มือใหม่เลือกโปรแกรม 3D ต้องดูอะไรบ้าง

มือใหม่เลือกโปรแกรม 3D ต้องดูอะไรบ้าง

เมื่อคุณกระโดดเข้ามาในโลกของการพิมพ์ 3D มันก็จะมีความสนุก และตื่นเต้นกับโมเดลที่ดาวน์โหลดมาพิมพ์
แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง ก็จะหาโหลดโมเดลที่ต้องการไม่ได้ หรืออยากที่จะพัฒนาตัวเองเพื่อสร้างโมเดลที่ตรงตามความต้องการ และอาจต่อยอดไปถึงขนาดเป็นธุรกิจ
ณ จุดนั้นคุณต้องเริ่มหันมาใช้โปรแกรม 3D แล้วล่ะ

การเลือกโปรแกรม 3D เป็นบันไดขึ้นแรกที่สำคัญที่จะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในการสร้างโมเดล 3D อย่างที่จินตนาการไว้ ไม่ว่าคุณจะสร้างโมเดล ทำแอนิเมชั่น หรือทำ 3D simulation ก็ตาม จะมีตัวเลือกโปรแกรมในท้องตลาดมากมายจนปวดหัว ไม่รู้ว่าโปรแกรมตัวไหนจะเหมาะกับตัวเอง ลองมาดูตัวแปรหลัก ๆ ที่ต้องพิจารณาในการเลือกโปรแกรมขึ้นรูป 3D เพื่อให้เหมาะสมที่สุด

เข้าใจความต้องการของตัวคุณเอง

ก่อนที่จะไปเปรียบเทียบโปรแกรมต่าง ๆ ที่มีอยู่ในตลาด คุณต้องกำหนดความต้องการที่แท้จริงของคุณ ก่อนอื่นต้องชัดเจนว่าจะทำงานไปในแนวไหน เช่น งานสถาปัตยกรรม วิศวกรรม ออกแบบผลิตภัณฑ์ หรือแอนิเมชั่นสามมิติ แต่ละโปรแกรมเหล่านี้มีความต้องการที่เฉพาะเจาะจง ที่สำคัญเมื่อเรียนรู้โปรแกรมหนึ่งไปแล้ว การจะเปลี่ยนเป็นโปรแกรมอื่นค่อนข้างลำบาก เพราะต้องเรียนรู้ใหม่เกือบหมด เนื่องจากโปรแกรมพวกนี้มีคำสั่ง และขั้นตอนการทำงานไม่เหมือนกัน และต้องจดจำเยอะ

นอกจากนี้คุณยังอาจจะต้องการจัดการเรื่องขนาด รายละเอียด และความซับซ้อนของโมเดลที่จะสร้าง โปรแกรมแต่ละตัวอาจมีข้อจำกัดในการทำงานกับโมเดลที่ซับซ้อน จึงควรเลือกโปรแกรมที่สามารถทำงานในระดับที่ต้องการได้

โปรแกรม CAD ช่วยในการออกแบบ และทำซ้ำชิ้นงานในรูปแบบดิจิตอล

สุดท้ายคือเรื่องของงบประมาณ ลองประเมินดูว่าค่าใช้จ่ายในการใช้งานโปรแกรม ไม่ว่าจะเป็นแบบสมัครรายเดือน ซื้อครั้งเดียวจบ หรือบางโปรแกรมใช้งานฟรีก็มี หรือฟรีแบบมีข้อจำกัดในการใช้งาน


ประเภทงานต่าง ๆ และโปรแกรมสามมิติที่ทำได้


โปรแกรมขึ้นรูปสามมิติเรียกรวม ๆ ว่า Computer-Aided Design (CAD) หรือ 3D modeling ครอบคลุมตั้งแต่งานวิศวกรรม ถึงงานแอนิเมชั่น และแบบจำลองเชิงกล จึงมีความสำคัญที่ต้องเข้าใจประเภทของการขึ้นรูป และแต่ละโปรแกรมเหมาะกับความต้องการแค่ไหน

งานวิศวกรรม

โปรแกรม 3D สำหรับงานวิศวกรรมเน้นเรื่องความแม่นยำในการขึ้นรูปชิ้นส่วนเครื่องกล จะมีฟีเจอร์พวก component libraries, part banks, และเครื่องมือต่าง ๆ เช่น การสร้างเกลียว ซึ่งมีประโยชน์มากในงานวิศวกรรม นอกจากนี้บางโปรแกรมยังมีเครื่องมือ computer-aided manufacturing (CAM) มาให้ด้วย ทำให้ง่ายต่อการส่งต่อไปยังหน่วยการผลิต

