fbpx

CoroNaspresso การทดสอบ COVID-19 ในแคปซูลกาแฟ

CoroNaspresso การทดสอบ COVID-19 ในแคปซูลกาแฟ

พบกับการออกแบบแคปซูลที่ได้นำมาจากถ้วยกาแฟเล็กๆ ที่คนชอบดื่มกาแฟน่าจะเคยเห็นอยู่ปกติซึ่งได้นำมาทำการทดสอบ COVID-19 ด้วยแคปซูลกาแฟ ซึ่งเป็นความดังเดิมของนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Wageningen ที่อยู่ในประเทศเนอเธอร์แลนด์โยได้ตั้งใจว่าสิ่งนี้จะเข้ามาช่วยลดค่าใช้จ่ายในการทอสอบเชิ้อ COVID-19 ที่มีเป็นชุดขายอยู่ในท้องตลลาดปัจจุบัน พวกเขาจึงได้ใช้แคปซูลกาแหอลูมิเนียมเปล่าที่ได้ใช้งานแล้วมาทำความสะอาดและเปลี่ยนให้มันเป็นเครื่องปฏิบัติการทางเคมีที่มีขนาดเล็ก สิ่งที่ทำให้โครงการนี้น่าสนใจเป็นพิเศษนั้นคือพวกเขาได้นำเครื่องพิมพ์ 3 มิติ มาใช้ในการออกแบบด้วยโดยพิมพ์ออกมาเป็นฝาพลาสติกครอบบนแคปซูลอีกทีหนึ่งซึ่งสามารถบรรจุได้ 4 หลอด โดยทั้ง 4 หลอดนั้นจะทำการทดสอบเชื้อ COVID-19 พวกเขาได้ตั้งชื่อสิ่งนี้ว่า CoroNaspresso วีธีการตรวจคัดกรองแบบใหม่นี้สามารถเพิ่มจำนวนการทดสอบในแต่ละวันได้มากขึ้นเป็นอย่างมาก และสะดวกสบายด้วย ซึ่งราคาต้นทุนอยู่ที่ประมาณ 8 บาท
Vittorio Saggiomo เป็นนักเคมีชาวอิตาลีในกลุ่ม Bionanotechnology ที่มหาวิทยาลัย Wageningen ในเนเธอร์แลนด์เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาเขาได้จัการกกับปัญหาของการทดสอบ PCR โดยใช้เครื่องมือแบบ 3 มิติ เข้ามาช่วยพิมพ์เช่นกันซึ่งปัจจุบันนั้นการตรวจคัดกรองควรทำให้มันง่ายกว่าเดิมและราคาควรจะถูกลงด้วย เพื่อให้การผลิตเครื่องมือที่ใช้ในการตรวจสอบเชื้อนั้นมีจำนวนที่มากขึ้นได้ในอย่างรวดเร็วโดยการที่จะทำเช่นนี้ได้นั้นเข้าใช้การขยายสัญญาณไอโซเทอร์มอล (LAMP) แบบวนรอบซึี่งเป็นเทคนิคที่ต้นทุนต่ำในการตรวจสอบหาเชื้อโรคบางชนิด สามารถทำได้ที่อุณหภูมิคงที่ 65°C และไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ในห้องปฏิบัติการ โดยเฉพาะการตรวจน้ำลายจะถูกทำให้ร้อนและวัดด้วยการใช้ตัวบ่งชี้ pH จะเปลี่ยนสีหากมี Sars-CoV-2 ซึ่ง Vittorio Saggiomo ได้อธิบายว่า “การเปลี่ยนสีนั้นโดดเด่นมาก ตัวอย่าง ถ้าในเชิงลบคือจะเปลี่ยนสีชมพู และเชิงบวกจะเป็นสีเหลือง”

CoroNaspresso ชุดการทดสอบ COVID-19 ในแคปซูลกาแฟ
CoroNaspresso ชุดการทดสอบ COVID-19 ในแคปซูลกาแฟ

CoroNaspresso เป็นชุดทดลองที่ถูออกแบบขึ้นระหว่างถ้วยกาแฟแบบแคปซูลและฝาด้วยการพิมพ์แบบ 3 มิติ
ที่มาของผลงานนี้ ซึ่งผลิตภัณฑกาแฟนี้เราก็มีใช้กินเป็นประจำวันอยู่แล้ว ซึ่งเจ้าแคปซูลนี้ทำหน้าที่เป็นภาชนะที่สามารถใส่เข้าไปที่เครื่องชมกาแฟได้เลย ในแคปซูลนั้นเต็มไปด้วยวัสดุโดยเฉพาะ RT64HC ซึ่งเป็นผงกาแฟที่สามารถละลายได้ที่อุณภูมิระหว่าง 63 ถึง 65 ° C (145.4-149 ° F) ซึ่งราคาก็ไม่ได้แพงซ่ะด้วย ในกระบวนการหลอมละลายเจ้าผงกาแฟนั้นจะใช้เวลา 25 นาที (5 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร) และฝาที่เป็นจุดยึดจับใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติ ในการสร้างมันขึ้นมาโดยที่สามารถยึดเจ้าหลอดทดลองขนาด 200μl จำนวน 4 หลอดที่บรรจุตัวอย่างน้ำลายที่เก็บมาจากคนผู้ป่วย โดยวัสดุพลาสติกที่นำมาพิมพ์เป็นฝายึดจับหลดน้ำลายนั้นคือ Filamet ชนิด PLA ซึ่งมันสามารถทำขึ้นมาได้ง่ายๆ เลยถ้าคุณมีเครื่องพิมพ์ 3 มิติ อยู่ที่บ้านก็สามารถทำเองได้สบายๆ เพราะเครื่องพิมพ์ 3 มิติ นั้นทุกคนสามารถเข้าถึงเองได้ไม่ว่าจะที่บ้านหรือที่ทำงาน การที่จะผลิตฝาปิดนี้ขึ้นมานั้นสามารถสร้างได้จำนวนเยอะต่อการพิมพ์ 1 ครั้งเพราะชิ้นงานมีขนาดไม่ใหญ่
นักเคมีชาวอิตาลียังเน้นย้ำถึงความยั่งยืนของการทดสอบโดยได้กล่าวว่ามันสร้างของเสียออกมาน้อยมาก “1 แคปซูลนั้นสามารถใช้งานได้หลายครั้งโดยไม่สร้างของเสียที่ไม่ต้องการออกมา ถ้าเจ้าพลาสติกที่พิมพ์ออกมานั้นเสียก็สามารถนำไปหลอมและและนำไปพิมพ์แบบ 3 มิติ นำมาใช้งานใหม่ได้” อย่างไรก็ตามพลาสติก PLA นั้นสามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพได้ภายใต้เงื่อนไขบางประการเท่านั้นดังนั้นจึงไม่ควรทิ้งในธรรมชาติ

CoroNaspresso ชุดการทดสอบ COVID-19 ในแคปซูลกาแฟ

ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม Vittorio Saggiomo หวังว่าโครงการ CoroNaspresso ที่ตัวเองได้ทำขึ้นมานั้นจะก้าวไปสู่ขั้นตอนการผลิตได้โดยเชื่อมั่นว่าจะได้รับการอนุญาตให้มีการทดสอบแบบกระจายอย่างแพร่หลาย และมันจะอำนวยความสะดวกในการคัดกรอง COVID-19 ซึ่งนักเคมีได้เผยแพร่ขั้นตอนการผลิตเครื่องมือชุดนี้ของเขาไว้ด้วย ที่นี่…

