สยามปูนซิเมนต์สร้างอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กสูง 3 เมตร ด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์แบบ 3 มิติ

สยามปูนซิเมนต์สร้างอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กสูง 3 เมตร ด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์แบบ 3 มิติ

        ปูนซิเมนต์ บริษัทวัสดุก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ประกาศทำโครงการก่อสร้างที่พิมพ์แบบ 3 มิติ รุ่นใหม่ล่าสุดที่เรียกว่า “Triple S” โดย Thailand-based company กล่าวว่าโครงการใหม่นี้นับเป็น วิวัฒนาการใหม่ในการพิมพ์แบบ 3 มิติ เลยก็ว่าได้

 

1

ภาพที่ 1

        ปูนซิเมนต์กลุ่มสยาม (SCG) เป็นผู้นำที่สำคัญในการพิมพ์แบบ 3 มิติ ด้านการก่อสร้างตั้งแต่ปีเป็นช่วงต้นปี 2014 เมื่อมีการเปิดตัววัสดุในการพิมพ์แบบ 3 มิติ โดยทำมาจากส่วนผสมของผงปูนซีเมนต์วัสดุรีไซเคิล และเส้นใยธรรมชาติ ตั้งแต่นั้นมาก็มีส่วนช่วยในเพิ่มจำนวนของการพิมพ์แบบ 3 มิติมากขึ้น สิ่งที่น่าประทับใจนั้นเกิดขึ้นจากการพิมพ์โครงสร้างคอนกรีต “Y-Box Pavilion 21st century Cave” ซึ่งถูกสร้างขึ้นในความร่วมมือกับสถาปนิกไทย Pitupong Chaowakul โดยโครงสร้างหลักๆ จะประกอบด้วยเสา 6 ต้น ที่ช่วยค้ำหลังคาอยู่ซึ่งป็นการพิมพ์แบบ 3 มิติ (ภาพที่ 2)

 

2

ภาพที่ 2

        เมื่อเร็ว ๆ นี้เอสซีจีได้ร่วมงานกับนักออกแบบไทย ชื่ออานนท์ ไพโรจน์ เพื่อสร้างเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งสวนที่พิมพ์แบบ 3 มิติ เป็นแบบปูน ผลงานนี้มีชื่อว่า “Fluctuation of Precision”  ประกอบด้วยโซฟา โต๊ะ และสวนหิน ที่สร้างขึ้นจากปูนด้วยการพิมพ์แบบ 3 มิติ (ภาพที่ 3)

3

ภาพที่ 3

        โครงการล่าสุดของ SCG  “Triple S” เป็นผลงานที่มีโครงสร้างขนาดใหญ่ซึ่งจะโชว์ให้เห็นถึงพื้นผิวของโครงสร้างตัวงาน และแนวคิดของการออกแบบนี้เพื่อเป็นที่พักอาศัย  โดยมีโครงสร้างเป็นกระท่อมมีขนาด 3 x 3.5 x 3 เมตร (ภาพที่ 4-5) ซึ่งผลที่ได้นั้นเรื่องน่าประทับใจมากในด้านของการออกแบบ และขั้นตอนการพิมพ์แบบ 3 มิติ เพราะเมื่อเริ่มฉีดพิมพ์โครงสร้างของกระท่อมออกมานั้น ปูนที่ฉีดออกมาเป็นผนังกระท่อมแนบชิดกันมากจนเป็นที่น่าพอใจ ส่วนในเรื่องของขนาดเส้นที่ฉีดออกมาก็เรียงสวยงาม ซึ่งแตกต่างจากการพัฒนาเมื่อครั้งก่อนหน้านี้เป็นอย่างมาก ผลที่ได้ออกมานี้เกิดจากการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องจึงทำให้เทคโนโลยีทางด้านการพิมพ์แบบ 3 มิติ ที่ใช้ปูนเป็นวัสดุนั้นมีความก้าวหน้าไปเป็นอย่าง ส่วนในด้านการออกแบบของโครงสร้างให้มีการรับน้ำหนักได้ดีขึ้นนั้น โดยที่ด้านนอกจะฉีดให้ซ้อนทับกันไปมาจะเกิดเป็นลวดลาย ส่วนด้านในจะฉีดให้เรียบแบบเหมือนผนังกำแพงแบบธรรมดาทั่วไปเพื่อเน้นการใช้งานต่างๆ จะเห็นได้ว่าการฉีดที่ผนังด้านนอกให้เกิดลวดลายนั้นจะเกิดพื้นที่ในการถ่ายเทน้ำหนักได้ดีขึ้น ดังนั้นไม่ต้องกังวลเลยว่าจะเกิดอาการทรุดจากน้ำหนักของคานและหลังคา

4

ภาพที่ 4

5

ภาพที่ 5

        เป็นที่แน่นอนอยู่แล้วว่าการออกแบบให้ฉีดผนังด้านนอกเกิดลวดลายนั้น จะต้องคำนึกถึงการใช้ประโยชน์สำหรับการใช้งานอยู่แล้วเพราะจะได้ใช้วัสดุที่สิ้นเปลืองเกินความจำเป็น ผลที่ได้คือเกิดเป็นความสวยงามบนผนัง และเป็นโครงสร้างที่แข็งแรง  ซึ่งโครงการสร้างอาคารที่สูงถึง 3 เมตรนี้ เป็นการสร้างขึ้นเพื่อการสาธิตวิธีการพิมพ์แบบ 3 มิติมากกว่าใช้งานจริงมากกว่า ส่วนในเรื่องของปูนคอนกรีตที่ใช้นั้นเป็นแบบน้ำหนักเบาผลิตขึ้นมาโดยเฉพาะของทาง SCG เอง และมีการพัฒนาให้มีระบบที่ใช้วัสดุได้น้อยลง เพื่อให้ช่วยลดต้นทุนในการผลิตได้อีกด้วย

