การสร้าง Origin จากโปรแกรม EXScan Pro V.3.3.0.2 เพื่อให้ง่ายต่อการ Reverse Engineering

การสร้าง Origin จากโปรแกรม EXScan Pro V.3.3.0.2 เพื่อให้ง่ายต่อการ Reverse Engineering

สวัสดีครับแจ้งข่าวดีสำหรับผู้ใช้งานเครื่องสแกนเนอร์ รุ่น Einscan Pro 2x Series ซึ่งได้มีการอัพเดทโปรแกรมมาใหม่เป็น Version 3.3.0.2 ที่จะมีการเพิ่มมฟังก์ชั่นการทำงานให้ครบมากยิ่งขึ้น ต้องขอย้อมความนิดหนึ่งนะครับ เมื่อก่อนที่จะเป็น version นี้นั้น ผู้ใช้งานที่ใช้เครื่องสแกนเนอร์ Einscan pro 2x series หรือ pro series อยู่นั้นนำงานที่ได้จากการสแกนไปใช้งานได้ยาก (งานรูปแบบ Engineer) เพราะ Origin ของงานที่เราสแกนออกมาเป็น .stl นั้น มันเพี้ยนแกน xyz อยู่ในำแหน่งที่มั่วไปหมด ไม่สามารถดึงเข้า plane ได้หรืออาจจะยากที่จะดึงเข้า plane ของโปรแกรม ต่อไปนี้ไม่ต้องกังวนแล้วนะครับ ทาง Engineer ของ shining ได้ทำการเพิ่มฟังก์ชั่นการทำ Origin ชิ้นงานเพิ่มมาให้แล้วซึ่งกว่าใช้งานนั้นง่ายมากๆ เลย ซึ่งโปรแกรม version นี้ก็ได้ปล่อยการอัพเดทออกาสักระยะหนึ่งแล้วนะครับ เป็นโอกาสดีที่ทางเราได้ลองใช้งานแล้วจึงนำข้อมูลมาแบ่งปันให้ทางผู้ใช้งานได้ทราบกันอาจจะมีบางท่านใช้เป็นอยู่แล้วก็สามารถลองเข้ามาอ่านได้เช่นกันนะครับ

 

(ภาพที่ 1)

โปรแกรม EXScan Pro V3.3.0.2 นี้สามารถเข้าไปดาวน์โหลดกันได้เลยที่เว็ปหลักของ Shining 3D  (ดาวน์โหลดคลิกที่นี่)

(ภาพที่ 2)

 

การใช้งานนั้นสามารถเลือกใช้ได้ทั้ง 3 mode ทั้ง Fixed scan, HandHeld HD scan และ HandHald Rapid scan นะครับ เมื่อเราทำการสแกนงานเสร็จเรียบร้อยแล้วให้คลิกปุ่มที่อยู่ด้านบนเขียนว่า Measurement พอทำการคลิดเข้ามาแล้วจะเจอกับอีกหน้าต่าง ที่มีเครื่องมือด้านขวามือเพิ่มเข้ามามีอะไรบ้างมาดูกันเลย จะแบ่งเป็นแต่ละหัวข้อและเครื่องมือให้นะครับว่าใช้งานกันอย่างไร

การสร้าง Origin
1. Create Feature
Create Feature คือการสร้าง Plane, Point และ Line ที่จะใช้เป็นเครื่องมือในการดึงชิ้นงานเข้าแกน Origin (xyz) ของชิ้นงานที่เราสแกน ซึ่งเมื่อคลิก Create Feature เข้ามาแล้วจะมีเครื่องมือแยกอีกแบ่งเป็น สร้าง Point, สร้าง Line และสร้าง Plane เครื่องมือเหล้านี้ไม่ได้จำกัดว่าจะต้องทำขั้นตอนที่ 1 เป็น Point หรือ Line ก่อนนะครับ สามารถใช้เครื่องไหนก่อนก็ได้แต่จะต้องสร้าง Feature ทั้งหมดนี้เท่านั้นเองเพื่อจะนำไปใช้งานตอนที่เราดึงชิ้นงานเข้าแกน Origin (xyz) มาดูการใช้งานกันเลยนะครับว่าเครื่องมือพวกนี้นั้นใช้งานกันยังไง
1.1) Plane คือการทำสร้างแผ่นหรือด้านโดยใช้ผิวของชิ้นงานเป็นด้่นอ้างอิงเพื่อจะให้รู้ว่าด้านนั้นๆ ของชิ้นงานมีลักษณะยังไงอยู่ด้านไหนบ้าง คลิกมาที่ Plane ก็จะมีเครื่องมือให้ใช้งานเพิ่มอีกในการทำ plane คือ
-3 Point Fit เป็นการเลือกจุด 3 จุดบนผิวของชิ้นงานสแกนเพื่อจะนำมาสร้าง Plane (ภาพที่ 3)
-Point-Line Fit เป็นการเลือก Point และ Line ที่เราสร้างขึ้นมาแล้วในการสร้าง Plane (ภาพที่ 4)
-Base Fit เป็นการวงหรือระบายสี(สีแดง) ลงบนผิวงานที่เราต้องการสร้าง Plane โดยกด Shift ค้างไว้จากนั้นคลิกซ้ายและวงผิวที่เราต้องการ (ภาพที่ 5)

(ภาพที่ 3)

(ภาพที่ 4)

(ภาพที่ 5)

 

1.2) Line คือการสร้างเส้น Vector แบบมีทิศทางพุงไปตามที่เรากำหนดแบบใช้กฎมือขวาเพื่อกำหนดทิศทาง พอคลิกมาที่ Line ก็จะมีเครื่องมือให้เลือกใช้งานโดยแบ่งเป็น (ภาพที่ 6-7)
-Plane-Plane เป็นการเลือก Plane ที่เราสร้างขึ้นมา 2 อันในการสร้าง Line โดยที่ทิศทางของหัวลูกศรนั้นจะอ้างอิงตามกฎมือขวา
-Plane-Point เป็นการเลือก Plane กับ Point เป็นเครืื่องมือในการสร้าง Line ขึ้นมาโดยทิศทางของหัวลูกศรจะไปตามทิศทางของ Plane

(ภาพที่ 6)

(ภาพที่ 7)

 