ที่มา : https://www.3dnatives.com/en/

การนำ Einscan Pro ไปใช้ในงานศิลปะฝาผนังถ้ำในโคลอมเบียโดย ATEgroup

การนำ Einscan Pro ไปใช้ในงานศิลปะฝาผนังถ้ำในโคลอมเบียโดย ATEgroup

การใช้เครื่องสแกนเนอร์ 3 มิติ ได้เมีการนำไปใช้งานในหลายๆ ด้านอย่างบทความนี้ก็เช่นกัน ซึ่งในโคลอมเบียได้มีสถานที่ที่เป็นสิ่งสวยงามตามธรรมชาติอยู่มากมาย พร้อมทั้งภูมิประเทศนั้นมีสถานที่น่าทึ่งมากมาย และในเขต Sonsón (Department of Antioquia) มีสถานที่สวยงามมากๆ เป็นพื้นที่ที่แถบจะไม่เหมือนใครเลยทีเดียว แถบไม่อยากจะเชื่อเลยว่าจะเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงมันเหมือนกับในนิยายเลย ซึ่งสิ่งนั้นก็คือ Karst belt ของ Sonsón

Karst belt คืออะไร?
Karst belt คือการก่อตัวขึ้นระหว่างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากน้ำที่เป็นกรดทำปฏิกิริยากับหินปูนสร้างสารโซเดียมไบคาร์บอเนตซึ่งละลายน้ำได้ เมื่อน้ำที่ชั้นผิวดินและพื้นดินมาปะทะกันในรอยแยกของหินจึงทำให้เกิดการละลายและเกิดเป็นรูปร่างขึ้นมา สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ผู้คนที่มาพบเห็นชื่นชอบเป็นอย่างมากและควรค่าแก่การให้เยี่ยมชมต่อโลกภายนอก แต่ความงดงามจริงๆ ของสิ่งเหล่านี้มักจะซ่อนอยู่ภายในของมัน เพราะเมื่อสั่งเกตุที่ชั้นของเนื้อหินจะสามารถพบเศษหิวอ่อนได้ไอย่างชัดเจน ซึ่งหินอ่อนจะเป็นหินที่เกิดขึ้นขึ้นเมื่อหินปูนที่อยู่ภายใต้อุณหภูมิที่สูงๆ รวมกับความกดอาการสูง สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดการตกผลึกขึ้นมาเป็นรูปร่าง ตามภาพสถานที่ใน Sonsón ยังมีความลับซ่อนอยู่อีกประการหนึ่งซึ่งภายในถ้ำจะมีกำผนังกำแพงที่ถูกปกคลุมไปด้วย Petroglyph ที่คนรุ่นก่อนๆ ได้สร้างขึ้นมาเมื่อหายพันปีก่อน

สถานที่ทำการศึกษาภาพวากผนังถ้ำ

Petroglyph หรือเรียกอีกอย่างว่า “ศิลปะบนหิน” ทำหน้าที่เมื่อเครื่องมืที่จะสื่อสารจากคนรุ่นก่อนเมื่อหลายพันปีก่อนหน้านี้ ซึ่งในช่วงนั้นจะยังไม่มีดินสอและกระดาษ ก่อนที่เทคโนโลยีการสื่อสารของสมัยใหม่จะถือกำเนิดขึ้นมา การสรา้งภาพวาดบนผาผนังถูกวาดด้วยสีหรือการแกะสลักเป็นแบบนูนต่ำด้วยเครื่องมือของยุคหิน ภาพวาดเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติและควรแก่การการอนุรักษ์เป็นอย่างมาก ต้องขอบคุณพวกเขาเป็นอย่างมากที่ทำให้เรารู้ว่าบรรพบุรุษมีการสื่อสารกันอย่างไรในสมัยก่อนหน้านี้ และการสื่อสารตั้งแต่สมัครก่อนนั้นมีการพัฒนาอย่างไรบ้าง ซึ่งพวกเขาทไให้ได้เห็นสิ่งเหลานี้ได้อย่างชัดเจน

Petroglyph “El Búho”

การที่ได้พบแร่ที่มีค่า เช่น ทองคำมรกตเพชรหรือหินอ่อน ในสถานที่เหล่านี้มันก็กลายเป็นแหล่งขุดค้นที่ทำกันอย่างรวดเร็วนั้นทำให้สิ่งเเหล่านี้อาจจะถูกทำลาย ดังนั้นจึงมีคำถามที่ถูตั้งขึ้นมาว่า Petroglyph จะต้องถูกเก็ยรักษาไว้อย่างไรนขณะที่มนุษย์สามารถใช้ประโยชน์จากมันได้ไปพร้อมๆ กัน นอกจากนี้สิ่งที่มีผลต่อการเสียหายของ Petroglyph อีกอย่างก็คือสภาพอาการและภัยธรรมชาติทีมีผลต่อในระยะเวลาที่นานๆ วันเข้า สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ควรจะมองข้าม ปัญหาเหล่านี้พวกเขาจะแก้ไขมันอย่างไร เหล่านี้คือคำถามที่พวกเขาได้ไปพบเจอและคิดกันอยู่หลายวันเพื่อให้ได้ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับสิ่งที่ถือเป็นมรดกของมนุษยชาติ และสิ่งที่พวกเข้าคิดออกก็คือการนำเทคโนโลยีที่เรียกว่า 3D Scanner เข้ามาช่วยเกี่ยวกับปัญหาเหล่านี้
การใช้เครื่อง 3D Scanner เข้ามาช่วยแก้ปัญหาการเก็บรักษาสิ่งเห่านี้ได้อย่างไร
ปัจจุบันความลึก ความสูง และรูปร่าง และแม้กระทั้งแต่สีสามารถทำการเก็ยให้เป็นข้อมูลแบบดิจิตอลได้โดยใช้เทคโนโลยีการสแกน 3D การสแกน Petroglyph ให้ออกมาเป็นภาพ 3D เป็นวิธีที่ดีมากๆ สำหรับการรักษาศิลปะหิวพวกนี้ไว้และยังแบ่งปันข้อมูลให้ผู้อื่นได้แบบออนไลน์สำหรับการทำวิจัย อยู่ที่ไหนก็สามารถศึกษามันได้แต่ไม่ต้องมาที่สถานที่จริง เครื่องที่พวกเขานำมาให้เก็บข้อมูลแบบ 3D นั้นคือ Einscan Pro Plus เป็นเครื่องสแกนเนอร์ 3D จากค่าย Shining3d ที่ใช้แสงในการสแกนจับภาพให้ออกมาเป็นรูปทรงเรขาคณิตที่ซับซ้อน สามารถแสดงความลึกของวัตถุได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำและเสมือนจริงมากๆ

การใช้เครื่อง Einscan Pro Plus + color module
เครื่อง Einscan Pro Plus + color module

ผลลัพธ์ที่ได้จากการใช้เครื่อง Einscan Pro Plus นั้นออกมาได้ดีเป็นที่น่าพอใจอย่างมากซึี่งเมื่อทำการสแกนนั้น Software สามารถวิเคาระห์รายละเอียดและลักษณะเฉพาะจองการสแกน Petroglyph ได้อย่างละเอียด การนำเทคโนโลยีการสแกน 3D เข้ามาช่วยเก็บข้อมูลเหมือนกับกรทำสำเนาจากวัตถุงานจริงมาเป็นในรูปแบบข้อมูลดิจิตอลของ Petroglyph มันสามารถได้ทั้งความแม่นยำ และยังเป็นการปกป้องงานแกะสลักโบราณเหล่านี้ให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดจากการเข้าไปวิจัยของมนุษย์ เเละนอกจากนี้พวกเขายังอัพโหลดไฟล์ 3D ไปยังโลกออนไลน์ที่สามารถเข้าไปชมกันได้ สามารถดูตัวอย่างได้ที่นี่ : https://sketchfab.com/GRUTA

ผลลัพธ์ที่ได้จากการใช้เครื่อง Einscan Pro Plus + color module
ผลลัพธ์ที่ได้จากการใช้เครื่อง Einscan Pro Plus + color module
ผลลัพธ์ที่ได้จากการใช้เครื่อง Einscan Pro Plus + color module
ผลลัพธ์ที่ได้จากการใช้เครื่อง Einscan Pro Plus + color module