โปรแกรมที่ขึ้นชื่อสำหรับวิศวกรได้แก่ SolidWorks, Siemens NX, CATIA, Fusion 360, Inventor, Creo, และ Solid Edge

งานสถาปัตยกรรม

โปรแกรมขึ้นรูปทางสถาปัตยกรรมจะเน้นการออกแบบ การวางแผนจัดการที่ว่าง และงานโครงสร้างทัศนียภาพ โปรแกรมประเภทนี้จะมีเครื่องมือที่ช่วยสร้างรายละเอียดของผังก่อสร้าง การสร้างภาพเสมือนจริง และสภาพแสงธรรมชาติเหมือนจริง

โปรแกรมที่เป็นที่นิยมได้แก่ AutoCAD, Revit, ArchiCAD, SketchUp, และ Vectorworks.

ในส่วนของ Building Information Modeling (BIM) จะเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมีในโปรแกรมประเภทนี้ในการออกแบบ และก่อสร้างอาคาร และโครงสร้างทางสถาปัตยกรรม (Photo credit: autodesk).

Animation และ Visual Effects

การขึ้นรูปงานสามมิติสำหรับการทำแอนิเมชั่น และการทำวิชวลเอฟเฟค จะเน้นเรื่องการสร้างรูปร่างของตัวละคร สภาพแวดล้อม และวัตถุที่เคลื่อนไหวได้ โปรแกรมลักษณะนี้จะมีคำสั่งที่ล้ำกว่าในเรื่องการสร้างการเคลื่อนไหว พื้นผิว การเรนเดอร์ และการจำลองการเคลื่อนไหว

โปรแกรมประเภทนี้ที่ใช้กันบ่อยได้แก่ Maya, Blender, Houdini, 3ds Max, และ Cinema 4D.

งานออกแบบผลิตภัณฑ์

โปรแกรมประเภทนี้จะใช้สำหรับการสร้างรายละเอียด และความสวยงามของโมเดล สำหรับสินค้าด้านอุปโภค โปรแกรมขึ้นรูปสามมิติเหล่านี้จะช่วยสร้างต้นแบบเสมือนจริง สามารถประเมินความสะดวกในการใช้งาน และปรับแต่งรูปแบบก่อนจะนำไปผลิตเป็นสินค้า

โปรแกรมที่ใช้กันอย่างกว้างขวางได้แก่ Rhino, Fusion 360, SolidWorks, and Alias.

การจำลองการใช้งาน และหาจุดสมดุล

การจำลองการใช้งาน และหาจุดสมดุล จะให้ผู้ใช้งานทดลอง และปรับแต่งด้านประสิทธิภาพของโมเดลสามมิตินั้น ๆ ภายใต้เงื่อนไขต่าง ๆ เครื่องมือเหล่านี้จะทำการวิเคราะห์ด้านต่าง ๆ เช่น ความเค้นเชิงกล พลศาสตร์ของไหล และ topological optimization

โปรแกรมหลัก ๆ ที่นิยมใช้ได้แก่ Ansys, Simulia (Abaqus), Altair Inspire, และ COMSOL Multiphysics.

การทำแบบจำลองช่วยในกสรวิเคราะห์ และคาดการณ์ถึงแระสิทธิภาพของชิ้นส่วนสามมิตินั้น (Photo credit: Grabcad)

โมเดลแบบออร์แกนิค และการปั้นโมเดล

โมเดลแบบออร์แกนิค และการปั้นโมเดลสามมิติเน้นการสร้างโมเดลที่มีรายละเอียดสูง ซับซ้อน มักใช้ในงานศิลปะดิจิตอล และวิดีโอเกมส์ โปรแกรมพวกนี้จะทรงพลังในการปั้นงาน สร้างพื้นผิว และรายละเอียดเล็ก ๆ


หลักเกณฑ์เพิ่มเติมในการเลือกโปรแกรมเขียนโมเดล 3D


นอกจากที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ก็ยังมีข้อที่ต้องพิจารณาในการเลือกนอกเหนือจากความต้องการเบื้องต้น เพื่อให้เหมาะกับการใช้งานอีกด้วย ต่อไปนี้เป็นหัวข้อสำคัญที่ต้องดูไว้ด้วย