2.3) Point คือการสร้างจุดเพื่อให้มุมตัดของแกน Origin (xyz) เข้าไปแนบได้ โดยเครื่องมมือที่มีมาให้ในการสร้าง Point นั้นก็มีแยกออกมาเป็น 2 แบบด้วยกันโดยจะแบ่งเป็น (ภาพที่ 8-9)
-Select Point เป็นการกำหนดจุดเองโดยที่สามารถคลิกลงบนพื้นผิวของชิ้นงานสแกนได้เลย
-Line-Plane เป็นการสร้าง Point โดยเลือก Line กับ Plane เป็นเครื่องมือให้การสร้าง Point ขึ้นมา

(ภาพที่ 8)

(ภาพที่ 9)

 

2. Movement
Movement คือการดึงชิ้นงานที่เราสแกนมาเข้าแกน Origin (xyz) ของชิ้นงาน โดยใช้ Plane, Line และ Point แต่การดึงชิ้นงานเข้าแกน Origin นั้นสามารถทำได้ 2 แบบ Exact Movement และ 3-2-1 System Movement (ภาพที่ 10)
-Exact Movement เป็นการขยับชิ้นงานโดยขยับตามแกน x, y, z เข้ามาเองไม่ต้องใช้ Plane, Line และ Point ที่เราสร้างเมื่อสักครู่นี้ และก็สามารถหมุนชิ้นงานแบบรอบแกนได้ด้วย (ภาพที่ 10)
– 3-2-1 System Movement เป็นการดึงชิ้นงานเข้าแกนโดยใช้เครื่องมือ Plane, Line และ Point ที่เราสร้างขึ้นมาจากด้านบน แบบนี้จะสร้าง Origin ของชิ้นงานได้ดีกว่าสำหรับงานที่เป็นทางด้าน Engineer ต่างๆ โดยจะให้เลือก Plane ที่เราต้องการให้แกน xy เข้าไปแนบจากนั้นก็เลือก Line ที่เราต้องการนำแกนที่เราเลือกเข้าไปแนบด้วย และสุดทางเลือก Point คือจุดที่เป็นจุดตัดของแกน Origin (xyz) เข้าไปสัมผัสด้วย (ภาพที่ 11)

(ภาพที่ 10)

(ภาพที่ 11)

การวัด Distance, Surface area และ Volume
เมื่อเราเลือกเครื่องมือเสร็จแล้วก็ทำการสร้างแค่นี้เราก็จะได้ Origin ของชิ้นงานใหม่แล้วง่ายใช่ไหมครับ แต่เครื่องมือที่ทาง Shining 3D นั้นเพิ่มเข้ามายังไม่หมดแค่นี้นะครับ ยังมีการวัดขนาดและวัดปริมาตรของชิ้นงานเพิ่มเข้ามาอีกด้วย สะดวกใช่ไหมครับทีนี้เมื่อเราสแกนงานเสร็จแล้วก็สามารถวัด Distance ของชิ้นงานได้เลยครับ จากที่ลองวัดขนาดเปรียบเทียบกับชิ้นงานจริงซึ่งได้ทำการสแกนแบบ Fixed scan โดยจะได้ความละเอียดสูงสุดอยู่ที่ 40 ไมครอน ลองดูตามภาพด้านล่างนะครับ

(ภาพที่ 12)

(ภาพที่ 13)

(ภาพที่ 14)

(ภาพที่ 15)

(ภาพที่ 16)

(ภาพที่ 17)

(ภาพที่ 18)

(ภาพที่ 19)

 

สามารถรับชมวีดีโอการใช้งานได้จะแสดงให้เห็นการสแกนชิ้นงานแบบ Fixed scan, การสร้าง Plane, การสร้าง Point, การสร้าง Line, การวัด Distance และ การแสดง Volume ของชิ้นงานที่ได้จาการสแยก

New Balance ร่วมมือกับทางFormlabs สร้างพื้นรองเท้าจาก3D Printer

New Balance ร่วมมือกับทางFormlabs สร้างพื้นรองเท้าจาก3D Printer

             เมื่อไม่นานมานี้ทาง New Balance บริษัททำรองเท้าชื่อดังจากอเมริกาได้ร่วมมือกับทาง Formlabs เพื่อสร้างพื้นรองเท้าจากเครื่องพิมพ์สามมิติ โดยใช้แพลตฟอร์ม TripleCell และใช้เรซิ่นชนิดพิเศษที่เรียกว่า Rebound Resin ซึ่งออกแบบมาเพื่อพิมพ์ชิ้นงานแบบตาข่ายที่ให้ความแข็งแรงและยืดหยุ่นสูงทนต่อการฉีกขาดได้มากกว่าเรซินทั่วไป และยังมีคุณสมบัติที่ทำให้สามารถรับแรงกระแทกได้เพิ่มมาขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

           (ส้นรองเท้าที่พิมพ์จากเครื่องพForm3)

โดยรุ่นของ New Balance ที่ใช้เทคโนโลยีสามมิติเข้ามาช่วยคือรุ่น FuelCell Echo Triple ในรุ่นที่กล่าวมาตัวซัพพอตร์แรงกระแทกตรงพื้นและส้นเท้ารองเท้าจะพิมพ์จากเครื่องพิมพ์สามมิติของทางformlabs รุ่น form3และform 3L  

                                             

(ในรูปคือตัวซัพพอรต์แรงกระแทกที่พิมพ์จากเครื่องForm3และForm3L)

          การใช้เทคโนโลยีสามมิติเข้ามาช่วยทำให้ลดเวลาในการผลิตลงอย่างมาก โดยเมื่อก่อนต้องเริ่มจากการตัดกระดาษและไปขั้นตอนอื่นๆจนได้รองเท้าออกมาใช้เวลาประมาณ15-18เดือน และการรอชิ้นส่วนโฟมและยางอีก 4-6สัปดาห์ แต่พอได้ใช้แพลตฟอร์ม TripleCell ทำให้ไม่ต้องสร้างแม่พิมพ์อีกแล้ว ซึ่งประหยัดเวลาตรงนี้ไปได้อีกหลายเดือน (จากที่ผมดูในvdoตัวTripleCell น่าจะเป็นโปรแกรมที่ไว้ใช้ออกแบบพื้นรองเท้าโดยเฉพาะ สามารถปรับแต่งรูปทรงของงานได้อย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งยังสามารถคำนวนจุดรับน้ำหนักหรือจุดที่รับแรงกระแทกได้อีกด้วย และสุดท้ายเมื่อออกแบบเสร็จสามารถนำไฟล์เข้าเครื่องformสั่งพิมพ์งานได้ทันที)