เกี่ยวกับ ATEgroup พวกเขามีประสบการณ์มากกว่า 20 ปีในด้านการใช้เทคโนโลยี 3D นำเสนอบริการจาการสแกน 3D เสมือนจริงทางด้านวิศวกรรมย้อนกลับและกาตรวจสอบทางมาตรวิทยาพวกเขาได้ทำงานให้กับลูกค้าและคู่ค้าทั้งในและนอกประเทศโคลอมเบีย บทความจาก SHINING 3D

The expedition team from ATEgroup

ออกแบบเคสนาฬิกาเอง!! ใช้งานเอง!! แบบง่ายๆ

ออกแบบเคสนาฬิกาเอง!! ใช้งานเอง!! แบบง่ายๆ

วันนี้เราจะมาว่าด้วยเรื่องของการออกแบบเคสนาฬิกาใช้งานเอง ซึ่งเอาจริงๆ เลยตอนแรกนั้นรุ่นน้องของผมเองที่ออฟฟิศใช้นาฬิกา รุ่น Xiaomi Amazfit GTS แล้วเกิดอยากได้เคสของนาฬิการุ่นนี้เพื่อไม่อยากให้ตัวเครื่องเป็นรอยก็ได้สั่งเคสจากใน shopee มาแต่ผลที่ได้คือเคสที่สั่งมานั้นใส่กับตัวของนาฬิกาไม่ได้ ก็เลยมีความคิดที่ว่าเราสามารถออกแบบตัวเคสเองได้นิเพราะ เรามีทั้งเครื่องสแกนเนอร์และเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ก็เลยลงมือทำเองซะเลย โดยหลักๆ แล้วการออกแบบนี้นั้นก็จะใช้สกิลและเครื่องมือพอสมควรอยู่นะครับ เดี๋ยวผมจะมาอธิบายการทำตั้งแต่เริ่มต้นกันเลยดีกว่า

ขั้นตอนของการสแกนนาฬิการต้นแบบ
เครื่องที่ผมเลือกใช้นั้นจะเหมาะกับงานที่มีขนาดเล็กเป็นหลัก และตัวเครื่องจะมีการทำงานที่ง่ายมากๆ คือเครื่อง Shining 3D AutoScan Inspec เราแค่คลิกเม้าส์ไม่กี่ครั้งก็ได้ตัวอย่างนาฬิกาที่จะไปทำเคสออกมาแล้ว ซึ่งตัวนาฬิกา Xiaomi Amazfit GTS นั้นจะเป็นสีดำจะทำให้เครื่องสแกนเนอร์ไม่สามารถสแกนได้ และหน้าจอเป็นกระจก ดังนั้นผมจึงใช้สเปรย์แป้งเพื่อให้ตัวนาฬิกามีสีที่สว่างและง่ายต่อการนำไปสแกนกับเครื่อง AutoScan Inspec เราก็แค่ใส่เข้าไปในแท่นจับของตัวเครื่องและก็กดสแกนตามปกติ เมื่อเราสแกนด้านที่ 1 ได้แล้วก้ให้พลิกตัวนาฬิกาขึ้นมาอีกด้านที่ยังไม่ได้สแกน จากนั้นโปรแกรมของเครื่องสแกนเนอร์จะทำการ align ตัวชิ้นงานให้เองอัตโนมัติ ซึี่งผมขออธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับเครื่องสแกนเนอร์ตัวนี้หน่อยคือสามารถสแกนงานได้ขนาดใหญ่สุดที่ 10*10*7.5 cm ให้ความละเอียดที่ตัวชิ้นงานได้ที่ 10um (0.01 mm) มีระบบการทำงานแบบ 3 แกนที่จะมุนตัวชิ้นงานเองอัตโนมัติ และใช้แสงในการสแกนเป็นแบบ Blue Light ส่วนนามสกุลไฟล์ที่เราได้จากการสแกนเสร็จนั้นคือ .STL หรือสามารถดูรีวิวเกี่ยวกับตัวเครื่องเพิ่มเติมได้ ที่นี่

AutoScan-INspec Desktop 3D Inspection System
รายละเอียดเกี่ยวกับตัวเครื่อง Autoscan-Inspec
พ่ยสเปรย์แป้งเพื่อให้ตัวงานสแสกนได้งานขึ้น ถ้าเป็นสีดำ มันเงา หรือใสจะสแกนไม่ได้
เริ่มการสแกนโดยตัวเครื่องจะหมุนชิ้นงานให้เราเองอัติโนมัติ
เมื่อสแกนเสร็จเรียบร้อยจะได้ไฟล์นามสกุล .STL ลักษณะตามนี้

ขั้นตอนการแก้ไข Revers Engineer โดยใช้ Solid Edge Software
มาถึงขั้นตอนนี้จะค่อนข้างยากนิดหนึ่งแต่สำหรับผู้ที่มีความสามารถทางด้าน Software การเขียน CAD 3D อยู่แล้วก็จะง่ายมากๆ เลยละครับ แต่สำหรับผมเองก็พอทำได้บ้าง ซึ่งเจ้า Software Solid Edge อันนี้จะเป็นตัวที่จะมีพร้อมๆ กับเครื่องสแกนเนอร์อยู่แล้วการใช้งานก็จะคล้ายๆ กับ SolidWorks เลยแต่เครื่องมือจะไม่ได้เหมือนกัน ไฟล์ที่เรานำมาเปิดเพื่อทำการ Revers Engineer ผมจะลดขนาดจาก Software ของเครื่องสแกนเนอร์ก่อนจาก 70MB ให้เหลืออยู่ 30MB เพราะว่าอะไร ถ้าไฟล์งานที่นำมาทำงานมีขนาดใหญ่เกินไปแน่นอนว่ากระตุกแน่ๆ ใน Software Revers Engineer ผมเลยเลือกที่จะลดให้ไฟล์เล็กลงแต่ความละเอียดของตัวงานนั้นจะยังเป็นที่ยอมรับได้อยู่เพราะเคสของนาฬิกาก็จะมีขนาดใหญ่กว่าตัวเรือนอยู่แล้ว ผมจะตั้ง Offset ของผิวงานให้ออกมาจากไฟล์ 3D scan ประมาณ 0.2-0.5 mm เพื่อชดเชยเมื่อนำไฟล์ที่ได้จากการ Revers Engineer นั้นไปพิมพ์ขึ้นตัวชิ้นงานจริงจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติในขึ้นตอนถัดไป การออกแบบผมเลือกที่จะทำเป็นชิ้นด้านบน และด้านล่างแยกกัน เพื่อป้องกันได้ทั้งตัวเรือนของนาฬิกาเราไปดูการออกแบบกันเลยดีกว่าครับ

Software Solid Edge ใช้ในการ Revers Engineer
Software Solid Edge ใช้ในการ Revers Engineer
Software Solid Edge ใช้ในการ Revers Engineer
Software Solid Edge ใช้ในการ Revers Engineer
ไฟล์งานที่พร้อมจะนำไปพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ
ไฟล์งานที่พร้อมจะนำไปพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ

