งตัดบอร์ดอะคิลิค

การเขียนจะใช้โปรแกรม Illustrator เพื่อนำไปตัดด้วยเครื่อง Ray 9 Laser Cutter
เครื่อง Ray9 Smart CO2 Laser – Cutter, Engraver (900*600mm)
Ray9 Smart CO2 Laser – Cutter, Engraver (900*600mm)
แผ่นอะคิลิคหนา 15 มิลลิเมตร
ทดลองประกอบชุดทรัลเช็คว่ารูน็อตตรงไหม
ลวดลายที่ทำการ Engraver ลึกหระมาณ 1 มิลลิเมตร
ขนาดบอร์ดแบบเต็มหลังตัดด้วยเครื่อง Ray9 Smart CO2 Laser – Cutter, Engraver เสร็จ
ความแข็งของอะคิลิคถือว่าดีมากสำหรับความหนา 15 มิลลิเมตร
ความแข็งของอะคิลิคถือว่าดีมากสำหรับความหนา 15 มิลลิเมตร
ความแข็งของอะคิลิคถือว่าดีมากสำหรับความหนา 15 มิลลิเมตร
ความแข็งของอะคิลิคถือว่าดีมากสำหรับความหนา 15 มิลลิเมตร
ความแข็งของอะคิลิคถือว่าดีมากสำหรับความหนา 15 มิลลิเมตร
ทดลองเล่น SurftSkate อะคิลิค

 

Support FF Foto 13.3

Support FF Foto 13.3

Download  – Software CHITUBOX ที่นี่ <—

Download  – คู่มือ FLlshforge FOTO 13.3 ที่นี่ <—

Download  – Profile Flashforge FOTO 13.3 ที่นี่ <—

 

การเริ่มต้นใช้งาน FF Foto 13.3 4Kการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นการบำรุงรักษา

**ข้อมูลในบทความนี้อาจจะต่างไปบ้าง เนื่องจาก update Firmware / software ใหม่ๆ**
1. การแกะกล่อง และการ Review 

2. การลงโปรแกรม โปรแกรมที่เราแนะนำคือ Chitubox หรือ FlashDLP สามารถหาไฟล์ install ได้จากการ Download 
**สำคัญมาก ต้องเลือก Machine เป็น “Foto 13.3**

ถ้าโปรแกรม Chitubox ให้ setting machine ตามนี้

หรือ import profile ตามวีดีโอนี้


3. การ Calibrate ฐานพิมพ์เข้าที่ Menu Move ของตัวเครื่อง Flashforge Foto 13.3 หรือดูตามวีดีโอนี้

4. การใช้ Software Chitubox 
บทความ Chitubox สอน

Tips ควรรู้
1. การพิมพ์งานแต่ละความละเอียดควรตั้งค่าเวลาในการฉายแสงไม่เท่ากันเพราะความหนาของแต่ละความละเอียดไม่เท่ากัน ตัวอย่างเช่น ความละเอียด 0.050 mm. Base time : 2.7s / Attach time 30s เมื่อเราเพิ่มความละเอียดเป็น 0.1 mm ก็ควรจะเพิ่มค่า Bas time และ Attach time ให้มากขึ้นตามความเหมาะสมเพราะความหนาของ resin มากกว่าเดิมการฉายแสงควรจะนานกว่าเดิมเช่นกัน แต่ถ้าพิมพ์ที่ความละเอียด 0.025 mm

 

แก้ปัญหาเบื้องต้น
1. เมื่อท่านประสบปัญหาพิมพ์งานแล้วไม่ติดแท่นพิมพ์ แก้ไขดังต่อไปนี้

การคาริเบทแท่นพิมพ์ให้มีระยะห่างที่เหมาะสมต่อการพิมพ์งานใหม่

2. เมื่อเกิดปัญหาแผ่นฟิล์มขาด หรือเป็นรอย หรือขุ่นมัว สามารถเปลี่ยนฟิล์มเองได้ตามวีดีโอนี้

3. เมื่อเกิดปัญหาตัวเครื่องพิมพ์ไม่อ่านไฟล์งานใน Flashdrive ให้ทำตามวิธีนี้

4. เมื่อเกิดปัญหาจอ LCD แตกหรือ pixel เสียเกิดเป็นรอยดำๆ สามารถเปลี่ยนได้ตามสีดีโอ

 

  1. ทำความสะอาดแท่นพิมพ์ให้สะอาด ไม่มีเศษชิ้นงานเก่าติดที่แท่นพิมพ์
  2. ทำความสะอาดจอ LCD ด้วยน้ำยาทำความสะอาด Display ทั่วไป
  3. ใส่น้ำมันหล่อลื่นหรือจารบีขาวที่แกน Z ของตัวเครื่อง

Support FF Foto 8.9

Support FF Foto 8.9

Download  – Software CHITUBOX ที่นี่ <—

Download  – คู่มือ FLlshforge FOTO 8.9 ที่นี่ <—

Download  – Profile Flashforge FOTO 8.9 ที่นี่ <—

 

การเริ่มต้นใช้งาน FF Foto 8.9 4Kการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นการบำรุงรักษา

**ข้อมูลในบทความนี้อาจจะต่างไปบ้าง เนื่องจาก update Firmware / software ใหม่ๆ**
1. การแกะกล่อง และการ Review 

2. การลงโปรแกรม โปรแกรมที่เราแนะนำคือ Chitubox หรือ FlashDLP สามารถหาไฟล์ install ได้จากการ Download 
**สำคัญมาก ต้องเลือก Machine เป็น “Foto 8.9**

ถ้าโปรแกรม Chitubox ให้ setting machine ตามนี้

หรือ import profile ตามวีดีโอนี้


3. การ Calibrate ฐานพิมพ์เข้าที่ Menu Move ของตัวเครื่อง Flashforge Foto 8.9 หรือดูตามวีดีโอนี้

4. การใช้ Software Chitubox 
บทความ Chitubox สอน

Tips ควรรู้
1. การพิมพ์งานแต่ละความละเอียดควรตั้งค่าเวลาในการฉายแสงไม่เท่ากันเพราะความหนาของแต่ละความละเอียดไม่เท่ากัน ตัวอย่างเช่น ความละเอียด 0.050 mm. Base time : 2.7s / Attach time 30s เมื่อเราเพิ่มความละเอียดเป็น 0.1 mm ก็ควรจะเพิ่มค่า Bas time และ Attach time ให้มากขึ้นตามความเหมาะสมเพราะความหนาของ resin มากกว่าเดิมการฉายแสงควรจะนานกว่าเดิมเช่นกัน แต่ถ้าพิมพ์ที่ความละเอียด 0.025 mm