ความเข้ากันได้ของระบบปฏิบัติการ

เช็คดูให้แน่ใจก่อนว่าโปรแกรม CAD ที่กำลังชั่งใจอยู่ใช้ได้กับคอมพิวเตอร์ของคุณมั้ย ไม่ว่าจะเป็น Windows, Mac, หรือ Linux เพื่อให้การติดตั้ง การใช้งานราบรื่น และตัวเครื่องมีประสิทธิภาพมากพอกับความต้องการของโปรแกรม

ความง่ายในการใช้งาน

การที่โปรแกรมใช้งานง่ายเป็นสิ่งที่สำคัญ ที่ช่วยให้คุณทำงานได้เร็วขึ้น และใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

  • การติดต่อกับผู้ใช้งาน: โปรแกรมที่มีหน้าตาที่เรียบง่าย เมนูใช้งานได้อย่างไม่สับสน และมีเครื่องมือที่เข้าถึงง่าย
  • มีเอกสารการใช้งาน และการช่วยเหลือทางเทคนิค: เช็คดูว่ามีคู่มือ การสอนการใช้งาน และฝ่ายเทคนิคที่คอยช่วยเหลือเมื่อมีปัญหาการใช้งานหรือไม่ คู่มือที่ดี และการช่วยเหลือที่ทันท่วงทีจะมีประโยชน์มากในกรณีที่คุณมีปัญหา หรือมีคำถาม

ฟีเจอร์ต่าง ๆ

ฟีเจอร์ที่มากับโปรแกรม 3D จะมีหลากหลาย แตกต่างกันไปในแต่ละโปรแกรม

  • การขึ้นรูปแบบ 2D และ 3D: ให้มองหาโปรแกรมที่มีเครื่องมือให้สร้างโมเดลที่มีความแม่นยำทั้งในแบบสองมิติ และสามมิติ
  • มีการจำลองการทำงาน และมีการวิเคราะห์: บางโปรแกรมจะมีการจำลองการทำงานของโมเดลมาให้ด้วย เพื่อดูว่าโมเดลที่เขียนขึ้นมาสามารถทำงานได้จริงอย่างที่ต้องการหรือไม่ ซึ่งอาจจะรวมถึงฟีเจอร์การวิเคราะห์ความเครียดในวัสดุ พลศาสตร์ของไหล หรือการวิเคราะห์ความร้อนที่เกิดขึ้นระหว่างการทำงาน
  • การทำงานร่วมกัน และระบบที่ใช้ติดตามและบันทึกการเปลี่ยนแปลงของไฟล์: สำหรับการทำงานร่วมกันเป็นทีม การทำงานร่วมกันได้ทันทีทันใดเป็นเรื่องสำคัญ ช่วยให้ทำงานพร้อมกันได้หลายคนอย่างมีประสิทธิภาพ และติดตามความเปลี่ยนแกลงของโปรเจคได้อย่างต่อเนื่อง
โปรแกรม 3D บางตัวจะมีฟีเจอร์การจำลองใรลักษณะต่าง ๆ เพื่อการวิเคราะห์ชิ้นงาน (Photo credit: Fetchcfd).

ประสิทธิภาพของโปรแกรม และความต้องการของระบบ

ประสิทธิภาพของโปรแกรม และความต้องการของระบบมีเรื่องสำคัญที่ต้องพิจารณาดังนี้

  • สเปกของคอมพิวเตอร์ที่ต่ำที่สุด และที่แนะนำโดยโปรแกรม: เช็คสเปกของคอมพิวเตอร์ที่จำเป็นต้องใช้ในการทำงานของโปรแกรม ควรแน่ใจว่าเครื่องคอมพิวเตอร์สามารถใช้โปรแกรมได้โดยไม่ทำให้การทำงานช้าลง
  • เลือกงานเฉพาะทางที่เหมาะกับเครื่องคอมพิวเตอร์: บางโปรแกรมจะเก่งมากกว่าในบางงาน เช่น งานเรนเดอริ่ง หรือการจำลอง เลือกโปรแกรมที่มีความสามารถโดดเด่นในงานที่ต้องการ