ขั้นตอนการขึ้นรูปต้นแบบด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ
ในขั้นตอนนี้ผมจะใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติ ของค่าย Formlabs Form3 เป็นเครื่องที่ใช้ระบบ SLA ที่ให้ความละเอียดสูงที่ 25um(0.025mm) และมีน้ำยาให้เลือกหลากหลายในการใช้งานบางชนิดน้ำยาสามารถนำไปใช้งานได้จริงด้วยปต่ผมได้เลือกน้ำยาที่ใช้งานต้นแบบคือ Standard Clear ก็คือเรซิ่นชนิดธรรมดาแต่เป็นสีใส ก่อนอื่นเลยเมื่อเรานำไฟล์ที่ได้มานั้นมาจัดเรียกตำแหน่งที่เหมาะสม ผมจะเลือกเอียงงานให้จุดแรกที่ขึ้นตัวงานนั้นเป็นจุกที่เล็กทีสุดและด้านบนจะเป็นส่วนที่ผมจะไม่อยากให้ส่วนที่เรียกว่า Support ไปแตะโดนเพราะเวลาเราแกะ Support ออกนั้นจะต้องนำมาขัดออกเองก็เลยจะเลือกด้านที่เป็นจุดที่มีพื้นที่ผิวที่เยอะและเรียบไปสัมผัสกับส่วน Support ความละเอียดที่ผมเลือกคือ 100um (0.1 mm) ก็จะใช้เวลาในการพิมพ์ประมาณ 3-4 ชั่วโมง เมื่อเราพิมพ์เสร็จเรียบร้อยแล้วก็ต้องนำไปล้างด้วยน้ำยาล้าง IPA และผมจะรีบนำไปเป่าด้วยปั้มลมเพื่อให้ตัวงานไม่เกิดคราบจากการล้าง เมื่อแน่ใจว่าแห้งเรียบร้อยแล้วให้นำตัวชิ้นงานไปอบประมาณ 10-15 นาที อุณหภูมิ 50-60 องศา เพราะงานมีความบางแค่ 1 mm ความบางทีอบนานไปตัวงานจะหดตัวค่อนข้างเยอะและอาจจะกรอบแตกง่าย จากนั้นนำมาแกะ Support ออก ส่วนจุดที่เป็นลอยนู้นๆ จาก Support ผมจะใช้กระดาษทรายเบอร์ 250/400/1000 ในการขัดแต่ง และถ้าเราขัดเสร็จเรียบร้อยแล้วทุกคนจะสังเกตุเห็นว่าจะเป็นคราบขาวๆ ที่เกิดจากการขัดด้วยกระดาษทรายนั้นปมจะใช้น้ำมันหล่อลื่นทาที่ตัวงานแล้วนำไปอบแห้งอีกครั้งโดยใช้เวลา 10 นาที อุณหภูมิที่ 50 องศา ก็เพียงพอแล้ว

การจัดเรียงงานเพื่อนำไปพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ Form3
ชิ้นงานเมื่อพิมพ์เสร็จแล้ว นำไปเป่าด้วยปั้มลม
ชิ้นงานเมื่อพิมพ์เสร็จแล้ว นำไปเป่าด้วยปั้มลม
นำชิ้นงานมาขัดด้วยกระดาษทราย ลบลอย Support
นำชิ้นงานมาขัดด้วยกระดาษทราย ลบลอย Support
นำมาลองประกอบกับตัวเรือนนาฬิกาจริง
นำมาลองประกอบกับตัวเรือนนาฬิกาจริง
นำมาลองประกอบกับตัวเรือนนาฬิกาจริง

กระเป๋าไม้เก๋ๆ น่ารักแบบไม่เหมือนใครด้วย Laser cutter CO2

กระเป๋าไม้เก๋ๆ น่ารักแบบไม่เหมือนใครด้วย Laser cutter CO2

เอาใจสาวๆ หรือคนที่ชอบกระเป๋า ชอบการออกแบบเราจะขอชวนให้มาออกแบบกระเป๋าใช้งานเองง่ายๆ เพียงแค่ใช้โรแกรม Illustrator หรือโปรแกรมออกแบบเป็นกับงานร่วมกับเครื่อง Ray6 Smart CO2 Laser-Cutter ซึ่งไม่ว่าจะตัด แกะสลักลวดลายต่างๆ ก็สามารถทำได้สบายๆ ใครที่ไม่อยากจะใช้กระเป๋าแบบเดิมๆ แล้วลองเปลี่ยนมาเป็นไม้ดูสีของไม้นั้นช่างดูคลาสิกเสียจริงๆ ยิ่งมองยิ่งน่ารักอย่างเช่นเคยเราได้ออกแบบผ่านโปรแกรม Adobe Illustrator เช่นเคยเพราะเขียนเส้นแบบ Vector ได้ดีกว่าโปรแกรมอื่นๆ และใช้งานง่าย ขนาดกระเป๋าที่เราจะทำนั้นอยู่ที่ 12x20x5 เซนติเมตร ใช้ไม้กระดานที่มีความหนา 3 มิลลิเมตร

ออกแบบด้วยโปรแกรม Adobe Illustrator ให้เป็น Vector

รายการอุปกรณ์และเครื่องมือ
1. โปรแกรม Adobe Illustrator, RDWork หรือโปรแกรมอื่นๆ
2. ไม้กระดาน หนา 3 มิลลิเมตร
3. แม่เหล็กแผ่นกลม 4 อัน
4. เครื่อง Ray6 Smart CO2 Laser-Cutter
5. สายกระเป๋า (หนัง, ผ้า, ยาง)
6. กาวร้อน
7. กรรไกร

รูปภาพอุปกรณ์

ขั้นตอนการออกแบบ
เริ่มการออกแบบด้วยโปรแกรม Adobe Illustrator ใช้วาด vector เส้นตามที่เราต้องการจะตัดหรือแกะสลักลงบนไม้ขนาดที่เราออกแบบไว้จะอยู่ที่ 12x20x5 เซนติเมตร และได้ใส่ QR code ไว้ด้ยที่ด้านข้างของกระเป๋าจะสามารถสแกนเข้าไปที่เว็ปไซด์ของทางร้านเราได้เลยทันทีส่วนอีกด้านนั้นจะมีเป็น Logo ตามที่ออกแบบไว้ และที่เป็นฝาของกระเป๋าจะมีคำที่เป็นตัวอักษรเวลาเราพิมพ์กน็ปกติเลย แต่เมื่อจะทำการ save ออกมาใช้งานจะต้องเป็นให้เป็น vector เสียก่อนให้คลิกขวาที่ข้อความนั้นๆ แล้วเลือก create outline ถ้าไม่ทำขั้นตอนนี้เวลานำไปเปิดในโปรแกรม RDWork จะไม่มีข้อความปรากฏขึ้นมาให้ เมื่อออกแบบเสร็จแล้วให้ทำการ Export ออกมาเป็นนามสกุล .DXF

ขั้นตอนการสร้างไฟล์ Cutting ด้วยโปรแกรม RDWork
เปิดโปรแกรม RDWork ขั้นมาทำการ import ไฟล์ที่เรา export ออกมาจาก Adobe Illustrator เพื่อจะทำการเลือกส่วนที่ต้องการกำหนดให้มีการตัด แกะสลัก ตามจุดต่างๆ ที่เราต้องการโดยเราจะกำหนดดังนี้
-สีดำ กำหนดเป็น Cut /ค่าการใช้งาน Speed 10-15 mm/s, Power 90%
-สีแดง กำหนดเป็น Scan /ค่าการใช้งาน Speed 100 mm/s, Power 40%
-สีน้ำเงิน กำหนดเป็น Scan /ค่าการใช้งาน Speed 100 mm/s, Power 60%
เมื่อตั้งค่าตามนี้ได้เรียบร้อยแล้วก็กด SaveToUFile ออกมาเป็นนามสกุล .rd เพื่อนำไปเปิดในเครื่อง Ray6 Smart CO2 Laser-Cutter ในขั้นตอนการตัด

การตั้งค่าในโปรแกรม RDWork เพื่อจะตั้งค่าการเลือกตัดหรือแกะสลัก
การตั้งค่าในโปรแกรม RDWork เพื่อจะตั้งค่าการเลือกตัดหรือแกะสลัก

ขั้นตอนการตัดด้วย Ray6 Smart CO2 Laser-Cutter
นำ USBDrive มาเสียบที่ตัวเครื่อง Ray6 Smart CO2 Laser-Cutter และเลือกไฟล์ที่เราต้องการจะสั่งตัด จากนั้นนำปผ่นไม้กระดานไปวาง ณ ตำแน่งที่เหมาะสมของตัวเครื่องและสั่ง start ได้เลย เมื่อทำการตัดเรียบร้อยจะได้ชิ้นงานออกมาเป็นประมาณนี้