ซึ่งในอนาคตเราคงจะได้เห็นเทคโนโลยีสามมิติเข้ามามีบทบาทในสินค้าที่เราใช้ในชิวิตประจำวันของเรามากขึ้นอย่างแน่นอน โดยเราอาจจะไม่รู้เลยก็ได้ว่าสินค้าที่เราใช้อยู่นั้นมีบางส่วนพิมพ์จากเครื่องพิมพ์สามมิติ สามารถติดตามเทคโนโลยีใหม่ๆได้ที่ www.print3dd.com

DIGITAL THAILAND BIG BANG 2019

DIGITAL THAILAND BIG BANG 2019

 

        สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ depa สังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) แถลงความพร้อมการจัดงาน “DIGITAL THAILAND BIG BANG 2019” มหกรรมแสดงเทคโนโลยีดิจิทัลระดับนานาชาติ โดยปีนี้เตรียมสร้างปรากฏการณ์ “รวมพลคนดิจิทัล” อย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้แนวคิด ASEAN CONNNECTIVITY สอดรับไทยเป็นเจ้าภาพการจัดประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน (34th-35th ASEAN SUMMIT) ชูไฮไลท์ 3 โซน เด่น Digital Economy, Digital Society และ Creativity มุ่งสร้างประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีดิจิทัล พร้อมเชื่อมโยงประชาชนไทยให้ใกล้ชิดเทคโนโลยีดิจิทัลมากยิ่งขึ้น โดยงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28-31 ตุลาคม 2562 ณ ฮอลล์ EH98-104 ศูนย์นิทรรศการและการประชุม ไบเทค บางนา

เวลาเริ่มงาน 10.00-20.00 น. ซึ่งทาง Print3Dd เข้าร่วมออกงานได้นำเครื่องพิมพ์ 3 มิติ รุ่นต่างๆ ชิ้นงานตัวอย่าง ไม่ว่าจะเป็นแบบพลาสติก แบบเรซิ่น เครื่องสแกนเนอร์ 3 มิติ โดยเทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยในเรื่องของการศึกษาได้ลงมือทำจริง ใช้ในการออกแบบชิ้นงานของเรา ไม่ว่าจะส่วนตัวหรืออุตสาหกรรมได้ ด้านการแพทย์และอื่นๆ อีกมากมาย ถ้าใครยังไม่รู้ว่าเทคโนโลยีเหล่านี้เป็นยังไงสามารถเข้ามาเยี่ยมชมได้ที่ Booth B121+B129 หรือติดต่อมาที่เบอร์ 096-140-0420092-552-3026     Line : @Print3dd

  • โซนที่ 1: DIGITAL ECONOMY

การพัฒนาเมืองสู่เศรษฐกิจดิจิทัล นำเสนอเทคโนโลยีที่จะเป็นตัวกำหนด Trend ของโลกอนาคต อาทิ เทคโนโลยี AI, Internet of Things (IoT), และ Big Data ผ่านผู้ประกอบการที่มาร่วมจัดแสดง รวมถึงเครือข่ายเมืองอัจฉริยะอาเซียน ASEAN Smart Cities Network: ASCN จาก 10 ประเทศสมาชิกอาเซียน และพลาดไม่ได้กับ Showcase เทคโนโลยียานยนต์อนาคต หรือ FUTURE MOBILITY ที่จะให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสกับรูปแบบการเดินทางในอนาคตก่อนใคร

  • โซนที่ 2: DIGITAL SOCIETY

พื้นที่แสดงถึงความสำคัญเกี่ยวกับทักษะด้านดิจิทัล ที่จะเข้ามาขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลได้อย่างยั่งยืน การเตรียมบุคลากรดิจิทัลเพื่อรองรับการพัฒนาประเทศ และการเปลี่ยนแปลงของสังคม โดยเฉพาะสังคมเกษตรกรรมที่เทคโนโลยีดิจิทัลจะเข้ามายกระดับคุณภาพชีวิต พร้อมสัมผัสกับการนำอากาศยานไร้คนขับ หรือ Drone มาประยุกต์ใช้ในหลากหลายรูปแบบเพื่อประโยชน์เชิงสังคมในด้านต่าง ๆ

  • โซนที่ 3: CREATIVITY

พื้นที่ที่รวบรวมเทคโนโลยีเพื่อการสร้างสรรค์จากหลากหลาย Startup นักพัฒนาเกม และ เทคโนโลยีต่าง ๆ และนำเสนอในรูปแบบของเทคโนโลยีดิจิทัลที่ช่วยปลดล็อกความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ให้ไร้ขีดจำกัด ตื่นตากับเทคโนโลยีหุ่นยนต์ ที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตมนุษย์หลากหลายมิติ

 

 

ที่มา : https://techsauce.co/tech-and-biz/depa-digital-thailand-big-bang-2019

แนะนำวิธีการ Reverse Engineering ไฟล์งานที่ได้จาก Einscan-SE

แนะนำวิธีการ Reverse Engineering ไฟล์งานที่ได้จาก Einscan-SE

13

 

        โปแกรม Solid Edge ST10 เป็นโปรแกรมที่มีการใช้งานจะคล้ายๆ โปรแกรมสร้างชิ้นงาน 3 มิติทั่วๆ ไปอย่างเช่น AutoCAD, Fusion360 และ Solidworks ซึ่งสามารถทำงานได้หลากหลายไม่ว่าจะเป็น การดราฟ, ขึ้นโมเดล, ภาพการประกอบชิ้นส่วนงาน, การสร้างท่อโค้งงอ, การ Simulation, การ Reverse ทาง Engineering และอื่นๆ อีกมากมาย แต่สิ่งที่โปแกรม Solid Edge ทำได้แตกต่างออกมานั้นคือการ Revers ไฟล์งาน เพราะได้รวบร่วมเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพทางการออกแบบ 3 มิติ ไว้ให้ใช้งานอย่างครบครัน และมีเครื่องมือในการแก้ไขปรับแต่งไฟล์งานที่มีข้อมูลเป็นแบบสามเหลี่ยม ซึ่งทีมาของไฟล์งานอาจจะมาจากการสแกน หรือโปรแกรมอื่นๆ เพราะไฟล์งานส่วนมากเลยที่ได้จากการสแกน 3 มิติ นั้นจะไม่สมบูรณ์ 100% อยู่แล้วจึงต้องทำการปรับแต่งไฟล์ให้กลับมาสมบูรณ์มากที่สุดก็คือการ Reverse เช่น การปรับผิวให้เรียบ การปรับแต่งจากงานเดิม การสร้างชิ้นงานใหม่จากการเทียบขนาดที่ได้จากการสแกน 3 มิติ แล้วแต่เราจะเลือกใช้งานเลยครับ ถือว่าช่วยลดระยะเวลาในการออกแบบงานทางวิศวกรรมได้มาก เพราะบางงานไม่จำเป็นต้องมาวัดขนาดชิ้นงานจริงและสร้างชิ้นงานขึ้นมาใหม่แล้วซึ่งมันจะใช้เวลามากต่องานหนึ่งชิ้น เพื่อการไม่ให้เสียเวลามากเรามาเริ่มใช้งานโ)รแกรม Solid Edge ST10 กันเลยดีกว่าครับ