6

ภาพที่ 6

7

ภาพที่ 7

8

ภาพที่ 8

9

ภาพที่ 9

        ทางบริษัท กล่าวว่า ระบบโครงสร้างที่ได้ออกแบบมานั้น เป็นปูนคอนกรีตที่ทำการเสริมเหล็กไว้ภายใน ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากเพื่อช่วยรองรับน้ำหนักของตัวโครงสร้างภายในตัวมันเอง และทำให้มีอายุในการใช้งานที่ยาวนานขึ้นด้วย เนืองด้วย ปูนซิเมนต์กลุ่มสยาม (SCG)  เป็นบริษัทชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในด้านวัสดุก่อสร้าง จึงได้พัฒนาเทคโนโลนยีการพิมพ์แบบ 3 มิติ ที่ใช้ปูนคอนกรีตเป็นวัสดุหลัก เพื่อให้เห็นถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางด้านการก่อสร้าง และสิ่งแปลกใหม่ของอุตสาหหกรรมการก่อสร้างต่างๆ ทั่วโลก

 

ที่มา : http://www.3ders.org/

สร้างปราสาทคอนกรีตด้วยเครื่องพิมพ์3มิติยักษ์

หนุ่มมินิโซต้าเจ๋ง สร้างปราสาทคอนกรีตหลังแรกของโลกด้วยเครื่องพิมพ์3มิติที่สวนหลังบ้าน ทั้งยังออกแบบอุปกรณ์ที่พิมพ์บ้าน2ชั้นได้ด้วย

 แปลจากบทความเขียนโดย Alec

 1.5

ในมินิโซต้า ผู้รับเหมา อังเดรย์ รูเดนโก้ กำลังทำสัดส่วนมหึมาด้วยการขยายข้อจำกัดเทคโนโลยีการพิมพ์3มิติออกไป เขาพิมพ์ปราสาทคินกรีต 3 มิติขึ้นที่สนามหลังบ้านโดยการดัดแปลงเครื่องพิมพ์ ปราสาทหลังนี้ขนาด 3คูณ 5 เมตร มันกลายเป็นสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่สุดในปัจจุบันที่พิมพ์ด้วยเทคโนโลยี 3 มิติ

โครงการของเขาเกิดขึ้นมาจากความต้องการที่จะสร้างเครื่องพิมพ์3มิติสำหรับสร้างบ้านที่แข็งแรง ทนทาน ใช้งานได้จริงและอาศัยอยู่ได้ ปราสาทหลังนี้เป็นผลงานที่สะท้อนความสามารถของเครื่องพิมพ์3มิติขนาดยักษ์ได้เป็นอย่างดี

2

เขาใช้เวลาหลายปีวางแผนและเตรียมตัวสำหรับโครงการนี้  รูเดนโก้ กล่าวว่า“ผมสนใจในเทคโนโลยีการพิมพ์3มิติมาตั้งแต่เป็นวัยรุ่น การทดลองพิมพ์ด้วยคอนกรีตของผมสร้างเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา แต่ ณ ตอนนั้นเครื่องคอมพิวเตอร์และโปรแกรมชั้นสูงยังไม่ได้มีให้ใช้งาน จนกระทั่งผมมาเจอเรพแรพแล้วเริ่มพัฒนาส่วนผสมคอนกรีตชนิดพิเศษขึ้น แรงบันดาลใจเสริมของผมมาจากหินทรายธรรมชาติที่ผมพบตอนไปเที่ยวที่อะริโซน่าเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผมหวังว่าจะสร้างปราสาทให้ดูเหมือนวัสดุธรรมชาติ”

6

ด้วยความที่ความก้าวหน้าของโครงการนี้ยังติดขัดอยู่ที่การจัดหาเงินทุนสนับสนุน ดังนั้นเขาจึงออกเงินด้วยตัวเองซึ่งทำให้เขามีความยืดหยุ่นในการใช้ความคิดสร้างสรรค์ทางวิศวกรรม “ตอนที่ผมเริ่มโครงการนี้ ว่าที่ผู้ให้การสนับสนุนกังวลมากเรื่องการให้เงินทุนสนับสนุนเพราะพวกเขาไม่คิดว่าเทคโนโลยีนี้จะมาได้ไกลขนาดนี้ เมื่อโครงสร้างของปราสาทและเครื่องพิมพ์เริ่มมีศักยภาพชัดเจน ผมวางแผนจะเปิดประมูลบ้านหลังแรกเพราะมันจะกลายเป็นบ้านหลังแรกที่พิมพ์ได้สำเร็จด้วยเครื่องพิมพ์3มิติ และใช้งานได้จริง ผมหวังว่ามันจะกลายเป็นสถานที่สำคัญที่มีค่า”

world-first-3d-printed-concrete-castle-8

โครงงานที่ใหญ่ขนาดนี้ย่อมต้องมีเครื่องพิมพ์ขนาดใหญ่สอดคล้องกัน ดังนั้นเขาจึงสร้างและออกแบบเครืองพิมพ์ 3 มิติด้วยตัวเอง เครื่องพิมพ์ตัวนี้สร้างด้วยบอร์ดอาร์ดุยโน เมกะ 2560และซอฟท์แวร์ซึ่งไม่ได้แตกต่างจากเครื่องพิมพ์3มิติทั่วไป แต่มันต้องใช้สเตปเปอร์แบบพิเศษซึ่งสามารถรับน้ำหนักได้มาก