งานออกแบบ D.I.Y ชั้นวางของด้วย Ray6 Smart CO2 Laser-Cutter

งานออกแบบ D.I.Y ชั้นวางของด้วย Ray6 Smart CO2 Laser-Cutter

วันว่างๆ ก็ปิ๊งไอเดียดีๆกับงานออกแบบ ซึ่งต้องขอย้อนความไปก่อนเลยว่าทำไมถึงเกิดบทความนี้ขึ้นมาได้ เพราะได้เห็นเครื่องสแกนเนอร์ 3 มิติ ที่ทางร้านได้มีตั้งโชว์ไว้หน้าร้านเพื่อไว้ให้ทางลูกค้าดูหรือทดสอบโดยจะมีหลากหลายรุ่น เช่น Einscan Pro 2Xseries, Einscan Pro HD, Einscan H และ Einscan HX นั้นจะมีการวางไว้แบบไม่ได้เป็นระเบียบเลย บางทีสายก็พันกันไปมาจะใช้งานครั้งๆ หนึ่งต้องไปหยิบแกะออกมามันน่าจะเป็นสิ่งที่ดูไม่ดีถ้าลูกค้าที่เข้ามาชมสินค้าของทางร้านเราและอีกอย่างถ้าไม่วางหรือจัดเก็บตัวเครื่องไม่ดีนั้นอาจจะทำให้ตัวเครื่องได้รับความเสียหายได้ และประจวบเหมาะกับที่ทางร้านของเราเป็นผู้จำหน่ายทั้ง 3D Printer, 3D Scanner และ Laser cutter จึงมีความคิดว่าควรจะนำสิ่งที่เรามีนั้นมาออกแบบชั้นวางของดีไหมเครื่องสแกนเนอร์ที่วางโชว์หน้าร้านจะได้เป็นระเบียบเรียบร้อย เอาจริงๆ นะะถ้าใครที่กำลังมองหาเครื่องมือที่จะนำไปต่อยอดธุรกิจต่างๆ ที่กำลังจะเริ่มต้น หรือหาแนวทางอยู่สิ่งนี้ก็เป็นที่น่าสนใจอย่างมากเลยทีเดียว ในบทความนี้เราก็จะมาทั้งสอนทั้งรีวิวด้วยว่าเราทั้งเครื่องมืออะไรบ้างในการออกแบบชั้นวางของออกมาที่ได้เห็นดังภาพบางคนอาจจะนำไปทำตู้ใส่ของ โคมไฟ งานอาร์ตแบบแนวๆ ก็ได้เพราะเครื่อง Laser cutter มีหลากหลายขนาดและสามารถนำไปต่อยอดได้มากมาย เดี๋ยวเรามาเข้าเรื่องในการออกแบบกันเลยดีกว่าครับ จะมีขั้นตอนตามลำดับดังนี้เลย

1. การออกแบบ Design Products

การออกแบบทางเราจะออกแบบด้วยโปรแกรม Illustrator โดยขนาดที่ใช้จะ 600×400 มิลลิเมตร ที่สำคัญพยายามออกเป็นหน่วยมิลลิเมตรนะครับ เพราะว่าเมื่อนำไปเข้าโปรแกรมที่จะ cutting นั้นขนาดจะได้ไม่เพี้ยน การออกแบบด้วย Illustrator นั้นก็ใช้เครื่องมือวาดตามปกติเลย ถ้าใครที่ไม่ถนัดโปรแกรมนี้อาจจะใช้เคื่องมืออื่นได้สามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับตัวเครื่อง Laser cutter ในความคิดที่เราออกแบบนั้นชั้นวางจะต้องวางเครื่องสแกนเนอร์ที่เรามีได้ทั้งหมดที่เป็นแบบ Handheld ทั้ง 4 รุ่น Einscan Pro 2X series, Einscan Pro HD, Einscan H และ Einscan HX แล้วที่ด้านล่างของชั้นวางจะต้องมีช่องลิ้นชักที่ไว้เก็ยสายไฟ สายเชื่อมต่อUSB หรือ Marker สำหรับการใช้งานติดชั้นงานสแกนแค่ลิ้นชักสำหรับเก็บของนั้นยังไงพอเพราะเครื่องสแกนเนอร์บางรุ่นจะต้องใช้สเปร์ยแป้งหรืออุปกรณ์อื่นๆ อีกก็เลยออกแบบให้ที่ด้านลังของชั้นวางมีช่องวางเพื่อไว้ใส่ของอื่นๆ เพิ่มเติม ชั้นวางที่ได้อออกแบบไว้นั้นจะมีขนาด 300×500 มิลลิเมตร จากนั้นจะทำการ Export file ออกมาเป็น .DXF เพื่อนำไปเปิดในโปรแกรม RD Work ในขั้นตอนต่อไป

โปรแกรม Illustrator CC สำหรับการออกแบบ
Layout ต้นแบบชั้นวาง
ผนังด้านข้างซ้ายและขวา
ช่องแบ่งตัวเครื่องสแกนเนอร์ และผนังด้านหลัง
ช่องใส่ของที่เป็นส่วนของลิ้นชัก 2 ส่วน

2.การตั้งค่าเพื่อสั่งการตัดด้วย Laser Cutter รุ่น Ray6 Smart Co2 Laser ขนาด 600×400 มิลลิเมตร
โปรแกรมที่ใช้สั่งงานเครื่องรุ่นนี้จะใช้โปรแกรม RD Work (License แท้) รองรับไฟล์ที่เป็น CorelDraw, Photoshop, Auto CAD, illustrator, PLT, DST, DXF, BMP, DWG, AI, RD ซึ่งโปรแกรมนี้จะสามารถใชได้กับเครื่อง Laser Cutter ได้หลากหลายโดยเราสามารถกำหนดขนาดที่ต้องการจะทำงานได้ โดยขนาดที่เราจะใช้คือ 600×400 มิลลิเมตร ส่วนวัสดุที่เลือกใช้จะเป็นไม้กระดานขนาด 3 มิลลิเมตร กับแผ่นอคลิลิค 3 มิลลิเมตร ในโรแกรมเราสามารถเลือกการตั้งค่าได้ว่าเราจะ Cut,Scan, Dot, หรือ Pen เพื่อให้เหมาะสมกับรูปแบบของานที่เราต้องการซึ่งอันนี้ทางเราจะเลือกเป็น Cut เพราะต้องการตัดและนำแต่ลพชิ้นส่วนมาประกอบ



โดยหลักแล้วเราจะมีการปรับไม่ค่อยมากในโปรแกรม RD Work คือ
– จุดที่ (1) เป็น Layout ที่เราจะไว้ทำงานเหมือนขนาดที่เราจะตัดงานได้ แต่ไม่ควรจะวางชิ้นงานที่เราออกแบบไว้ใกล้กันมากเกินไป ปกติจะเว้นไว้ประมาณ 2 มิลลิเมตร
– จุดที่ (2) เป็นการตั้งค่าความเข้มของ Laser ส่วนมากถ้าตัดจะใช้ 90% แต่ต้องแล้วแต่กำลังของเครื่องแต่ละรุ่นด้วยของทางเราเครื่องมีกำลังที่ 60Watt ถ้าเครื่องที่มีกำลังเยอะกว่านี้อาจจะใช้ค่านี้น้อยลงตามลำดับก็สามารถตัดขาดแล้ว และยังสามารถเลือกความเร็วในการ cut ได้ด้วย
– จุดที่ (3) เป็นการกำหนดค่ากำลัง Laser และรูปแบบการทำงาน Cut,Scan, Dot, Pen ตามที่เราต้องการ สามารถกำหนดค่าหรือรูปแบบการยิ่ง Laser ได้หลายรูปแบบตาม Layer ของสีนั้นๆ ที่เราเลือกไว้ใน 1 file งานที่ต้องการทำงาน
– จุดที่ (4) เป็นการ Export ไฟล์ออกเพื่อนำไปสั่งงานที่เครื่อง Laser cutter