 

แก้ปัญหาเบื้องต้น
1. เมื่อท่านประสบปัญหาพิมพ์งานแล้วไม่ติดแท่นพิมพ์ แก้ไขดังต่อไปนี้

การคาริเบทแท่นพิมพ์ให้มีระยะห่างที่เหมาะสมต่อการพิมพ์งานใหม่

2. เมื่อเกิดปัญหาแผ่นฟิล์มขาด หรือเป็นรอย หรือขุ่นมัว สามารถเปลี่ยนฟิล์มเองได้ตามวีดีโอนี้

3. เมื่อเกิดปัญหาตัวเครื่องพิมพ์ไม่อ่านไฟล์งานใน Flashdrive ให้ทำตามวิธีนี้

4. เมื่อเกิดปัญหาจอ LCD แตกหรือ pixel เสียเกิดเป็นรอยดำๆ สามารถเปลี่ยนได้ตามสีดีโอ

 

  1. ทำความสะอาดแท่นพิมพ์ให้สะอาด ไม่มีเศษชิ้นงานเก่าติดที่แท่นพิมพ์
  2. ทำความสะอาดจอ LCD ด้วยน้ำยาทำความสะอาด Display ทั่วไป
  3. ใส่น้ำมันหล่อลื่นหรือจารบีขาวที่แกน Z ของตัวเครื่อง

Support FF Foto 6

Support FF Foto 6

Download  – Software CHITUBOX ที่นี่ <—

Download  – คู่มือ FLlshforge FOTO 6 ที่นี่ <—

Download  – Profile Flashforge FOTO 6 ที่นี่ <—

 

การเริ่มต้นใช้งาน FF FOTO 6.0การแก้ไขปัญหาเบื้องต้นการบำรุงรักษา

**ข้อมูลในบทความนี้อาจจะต่างไปบ้าง เนื่องจาก update Firmware / software ใหม่ๆ**
1. การแกะกล่อง และการ Review 

2. การลงโปรแกรม โปรแกรมที่เราแนะนำคือ Chitubox หรือ FlasgDLP สามารถหาไฟล์ install ได้จากการ Download 
**สำคัญมาก ต้องเลือก Machine เป็น “Foto 6.0**

ถ้าโปรแกรม Chitubox ให้ setting machine ตามนี้

หรือ import profile ตามวีดีโอนี้


3. การ Calibrate ฐานพิมพ์เข้าที่ Menu Move ของตัวเครื่อง Flashforge Foto 6.0 หรือดูตามวีดีโอนี้

4. การใช้ Software Chitubox 
บทความ Chitubox สอน

Tips ควรรู้
1. การพิมพ์งานแต่ละความละเอียดควรตั้งค่าเวลาในการฉายแสงไม่เท่ากันเพราะความหนาของแต่ละความละเอียดไม่เท่ากัน ตัวอย่างเช่น ความละเอียด 0.050 mm. Base time : 2.7s / Attach time 30s เมื่อเราเพิ่มความละเอียดเป็น 0.1 mm ก็ควรจะเพิ่มค่า Bas time และ Attach time ให้มากขึ้นตามความเหมาะสมเพราะความหนาของ resin มากกว่าเดิมการฉายแสงควรจะนานกว่าเดิมเช่นกัน แต่ถ้าพิมพ์ที่ความละเอียด 0.025 mm

 

แก้ปัญหาเบื้องต้น
1. เมื่อท่านประสบปัญหาพิมพ์งานแล้วไม่ติดแท่นพิมพ์ แก้ไขดังต่อไปนี้

การคาริเบทแท่นพิมพ์ให้มีระยะห่างที่เหมาะสมต่อการพิมพ์งานใหม่

2. เมื่อเกิดปัญหาแผ่นฟิล์มขาด หรือเป็นรอย หรือขุ่นมัว สามารถเปลี่ยนฟิล์มเองได้ตามวีดีโอนี้

3. เมื่อเกิดปัญหาตัวเครื่องพิมพ์ไม่อ่านไฟล์งานใน Flashdrive ให้ทำตามวิธีนี้

4. เมื่อเกิดปัญหาจอ LCD แตกหรือ pixel เสียเกิดเป็นรอยดำๆ สามารถเปลี่ยนได้ตามสีดีโอ

  1. ทำความสะอาดแท่นพิมพ์ให้สะอาด ไม่มีเศษชิ้นงานเก่าติดที่แท่นพิมพ์
  2. ทำความสะอาดจอ LCD ด้วยน้ำยาทำความสะอาด Display ทั่วไป
  3. ใส่น้ำมันหล่อลื่นหรือจารบีขาวที่แกน Z ของตัวเครื่อง