 

2

ภาพที่ 2

5

ภาพที่ 3

3

ภาพที่ 4

เมื่อเราเปิดโปรแกรม  Solid Edge ขึ้นมาจะเจอกับการสร้าง Sheet ของทาง Solid Edge จะมีให้เลือกใช้งานเยอะไม่ว่าจะเป็น Part, Daft, Metal, Assembly และ Weldment หน่วยที่จะใช้ก็สามารถเลือกได้จะเป็นนิ้วหรือเซนติเมตรส่วนมากเรามักจะใช้เป็น Part แบบเซนติเมตรมากกว่า เลือกไปที่ (ภาพที่ 2-3) Open Bowse > เลือกไฟล์ .stl > ANSI Metric > ansi metric part แล้วเราก็จะได้ sheet งานที่พร้อมจะทำการสร้างาน แก้ไขงานที่มีหน่วยเป็นเซ็นติเมตรแล้วครับ (ภาพที่ 4) จะเห็นว่าจะมีหน้าต่างเครื่องมือที่ไว้ใช้สำหรับการ Reverse Engineering โดยเฉพาะทางเลยนี่แหละครับเป็นทีเด็ดของทางโปรแกรม Solid Edge ST10 Classic จากนั้นเราก็ทำการจัดวางโมเดล 3 มิติ ที่เปิดขึ้นมาให้อยู่ตรงกึ่งกลางของแกนต่างๆ เพื่อง่ายต่อการทำงาน (ภาพที่ 5)

 

4

ภาพที่ 5

 

วีธีการ Reverse ไฟล์งานที่ได้จากเครื่องสแกน Einscan-SE

        เครื่องสแกนเนอร์ที่ผมใช้เป็น Einscan-SE งานที่ไม่ได้เน้นความละเอียดของชิ้นงานมากต้องการแค่ลักษณะของชิ้นงานเบื้องต้นถือว่า Einscan-SE ทำได้ดีมากเลยครับ อาจจะสแกนได้ไม่ดีเท่ารุ่นพี่อยาง Einscan Pro/Pro+ หรือ David SLS-3 HD ก็ตาม (ภาพที่ 6-7) จากรูปภาพจะเห็นได้ว่างานที่ได้จากการนั้นถือว่าดีมากแล้ว แต่เมื่อจะนำไปใช้งานจริงอาจจะต้องทำการแก้ไขให้ผิวของชิ้นงานนั้นเรียบ เพราะจะสังเกตุเห็นได้ว่าบางจุดยังสแกนได้ไม่ดี ถ้าเรานำงานนี้ไปพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ เลยผิวของชิ้นงานที่ได้จะไม่สวยเลยก็ว่าได้ ชิ้นงานมีรอยขรุขระของผิวงานแบบไหนเมืื่อทำการสไลด์จากโปรแกรมของเครื่องพิมพ์ 3 มิติ แล้วก็ยังจะมีรอยเหล่านั้นอยูเช่นเดิมนี่แหละเป็นหตุผลที่เราต้องทำการ Reeverse ไฟล์งานก่อนจะไปใช้งานจริง

 

7

ภาพที่ 6

8

ภาพที่ 7

 

         โปรแกรม Solid Edge ST10 ตัว Classic นี้จะมีเครื่องมือที่ช่วยในการแก้ไขไฟล์งานได้ไม่ว่าจะเป็นไฟล์ .stl, .step และอื่นๆ อีกมากมาย ส่วนมากไฟล์ที่ได้จากเครื่องสแกนเนอร์ Einscan-SE จะเป็น .stl อยู่แล้ว เมื่อกดไปที่หน้าต่างการ Reverse Engineering จะเจอเครื่องมือในการแก้ไข (ภาพที่ 8)

  1. จะเป็นหน้าต่างของเครื่องมือทั้งหมดจะครอบคุมการทำงานไม่ว่าจะเป็น การวาด 2D, การวาด 3D, การทำ Surfacing, PMI, การ Simulation, การ Gennerative Design, การ Reverse  และอื่นๆ
  2. Planes สร้าง plane ต่างๆ ตามจุดที่เราต้องงการจะวาดหรือแก้ไข เพื่อจะได้ง่ายต่อการแก้ไขงานเวลาวาด 2D ณ ต่ำแหน่งตามแกน x, y, z ได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น
  3. Cleanup Mesh เป็นการแก้ไขพื้นพิวของงานสามารถลบผิวของงานที่ได้จากการสแกนมา และเติมผิวตรงจุดนั้นๆ ได้เพื่อให้เรียบขึ้น การลบนั้นจะลบเป็นแบบลายตาข่ายแบบ Polygon ของชิ้นงานนั้นๆ ถาไฟลที่ได้จากการสแกนมีความละเอียดมาก Polygon ก้จะเยอะตามกันไป
  4. Identify Regions เป็นการระบายสีของผิวชิ้นงานเพื่อจะแบ่งผิวของชิ้นงานให้ออกเป็นส่วนๆ จะได้ง่ายต่อการแก้ไข และสร้างพื้นผิวของขึ้นมาใหม่เพื่อใช้อ้างอิงกัับชิ้นงานที่ได้ทำการสร้างขึ้นมาใหม่ เครื่องมือนี้จะใช้ร่วมกับ Extract Surfaces
  5. Extract Surfaces เป็นการสร้างพื้นผิวงานขึ้นมาใหม่ที่ได้จากการอ้างอิงพื้นผิวของงานเก่หรืองานที่ได้จากการสแกน 3 มิติ การสร้างจะมีให้เลือก 2 แบบ Extract กับ Fit ส่วนมากแล้วจะใช้แบบ Fit มากกว่าเพราะจะมีฟังก์ชั่นในกาเลือกรูปแบบพื้นผิวได้มากกว่า เช่น วงกลม, สี่แหลี่ยม, กรวย, ทรงกระบอก และอื่นๆ
  6. Curves เป็นการสร้างส่วนที่โค้งงอต่างๆ ให้ง่ายขึ้น การวาดส่วนโค้งต่างๆ ตามชิ้นงาน สามารถตัดชิ้นงานที่มาจากการสแกน 3 มิติ ได้ต้องการจะตัดเฉพาะจุดก็ทำได้สบายมาก
  7. Surfaces เป็นการปรับแต่งพื้นผิวที่ได้มาจากเครื่องมือที่ (5)Extract Surfaces และ (6)Curvers ไม่ว่าจะ คัดลอกพื้นผิว Offset การดึงสร้างพื้นผิวจากเส้นที่วาดขึ้นจะเป็นแบบโค้งงานก็สามารถทำได้อย่างง่ายดายเหมือนกัน
  8. Modify Surfaces เป็นการแก้ไขพื้นผิวที่ได้จากการทำ  (5)Extract Surfaces และ (6)Curvers การตัดพื้นผิว การขยายพื้นผิว การผสานพื้นผิวให้เป็นชิ้นเดียวกัน การดึงพื้นผิวของชิ้นงานจริงแนบกับพื้นผิวที่ได้จากการทำในเครื่องมือที่ (4)Identify Regions และ (5) Extract Surfaces จากชิ้นงานที่ต้นแบบจากการสแกน 3 มิติ ถือว่าทำให้เกิดความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นต่อการแก้ไขปรับปรุงไฟล์งานทาง Engineering