3. การใช้งานตัวเครื่อง Laser Cutter รุ่น Ray6 Smart Co2 Laser ขนาด 600×400 มิลลิเมตร
เรานำ USB Drive ที่ได้ save งานไว้มาเสียบที่ตัวเครื่องจากนั้นให้ copy file ลงที่ตัวเครื่องไฟล์ที่ใช้งานจะเป็น .rd ด้วยตัวเครื่องจะมาพร้อมกับตัวควบคุม Ruida 6445 รุ่นใหม่ ที่สามารถควบคุมการทำงานได้หลากหลายและง่าย หน้าจอใหญ่สามารถเห็นภาพก่อนที่จะสั่งเริ่มการ cut ได้ เครื่องตัดและแกะสลักด้วยเลเซอร์ชนิด CO2 รองรับทั้งการตัดและแกะสลัก วัสดุอโลหะ แผ่นพลาสติก, Acrylic, HIPS, Plywood, พลาสวูด, หนัง, ผ้า และ อื่นๆ ซึ่งที่จริงสามารถสั่งงานผ่าน Computer, USB Drive, LAN หรือ Wifi แล้วแต่ว่าเราจะสะดวกแบบไหนแต่ที่เราเลือกคือ USB Drive

4.การประกอบชั้นวางเครื่องสแกนเนอร์
การประกอบจะทำมาเป็นช่องๆ ไว้อยู่แล้วจนาดจะประมาณ 30*3 มิลลิเมตร จุดที่เป็นไม้นั้นจะใช้กาวร้อนในการเชื่อมต่อแต่ละชิ้นเข้าด้วยกัน ส่วนชิ้นที่เป็น Acrylic จะใช้น้ำยาเชื่อมพลาสติกในการติดลองดูในวีดีโอได้นะครับ



FlashPrint 4.6.1 อัพเดทใหม่ เพิ่มฟังก์ชั่นให้ผู้ใช้งาน Adventurer3 series

FlashPrint 4.6.1 อัพเดทใหม่ เพิ่มฟังก์ชั่นให้ผู้ใช้งาน Adventurer3 series
Update Logs for FlashPrint-4.6.1🏆
มีอะไรอัพเดทมาเพิ่มใหม่นั้นมาดูกัน ดาวน์โหลดที่นี่!! 

 

Check การอัพเดท Software FlashPrint

 

1.เพิ่มความอุณหภูมิของ Extruder สำหรับเครื่อง Adventurer 3 series สูงสุดจาก 240 เป็น 265 องศา

 

เพิ่มค่าอุณหภูมิสูงสุด Extruder ของ Adventurer 3 series

 

2.เพิ่มค่าพารามิเตอร์สำหรับการพิมพ์ Filament ชนิด PC และ PETG สำหรับเครื่อง Adventurer 3 series

 

ค่าพารามิเตอร์เบื้องต้นการพิมพ์ filament PC

 

ค่าพารามิเตอร์เบื้องต้นการพิมพ์ filament PETG

 

3.เพิ่มประสิทธิภาพในการ Slice ตัวชิ้นงาน และแก้ไขปัญหาเนื้อพลาสติกขาดหายในระหว่างการพิมพ์ “Path-missing issues on models”
อัพเดทการ Slice ไฟล์งานก่อนสั่งพิมพ์

 

4.เพิ่มประสิทธิภาพของฟังก์ชั่นอื่น และแก้ไขข้อบกพร่องได้รับการ Feedback จากทางผู้ใช้งาน

 

 

**ถ้าผู้ใช้งานท่านใดมีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการใช้งานลองติดตามหรือสอบถามได้ทางเพจ Flashforge Official User Group

Update EXScan Pro 3.6? มีอะไรบ้าง

Update EXScan Pro 3.6? มีอะไรบ้าง

เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2564 ช่วงประมาณเวลา 20.40 น. ของทางประเทศไทย shining3d ได้แจ้งเรื่องของการอัพเดทโปรแกรมที่ใช้กับเครื่องสแกนเนอร์อย่างรุ่น Einscan Pro 2X Series และ Einscan Pro HD ให้สามารถใช้งานร่วมกันในโปรแกรม EXScan Pro ตัวเดียวกันได้ จากที่เมื่อก่อนนั้นโปรแกรมของ Einscan Pro 2X Series กับ Einscan ProHD จะต้องใช้งานแยก Version กัน ถ้าสำหรับผู้ใช้งานที่มีเครื่อง Einscan ทั้ง 2 รุ่นนี้อยู่จะต้องมีโปรแกรม 2 Version ในคอมพิวเตอร์เครื่องเดียวและจะยุ่งยากที่จะใช้งานเพราะจะต้อง install โปรแกรมใหม่ทุกครั้ง ซึ่งตอนนี้สามารถเข้าไปดาวน์โหลดกันได้แล้วกับ EXScan Pro v3.6.0.3

ไม่เพียงเท่านั้นการอัพเดทครั้งนี้ยังมีการเพิ่ม Features มาหลักๆ อีก 2 อย่างคือ

1.Multiple languages supported มีการรองรับภาษาที่มากขึ้นถึง 11 ภาษาในการใช้งานโปรแกรม EXScan Pro

2.Marker scan การทำ Open global marker ที่สามารถใช้งานได้เฉพาะในโหมด rapid scan mode ของเครื่อง Einscan Pro HD ตอนนี้ในสามารถใช้งานในโหมดการสแกน HD scan mode ได้แล้ว ซึ่งการใช้งานสแกนแบบ Open global marker นี้มีความจำเป็นและสำคัญอย่างมากสำหรับการสแกนวัตถุที่มีความบางๆ แบนๆ แต่สำหรับคนที่ใช้ Einscan Pro 2X series อยู่นั้นสามารถใช้งานได้อยู่แล้ว สามารถดูการใช้งานได้จากวีดีโอของ Einscan Pro 2X series 

วิธีการวัดขนาดงาน Aluminum Mold ที่มีขนาดใหญ่ด้วย 3D Scanner

วิธีการวัดขนาดงาน Aluminum Mold ที่มีขนาดใหญ่ด้วย 3D Scanner

ทำไม? ถึงใช้เครื่องสแกนเนอร์ในการวัดขนาดแทนการใช้เครื่องมือแบบปกติทั่วไป

การพัฒนาอย่างรวดเร็วและความก้าวหน้าทางเทคนิคทางด้านในงานอุตสาหกรรมต่างๆ ในหลายๆ ปีที่ผ่านมา ได้มีการออกแบบโครงสร้างหรือต้นแบบของผลิตภัณฑ์ หรือสินค้าต่างๆ ให้เหมาะสมและทันต่อการใช้งานสำหรับผู้ใช้งานเป็นอย่างมาก ดังนั้นจึงส่งผลต่อระบบของอุตสาหกรรมการผลิตและการออกแบบเป็นอย่างมาก ซึ่งในการออกแบบนั้นจะมีความซับซ้อนมากๆ ที่จะทำแม่พิมพ์ที่มีความหลากหลาย มีร่อง มีรู หรือรูปทรงแปลกๆ ที่ไม่สามารถมองไม่เห็นหรือสามารถวัดได้ด้วยเครื่องมือที่มีอยู่ ด้วยสัดส่วนของพื้นผิวที่มีความซับซ้อนมากๆ แบบอิสระที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้เขียนขึ้นด้วยรูปแบบปกติทั่วไป เมื่อเป็นแบบนี้ทางนักวิศวกรรมต้องการความแม่นยำในการขึ้นรูปแม่พิมพ์ที่เพิ่มขึ้นวินัยเพื่อใช้ในการพัฒนาและออกแบบแม่พิมพ์ที่แม่นยำที่สุดออกมาเพื่อใช้งาน