CoroNaspresso การทดสอบ COVID-19 ในแคปซูลกาแฟ

CoroNaspresso การทดสอบ COVID-19 ในแคปซูลกาแฟ

พบกับการออกแบบแคปซูลที่ได้นำมาจากถ้วยกาแฟเล็กๆ ที่คนชอบดื่มกาแฟน่าจะเคยเห็นอยู่ปกติซึ่งได้นำมาทำการทดสอบ COVID-19 ด้วยแคปซูลกาแฟ ซึ่งเป็นความดังเดิมของนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Wageningen ที่อยู่ในประเทศเนอเธอร์แลนด์โยได้ตั้งใจว่าสิ่งนี้จะเข้ามาช่วยลดค่าใช้จ่ายในการทอสอบเชิ้อ COVID-19 ที่มีเป็นชุดขายอยู่ในท้องตลลาดปัจจุบัน พวกเขาจึงได้ใช้แคปซูลกาแหอลูมิเนียมเปล่าที่ได้ใช้งานแล้วมาทำความสะอาดและเปลี่ยนให้มันเป็นเครื่องปฏิบัติการทางเคมีที่มีขนาดเล็ก สิ่งที่ทำให้โครงการนี้น่าสนใจเป็นพิเศษนั้นคือพวกเขาได้นำเครื่องพิมพ์ 3 มิติ มาใช้ในการออกแบบด้วยโดยพิมพ์ออกมาเป็นฝาพลาสติกครอบบนแคปซูลอีกทีหนึ่งซึ่งสามารถบรรจุได้ 4 หลอด โดยทั้ง 4 หลอดนั้นจะทำการทดสอบเชื้อ COVID-19 พวกเขาได้ตั้งชื่อสิ่งนี้ว่า CoroNaspresso วีธีการตรวจคัดกรองแบบใหม่นี้สามารถเพิ่มจำนวนการทดสอบในแต่ละวันได้มากขึ้นเป็นอย่างมาก และสะดวกสบายด้วย ซึ่งราคาต้นทุนอยู่ที่ประมาณ 8 บาท
Vittorio Saggiomo เป็นนักเคมีชาวอิตาลีในกลุ่ม Bionanotechnology ที่มหาวิทยาลัย Wageningen ในเนเธอร์แลนด์เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาเขาได้จัการกกับปัญหาของการทดสอบ PCR โดยใช้เครื่องมือแบบ 3 มิติ เข้ามาช่วยพิมพ์เช่นกันซึ่งปัจจุบันนั้นการตรวจคัดกรองควรทำให้มันง่ายกว่าเดิมและราคาควรจะถูกลงด้วย เพื่อให้การผลิตเครื่องมือที่ใช้ในการตรวจสอบเชื้อนั้นมีจำนวนที่มากขึ้นได้ในอย่างรวดเร็วโดยการที่จะทำเช่นนี้ได้นั้นเข้าใช้การขยายสัญญาณไอโซเทอร์มอล (LAMP) แบบวนรอบซึี่งเป็นเทคนิคที่ต้นทุนต่ำในการตรวจสอบหาเชื้อโรคบางชนิด สามารถทำได้ที่อุณหภูมิคงที่ 65°C และไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ในห้องปฏิบัติการ โดยเฉพาะการตรวจน้ำลายจะถูกทำให้ร้อนและวัดด้วยการใช้ตัวบ่งชี้ pH จะเปลี่ยนสีหากมี Sars-CoV-2 ซึ่ง Vittorio Saggiomo ได้อธิบายว่า “การเปลี่ยนสีนั้นโดดเด่นมาก ตัวอย่าง ถ้าในเชิงลบคือจะเปลี่ยนสีชมพู และเชิงบวกจะเป็นสีเหลือง”

CoroNaspresso ชุดการทดสอบ COVID-19 ในแคปซูลกาแฟ
CoroNaspresso ชุดการทดสอบ COVID-19 ในแคปซูลกาแฟ

CoroNaspresso เป็นชุดทดลองที่ถูออกแบบขึ้นระหว่างถ้วยกาแฟแบบแคปซูลและฝาด้วยการพิมพ์แบบ 3 มิติ
ที่มาของผลงานนี้ ซึ่งผลิตภัณฑกาแฟนี้เราก็มีใช้กินเป็นประจำวันอยู่แล้ว ซึ่งเจ้าแคปซูลนี้ทำหน้าที่เป็นภาชนะที่สามารถใส่เข้าไปที่เครื่องชมกาแฟได้เลย ในแคปซูลนั้นเต็มไปด้วยวัสดุโดยเฉพาะ RT64HC ซึ่งเป็นผงกาแฟที่สามารถละลายได้ที่อุณภูมิระหว่าง 63 ถึง 65 ° C (145.4-149 ° F) ซึ่งราคาก็ไม่ได้แพงซ่ะด้วย ในกระบวนการหลอมละลายเจ้าผงกาแฟนั้นจะใช้เวลา 25 นาที (5 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร) และฝาที่เป็นจุดยึดจับใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติ ในการสร้างมันขึ้นมาโดยที่สามารถยึดเจ้าหลอดทดลองขนาด 200μl จำนวน 4 หลอดที่บรรจุตัวอย่างน้ำลายที่เก็บมาจากคนผู้ป่วย โดยวัสดุพลาสติกที่นำมาพิมพ์เป็นฝายึดจับหลดน้ำลายนั้นคือ Filamet ชนิด PLA ซึ่งมันสามารถทำขึ้นมาได้ง่ายๆ เลยถ้าคุณมีเครื่องพิมพ์ 3 มิติ อยู่ที่บ้านก็สามารถทำเองได้สบายๆ เพราะเครื่องพิมพ์ 3 มิติ นั้นทุกคนสามารถเข้าถึงเองได้ไม่ว่าจะที่บ้านหรือที่ทำงาน การที่จะผลิตฝาปิดนี้ขึ้นมานั้นสามารถสร้างได้จำนวนเยอะต่อการพิมพ์ 1 ครั้งเพราะชิ้นงานมีขนาดไม่ใหญ่
นักเคมีชาวอิตาลียังเน้นย้ำถึงความยั่งยืนของการทดสอบโดยได้กล่าวว่ามันสร้างของเสียออกมาน้อยมาก “1 แคปซูลนั้นสามารถใช้งานได้หลายครั้งโดยไม่สร้างของเสียที่ไม่ต้องการออกมา ถ้าเจ้าพลาสติกที่พิมพ์ออกมานั้นเสียก็สามารถนำไปหลอมและและนำไปพิมพ์แบบ 3 มิติ นำมาใช้งานใหม่ได้” อย่างไรก็ตามพลาสติก PLA นั้นสามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพได้ภายใต้เงื่อนไขบางประการเท่านั้นดังนั้นจึงไม่ควรทิ้งในธรรมชาติ

CoroNaspresso ชุดการทดสอบ COVID-19 ในแคปซูลกาแฟ

ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม Vittorio Saggiomo หวังว่าโครงการ CoroNaspresso ที่ตัวเองได้ทำขึ้นมานั้นจะก้าวไปสู่ขั้นตอนการผลิตได้โดยเชื่อมั่นว่าจะได้รับการอนุญาตให้มีการทดสอบแบบกระจายอย่างแพร่หลาย และมันจะอำนวยความสะดวกในการคัดกรอง COVID-19 ซึ่งนักเคมีได้เผยแพร่ขั้นตอนการผลิตเครื่องมือชุดนี้ของเขาไว้ด้วย ที่นี่…

ที่มา : https://www.3dnatives.com/en/

การนำ Einscan Pro ไปใช้ในงานศิลปะฝาผนังถ้ำในโคลอมเบียโดย ATEgroup

การนำ Einscan Pro ไปใช้ในงานศิลปะฝาผนังถ้ำในโคลอมเบียโดย ATEgroup

การใช้เครื่องสแกนเนอร์ 3 มิติ ได้เมีการนำไปใช้งานในหลายๆ ด้านอย่างบทความนี้ก็เช่นกัน ซึ่งในโคลอมเบียได้มีสถานที่ที่เป็นสิ่งสวยงามตามธรรมชาติอยู่มากมาย พร้อมทั้งภูมิประเทศนั้นมีสถานที่น่าทึ่งมากมาย และในเขต Sonsón (Department of Antioquia) มีสถานที่สวยงามมากๆ เป็นพื้นที่ที่แถบจะไม่เหมือนใครเลยทีเดียว แถบไม่อยากจะเชื่อเลยว่าจะเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงมันเหมือนกับในนิยายเลย ซึ่งสิ่งนั้นก็คือ Karst belt ของ Sonsón