 

รูเดนโก้กำลังวางแผนที่จะผลิตเครื่องพิมพ์ขนาดพกพาที่ลูกค้าทั่วไปและบริษัทเล็กๆสามารถซื้อได้ ส่วนราคานั้นจะประกาศอีกครั้งหลังจากที่เราสร้างบ้านได้สักสองสามหลัง แต่เขากะจะตั้งราคาประมาณ 30000 ถึง 50000 ดอลลาร์ โดยเขาตั้งใจจะส่งเป็นชิ้นส่วนให้ลูกค้าประกอบเองเพราะเขาไม่สามารถจัดส่งได้ทั้งเครื่องที่ประกอบแล้ว แต่สามารถแยกเป็นหัวฉีด กล่องควบคุม และส่วนประกอบหลักอื่นๆ เพื่อให้ลูกค้าประกอบเป็นแบบฉบับของตัวเอง

5

เขากล่าวว่า การวางซีเมนต์แต่ละชั้นเป็นงานยากเพราะต้องอาศัยการปรับตั้งค่าด้วยโปรแกรมเยอะมากและต้องใช้ปริมาณซีเมนต์ที่พอเหมาะ ระหว่างทดลองเครื่องเขาได้เจออุปสรรคมากมาย หนึ่งในฝันร้ายคือ หัวตัน

 

ซีเมนต์ที่เขาใช้คล้ายกับซีเมนต์ที่ใช้ทั่วๆไปบวกกับสารยึดเกาะอีกนิดหน่อย อันที่จริงสามารถใช้คอนกรีตแบบแห้งเร็วได้เพื่อช้วยให้ขั้นตอนเสร็จเร็วขึ้น แต่ติดที่ต้นทุนซึ่งไม่จำเป็น

 

เขาอยู่ในขั้นตอนการปรับปรุงรูปแบบจากการลองผิดลองถูก เป้าหมายของเขาคือเครื่องพิมพ์ 3 มิติที่สามารถพิมพ์ได้ 24 ชั่วโมงต่อวันเลยทีเดียว

3

โครงการถัดไปของเขาคือการสร้างบ้านขนาดจริง เขาได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในเทคโนโลยีใหม่นี้ เขาอยากจะมีทีมงานครบเพื่อจะได้มั่นใจว่าเขาจะสามารถใช้เครื่องพิมพ์3มิตินี้ได้อย่างประโยชน์สูงสุด เขาอยากร่วมงานกับสถาปนิก นักออกแบบและวิศวกรซอฟท์แวร์ที่มีประสบการณ์และสนใจ

เมตาเมซอน ปฏิวัติการพิมพ์หน้ากากเพื่อคนนอนกรนด้วยเครื่องพิมพ์3มิติ

การนอนกรนเป็นอาการที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย การหยุดหายใจชั่วคราวขณะหลับเกิดขึ้นกับประชากรชาย 1 ใน 4 และหญิง 1 ใน 9คน หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี อาการเช่นนี้อาจส่งผลกระทบถึงความสัมพันธ์ ก่อให้เกิดโรคซึมเศร้าและอ่อนเพลียเรื้อรัง นำไปสู่อาการเบื้องต้นของโรคเบาหวานและโรคหัวใจ เหล่านี้อาจเสี่ยงต่อการเสียชีวิตมากกว่าคนสูบบุหรี่วันละซองเสียอีก ในขณะนี้การรักษาด้วยวิธี CPAP เป็นวิธีรักษาระยะยาวที่ได้ผลดีที่สุดแต่กลับมีผู้เลิกการรักษาด้วยวิธีนี้มากที่สุด

metamason-3d-printed-CPAP-masks-2

เมตาเมซอน บริษัทรับพิมพ์3มิติเปิดใหม่ในพาซาเดนาเชื่อว่าผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างมากหากผลิตให้พอดีกับผู้ป่วยแต่ละคน พวกเขาเริ่มผลิตหน้ากาก CPAP เฉพาะรายบุคคลสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการหยุดหายใจชั่วคราวขณะหลับ โดยใช้เทคโนโลยีสแกน 3 มิติ, ภูมิศาสตร์ และการพิมพ์3มิติ รวมแล้วเรียกว่า ‘แสกน ฟิต พรินท์’

เลสลี่ โอลิเวอร์ คาร์ปาส ซีอีโอ และผู้ก่อตั้งเมตาเมซอนกล่าวว่า “พวกเราตระหนักได้อย่างรวดเร็วว่าการออกแบบพารามิเตอร์เฉพาะบุคคลจะสามารถทำให้ผลิตสินค้าให้เหมาะกับบุคคลแต่ละคนด้วยการแสกนและพิมพ์สามมิติ นั่นเป็นสาเหตุที่เราก่อตั้งบริษัทนี้ขึ้นมา เพื่อจะทำความคิดนี้ให้เป็นจริง”

พวกเขาประสบความสำเร็จในการสร้างผลิตภัณฑ์ตัวอย่าง และกำลังเริ่มทดลองในคลินิกเพื่อจะนำออกใช้งานจริงในอนาคตอันใกล้ ขณะนี้พวกเขากำลังระดมทุนเพื่อเข้าขั้นตอนการตรวจสอบขององค์การอาหารและยาซึงใช้เงินราว 510000 เหรียญสหรัฐซึ่งจะเสร็จสิ้นภายในกลางปีหน้า

metamason-3d-printed-CPAP-masks-5

ทีมของเมตาเมซอน ประกอบด้วยการรวมตัวของนักออกแบบทางอุตสาหกรรมจาก Art Center College of Design ได้แก่เลสลี่ โอลิเวอร์ คาร์ปาส, แมธธิว สไครเบอร์ และไรอัน โอนนิง, ออสการ์ คาริลโล ผู้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการนอนหลับ และผู้อำนวยการหน่วยรักษาผู้มีปัญหาการนอนหลับ โรงพยาบาล ฮันติงตั้น ดอกเตอร์อะชิช พาเทล