 

9

ภาพที่ 8

 

        สำหรับคนที่ยังมองภาพไม่ออกนะครับ ว่าเครื่องมือทั้งหมดมีการทำงานยังไงบ้างผมได้ทำวีดีโอการ Revers เบื่องต้นมาให้ชมกันครับ งานนี้จะได้มาจากการสแกนกับเครื่อง Einscan-SE ชิ้นงานอันนี้จะเป็นอะไหล่ฝาครอบของรถเข็นคนพิการจะมีด้วยกัน 2 ชิ้น แต่ได้แตกไป 1 ชิ้น เลยนำอีกอันมาสแกนและ Reverse เพื่อจะนำไปพิมพ์ออกมาใช้งานจริงพลาสติกที่ใช้เป็น ABS เน้นแข็งแรง ใช้งานกว่าแสงแดดได้ ชิ้นงานจริงจะเป็นสีดำนะครับที่เห็นในรูปจะเป็นสีขาวเพราะได้พ่นสเปรย์แป้งให้ง่ายต่อการสแกนงานถ้าเป็นชิ้นงานที่สีทึบดำ มันเงา โป่งใส จะไม่สามารถสแกนได้ครับ ตามภาพที่ 9-10

S_7938102059414

ภาพที่ 9

S_7938102097578

ภาพที่ 10

 

วีดีโอการ Revere Engineering อะไหล่รถเข็นคนพิการ

        เมื่อทำการแก้ไขไฟล์เรียบร้อยแล้วผมได้ Save งานออกมาเป็น .stl เพื่อจะนำไปพิมพ์กับเครื่องพิมพ์  3 มิติ Fashforge Creator Pro ความละเอียดที่พิมพ์อยู่ที่ 200 ไมคอน (0.2 มิลลิเมตร) พลาสติกที่ใช้เป็น ABS เพื่อเน้นความเเข็งแรงของชิ้นงานต่อการใช้งานจริง เดี๋ยวให้บนความต่อไปผมจะมาแนะนำการตั้งค่าพิมพ์งานกันนะครับ เมื่อนำมางานแต่ละแบบมาเปรียบเทียบกันทั้ง 4 แบบจะมี การสแกนด้วย Einscan-SE(ภาพที่ 11), การ Reverse Engineering(ภาพที่ 12), การพิมพ์แบบ 3 มิติจาก Flashforge Creator Pro(ภาพที่ 12) และชิ้นงานจริงที่แตกหัก (ภาพที่ 13) จากทั้งหมดที่นำมาเปรียบเทียบนั้นบอกได้เลยว่าโปรแกรม Solid Edge ST10 Classic สามารถ Reverse ได้จริงและใช้งานไม่ยาก เครื่องมือต่างๆ ที่มีก็ใช้งานคล้ายๆ กับโปรแกรม 3D ทั่วไปเลยครับ สำหรับคนที่เป็นโปรแกรม 3D อยู่แล้วสบายมากที่จะหันมาใช้งาน Solid Edge ST10 อีกสักโปรแกรม

 

12

ภาพที่ 11

11

ภาพที่ 12

S_7938247041948

ภาพที่ 13

Worlddidac Asia 2019 at BITEC Bangna

Worlddidac Asia 2019 at BITEC Bangna

Worlddidac Asia 2019 Bangkok

นิทรรศการสื่อการสอนใหม่ Worlddidac Asia คือ งานแสดงนวัตกรรมทางการศึกษาเพื่อการเรียนการสอนจากนานาประเทศ เพื่อผู้บริหารการศึกษา ครู อาจารย์ นักวิชาการ และผู้เกี่ยวข้องในวงการการศึกษาทุกระดับนิทรรศการสื่อการสอนใหม่ Worlddidac Asia เป็นหนึ่งในซีรี่ส์งาน Worlddidac ที่มีชื่อเสียงระดับโลก จัดขึ้นเป็นปีที่ 10 โดยจุดเด่นของงานเน้นใน 3 ด้าน คือ

1) การจัดแสดงนวัตกรรมสื่อการเรียนการสอน

2) งานประชุมผู้นำทางการศึกษา/ สัมมนาวิชาการ/ เวิร์คชอป

3) การสร้างเครือข่าย เพราะโลกแห่งการศึกษาในปัจจุบัน เป็นโลกที่เปิดกว้าง รูปแบบไร้ขีดจำกัด และการเรียนรู้ไม่ได้มีแต่เฉพาะในห้องเรียน