Karst belt คืออะไร?
Karst belt คือการก่อตัวขึ้นระหว่างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากน้ำที่เป็นกรดทำปฏิกิริยากับหินปูนสร้างสารโซเดียมไบคาร์บอเนตซึ่งละลายน้ำได้ เมื่อน้ำที่ชั้นผิวดินและพื้นดินมาปะทะกันในรอยแยกของหินจึงทำให้เกิดการละลายและเกิดเป็นรูปร่างขึ้นมา สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ผู้คนที่มาพบเห็นชื่นชอบเป็นอย่างมากและควรค่าแก่การให้เยี่ยมชมต่อโลกภายนอก แต่ความงดงามจริงๆ ของสิ่งเหล่านี้มักจะซ่อนอยู่ภายในของมัน เพราะเมื่อสั่งเกตุที่ชั้นของเนื้อหินจะสามารถพบเศษหิวอ่อนได้ไอย่างชัดเจน ซึ่งหินอ่อนจะเป็นหินที่เกิดขึ้นขึ้นเมื่อหินปูนที่อยู่ภายใต้อุณหภูมิที่สูงๆ รวมกับความกดอาการสูง สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดการตกผลึกขึ้นมาเป็นรูปร่าง ตามภาพสถานที่ใน Sonsón ยังมีความลับซ่อนอยู่อีกประการหนึ่งซึ่งภายในถ้ำจะมีกำผนังกำแพงที่ถูกปกคลุมไปด้วย Petroglyph ที่คนรุ่นก่อนๆ ได้สร้างขึ้นมาเมื่อหายพันปีก่อน

สถานที่ทำการศึกษาภาพวากผนังถ้ำ

Petroglyph หรือเรียกอีกอย่างว่า “ศิลปะบนหิน” ทำหน้าที่เมื่อเครื่องมืที่จะสื่อสารจากคนรุ่นก่อนเมื่อหลายพันปีก่อนหน้านี้ ซึ่งในช่วงนั้นจะยังไม่มีดินสอและกระดาษ ก่อนที่เทคโนโลยีการสื่อสารของสมัยใหม่จะถือกำเนิดขึ้นมา การสรา้งภาพวาดบนผาผนังถูกวาดด้วยสีหรือการแกะสลักเป็นแบบนูนต่ำด้วยเครื่องมือของยุคหิน ภาพวาดเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติและควรแก่การการอนุรักษ์เป็นอย่างมาก ต้องขอบคุณพวกเขาเป็นอย่างมากที่ทำให้เรารู้ว่าบรรพบุรุษมีการสื่อสารกันอย่างไรในสมัยก่อนหน้านี้ และการสื่อสารตั้งแต่สมัครก่อนนั้นมีการพัฒนาอย่างไรบ้าง ซึ่งพวกเขาทไให้ได้เห็นสิ่งเหลานี้ได้อย่างชัดเจน

Petroglyph “El Búho”

การที่ได้พบแร่ที่มีค่า เช่น ทองคำมรกตเพชรหรือหินอ่อน ในสถานที่เหล่านี้มันก็กลายเป็นแหล่งขุดค้นที่ทำกันอย่างรวดเร็วนั้นทำให้สิ่งเเหล่านี้อาจจะถูกทำลาย ดังนั้นจึงมีคำถามที่ถูตั้งขึ้นมาว่า Petroglyph จะต้องถูกเก็ยรักษาไว้อย่างไรนขณะที่มนุษย์สามารถใช้ประโยชน์จากมันได้ไปพร้อมๆ กัน นอกจากนี้สิ่งที่มีผลต่อการเสียหายของ Petroglyph อีกอย่างก็คือสภาพอาการและภัยธรรมชาติทีมีผลต่อในระยะเวลาที่นานๆ วันเข้า สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ควรจะมองข้าม ปัญหาเหล่านี้พวกเขาจะแก้ไขมันอย่างไร เหล่านี้คือคำถามที่พวกเขาได้ไปพบเจอและคิดกันอยู่หลายวันเพื่อให้ได้ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับสิ่งที่ถือเป็นมรดกของมนุษยชาติ และสิ่งที่พวกเข้าคิดออกก็คือการนำเทคโนโลยีที่เรียกว่า 3D Scanner เข้ามาช่วยเกี่ยวกับปัญหาเหล่านี้
การใช้เครื่อง 3D Scanner เข้ามาช่วยแก้ปัญหาการเก็บรักษาสิ่งเห่านี้ได้อย่างไร
ปัจจุบันความลึก ความสูง และรูปร่าง และแม้กระทั้งแต่สีสามารถทำการเก็ยให้เป็นข้อมูลแบบดิจิตอลได้โดยใช้เทคโนโลยีการสแกน 3D การสแกน Petroglyph ให้ออกมาเป็นภาพ 3D เป็นวิธีที่ดีมากๆ สำหรับการรักษาศิลปะหิวพวกนี้ไว้และยังแบ่งปันข้อมูลให้ผู้อื่นได้แบบออนไลน์สำหรับการทำวิจัย อยู่ที่ไหนก็สามารถศึกษามันได้แต่ไม่ต้องมาที่สถานที่จริง เครื่องที่พวกเขานำมาให้เก็บข้อมูลแบบ 3D นั้นคือ Einscan Pro Plus เป็นเครื่องสแกนเนอร์ 3D จากค่าย Shining3d ที่ใช้แสงในการสแกนจับภาพให้ออกมาเป็นรูปทรงเรขาคณิตที่ซับซ้อน สามารถแสดงความลึกของวัตถุได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำและเสมือนจริงมากๆ

การใช้เครื่อง Einscan Pro Plus + color module
เครื่อง Einscan Pro Plus + color module

ผลลัพธ์ที่ได้จากการใช้เครื่อง Einscan Pro Plus นั้นออกมาได้ดีเป็นที่น่าพอใจอย่างมากซึี่งเมื่อทำการสแกนนั้น Software สามารถวิเคาระห์รายละเอียดและลักษณะเฉพาะจองการสแกน Petroglyph ได้อย่างละเอียด การนำเทคโนโลยีการสแกน 3D เข้ามาช่วยเก็บข้อมูลเหมือนกับกรทำสำเนาจากวัตถุงานจริงมาเป็นในรูปแบบข้อมูลดิจิตอลของ Petroglyph มันสามารถได้ทั้งความแม่นยำ และยังเป็นการปกป้องงานแกะสลักโบราณเหล่านี้ให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดจากการเข้าไปวิจัยของมนุษย์ เเละนอกจากนี้พวกเขายังอัพโหลดไฟล์ 3D ไปยังโลกออนไลน์ที่สามารถเข้าไปชมกันได้ สามารถดูตัวอย่างได้ที่นี่ : https://sketchfab.com/GRUTA