คาร์ปาสกล่าวว่า ยังไม่มีผู้ผลิตเครื่อง CPAP คนไหนที่ผลิตแบบคัสตอมไมซ์เฉพาะผู้ป่วยแต่ละคน ที่เคยมีมาก่อนหน้านี้ก็ราคาสูงมากและยุ่งยาก แม้ผู้นำตลาดจะพยายามผลิตหน้ากากให้เบาขึ้นและสัมผัสกับใบหน้าน้อยที่สุด มันก็ยังคงใส่ไม่สบายและยังรั่วซึมได้ ปัญหาทั้งสองข้อนี้เกิดจากความแตกต่างทางใบหน้าของผู้ป่วยแต่ละคน การใช้เทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการผลิตหน้ากาก CPAP ที่เหมาะแก่แต่ละบุคคล นอกจากนี้แบบหน้ากากดั้งเดิมจะมีส่วนท่องวงช้างที่เทอะทะและดูตลก ทำให้ไม่มีอิสระในการเคลื่อนไหวและไม่ดึงดูดเอาเสียเลย

metamason-3d-printed-CPAP-masks-3

หน้ากาก CPAP ของเมตาเมซอนปฏิวัติการสร้างหน้ากากรูปแบบใหม่ให้อากาศไหลผ่านได้ดีผ่านด้านข้างใบหน้าและรอบศีรษะ โดยใช้ท่ออ่อนแบบเดียวกับไนกี้ แอร์ ท่อเชื่อมต่อแบบนี้สามารถรองกระดูกแก้มและใบหน้าได้เป็นอย่างดี ท่อ CPAP จะขนานไปกับแกนกลางทำให้สวมใส่สบายมากขึ้น สายท่อไม่พันกันและอากาศไหลผ่านได้อย่างราบลื่นนุ่มนวล

metamason-3d-printed-CPAP-masks-8

หลักการ ‘แสกน ฟิต พรินท์’ ของพวกเขาเริ่มต้นด้วยการเก็บภาพแสกน 3 มิติของใบหน้าผู้ป่วย โดยใช้เครื่องแสกนราคาประหยัดอย่าง ฟูเอล3ดี และ Structure Sensor ประกอบกับข้อมูลทางชีววิทยาการนอนซึ่งได้มาจากคลินิกช่วยการนอนหลับ นอกจากนี้เรายังวางแผนที่จะใช้ถ่ายภาพความร้อนเพื่อตรวจสอบความยืดหยุ่นของเนื้อเยื่อใบหน้า

metamason-3d-printed-CPAP-masks-4

‘ฟิต’ คือขั้นตอนที่ผู้ป่วยสามารถปรับโครงสร้างของหน้ากากให้สวยงามและพอดีกับใบหน้าของพวกเขามากที่สุด ‘พรินท์’ คือขั้นตอนการพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ คาร์ปาสกล่าวว่า พวกเรานำเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติมาใช้ได้อย่างเหนือชั้นกว่าคนทั่วไปที่เอาไปผลิตแค่ผลิตภัณฑ์ต้นแบบ เราประยุกต์เทคนิคการฉีด การใช้ซิลิโคน และพลาสติกแข็งเข้าด้วยกัน เราผลิตชิ้นส่วนซึ่งแต่เดิมคนเชื่อกันว่าไม่สามารถขึ้นรูปได้

ราคาของหน้ากาก CPAP แบบดั้งเดิมจะอยู่ที่ 100 – 300 ดอลลาร์สหรัฐและมักจะอยู่ในประกัน ส่วนหน้ากากแบบ ‘แสกน ฟิต พรินท์’ จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายกว่ามาก คาร์ปาสกล่าวว่า พวกเรากำลังศึกษาการพิมพ์แบบ ดีแอลพี ซึ่งจะช่วยให้ต้นทุนต่ำลงไปอีก

เมตาเมซอนวางแผนจะขยายการผลิตหน้ากากแบบเฉพาะบุคคลนี้นอกเหนือ CPAP เช่นการผลิตหน้ากากออกซิเจนแบะหน้ากากสำหรับเด็กเล็ก ในระยะยาว พวกเขาวางแผนจะพัฒนาหน้ากากเพื่อใช้ทางการทหาร การกีฬาผาดโผน และการเทรนนิ่งนักกีฬา

นีโอเทคออกแบบระบบใหม่เพื่อการพิมพ์ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์3มิติ

เครื่องพิมพ์สามมิติในปัจจุบันสามารถผลิตวัตถุจากพลาสติก โลหะ เซรามิกส์และอีกมากมายแต่มันยังได้ถูกนำมาใช้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อย่างกว้างขวาง ในปัจจุบันหลายบริษัทกำลังพยายามใช้การพิมพ์สามมิติกับชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ หนึ่งในผู้นำร่องแนวคิดนี้คือ อ็อพโตเมค ผู้ซึ่งพัฒนาระบบ แอโรโซลเจ็ท เทคโนโลยีการพิมพ์ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งใช้หมึกนาโนพาทิเคิลบนชิ้นส่วน ในขณะที่บริษัท นีโอเทค เอเอ็มที จากเยอรมนีผู้เริ่มพัฒนาเทคโนโลยีใหม่นี้ในปี 2006 ได้ออกระบบการพิมพ์ระบบใหม่ LBS 45XE ซึ่งสามารถพิมพ์แผงวงจรซับซ้อนบนพื้นผิว 3 มิติที่ไหนก็ได้
neotech-3d-printing-electronics-1