งานจัดขึ้นวันที่ 9-11 ตุลาคม 2562 เวลาเริ่มงาน 9.00-17.30 น. ซึ่งทาง Print3Dd ได้เข้าร่วมออกงานได้นำเครื่องพิมพ์ 3 มิติ รุ่นต่างๆ ชิ้นงานตัวอย่าง ไม่ว่าจะเป็นแบบพลาสติก แบบเรซิ่น เครื่องสแกนเนอร์ 3 มิติ โดยเทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยในเรื่องของการเรียนการสอนของทางนักเรียนนักศึกษาได้ลงมือทำจริง ประดิษฐ์ชิ้นงานหรือออกแบบชิ้นงานออกมาใช้งานจริงได้เลย เห็นถึงระบบการทำงานต่างๆ ได้ง่ายขึ้น ทางเราไม่ได้แค่จำหน่ายเทคโนโลยีเหล่านี้เท่านั้นยัง มีทางทีมงานที่ค่อยให้คำแนะนำข้อมูลต่างๆ ให้อีกด้วย สำหรับสถานศึกษา คุณครู อาจารย์ท่านใดกำลังมองหาเครื่องพิมพ์และเครื่องสแกนเนอร์ 3 มิติ เหล่านี้อยู่สามารถเข้ามาเยี่ยมชมได้ที่ Booth K04 หรือถ้าหาไม่เจอโทรมาที่เบอร์ 096-140-0420, 092-552-3026     Line : @Print3dd

 

 

มหาวิทยาลัยเซาท์ออสเตรเลียออกแบบเท้าที่พิมพ์ 3 มิติ เพื่อจำลองบาดแผลของผู้ป่วยโรคเบาหวาน

มหาวิทยาลัยเซาท์ออสเตรเลียออกแบบเท้าที่พิมพ์ 3 มิติ เพื่อจำลองบาดแผลของผู้ป่วยโรคเบาหวาน

        มหาวิทยาลัยเซาท์ออสเตรเลียใช้ส่วนผสมของน้ำตาลไอซิ่งสต็อกไก่และเรซิ่นยืดหยุ่นเพื่อจำลองเป็นบาลแผลที่เท้าที่พิมพ์ด้วยเทคโนโลยี 3 มิติ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการฝึกอบรมผู้ป่วยโรคเท้าแห่งแรกของโลก โดย Dr.Helen Banwell ของ UniSA แนะนำให้่วนผสมของน้ำตาลนี้กับเท้าที่พิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ เพื่อเลียนแบบบาดแผลที่เท้าของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ซึ่งมีทั้งแบบแผลที่ติดเชื้อและไม่ติดเชื้อ

        “ การจัดการ และรักษาของอาการโรคเบาหวานที่เท้าอย่างรุนแรงเป็นทักษะที่จำเป็นอย่างมากสำหรับเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของโรคเบาหวานทั้ง 2 ประเภทนี้ในประชากรของเรา ” ดร. บันเวลล์กล่าว     “ การดูแลเท้ามีความสำคัญอย่างเป็นยิ่ง สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานเนื่องจากการตัดหรือเกิดบาดแผลเพียงเล็กน้อยแค่ครั้งเดียวอาจนำไปสู่ผลที่ตามมา คือความหายนะที่เกิดขึ้นจากแผลที่เท้า แผลที่แขนหรือบาดแผลที่ต่ำลงมากว่าแขน ”

        โรคเบาหวานที่เท้าเป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ที่ทำให้เกิดความพิการที่เกิดขึ้นทั่วโลก แต่ก็ยังมีอัตราการเสียชีวิตต่ำกว่าโรคมะเร็งหลายชนิดอยู่ ซึ่งในออสเตรเลียโรคเบาหวานเป็นสาเหตุของการตัดแขนตัดขามากกว่า 4,400 ราย และการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล 10,000 ราย เป็นสาเหตุมาจากแผลที่เท้าที่เกี่ยวข้องกับโรคเบาหวานทั้งนั้น ซึ่งส่วนใหญ่เกิดแผลขึ้นที่แขนขา หรือบางส่วนของขาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้คือจุดประสงค์ที่ทำให้เกิดการทำต้นแบบเท้าที่พิมพ์ด้วยเทคโนโลยี 3 มิติ โดยแต่ละชิ้นออกบบขึ้นมาให้มีรอยแผลฟันผุคล้ายๆ แผลที่เกิดจากเบาหวาน ซึ่งเจ้าแผลนี้ทำจากเทอร์โมพลาสติกโพลียูรีเทนใช้เวลาในการทำชิ้นละ 1 สัปดาห์ และมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า 123 บาทต่อชิ้น การสร้างรอยแผลบนเท้าจำลองนั้นทำโดยทีมแก้โรคเท้าของยูนิเอสเอซึ่งใช้มือในการทำบาลผล ทั้งนี้ยังสามารถทำได้ทุกอย่างแม้แต่ผลที่เป็นแบบเนื้อเยื้อตาย เน่า แห้ง ไปจนถึงหนองต่างๆ

        ดร.บันเวลล์ ได้กล่าวไว้ว่า โมเดลจำลองแบบเท้า 3 มิติ มีบทบาทเป็นอย่างมากในการใช้สอนนักเรียนปีที่ 4 ในการแก้โรคที่เท้าของผู้ป่วยเกี่ยวกับวีธีการรักษาและจัดการสภาพเท้าที่มีความเสี่ยงสูง “โมเดลจำลองแบบเท้าและแผล 3 มิติ จำลองการบาดเจ็บของผู้ป่วยซึ่งเราได้ปรับปรุงให้สามารถนำไปใช้งานในการสอนได้อย่างเหมาะสมเพื่อให้นักเรียนสามารถใช้เครื่องมือในการรักษาได้อย่างสมจริงและเหมาะสมต่อการรักษา และแบบจำลองเท้า 3 มิติ นั้นยังปลอดภัยสำหรับนักเรียนที่นำไปใช้ฝึกทักษะในการผ่าตัดของพวกเขาก่อนที่พวกเขาจะเริ่มทำงานจริงในคลินิกโดยจะไม่เกิดความกังวันและเครียดเมื่อต้องรักษาผู้ป่วยจริง”

        “เทคโนโลยีใหม่ๆ กำลังเปิดประตูขึ้นมาในทุกๆ วัน” ดร. บันเวลล์ กล่าว โมเดลจำลองแบบเท้าที่มีบาดแผลเสมือนจริงของเราที่สร้างขึ้นแบบ 3 มิติ คือผสานความคิดสร้างสรรค์ และเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาไว้ในที่เดียวกัน ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมานั้นทางเราดีใจเป็นอย่างมาก

 