ผลลัพธ์ที่ได้จากการใช้เครื่อง Einscan Pro Plus + color module
ผลลัพธ์ที่ได้จากการใช้เครื่อง Einscan Pro Plus + color module
ผลลัพธ์ที่ได้จากการใช้เครื่อง Einscan Pro Plus + color module
ผลลัพธ์ที่ได้จากการใช้เครื่อง Einscan Pro Plus + color module

เกี่ยวกับ ATEgroup พวกเขามีประสบการณ์มากกว่า 20 ปีในด้านการใช้เทคโนโลยี 3D นำเสนอบริการจาการสแกน 3D เสมือนจริงทางด้านวิศวกรรมย้อนกลับและกาตรวจสอบทางมาตรวิทยาพวกเขาได้ทำงานให้กับลูกค้าและคู่ค้าทั้งในและนอกประเทศโคลอมเบีย บทความจาก SHINING 3D

The expedition team from ATEgroup

ออกแบบเคสนาฬิกาเอง!! ใช้งานเอง!! แบบง่ายๆ

ออกแบบเคสนาฬิกาเอง!! ใช้งานเอง!! แบบง่ายๆ

วันนี้เราจะมาว่าด้วยเรื่องของการออกแบบเคสนาฬิกาใช้งานเอง ซึ่งเอาจริงๆ เลยตอนแรกนั้นรุ่นน้องของผมเองที่ออฟฟิศใช้นาฬิกา รุ่น Xiaomi Amazfit GTS แล้วเกิดอยากได้เคสของนาฬิการุ่นนี้เพื่อไม่อยากให้ตัวเครื่องเป็นรอยก็ได้สั่งเคสจากใน shopee มาแต่ผลที่ได้คือเคสที่สั่งมานั้นใส่กับตัวของนาฬิกาไม่ได้ ก็เลยมีความคิดที่ว่าเราสามารถออกแบบตัวเคสเองได้นิเพราะ เรามีทั้งเครื่องสแกนเนอร์และเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ก็เลยลงมือทำเองซะเลย โดยหลักๆ แล้วการออกแบบนี้นั้นก็จะใช้สกิลและเครื่องมือพอสมควรอยู่นะครับ เดี๋ยวผมจะมาอธิบายการทำตั้งแต่เริ่มต้นกันเลยดีกว่า

ขั้นตอนของการสแกนนาฬิการต้นแบบ
เครื่องที่ผมเลือกใช้นั้นจะเหมาะกับงานที่มีขนาดเล็กเป็นหลัก และตัวเครื่องจะมีการทำงานที่ง่ายมากๆ คือเครื่อง Shining 3D AutoScan Inspec เราแค่คลิกเม้าส์ไม่กี่ครั้งก็ได้ตัวอย่างนาฬิกาที่จะไปทำเคสออกมาแล้ว ซึ่งตัวนาฬิกา Xiaomi Amazfit GTS นั้นจะเป็นสีดำจะทำให้เครื่องสแกนเนอร์ไม่สามารถสแกนได้ และหน้าจอเป็นกระจก ดังนั้นผมจึงใช้สเปรย์แป้งเพื่อให้ตัวนาฬิกามีสีที่สว่างและง่ายต่อการนำไปสแกนกับเครื่อง AutoScan Inspec เราก็แค่ใส่เข้าไปในแท่นจับของตัวเครื่องและก็กดสแกนตามปกติ เมื่อเราสแกนด้านที่ 1 ได้แล้วก้ให้พลิกตัวนาฬิกาขึ้นมาอีกด้านที่ยังไม่ได้สแกน จากนั้นโปรแกรมของเครื่องสแกนเนอร์จะทำการ align ตัวชิ้นงานให้เองอัตโนมัติ ซึี่งผมขออธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับเครื่องสแกนเนอร์ตัวนี้หน่อยคือสามารถสแกนงานได้ขนาดใหญ่สุดที่ 10*10*7.5 cm ให้ความละเอียดที่ตัวชิ้นงานได้ที่ 10um (0.01 mm) มีระบบการทำงานแบบ 3 แกนที่จะมุนตัวชิ้นงานเองอัตโนมัติ และใช้แสงในการสแกนเป็นแบบ Blue Light ส่วนนามสกุลไฟล์ที่เราได้จากการสแกนเสร็จนั้นคือ .STL หรือสามารถดูรีวิวเกี่ยวกับตัวเครื่องเพิ่มเติมได้ ที่นี่

AutoScan-INspec Desktop 3D Inspection System
รายละเอียดเกี่ยวกับตัวเครื่อง Autoscan-Inspec
พ่ยสเปรย์แป้งเพื่อให้ตัวงานสแสกนได้งานขึ้น ถ้าเป็นสีดำ มันเงา หรือใสจะสแกนไม่ได้
เริ่มการสแกนโดยตัวเครื่องจะหมุนชิ้นงานให้เราเองอัติโนมัติ
เมื่อสแกนเสร็จเรียบร้อยจะได้ไฟล์นามสกุล .STL ลักษณะตามนี้

ขั้นตอนการแก้ไข Revers Engineer โดยใช้ Solid Edge Software
มาถึงขั้นตอนนี้จะค่อนข้างยากนิดหนึ่งแต่สำหรับผู้ที่มีความสามารถทางด้าน Software การเขียน CAD 3D อยู่แล้วก็จะง่ายมากๆ เลยละครับ แต่สำหรับผมเองก็พอทำได้บ้าง ซึ่งเจ้า Software Solid Edge อันนี้จะเป็นตัวที่จะมีพร้อมๆ กับเครื่องสแกนเนอร์อยู่แล้วการใช้งานก็จะคล้ายๆ กับ SolidWorks เลยแต่เครื่องมือจะไม่ได้เหมือนกัน ไฟล์ที่เรานำมาเปิดเพื่อทำการ Revers Engineer ผมจะลดขนาดจาก Software ของเครื่องสแกนเนอร์ก่อนจาก 70MB ให้เหลืออยู่ 30MB เพราะว่าอะไร ถ้าไฟล์งานที่นำมาทำงานมีขนาดใหญ่เกินไปแน่นอนว่ากระตุกแน่ๆ ใน Software Revers Engineer ผมเลยเลือกที่จะลดให้ไฟล์เล็กลงแต่ความละเอียดของตัวงานนั้นจะยังเป็นที่ยอมรับได้อยู่เพราะเคสของนาฬิกาก็จะมีขนาดใหญ่กว่าตัวเรือนอยู่แล้ว ผมจะตั้ง Offset ของผิวงานให้ออกมาจากไฟล์ 3D scan ประมาณ 0.2-0.5 mm เพื่อชดเชยเมื่อนำไฟล์ที่ได้จากการ Revers Engineer นั้นไปพิมพ์ขึ้นตัวชิ้นงานจริงจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติในขึ้นตอนถัดไป การออกแบบผมเลือกที่จะทำเป็นชิ้นด้านบน และด้านล่างแยกกัน เพื่อป้องกันได้ทั้งตัวเรือนของนาฬิกาเราไปดูการออกแบบกันเลยดีกว่าครับ