แอลบีเอส เป็นเทคนิคการเผาไหม้ที่สามารถใช้กับแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์บนพื้นผิวที่อุณหภูมิต่ำเช่น โพลีคาร์บอเนต เทคโนโลยีนี้อยู่บนรากฐานสำคัญ 3 ส่วน โมชั่นทรีดีทูลพาธ ซีเอ็นซีแบบ 5 แกนและเครื่องพิมพ์แอโรโซลของอ็อพโตเมค

หัวฉีดแต่ละหัวของ แอลบีเอส 45เอ็กซ์อี ประกอบด้วยระบบสะท้อนความเย็นและเลนส์ หัวฉีดสามารถเคลื่อนไหวพร้อมกันบนแกนทั้งห้า เครื่องนี้สามารถพิมพ์ชิ้นส่วนได้ตั้งแต่ขนาดไม่กี่เซนติเมตรจนถึง 2 เมตร

neotech-3d-printing-electronics-2

ด็อกเตอร์มาร์ติน เฮดจ์ ผู้อำนวยการของนีโอเทค กล่าวว่าตลาดเป้าหมายของเราในขั้นแรกคือเสาอากาศโทรศัพท์มือถือและตัวทำความร้อนสำหรับอุตสาหกรรมเครื่องยนต์ มันถูกออกแบบสำหรับการพิมพ์ปริมาณมากด้วยต้นทุนต่ำ ระบบการพิมพ์แบบนี้สามารถชิ้นส่วนเป็นล้านๆชิ้นต่อปี ทั้งยังสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิต พัฒนาให้การออกแบบมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ลดความหนาของวัสดุและลดปัญหาสิ่งแวดล้อมเมื่อเทียบกับกระบวนการผลิตแบบดั้งเดิม อีกทั้งช่วยประหยัดระยะเวลาในการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่

neotech-3d-printing-electronics-4

โฮมดีโปจับมือเมเกอร์บอท พิมพ์ฮาร์ตแวร์ด้วยเครื่องพิมพ์3มิติ

โฮมดีโปจับมือเมเกอร์บอท พิมพ์ฮาร์ตแวร์ด้วยเครื่องพิมพ์3มิติ

makerbot-home-depot-600

โฮม ดีโป เป็นห้างขายปลีกสินค้าตกแต่งซ่อมแซมบ้านที่ใหญ่ที่สุดในโลก ใหญ่แค่ไหนน่ะหรือ พวกเขามีร้านค้าปลีกทั้งหมด 2264 ร้านใน 50 รัฐของสหรัฐ, 10 จังหวัดในแคนาดาและในเม็กซิโก พวกเขากล่าวว่ายอดขายของพวกเขาในปีที่แล้วคือ 78.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ มีพนักงานทั้งสิ้นมากกว่า 300000 คน

ร้านค้าที่มีเครือข่ายอยู่ทุกหนแห่งนี้กำลังจะวางขายเครื่องเมเกอร์บอท โดยเริ่มจากร้านที่นิวยอร์ก แคลิฟอร์เนีย และอิลลินอยส์

พวกเขาเรียกมันว่า โปรเจ็กต์นำร่อง เครื่องพิมพ์3มิติ เมเกอร์บอท และเครื่อง    สแกนเนอร์ จะถูกนำมาจัดแสดงภายในโดยมีซุ้มจัดเป็นพิเศษสำหรับมันโดยเฉพาะ

เมเกอร์บอทถือว่าข้อตกลงในการร่วมมือครั้งนี้เป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นถึงพลังและความสามารถรอบด้านของการพิมพ์3มิติภายในร้านค้าปลีกแบบDIY โดยมันเป็นการเปิดให้ช่างก่อสร้าง สถาปนิก ผู้รับเหมา นักออกแบบ นักตกแต่งสวน และลูกค้าทั่วไปได้เห็นถึงประโยชน์ของเทคโนโลยีการพิมพ์3มิติ

“พวกเราตื่นเต้นที่จะได้ร่วมมือกับ โฮมดีโป เพื่อที่จะได้นำเทคโนโลยีการพิมพ์3มิติไปสู่ลูกค้าของโฮม ดีโป “ บรี เพททิส ผู้บริหารของเมเกอร์บอทกล่าว  “ลองจินตนาการถึงโลกที่ที่คุณสามารถพิมพ์ชิ้นส่วนทดแทนและใช้การพิมพ์3มิติเป็นจุดเชื่อมระหว่างงานออกแบบและงานสร้าง เราเห็นความมหัศจรรย์ของการพิพม์สามมิติผ่านลูกค้าของเราทุกๆวัน เดี๋ยวนี้โฮมดีโป ก็เห็นถึงความมหัศจรรย์นี้เช่นกัน”

 

โฮมดีโปวางขายสินค้าจากเมเกอร์บอทมาอย่างน้อย 3 เดือนแล้ว มันเป็นวิธีการที่ชาญฉลาดมากในการที่จะให้ลูกค้าได้สัมผัสกับเครื่องพิมพ์3มิติด้วยตาตนเอง