ที่มา : https://www.3ders.org/articles/

Bangkok Gems and Jewelry Fair 2019 #ครั้งที่ 64 อิมแพคเมืองทองธานี

Bangkok Gems and Jewelry Fair 2019 #ครั้งที่ 64 อิมแพคเมืองทองธานี

เตรียมพบกับเราภายในงาน64th Bangkok Gems and Jewelry Fair 2019ครั้งที่ 64

  • วันที่ 10-14 กันยายน 2562  ณ
  • อิมแพคเมืองทองธานี Challenger Hall 1-3 โดยภายในงานจะนำเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ไปโชว์พร้อมกับข้อเสนอพิเศษมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องราคาย่อมเยาสำหรับผู้เริ่มต้นใช้งาน หรือจะเป็นเครื่องราคาสูงที่เหมาะสำหรับผู้พัฒนาที่ชอบงานขนาดใหญ่ และที่สำคัญเราจะนำเครื่องที่ใช้ทำงานทางด้าน Jewelry โดยเฉพาะไปโชว์ที่สามารถทำงานขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ดี โดยใช้เรซิ่นหล่อในการขึ้นรูปชิ้นงาน ส่วนใครที่ยังลังเลอยู่อยากได้เครื่องพิมพ์หรือเครื่องสแกนเนอร์ 3 มิติ ที่ถูกใจสักเครื่องไว้ใช้งานสามารถเดินเข้ามาฟังข้อเสนอ และสินค้าได้ที่
  • Booth WW56 งานจะเริ่มเวลา 10.00-18.00 น.  ท่านใดมาก่อนได้รับข้อเสนอก่อน ทางเราจะมีทีมงานคอยให้คำแนะนำเกี่ยวกับตัวเครื่องที่เหมาะสมต่อการใช้งานกับท่าน
  • Highlight เปิดตัว Formlabs Form3 เครื่องแรกในไทย

 

โมเดลจำลองการผ่าตัดกบ จากเครื่องพิมพ์สามมิติ

โมเดลจำลองการผ่าตัดกบ จากเครื่องพิมพ์สามมิติ

สวัสดีครับทุกคน วันนี้ทางPrint3ddมีโมเดลเจ๋งๆมาให้ดูกันอีกแล้ว โดยพิมพ์จากเครื่อง Flashforge Guider2s โมเดลตัวนี้เป็นกบที่ถูกผ่าและมีอวัยวะต่างๆให้เราประกอบเข้าด้วยกัน ซึ่งประกอบเสร็จแล้วหน้าตาจะเป็นอย่างไรไปดูกันเลยครับ

link download model https://www.thingiverse.com/thing:258112/files

จากในรูปจะเห็นว่ามีตัวกบและอวัยวะส่วนสำคัญๆมาพร้อมเลย ซึ่งเหมาะกับน้องๆที่ทำศึกษาเกี่ยวกับทางด้านชีววิทยาหรือถ้าเป็นอาจารย์ก็สามารถนำโมเดลนี้ไปสอนนักเรียนเพื่ออธิบายให้เห็นภาพมากขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องไปผ่ากบจริงๆเลยครับ

(รายละเอียดในการประกอบ)

(พอประกอบเสร็จแล้วจะได้ออกมาเป็นแบบนี้ครับ)

ก็จบไปแล้วครับ สำหรับโมเดลจำลองการผ่าตัดกบ ทางPrint3ddหวังว่าเพื่อนจะได้ความรู้หรือไอเดียใหม่ๆไม่มากก็น้อยเพื่อนำไปต่อยอดในสิ่งที่ตัวเองสนใจต่อไป แล้วติดตามข่าวสารและเทคโนโลยีใหม่ๆได้ที่ www.print3dd.com

การสัมมนาเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ วันศุกร์ที่ 6 กันยายน 2562

การสัมมนาเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ วันศุกร์ที่ 6 กันยายน 2562

การสัมมนาเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ วันศุกร์ที่ 6 กันยายน 2562

        เตรียมพบกับงานสัมนาเกี่ยวกับเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ ที่จัดขึ้นโดยสาขาวิชาวิทยาศาตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ในวันศุกร์ที่ 6 กันยายน 2562 ณ ศูนย์ฝึกอบรมเทคโนโลยีการพิมพ์แห่งชาติ มสธ. เทโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ พัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองการผลิตต้นแบบผลิตภัณฑ์ได้เหมือนจริงในระยะเวลารวดเร็ว มีการพัฒนาด้านเทคโนโลยีเครื่องพิมพ์ และด้านวัสดุให้ใช้งานได้หลากหลาย ง่าย รวดเร็ว ประหยัด นิยมใช้ในการพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นรูปทรง 3 มิติ ซึ่งทาง Print3DD ของเราก็ได้เข้าร่วมงานสัมนานี้ด้วย ได้นำเครื่องพิมพ์ 3 มิติ Flashforge Creator Pro(FDM), Form2(SLA) และเรื่องสแกนเนอร์ 3 มิติ Einscan Pro 2x ที่สามารถใช้มือจับเครื่องสแกนแล้วทำงานได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น

*** เปิดให้ลงทะเบียนโดยรับจำนวนจำกัด สมัครโดยการสแกน QR Code ด้านล่างเลยนะครับ ***

 

 

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : http://scitech.stou.ac.th/page/Showdata.aspx?PageId=54420&Datatype=2

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนียเทคได้พัฒนาอวัยวะเทียม 3D ร่วมกับเซ็นเซอร์ตรวจจับ

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนียเทคได้พัฒนาอวัยวะเทียม 3D ร่วมกับเซ็นเซอร์ตรวจจับ

        นักวิจัยที่ Virginia Tech กำลังบูรณราการเซ็นเซอร์อิเล็กทรอนิกส์เข้ากับอวัยวะเทียมพิมพ์ 3D เพื่อใช้ในส่วนบุคคล ซึ่งเป็นการพัฒนาที่อาจนำไปสู่การผลิตขาเทียมที่บังคับแบบไฟฟ้าที่ราคาไม่สูงมาก โดยการบูรณาการนี้นักวิจัยได้ทำการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของอวัยวะเทียมที่จะใช้อิเล็กทรอนิกส์และเซ็นเซอร์เข้าไปร่วมด้วย ไว้อย่างมากมายซึ่งขาเทียมนีจะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้ใช้งานมากยิ่งขึ้น การประยุกต์ใช้วัสดุในการนำขาเทียมนั้นได้นำเทคโนโลยีการพิมพ์แบบ 3D เข้ามาช่วยในการออกแบบและผลิตขาเทียม แทนการผลิตแบบมือทำให้เพิ่มโอกาศที่จะเลือกใช้วัสดุในกาออกแบบได้มากยิ่งขึ้น หรือทำใหเลือกวัสดุที่เหมาะสมกับผิวหนังของผู้ใช้ได้ดีกว่าแบบเดิมๆ ที่ใช้อยู่เพราะเทคโนโลยีแบบ 3D นั้นสามารถใช้วัสดุได้หลากลายกว่า ทั้งนี้ยังทำให้การประกอบเซ็นเซอร์ต่างๆ เข้าไปร่วมกับขาเทียมด้วยนั้นทำได้ง่าย และยังเหมาะสมกับอินเตอร์เฟซของผู้ใช้งานด้วย