Software Solid Edge ใช้ในการ Revers Engineer
Software Solid Edge ใช้ในการ Revers Engineer
Software Solid Edge ใช้ในการ Revers Engineer
Software Solid Edge ใช้ในการ Revers Engineer
ไฟล์งานที่พร้อมจะนำไปพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ
ไฟล์งานที่พร้อมจะนำไปพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ

ขั้นตอนการขึ้นรูปต้นแบบด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ
ในขั้นตอนนี้ผมจะใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติ ของค่าย Formlabs Form3 เป็นเครื่องที่ใช้ระบบ SLA ที่ให้ความละเอียดสูงที่ 25um(0.025mm) และมีน้ำยาให้เลือกหลากหลายในการใช้งานบางชนิดน้ำยาสามารถนำไปใช้งานได้จริงด้วยปต่ผมได้เลือกน้ำยาที่ใช้งานต้นแบบคือ Standard Clear ก็คือเรซิ่นชนิดธรรมดาแต่เป็นสีใส ก่อนอื่นเลยเมื่อเรานำไฟล์ที่ได้มานั้นมาจัดเรียกตำแหน่งที่เหมาะสม ผมจะเลือกเอียงงานให้จุดแรกที่ขึ้นตัวงานนั้นเป็นจุกที่เล็กทีสุดและด้านบนจะเป็นส่วนที่ผมจะไม่อยากให้ส่วนที่เรียกว่า Support ไปแตะโดนเพราะเวลาเราแกะ Support ออกนั้นจะต้องนำมาขัดออกเองก็เลยจะเลือกด้านที่เป็นจุดที่มีพื้นที่ผิวที่เยอะและเรียบไปสัมผัสกับส่วน Support ความละเอียดที่ผมเลือกคือ 100um (0.1 mm) ก็จะใช้เวลาในการพิมพ์ประมาณ 3-4 ชั่วโมง เมื่อเราพิมพ์เสร็จเรียบร้อยแล้วก็ต้องนำไปล้างด้วยน้ำยาล้าง IPA และผมจะรีบนำไปเป่าด้วยปั้มลมเพื่อให้ตัวงานไม่เกิดคราบจากการล้าง เมื่อแน่ใจว่าแห้งเรียบร้อยแล้วให้นำตัวชิ้นงานไปอบประมาณ 10-15 นาที อุณหภูมิ 50-60 องศา เพราะงานมีความบางแค่ 1 mm ความบางทีอบนานไปตัวงานจะหดตัวค่อนข้างเยอะและอาจจะกรอบแตกง่าย จากนั้นนำมาแกะ Support ออก ส่วนจุดที่เป็นลอยนู้นๆ จาก Support ผมจะใช้กระดาษทรายเบอร์ 250/400/1000 ในการขัดแต่ง และถ้าเราขัดเสร็จเรียบร้อยแล้วทุกคนจะสังเกตุเห็นว่าจะเป็นคราบขาวๆ ที่เกิดจากการขัดด้วยกระดาษทรายนั้นปมจะใช้น้ำมันหล่อลื่นทาที่ตัวงานแล้วนำไปอบแห้งอีกครั้งโดยใช้เวลา 10 นาที อุณหภูมิที่ 50 องศา ก็เพียงพอแล้ว

การจัดเรียงงานเพื่อนำไปพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ Form3
ชิ้นงานเมื่อพิมพ์เสร็จแล้ว นำไปเป่าด้วยปั้มลม
ชิ้นงานเมื่อพิมพ์เสร็จแล้ว นำไปเป่าด้วยปั้มลม
นำชิ้นงานมาขัดด้วยกระดาษทราย ลบลอย Support
นำชิ้นงานมาขัดด้วยกระดาษทราย ลบลอย Support
นำมาลองประกอบกับตัวเรือนนาฬิกาจริง
นำมาลองประกอบกับตัวเรือนนาฬิกาจริง
นำมาลองประกอบกับตัวเรือนนาฬิกาจริง

กระเป๋าไม้เก๋ๆ น่ารักแบบไม่เหมือนใครด้วย Laser cutter CO2

กระเป๋าไม้เก๋ๆ น่ารักแบบไม่เหมือนใครด้วย Laser cutter CO2

เอาใจสาวๆ หรือคนที่ชอบกระเป๋า ชอบการออกแบบเราจะขอชวนให้มาออกแบบกระเป๋าใช้งานเองง่ายๆ เพียงแค่ใช้โรแกรม Illustrator หรือโปรแกรมออกแบบเป็นกับงานร่วมกับเครื่อง Ray6 Smart CO2 Laser-Cutter ซึ่งไม่ว่าจะตัด แกะสลักลวดลายต่างๆ ก็สามารถทำได้สบายๆ ใครที่ไม่อยากจะใช้กระเป๋าแบบเดิมๆ แล้วลองเปลี่ยนมาเป็นไม้ดูสีของไม้นั้นช่างดูคลาสิกเสียจริงๆ ยิ่งมองยิ่งน่ารักอย่างเช่นเคยเราได้ออกแบบผ่านโปรแกรม Adobe Illustrator เช่นเคยเพราะเขียนเส้นแบบ Vector ได้ดีกว่าโปรแกรมอื่นๆ และใช้งานง่าย ขนาดกระเป๋าที่เราจะทำนั้นอยู่ที่ 12x20x5 เซนติเมตร ใช้ไม้กระดานที่มีความหนา 3 มิลลิเมตร

ออกแบบด้วยโปรแกรม Adobe Illustrator ให้เป็น Vector

รายการอุปกรณ์และเครื่องมือ
1. โปรแกรม Adobe Illustrator, RDWork หรือโปรแกรมอื่นๆ
2. ไม้กระดาน หนา 3 มิลลิเมตร
3. แม่เหล็กแผ่นกลม 4 อัน
4. เครื่อง Ray6 Smart CO2 Laser-Cutter
5. สายกระเป๋า (หนัง, ผ้า, ยาง)
6. กาวร้อน
7. กรรไกร