กองทัพเรืออเมริกาเตรียมนำเครื่องพิมพ์3มิติไปใช้ที่ทะเล

กองทัพเรืออเมริกาเตรียมนำเครื่องพิมพ์3มิติไปใช้ที่ทะเล

 USS_ESSEX_LHD-2-Navy-3d-printer-1

กองทัพเรืออเมริกากำลังศึกษาว่าจะนำการพิมพ์สามมิติมาใช้เป็นเทคโนโลยีการผลิตทางทะเลได้อย่างไร เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. กองทัพเรืออเมริกาได้จัดงาน Maker Faire เพื่อจัดอบรมเพื่อแนะนำให้กะลาสีและผู้ที่เกี่ยวข้องในCDSAได้รู้จักกับการพิมพ์และการผลิตด้วยเทคโนโลยีสามมิติ

ในเบื้องต้นนี้พวกเขาสนใจจะนำเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติมาใช้แก้ปัญหาโลจิสติกส์ทางทะเล  ฟิล คัลลอม รองหัวหน้าหน่วยปฏิบัติการทางทะเลกล่าวว่า “หากเราคิดถึงค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงของการขนส่งทางทะเลที่พบในปัจจุบัน มันยิ่งชัดเจนเลยว่าเราต้องกลับมาคิดใหม่ว่าเราจะดำเนินธุรกิจของเราไปได้อย่างไร”

 navy-3d-printing-2

“เมื่อระบบการผลิตขั้นสูงและการพิมพ์สามมิติเริ่มแพร่หลายมากขึ้น เราก็มองเห็นภาพเครือข่ายการผลิตขั้นสูงที่ดำเนินการโดยเหล่ากะลาสีผู้ซึ่งมีทักษะในการระบุปัญหาและสร้างผลิตภัณฑ์”

navy-3d-printing-1

ในอนาคตกองทัพเรือวางแผนที่จะฝึกกะลาสีให้มีความเชี่ยวชาญ หากมีชิ้นส่วนที่ขาดหายไปและไม่มีสินค้าในคลัง กะลาสีสามารถออกแบบและพิมพ์ชิ้นส่วนที่ต้องการภายในไม่กี่ชั่วโมงหรือไม่กี่วัน ทำให้เกิดการตอบสนองที่รวดเร็วยิ่งขึ้น ลดค่าใช้จ่าย และหลีกเลี่ยงการส่งชิ้นส่วนไปทั่วโลก

ในช่วงต้นปีนี้ กองทัพเรือได้ติดตั้งเครื่องพิมพ์สามมิติขนาดกะทัดรัดบนเรือรบจู่โจมสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก USS Essex เพื่อทดสอบ พวกเขาประสบความสำเร็จในการฝึกให้กะลาสีใช้ซอฟต์แวร์ออกแบบและพิมพ์สามมิติ เครื่องพิมพ์สามมิติถูกนำมาใช้ทำชิ้นส่วนทางการแพทย์แบบใช้แล้วทิ้ง เช่น สายยางแบบหนา ฝาน้ำมัน และ เครื่องบินต้นแบบ อย่างไรก็ดี กองทัพเรือยังคงต้องดูก่อนว่าชิ้นส่วนจากเครื่องพิมพ์สามมิติเหล่านี้จะสามารถทนต่อการสั่นของเครื่องและคลื่นทะเลได้หรือไม่

กัปตันจิม โลเปอร์กล่าวว่า “มันเป็นสิ่งแปลกใหม่ยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นบนดาดฟ้าเรือ เรานำเครื่องพิมพ์สามมิติขึ้นมาไว้บนเรือเอสเซกส์เพื่อให้เหล่ากะลาสีทำความคุ้นเคยกับมันและเรียนรู้ที่จะใช้มันได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

“อนาคตของโลจิสติกส์อยู่ที่การพิมพ์สามมิติ ปริมาณของของที่เราต้องนำขึ้นเรือสามารถลดลงได้อย่างมากหากเราสามารถพิมพ์ได้เองบนเรือลำนี้ และสามารถทำได้อย่างไม่มีข้อจำกัด”

นักศึกษา ม.อริโซน่าประสบความสำเร็จในการปล่อยจรวดที่มีชิ้นส่วนพิมพ์จาก 3D Printer

นักศึกษา มหาวิทยาลัย อริโซน่า (University of Arizona) ประสบความสำเร็จในการปล่อยจรวดที่มีชิ้นส่วนพิมพ์จาก 3D Printer

โดยส่วนที่พิมพ์ชิ้นส่วนต่างๆของจรวดดังต่อไปนี้ ส่วนข้อต่อของวงจรไฟฟ้า กล่องใส่แผงวงจร หางเสือของจรวดเผื่อใช้ในการควบคุมทิศทาง ส่วนลำตัวของจรวด (ตามในภาพ แล้วหุ้มด้วยคาร์บอนไฟเบอร์อีกที)

3d-printed-rocket-launch-4

โดยในตอนแรกทีมผู้สร้างวิตกกังวลกันมากเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการผลิตชิ้นส่วนสามมิติเพราะพวกเขามีงบจำกัด พวกเขาจึงถูกแนะนำให้รู้จักกับบริษัทพิมพ์ 3 มิติ Solid Concepts ผู้ซึ่งบอกพวกเขาว่าค่าใช้จ่ายสำหรับการพิมพ์ชิ้นส่วนงานสามมิติต่ำกว่าที่พวกเขาคาดคิด นอกจากนี้ชิ้นส่วนสามมิติที่พวกเขาออกแบบจะช่วยประหยัดเวลาในการผลิตเป็นอย่างมาก