โดยทั่วไปแล้ววิธีการวัดแม่พิมพ์แบบดั้งเดิมจะโดยใช้เครื่องมือวัดแบบแมนนวล ใช้คนวัดด้วยเครื่องมือแบบเฉพาะทาง หรือรูปทรงนั้นๆ เช่น เครื่องมือวัดเวอร์เนียหรือไมโครมิเตอร์ สามารถวัดคุณลักษณะบางอย่างเช่น ความกว้าง ความสูง และความลึกส่วนแม่พิมพ์ที่ความโค้งของพื้นผิว และพื้นผิวที่ลึกแบบครึ่งวงกลมนั้นจะยากที่จะวัดได้ วิธีการวัดแบบใช้เครื่องมือแบบแมนนวลนั้นจึงไม่เพียงพอต่อการวัดขนาด หรืออาจจะต้องใช้เวลาที่ค่อนข้างนาน แต่ก็ยังยากที่จะตรวจสอบคุณภาพการวัดและความแม่นยำของแม่พิมพ์ขนาดใหญ่ จึงส่งผลใช้เกิดความเสี่ยงมากมายตามมางานที่จะต้องเร่งผลิตอจจะต้องล่าช้า เพราะเกิดจากการแก้ไขหรือปรับปรุงแม่พิมพ์ได้ช้า

เครื่องมือในการวัดขนาด แบบแมนนวล

ดังนั้นจึงได้เกิดเครื่องมือที่เรียกได้ว่ามาเปลี่ยนแปลงทางด้านอุตสาหกรรมเป็นอย่างมากที่ช่วยให้การวัดขนาดนั้นง่าย และรวดเร็วเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นเทคโนโลยีทางด้านดิจิตอลสมัยใหม่ก็คือ 3D Scanner ซึ่งเจ้าเครื่องสแกนเนอร์นี้นั้นมีความแม่นยำและรวดเร็วเป็นอย่างมากจากปกติถ้าเราใช้เครื่องมือวัดแบบแมนนวลอาจจะเวลา 1-2 วัน แต่เมื่อนำ 3D Scanner มาใช้อาจจะใช้เวลาเพียง 10-30 นาทีเท่านนั้นเองการสแกนนั้นจะใช้แสงส่องากระทบลงบนวัตถุแล้วสะท้อนเก็บมาเป็นข้อมูลดิจิตอลอยู่ภายในคอมพิวเตอร์ทำให้นักพัฒนานั้นนำไปทำงานต่อได้มากมายยิ่งขึ้นมากๆ

Aluminum Mold ขนาดใหญ่ 1.5 x 1 เมตร และมีความซับซ้อนเป็นอย่างมาก

จากภาพจะเป็นแม่พิมพ์ Aluminum ขนาดใหญ่ 1.5 x 1 เมตร ทางโรงงานต้องการหาเทคโนโลยี หรืออุปกรณ์ที่สามารถเข้ามาช่วยในการวัดขนาดจุดต่างๆ ของแม่พิมพ์เพื่อนำไปพัฒนาต่อให้ได้ความแม่นยำที่ดีสำหรับนำไปดำเนินการต่อในกระบวนการผลิตของอุตสาหกรรม การที่จะวัดขนาดแม่พิมพ์ที่มีขนาดใหญ่แบบนี้ได้นนั้นถ้าทำการวัดขนาดแบบแมนนวลตามปกติที่เคยทำมาจะมีบางส่วนที่ไม่สามารถวัดขนาดได้ ถ้าได้อาจจะยากมากๆ เลยต่อการวัดขนาดในจุดนั้น หรืออาจจะไม่แม่นยำเลย เพื่อเป็นการปิดข้อพกพ่องของจุดนี้จึงได้นำ 3D Scanner แบบใช้มือจับสแกนมาใช้โดยเครื่องสแกนเนอร์รุ่น Einscan HX ของ Shining3D จะทำงานด้วยระบบ Laser  7 เส้น Cross กัน และความแม่นยำสูงอยู่ที่ 0.04-0.06 มิลลิเมตร/เมตร

 

ขั้นตอนการวัดขนาด และการประมวลผลเปรียบเทียบ

การเลือกช้เครื่องมือในกาวัดขนาดแม่พิมพ์ Aluminum ได้เลือกใช้เครื่องสแกนเนอร์ 3 มิติ Einscan HX dual blue light แบบใช้มือจับตัวเครื่องเดินถือสแกนได้เลย การสแกนแม่พิมพ์ที่เป็น Aluminum นั้นจำเป็นอย่างมากที่จะต้องใช้ Laser ในการสแกนถ้าเป็นเครื่องที่ใช้แต่ Projector ธรรมดาจะต้องใช้สเปรย์แป้งกำจักความมันเงาของผิว Aluminum ก่อนการสแกนก่อน แต่พอเป็นเครื่อง Einscan HX dual blue light นั้นสามารถนำไปสแกนที่ชิ้นงานได้เลย แค่มีการติดจุดอ้างอิง Marker point เพื่อให้มีความแม่นยำที่มากยิ่งขึ้นต่อการสแกนชิ้นงาน ด้วยเครื่องสแกนเนอร์นี้สามารถจับถือสแกนได้จึงทำให้เกิดความสะดวกสบายมากต่อการทำงานเป็นอย่างมาก พื้นที่จำกัดก็สามารถทำงานได้ เดี๋ยยวเรามาดูขั้นตอนในการทำงานกันเลยมี 3 ขั้นตอนหลักๆ

– ขั้นตอนที่ 1 การติดจุดอ้างอิง Marker point

การสแกนโดยใช้เลเซอร์เราจะใช้โหมดที่เรียกว่า Laser scan mode ซึ่งก่อนการสแกนนั้นจำเป็นอย่างมากที่จะต้องติดจุดอ้างอิงก่อนการสแกน เพราะสร้างความแม่นยำ และการจับผิวงาน Aluminum ได้ดีมากยิ่งขึ้นต่อการสแกน ซึ่งงานที่เป็นผิวแบบนี้จะมีผลต่อ efficiency of quality measuring เป็นอย่างมาก ด้วยการสะท้อนแสงของผิว Aluminum

เลือกใช้โหมดการสแกน Laser Scan Mode สำหรับงานที่มีผิวเป็น Aluminum

 

Aluminum Mold ขนาดใหญ่ 1.5 x 1 เมตร และมีความซับซ้อนเป็นอย่างมาก

-ขั้นตอนที่ 2 การเริ่มสแกน Scanning

โหมดการสแกนด้วย Laser จะมีความเร็วในการสแกนอยู่ที่ 480,000 dots/sec ใช้เวลาในการสแกนอยู่ประมาณเพียงแค่ 10 นาทีเท่านั้น จึงได้ออกมาเป็นไฟล์ข้อมูลแบบดิจิตอลไฟล์ ที่มีความแม่นยำและสมบูรณ์ของแม่พิมพ์ Aluminum

การเริ่มสแกนโดยใช่โหมด Laser scan mode ด้วย Einscan HX dual blue laser
ไฟล์ 3 มิติ ที่ได้จากการสแกนด้วยเครื่อง EInscan HX

-ขั้นตอนที่ 3 การวัดขนาดเพื่อนำไปพัฒนาและปรับปรุง Measureing

หลังจากที่ได้ไฟล์จากการสแกนเรียบร้อน จะนำมาเพื่อตรวจสอบว่าแม่พิมพ์อลูมิเนียมตรงตามข้อกำหนดด้านความแม่นยำหรือไม่ หรือเป็นการนำมาเทียบกับ CAD 3D ที่เป็นข้อมูลของแม่พิมพ์ Aluminumได้ออกแบบไว้นั้นเอง ซึ่งจากนั้นจะนำไฟล์ที่ได้จากการสแกนแม่พิมพ์ และไฟล์ CAD 3D มาเปรียบเทียบกันในโปรแกรม Geomagic Control X จะต้องทำการจัดแนวหรือ Origin ของตัวงานที่สแกนมาใหม่ เพื่อจะให้โปรแรกมทำการวิเคราะห์เปรียบเทียบค่าเบี่ยงเบนจากนั้นจะได้เป็น Comparison analysis report ออกมา