รูปภาพอุปกรณ์

ขั้นตอนการออกแบบ
เริ่มการออกแบบด้วยโปรแกรม Adobe Illustrator ใช้วาด vector เส้นตามที่เราต้องการจะตัดหรือแกะสลักลงบนไม้ขนาดที่เราออกแบบไว้จะอยู่ที่ 12x20x5 เซนติเมตร และได้ใส่ QR code ไว้ด้ยที่ด้านข้างของกระเป๋าจะสามารถสแกนเข้าไปที่เว็ปไซด์ของทางร้านเราได้เลยทันทีส่วนอีกด้านนั้นจะมีเป็น Logo ตามที่ออกแบบไว้ และที่เป็นฝาของกระเป๋าจะมีคำที่เป็นตัวอักษรเวลาเราพิมพ์กน็ปกติเลย แต่เมื่อจะทำการ save ออกมาใช้งานจะต้องเป็นให้เป็น vector เสียก่อนให้คลิกขวาที่ข้อความนั้นๆ แล้วเลือก create outline ถ้าไม่ทำขั้นตอนนี้เวลานำไปเปิดในโปรแกรม RDWork จะไม่มีข้อความปรากฏขึ้นมาให้ เมื่อออกแบบเสร็จแล้วให้ทำการ Export ออกมาเป็นนามสกุล .DXF

ขั้นตอนการสร้างไฟล์ Cutting ด้วยโปรแกรม RDWork
เปิดโปรแกรม RDWork ขั้นมาทำการ import ไฟล์ที่เรา export ออกมาจาก Adobe Illustrator เพื่อจะทำการเลือกส่วนที่ต้องการกำหนดให้มีการตัด แกะสลัก ตามจุดต่างๆ ที่เราต้องการโดยเราจะกำหนดดังนี้
-สีดำ กำหนดเป็น Cut /ค่าการใช้งาน Speed 10-15 mm/s, Power 90%
-สีแดง กำหนดเป็น Scan /ค่าการใช้งาน Speed 100 mm/s, Power 40%
-สีน้ำเงิน กำหนดเป็น Scan /ค่าการใช้งาน Speed 100 mm/s, Power 60%
เมื่อตั้งค่าตามนี้ได้เรียบร้อยแล้วก็กด SaveToUFile ออกมาเป็นนามสกุล .rd เพื่อนำไปเปิดในเครื่อง Ray6 Smart CO2 Laser-Cutter ในขั้นตอนการตัด

การตั้งค่าในโปรแกรม RDWork เพื่อจะตั้งค่าการเลือกตัดหรือแกะสลัก
การตั้งค่าในโปรแกรม RDWork เพื่อจะตั้งค่าการเลือกตัดหรือแกะสลัก

ขั้นตอนการตัดด้วย Ray6 Smart CO2 Laser-Cutter
นำ USBDrive มาเสียบที่ตัวเครื่อง Ray6 Smart CO2 Laser-Cutter และเลือกไฟล์ที่เราต้องการจะสั่งตัด จากนั้นนำปผ่นไม้กระดานไปวาง ณ ตำแน่งที่เหมาะสมของตัวเครื่องและสั่ง start ได้เลย เมื่อทำการตัดเรียบร้อยจะได้ชิ้นงานออกมาเป็นประมาณนี้













งานออกแบบ D.I.Y ชั้นวางของด้วย Ray6 Smart CO2 Laser-Cutter

งานออกแบบ D.I.Y ชั้นวางของด้วย Ray6 Smart CO2 Laser-Cutter

วันว่างๆ ก็ปิ๊งไอเดียดีๆกับงานออกแบบ ซึ่งต้องขอย้อนความไปก่อนเลยว่าทำไมถึงเกิดบทความนี้ขึ้นมาได้ เพราะได้เห็นเครื่องสแกนเนอร์ 3 มิติ ที่ทางร้านได้มีตั้งโชว์ไว้หน้าร้านเพื่อไว้ให้ทางลูกค้าดูหรือทดสอบโดยจะมีหลากหลายรุ่น เช่น Einscan Pro 2Xseries, Einscan Pro HD, Einscan H และ Einscan HX นั้นจะมีการวางไว้แบบไม่ได้เป็นระเบียบเลย บางทีสายก็พันกันไปมาจะใช้งานครั้งๆ หนึ่งต้องไปหยิบแกะออกมามันน่าจะเป็นสิ่งที่ดูไม่ดีถ้าลูกค้าที่เข้ามาชมสินค้าของทางร้านเราและอีกอย่างถ้าไม่วางหรือจัดเก็บตัวเครื่องไม่ดีนั้นอาจจะทำให้ตัวเครื่องได้รับความเสียหายได้ และประจวบเหมาะกับที่ทางร้านของเราเป็นผู้จำหน่ายทั้ง 3D Printer, 3D Scanner และ Laser cutter จึงมีความคิดว่าควรจะนำสิ่งที่เรามีนั้นมาออกแบบชั้นวางของดีไหมเครื่องสแกนเนอร์ที่วางโชว์หน้าร้านจะได้เป็นระเบียบเรียบร้อย เอาจริงๆ นะะถ้าใครที่กำลังมองหาเครื่องมือที่จะนำไปต่อยอดธุรกิจต่างๆ ที่กำลังจะเริ่มต้น หรือหาแนวทางอยู่สิ่งนี้ก็เป็นที่น่าสนใจอย่างมากเลยทีเดียว ในบทความนี้เราก็จะมาทั้งสอนทั้งรีวิวด้วยว่าเราทั้งเครื่องมืออะไรบ้างในการออกแบบชั้นวางของออกมาที่ได้เห็นดังภาพบางคนอาจจะนำไปทำตู้ใส่ของ โคมไฟ งานอาร์ตแบบแนวๆ ก็ได้เพราะเครื่อง Laser cutter มีหลากหลายขนาดและสามารถนำไปต่อยอดได้มากมาย เดี๋ยวเรามาเข้าเรื่องในการออกแบบกันเลยดีกว่าครับ จะมีขั้นตอนตามลำดับดังนี้เลย