3d-printed-rocket-launch-2

ด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติ คุณสามารถผลิตชิ้นส่วนหลายชิ้นได้ในคราวเดียว แมธธิว ดูซาร์ด กล่าวว่าการผลิตส่วนหางด้วยระบบ Fused Deposition Modeling (FDM) จะต้องผลิตชิ้นส่วนแยกกัน 7 ชิ้น และใช้เวลาประกอบอีก 3 วัน ด้วยความที่แบบของพวกเขามีช่องโพรงภายในและส่วนหางที่บางเฉียบทำให้การพิมพ์สามมิติเป็นหนทางเดียวที่จะสร้างชิ้นส่วนต่างๆขึ้นมาในคราวเดียว เราห่อชิ้นส่วนสามมิติที่พิมพ์ขึ้นมาด้วยคาร์บอนไฟเบอร์อีกชั้นหนึ่งเพื่อเพิ่มความแข็งแรงทนทาน จากนั้นเลื่อนชิ้นส่วนนี้ไปที่ท้ายจรวด เท่านี้จรวดก็พร้อมใช้งานแทบจะทันที

3d-printed-rocket-launch-5

ส่วนหางที่พิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์สามมิติได้ช่วยประหยัดเวลาสร้างไปทั้งหมด 2 วันเต็มๆ ยิ่งไปกว่านั้น แบบที่พวกเขาพิมพ์ขึ้นจากเครื่องพิมพ์สามมิตินี้ยังช่วยลดแรงกระชากและเพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้น 85 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับวิธีผลิตแบบดั้งเดิม นอกจากนี้ยังช่วยให้ผลิตส่วนหางได้บางขึ้น ความโค้งที่เนี้ยบก็ทำให้จรวดทำงานได้ดีขึ้นด้วย ซึ่งไม่สามารถเป็นไปได้เลยด้วยวิธีการผลิตแบบอื่น

 

กระดูกอ่อนจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติชุบชีวิตจากโรคข้อเข่าเสื่อม

แปลจาก บทความโดย 3ders

โรคข้อเข่าเสื่อมที่รู้จักกันดีทั่วโลก โรคชนิดนี้เป็นสาเหตุให้เกิดความเจ็บปวดทรมานและทำให้ข้อต่อบริเวณเข่าและนิ้วมือใช้การไม่ได้ ในบรรดาประชากรโลกฝั่งตะวันตกมันเป็นโรคที่พบเห็นได้บ่อยที่สุดที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดและความพิการในหมู่วัยผู้ใหญ่ ข้อมูลทางสถิติแสดงให้เห็นว่าผู้ที่มีอายุ 65 ปีส่วนใหญ่และ 80 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่มีอายุสูงกว่า 75 ปีมักจะมีอาการของโรคนี้อยู่ ในประเทศสหรัฐ โรคนี้เป็นโรคอันดับสองที่ทำให้ผู้ชายอายุมากกว่า 50 ปีไม่สามารถทำงานได้ เป็นรองเพียงแค่โรคหัวใจขาดเลือดเท่านั้น

cartridges-living-human-cartilage-grown-on-lab-chip-2

แม้ว่าการรักษาจะช่วยบรรเทาอาการโรคข้อเข่าเสื่อมได้ แต่ไม่มีวันรักษาได้หายขาด ผู้ป่วยจำนวนมากที่เป็นโรคนี้ขั้นรุนแรงจึงต้องมีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อใหม่
ด้วยความพยายามที่จะลดความเจ็บปวดของผู้ที่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อมทั่วโลก เหล่านักวิทยาศาสตร์ได้ร่วมกันสร้างการพิมพ์ 3 มิติเชิงสร้างสรรค์ขึ้น ต่อการลดอย่างหนักของโรคข้อเข่าเสื่อมทั่วโลกนักวิทยาศาสตร์ได้สร้างวิธีการพิมพ์ 3 มิติที่เป็นนวัตกรรมใหม่ในการสร้างกระดูกอ่อนทดแทนสำหรับผู้ป่วย้อเข่าเสื่อมหรือทหารที่ได้รับบาดเจ็บในสนามรบ

Rocky Tuan, Ph.D., ผู้อำนวยการศูนย์ Cellular and Molecular Engineering มหาวิทยาลัยพิตส์เบิร์กกล่าวว่า “โรคข้อเข่าเสื่อมมีผลกระทบอย่างมากต่อคุณภาพชีวิต และควรมีการศึกษาทำความเข้าใจอย่างเร่งด่วนเกี่ยวกับสาเหตุของโรคและวิธีการรักษา เราหวังว่าขั้นตอนที่พวกเราพัฒนาขึ้นจะช่วยสร้างความแตกต่างทั้งในแง่ของการศึกษาที่มาของโรคและการรักษาผู้ที่มีภาวะกระดูกอ่อนหรือข้อต่อเสื่อมสภาพและบาดเจ็บ

cartridges-living-human-cartilage-grown-on-lab-chip-3

ดอกเตอร์ ร็อคกี้ ถวนกล่าวว่า “ วิศวกรรมศาสตร์ด้านเนื้อเยื่อและการปลูกถ่ายเป็นความหวังอันสดใสของการวิจัยทางการแพทย์ “