EinScan HX ผสมผสานการทำงานระหว่างแสง LED กับ Blue Laser ไว้ในอุปกรณ์เดียว ซึ่งตัวเครื่องมีความสามารถสูงทั้งความเร็วด้วยการทำงานของระบบแสง LED กและประสิทธิภาพความแม่นยำสูงด้วยการใช้ Blue Laser ซึ่งทั้งหมดนี้รวมอยู่ในอุปกรณ์เพียงเครื่องเดียว Einscan HX สามารถสแกนชิ้นงานได้กับวัสดุพื้นผิวและขนาดที่หลากหลาย ในโปรแกรมของ Einscan HX จะมีโหมดให้เลือกใช้งาน 2 แบบ แบ่งเป็นแบบรวดเร็ว Rapid scan mode จะใช้แสง LED ในการสแกน และการสแกนแบบแม่นยำ Laser scan mode จะใช้แสง Laser ในการสแกนชิ้นงานพร้อมทั้งสามารถติดจุดอ้างอิง Marker point เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสแกน และไฟล์ที่ได้จากการสแกนสามารถนำไปทำวิศวกรรมย้อนกลับ Revers Engineering ได้

 

 

ที่มา : https://www.shining3d.com/blog/

Update!! โปรแกรม Flashprint-4.6.0

Update!! โปรแกรม Flashprint-4.6.0

Software Flashprint มีการอัพเดทมาเป็น Version 4.6.0

ซึ่งเจ้าใหญ่อย่าง Flashforge ก็ได้มีการพัฒนาทั้งตัวเครื่องและโปรแกรมมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้เก็บข้อมูลการจากลูกค้าทำการพัฒนาให้ผู้ช้งานนั้นมีความสะดวกสบาย และมีเครื่องมือที่ครบครันมากยิ่งขึ้นในการใช้งาน เจ้าโปรแกรม Flashprint ของเครื่อง FDM นี้ก็ได้มีการอัพเดทมาจนถึง version ที่ 4.6.0 แล้วมาดูกันว่ามีการเปลี่ยนแปลงอะไรไปบ้าง

    1. ปรับหน้า Preview ให้เร็วมากยิ่งขึ้นในการแสดงไฟล์ gcode โดยจะมีผลกับผู้ใช้งานระบบ Windows เท่านั้น (ต้องรองรับ OpenGL 3.3)
    2. เพิ่มการตั้งค่าของหัวฉีดขนาด 0.6 มิลลิเมตร สำหรับเครื่องรุ่น Creator Pro2
    3.  เพิ่มการตั้งค่าของ Top Solid Density และ Horizontal Expansion สำหรับการตั้งค่า support รูปแบบ linear ในหน้าการตั้งค่าแบบ Expert mode
      -Horizontal Expansion การเพิ่มขนาดของเส้นให้มีความแบนมากขึ้น
      -Top Solid Density ความหนาแน่นของเส้นพลาสติกที่ฉีดออกมา
    4. เพิ่มการตั้งค่าสำหรับ Filament ชนิดใหม่ของเครื่องรุ่น Creator Pro 2 และ Creator 3
      -PLA
      -ABS
      -ASA
      -PA
      -PACF
      -PC
      -PETG
      -Flexible Filament
    5. ปรับการ Preview ก่อนที่จะเริ่มการพิมพ์งานจริง(ตัวอย่าง Gcode) จะไม่ได้ save ทันทีเหมือนก่อนหน้านี้ หลังจากนั้นเราสามารถกดกลับไปตั้งค่าใหม่ได้ และถ้าต้องการ Export Gcode ให้กด Export อีกครั้ง
    6. เพิ่มฟังก์ชั่น align dual-extrusion models.
    7. ปรับการ Optimizes Gcode path และปรับการพิมพ์ support แบบ linear ให้ดีมากยิ่งขึ้น
    8. เพิ่มประสิทธิภาพฟังก์ชันอื่น ๆ และการแก้ไขข้อบกพร่อง

Support Fullscale Max660

Support Fullscale Max660

Download  – software Creatware 3D Printer  ที่นี่ <—

Download  – คู่มือ Fullscale Max Series 3D Printer  ที่นี่ <—

 

การเริ่มต้นใช้งาน Fullscale Max Seriesการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นการบำรุงรักษา

**ข้อมูลในบทความนี้อาจจะต่างไปบ้าง เนื่องจาก update Firmware / software ใหม่ๆ**
แนะนำให้ดาวโหลด Manual ภาษาไทยที่หน้า Download นะครับ เนื่องจากข้อมูลค่อนข้างเยอะมาก
1. การลงโปรแกรม สำหรับตัวนี้คือ Creatware ซึ่งคือ CURA Opensouce นั้นเอง สามารถหาไฟล์ install จาก SD card ที่แถมไปเครื่อง หรือ Download ใน Tab Download ได้เลย
**สำคัญมาก ต้องเลือก Machine ตามขนาดเครื่องครับ
30*25*30cm สองหัวฉีด สำหรับ Max300
30*25*52cm สองหัวฉีด สำหรับ Max350
40*30*30cm สองหัวฉีด สำหรับ Max400
40*30*52cm สองหัวฉีด สำหรับ Max450

40*30*52cm สองหัวฉีด สำหรับ Max660**

**เราขนาดเส้นของพลาสติกให้ตรงกับ Spec ที่เลือกกับเรา 1.75mm หรือ 3.0mm**

2. การ Calibrate ฐานพิมพ์ เข้า Menu Level Build Plate สามารถทำได้เช่นเดียวกับ เครื่อง 3D Printer ทั่วไป

 

3. การใส่เส้น ควรใช้คำสั่ง Preheat ในการใส่เส้นแทน ไม่ควรใช้คำสั่ง “Load Filament” คำสั่ง Load Filament มีโอกาสทำให้เส้นติดได้มากกว่า
4. การใช้ Software

Tips ควรรู้
1. เนื่องจากขนาดพิมพ์ค่อนข้างใหญ่ เวลาพิมพ์เสร็จอาจจะนำชิ้นงานออกมายาก แนะนำให้เปิดฐานทำความร้อนสัก 40c แล้วค่อยแกะชิ้นงานออกมา
2. ควรทาจารบี หรือ น้ำมันหล่อลื่น 2 อาทิตย์ครั้ง เนื่องจากรางสไลด์จะยาวกว่ารุ่นอื่น ควรหล่อลื่นบ่อยหน่อย

 

 

แก้ปัญหาเบื้องต้น
โปรดดูคู่มือภาษาไทยประกอบ
– หากพบกว่าเมื่อพิมพ์มีการเลื่อนขอเลเยอร์ไปเรื่อยๆ แก้ปัญหาได้ง่ายๆด้วยการทางจาราบี หรือ นำ้มันหล่อลื่น ทาน้ำม้นตามแกน (วิธีเชคง่ายๆคือปิดเครื่องแล้วเลื่อนชุดวฉีดดู ถ้าเคลื่อนที่ในแนวแกน XY แล้วฝืดให้ทาน้ำมันเลย))

(การทำความสะอาดและการแก้หัวตัน)

ข้อควรระวัง 

ให้หาโฟมมาวางบนแท่นพิมพ์เพื่อกันอุปกรณ์หล่น เพราะอาจจะทำให้กระจกแท่นพิมพ์แตกเสียหายได้

 

(การถอดประกอบหัวฉีดและการทำความสะอาดหัวฉีด)

 

(วิธีแก้เส้นหักคาอยู่ในท่อนำเส้น)

 

 

 

 

โปรดดูคู่มือภาษาไทยประกอบ
– หากพบกว่าเมื่อพิมพ์มีการเลื่อนขอเลเยอร์ไปเรื่อยๆ แก้ปัญหาได้ง่ายๆด้วยการทางจาราบี หรือ นำ้มันหล่อลื่นตามแกน (น้ำมันจักร) (วิธีเชคง่ายๆคือปิดเครื่องแล้วเลื่อนชุดวฉีดดู ถ้าเคลื่อนที่ในแนวแกน XY แล้วฝืดให้ทาน้ำมันเลย)