1. การออกแบบ Design Products

การออกแบบทางเราจะออกแบบด้วยโปรแกรม Illustrator โดยขนาดที่ใช้จะ 600×400 มิลลิเมตร ที่สำคัญพยายามออกเป็นหน่วยมิลลิเมตรนะครับ เพราะว่าเมื่อนำไปเข้าโปรแกรมที่จะ cutting นั้นขนาดจะได้ไม่เพี้ยน การออกแบบด้วย Illustrator นั้นก็ใช้เครื่องมือวาดตามปกติเลย ถ้าใครที่ไม่ถนัดโปรแกรมนี้อาจจะใช้เคื่องมืออื่นได้สามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับตัวเครื่อง Laser cutter ในความคิดที่เราออกแบบนั้นชั้นวางจะต้องวางเครื่องสแกนเนอร์ที่เรามีได้ทั้งหมดที่เป็นแบบ Handheld ทั้ง 4 รุ่น Einscan Pro 2X series, Einscan Pro HD, Einscan H และ Einscan HX แล้วที่ด้านล่างของชั้นวางจะต้องมีช่องลิ้นชักที่ไว้เก็ยสายไฟ สายเชื่อมต่อUSB หรือ Marker สำหรับการใช้งานติดชั้นงานสแกนแค่ลิ้นชักสำหรับเก็บของนั้นยังไงพอเพราะเครื่องสแกนเนอร์บางรุ่นจะต้องใช้สเปร์ยแป้งหรืออุปกรณ์อื่นๆ อีกก็เลยออกแบบให้ที่ด้านลังของชั้นวางมีช่องวางเพื่อไว้ใส่ของอื่นๆ เพิ่มเติม ชั้นวางที่ได้อออกแบบไว้นั้นจะมีขนาด 300×500 มิลลิเมตร จากนั้นจะทำการ Export file ออกมาเป็น .DXF เพื่อนำไปเปิดในโปรแกรม RD Work ในขั้นตอนต่อไป

โปรแกรม Illustrator CC สำหรับการออกแบบ
Layout ต้นแบบชั้นวาง
ผนังด้านข้างซ้ายและขวา
ช่องแบ่งตัวเครื่องสแกนเนอร์ และผนังด้านหลัง
ช่องใส่ของที่เป็นส่วนของลิ้นชัก 2 ส่วน

2.การตั้งค่าเพื่อสั่งการตัดด้วย Laser Cutter รุ่น Ray6 Smart Co2 Laser ขนาด 600×400 มิลลิเมตร
โปรแกรมที่ใช้สั่งงานเครื่องรุ่นนี้จะใช้โปรแกรม RD Work (License แท้) รองรับไฟล์ที่เป็น CorelDraw, Photoshop, Auto CAD, illustrator, PLT, DST, DXF, BMP, DWG, AI, RD ซึ่งโปรแกรมนี้จะสามารถใชได้กับเครื่อง Laser Cutter ได้หลากหลายโดยเราสามารถกำหนดขนาดที่ต้องการจะทำงานได้ โดยขนาดที่เราจะใช้คือ 600×400 มิลลิเมตร ส่วนวัสดุที่เลือกใช้จะเป็นไม้กระดานขนาด 3 มิลลิเมตร กับแผ่นอคลิลิค 3 มิลลิเมตร ในโรแกรมเราสามารถเลือกการตั้งค่าได้ว่าเราจะ Cut,Scan, Dot, หรือ Pen เพื่อให้เหมาะสมกับรูปแบบของานที่เราต้องการซึ่งอันนี้ทางเราจะเลือกเป็น Cut เพราะต้องการตัดและนำแต่ลพชิ้นส่วนมาประกอบ



โดยหลักแล้วเราจะมีการปรับไม่ค่อยมากในโปรแกรม RD Work คือ
– จุดที่ (1) เป็น Layout ที่เราจะไว้ทำงานเหมือนขนาดที่เราจะตัดงานได้ แต่ไม่ควรจะวางชิ้นงานที่เราออกแบบไว้ใกล้กันมากเกินไป ปกติจะเว้นไว้ประมาณ 2 มิลลิเมตร
– จุดที่ (2) เป็นการตั้งค่าความเข้มของ Laser ส่วนมากถ้าตัดจะใช้ 90% แต่ต้องแล้วแต่กำลังของเครื่องแต่ละรุ่นด้วยของทางเราเครื่องมีกำลังที่ 60Watt ถ้าเครื่องที่มีกำลังเยอะกว่านี้อาจจะใช้ค่านี้น้อยลงตามลำดับก็สามารถตัดขาดแล้ว และยังสามารถเลือกความเร็วในการ cut ได้ด้วย
– จุดที่ (3) เป็นการกำหนดค่ากำลัง Laser และรูปแบบการทำงาน Cut,Scan, Dot, Pen ตามที่เราต้องการ สามารถกำหนดค่าหรือรูปแบบการยิ่ง Laser ได้หลายรูปแบบตาม Layer ของสีนั้นๆ ที่เราเลือกไว้ใน 1 file งานที่ต้องการทำงาน
– จุดที่ (4) เป็นการ Export ไฟล์ออกเพื่อนำไปสั่งงานที่เครื่อง Laser cutter

3. การใช้งานตัวเครื่อง Laser Cutter รุ่น Ray6 Smart Co2 Laser ขนาด 600×400 มิลลิเมตร
เรานำ USB Drive ที่ได้ save งานไว้มาเสียบที่ตัวเครื่องจากนั้นให้ copy file ลงที่ตัวเครื่องไฟล์ที่ใช้งานจะเป็น .rd ด้วยตัวเครื่องจะมาพร้อมกับตัวควบคุม Ruida 6445 รุ่นใหม่ ที่สามารถควบคุมการทำงานได้หลากหลายและง่าย หน้าจอใหญ่สามารถเห็นภาพก่อนที่จะสั่งเริ่มการ cut ได้ เครื่องตัดและแกะสลักด้วยเลเซอร์ชนิด CO2 รองรับทั้งการตัดและแกะสลัก วัสดุอโลหะ แผ่นพลาสติก, Acrylic, HIPS, Plywood, พลาสวูด, หนัง, ผ้า และ อื่นๆ ซึ่งที่จริงสามารถสั่งงานผ่าน Computer, USB Drive, LAN หรือ Wifi แล้วแต่ว่าเราจะสะดวกแบบไหนแต่ที่เราเลือกคือ USB Drive

4.การประกอบชั้นวางเครื่องสแกนเนอร์
การประกอบจะทำมาเป็นช่องๆ ไว้อยู่แล้วจนาดจะประมาณ 30*3 มิลลิเมตร จุดที่เป็นไม้นั้นจะใช้กาวร้อนในการเชื่อมต่อแต่ละชิ้นเข้าด้วยกัน ส่วนชิ้นที่เป็น Acrylic จะใช้น้ำยาเชื่อมพลาสติกในการติดลองดูในวีดีโอได้นะครับ