การสร้างกระดูกอ่อนเทียมนั้นต้องอาศัยองค์ประกอบหลัก 3 อย่างด้วยกัน คือ เซลล์ต้นกำเนิด ปัจจัยทางชีววิทยาเพื่อให้เซลล์เจริญเติบโตเป็นกระดูกอ่อน และ ตะแลงขึ้นรูปเนื้อเยื่อ ด็อกเตอร์ถวนและทีมงานพยายามสร้างกระดูกทดแทนจากเซลล์ต้นกำเนิดของคนไข้เอง หัวฉีดของเครื่องพิมพ์ 3 มิติจะพ่นเซลล์ต้นกำเนิดออกเป็นชั้นบางๆ

cartridges-living-human-cartilage-grown-on-lab-chip-1

ภาพกระดูกอ่อนภายใต้กล้องจุลทรรศน์

เป้าหมายสูงสุดก็คือการปรับแต่งเทคนิคนี้ให้แพทย์สามารถพิมพ์กระดูกอ่อนชิ้นใหม่ในตำแหน่งที่ต้องการในร่างผู้ป่วยโดยการใช้สายสวน
แม้ว่าครั้งนี้จะไม่ใช่หนแรกที่นักวิจัยได้ทดลองนำเอาการพิมพ์ 3 มิติมาใช้กับกระดูกอ่อน แต่วิธีการของดร.ถวน มีข้อดีอย่างโดดเด่นในการประยุกต์ใช้แสงที่ตามองเห็นแทนที่แสง UV ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อเซลล์ที่มีชีวิตได้
ห้องทดลองของ ดร.ถวน ยังสร้างการพัฒนาก้าวใหม่โดยการสร้างเนื้อเยื่อติดชิป โดยการใช้การพิมพ์สามมิติ เนื้อเยื่อชนิดนี้อาจนำมาช่วยทดลองเพื่อหาสาเหตุของโรคข้อเข่าเสื่อม รวมไปถึงการพัฒนาตัวยารักษาด้วยปัจจุบันชิปตัวนี้ใช้ เนื้อเยื่อ 96 หน่วยขนาด 4x4x8 มิลลิเมตร
ในขั้นต่อไป ทีมงานของดร.ถวนกำลังพยายามรวมการพิมพ์สามมิติเข้ากับเทคนิคนาโนไฟเบอร์ สปินนิ่ง โดยคาดหวังว่าเมื่อรวมเอาสองเทคนิคนี้ไว้ด้วยกันแล้วจะทำให้ตะแลงขึ้นรูปเนื้อเยื่อแข็งแรงขึ้นและสามารถผลิตกระดูกอ่อนเทียมที่ใกล้เคียงกระดูกอ่อนธรรมชาติมากยิ่งขึ้นไปอีก

การเก็บรักษา ABS และ PLA

บทความนี้เกี่ยวข้องกับการเก็บรักษา ABS หรือ PLA สำหรับเครื่อง 3d Printer โดยปกติหากเราไม่ใช้งาน filament เป็นระยะเวลานาน เราควรเก็บในที่แห้ง ไม่สัมผัสถูกอากาศโดยตรง และ ไม่โดนแสงแดด เรายืดอายุการใช้งานของ เส้นพลาสติก filament เราให้ใช้ไปได้นานๆ

filament-tr

เก็บในที่แห้ง

ความชื่นมีส่วนสำคัญทำให้คุณภาพของ ชิ้นงาน 3 มิติลดลงทััง PLA และ ABS ดังนั้นในระยะยาวแล้วเราไม่ควรปล่อยเส้นพลาสติก ให้สัมผัสอากาศโดยตรง ควรจะเก็บในถุงที่มิดชิด หรือ หากต้องเก็บระยะนานจริง เป็นไปได้ควรใส่สารกันชื้น (Silica Gel) หากเส้นพลาสติก filament เกิดชื้้นจะทำให้ ชิ้นความคุณภาพลดลงตามข้อมูลด้านล่างๆ

  • ABS ความชื้นในเนื้อพลาสติก จะทำให้ขณะทำความร้อนและฉีดพลาสติก ออกมาจะมีฟองอากาศเล็กๆขึ้น จึงทำให้ชิ้นงานไม่แข็งแรง เป็นขุ่ย ไม่คมชัด เนื่องจากแทนที่เนื้อพลาสติกจะเป็นเส้นตรงลงบน Layer ชิ้นงาน หากมีฟองอากาศจะทำให้เนื้อพลาสติกไหลไม่สม่ำเสมอ
  • PLA หากมีความชื้นเกิดขึ้นจะมีปัญหาเช่นเดียวกับ ABS อีกทั้งยังทำให้สีของชิ้นงานจางลง หรือ สีเพี้ยนได้ด้วย รวมถึงการสร้างพันธะของ โพลิเมอร์ไม่สมบูรณ์อีกด้วย De-polymerization ชิ้นงานที่ออกมาจะไม่แข็งแรงแประแตกหักง่าย

orange_abs_1lb_175mm_1024x1024

ไม่โดนแสง

พลาสติกทั้งสองชนิดนี้ไม่ควรโดนแดด เนื่องจากแสดงแดดจะลายพันธะของโพลิเมอร์ได้ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งใน PLA ที่มีส่วนประกอบหลักจากธรรมชาติ ยิ่งทำให้เสื่อมสภาพได้ง่ายขึ้น ดังนั้นจึงควรเก็บ เส้นพลาสติก filament ในที่ที่ไม่โดนแสงแดดโดยตรง

300px-3D_Drucker_Filaments

อุณหภูมิไม่ร้อน

พลาสติกทั้งสองทนต่อสภาพความร้อนไม่เท่ากัน PLA จะทนได้ไม่ดีเท่า ABS อย่างไรก็ดี การเก็บรักษา เส้นพลาสติก filament ในอุณหภูมิที่ไม่ร้อนมาก พยายามหลีกเลี่ยงที่ร้อนๆ เช่นใกล้เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องทำความร้อน หรือ ริมกำแพง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง PLA มี Glass Transition ที่ต่ำ 60-65 องศาเท่านั้น แต่ไม่จำเป็นถึงขนาดต้องเก็บในตู้เย็น

CREDIT : Dreamcatcher@Print3Dd