        ตามข้อมูลจากคุณ Yuxin Tong นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาด้านวิศวกรรมอุตสาหการและระบบ ผู้เขียนคนแรกของการศึกษานี้ได้ตีพิมพ์เป้าหมายสูงสุดอของการศึกษานี้คือการสร้างวิธีปฏิบัติทางวิศวกรรมและกระบวนการที่สามารถเข้าถึงคนจำนวนมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในการออกแบบขาเทียมนี้ โดยมีความพยายามเริ่มต้นที่เด็กวัยรุ่นชื่อ “Josie Fraticelli” Yuxin Tong กล่าวว่า”หวังว่าพ่อแม่ทุกคนจะสามารถปฏิบัติตามคำอธิบายจากกระดาษที่เราตีพิมพ์และพัฒนามือเทียมต้นทุนต่ำแบบส่วนบุคคลสำหรับเด็กๆ ของพวกคุณ” 

        ในการเริ่มพัฒนาขาเทียมแบบอิเล็กทรนอกส์นั้น นักวิจัยได้เริ่มต้นด้วยการสแกน 3 มิติที่แขนและขาของ Fraticelli จากนั้นเขาได้ใช้ข้อมูลการสแกนแบบ 3 มิตินี้ เพื่อเป็นแนวทางในการบูรณาการเซ็นเซอร์เข้ากับช่องที่ไว้สำหรับใส่ขาเทียมกับขา โดยใช้เทคนิคการพิมพ์แบบ 3 มิติ ทำต้นแบบออกมา “การปรับเปลี่ยนขนาดของส่วนที่จะใช้สวมใส่นั้น ได้นำเครื่องสแกนเนอร์ 3 มิติ เข้ามาใช้สแกนแบบ 3 มิติ และการพิมพ์ 3 มิติ เพื่อความรวดเร็วในการออกแบบและผลิตเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างเช่น ขาเทียม แขนเทียม สำหรับช่วยเหลือมนุษย์ และการดูแลสุขภาพรวมถึงการช่วยเหลือในด้านอืนๆ อีกมากมาย “Blake Johnson” ผู้ช่วยศาสตราจารย์เวอร์จิเนียเทคสาขาวิศวกรรมอุตสาหการและระบบ ได้กล่าวไว้ งานวิจัยของ Johnson’s เกี่ยวกับมือเทียม ซึ่งเป็นจุดสร้างแรงบันดาลใจให้กับเค้าเมื่อเขาโดยที่เค้าได้เรียนรู้และได้เริ่มพัฒนาจากลูกสาวของเพื่อนร่วมงาน คือ Fraticelli  อายุ 12 ปี ซึ่งเกิดมาจากโรคน้ำคร่ำ ในขณะที่อยู่ในมดลูกมือของของเธอก็หยุดการพัฒนาลง ซึ่งเกิดจากแถบน้ำคร่ำคล้ายสตริงจะจำกัดการไหลเวียนของเลือด และส่งผลต่อการพัฒนาที่มือขวาของเธอจึงทำให้นิ้วมือขาดมือ

        Johnson ได้ใช้ความเชี่ยวชาญด้านการวิจัยของเขาในการผลิตทางชีวภาพ ร่วมกับทางทีมวิจัยระดับปริญญาตรีสหวิทยาการเพื่อทำการพิมพ์ 3D แบบไบโอนิคเพื่อเป็นมือของ Fraticelli และข้อมูลนี้ได้กลายเป็นพื้นฐานของการวิจัยที่เผยแพร่ในขณะนี้ ขณะที่พวกเขาทำงานวิจัยเพื่อพัฒนากับ Fraticelli พวกเขายังคงปรับแต่งต้นแบบเทียมโดยการพัฒนาเทคนิคการผลิตแบบใหม่ที่จะช่วยให้ฝ่ามือของ Fraticelli เหมาะสมยิ่งขึ้น โดยทำการพัฒนาอวัยวะเทียมที่สามารถใช้งานได้สะดวกสบาย และยังมีความกระชับมากยิ่งขึ้นด้วย  ในขณะที่พวกเขาทำการพัฒนาก็ได้พบว่าการติดต่อระหว่างเนื้อเยื่อของ Fraticelli และอวัยวะเทียมนั้นมีการพัฒนาเพิ่มขึ้นจากเดิมเกือบ 4 เท่า เมื่อเทียบกับอุปกรณ์ที่ไม่ได้ทำปรับแต่งให้เเป็นแบบเฉพาะส่วนบุคคลนั้นๆ ด้วยพื้นที่สัมผัสกับผิวหนังที่เพิ่มขึ้นนั้นทำให้พวกเขาสามารถทำการระบุตำแหน่งที่จะฝังเซ็นเซอร์อาร์เรย์อิเล็กโทรด เพื่อทำการตรวจจับในการทดสอบการกระจายความดันซึ่งช่วยให้พวกเขาปรับปรุงการออกแบบให้ดียิ่งขึ้น

        การทดลองตรวจจับแรงกดดันนั้นได้ดำเนินการโดยใช้อวัยวะเทียมทั้งสองแบบที่มีและไม่มีการตรวจจับอาเรย์อิเล็กโทรด เมื่อทำการทดลองเหล่านี้กับ Fraticelli แล้ว พวกเขาพบว่าการกระจายแรงกดนั้นแตกต่างกันอย่างมาก เมื่อ Fraticelli ทำการผ่อนคลายมือของเธอเมื่อเทียบกับการจับมือในท่าเกร็ง “ความไม่ตรงกันระหว่างผิวที่อ่อนนุ่ม และส่วนต่อประสานที่ซับซ้อนยังคงเป็นปัญหาที่จะช่วยลดความสอดคล้องกัน” Yuxin Tong กล่าวไว้ “เซ็นเซอร์อาร์เรย์อิเล็กโทรดที่ใช้ตรวจจับทำให้เพิ่มโอกาศใหม่ๆ ที่จะช่วยในการปรับปรุงการออกแบบขาเทียมให้ดีมากยิ่งขึ้น”

 

ที่มา : https://www.3ders.org/articles/