ราคา

ราคาของโปรแกรม CAD จะแตกต่างกันอย่างมาก

  • Open-Source และ โปรแกรมที่ต้องจ่ายเงินซื้อ: โปรแกรม Open-source มักจะใช้งานได้ฟรี แต่ก็อาจจะมีความสามารถน้อย ในขณะที่โปรแกรมที่ต้องจ่ายเงินซื้อจะมีความสามารถสูงกว่า และมีฟีเจอร์
  • รูปแบบการอนุญาตให้ใช้สิทธิ: เรียกง่าย ๆ คือการจ่ายเงินเพื่อใช้โปรแกรมแบบรายเดือน หรือรายปี เมื่อเทียบกับโปรแกรมแบบซื้อขาด ต้องดูว่าแบบไหนจะคุ้มค่ามากกว่ากันในระยะยาว ตัวอย่างเช่น Fusion 360 เป็นการสมัครสามชิกรายปี ในขณะที่ SolidWorks เราจะซื้อขาด แล้วจ่ายค่าบำรุงรักษารายปี
โปรแกรม 3D animation ถูกใช้กันเป็นเรื่องปรกติในการทำภาพยนตร์ (Photo credit: Autodesk).

ความสามารถในการขยับขยาย และการอัพเดท

ความสามารถในการเพิ่มเติมเครื่องมือ ฟีเจอร์ต่าง ๆ ตามความต้องการของคุณก็เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องคิดถึง

  • มีพัฒนาการมากขึ้นตามความต้องการของคุณ: เลือกโปรแกรมที่สามารถขยายความสามารถของมันตามความต้องการของคุณที่มากขึ้นได้ และควรมีการพัฒนาเพิ่มความสามารถของโปรแกรมอยู่ตลอดเวลาด้วย
  • มีการอัพเดทบ่อย พร้อมการซัพพอร์ต: การปรับปรุงโปรแกรมอยู่เสมอเป็นตัวบอกว่าโปรแกรมนั้นมีความทันสมัย ปลอดภัย และเชื่อถือได้ ผู้พัฒนาโปรแกรมที่ดีควรแก้ปัญหาของผู้ใช้งานได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ

ระดับความซับซ้อนของโปรแกรม CAD

โปรแกรม 3D มีความหลากหลายในเรื่องความซับซ้อนของโปรแกรม และความยากง่ายในการใช้งาน ต่อไปนี้เป็นเราจัดอันดับโปรแกรมตามระดับฝีมือของผู้ใช้งาน จากมือใหม่จนถึงผู้เชียวชาญ

โปรแกรมสำหรับมือใหม่

  • Tinkercad: ฟรี ทำงานแบบ web-based โปรแกรม Tinkercad เหมาะมากกับมือใหม่เริ่มใช้งาน การทำงานตรงไปตรงมา และมีเครื่องมือที่ใช้ง่าย สร้างโมเดลพื้นฐานได้เป็นอย่างดี
  • SketchUp แบบฟรี: ในเวอร์ชั่นฟรีเป็นที่นิยมในเรื่องการใช้งานง่าย และความเร็วในการขึ้นรูปงาน 3D แบบไม่ซับซ้อน

โปรแกรมระดับกลาง

โปรแกรมระดับกลางจะมีความสามารถมากขึ้น ฟีเจอร์เยอะขึ้น เหมาะกับผู้ใช้งานที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับ 3D มาระยะหนึ่งแล้ว

  • Fusion 360: ของบริษัท Autodesk มีความสามารถสูงและวใช้งานได้หลากหลาย มีเครื่องมือในการสร้างโมเดลสามมิติ การจำลองการทำงาน และการผลิต สามารถใช้ได้ทั้งในงานอดิเรก และเป็นอาชีพ
  • Blender: โปรแกรมฟรี และ Open-source โปรแกรม Blender มีเครื่องมือครบถ้วนในการสร้างโมเดล งานแอนิเมชั่น เรนเดอริ่ง และอื่น ๆ อีกมากมาย จึงเป็นที่นิยมในหมู่ศิลปิน 3D ละผู้พัฒนาเกมส์

โปรแกรมระดับเซียน

โปรแกรมระดับนี้จะมีฟีเจอร์ที่ล้ำกว่า และมักจะถูกใช้งานโดยมืออาชีพ ในงานที่มีความซับซ้อน และมีความต้องการเฉพาะทางสูง

  • CATIA: ถูกพัฒนาโดย Dassault Systèmes โดย CATIA มัดถูกใช้ในงานที่มีความต้องการเฉพาะทางสูง เช่น ยานอวกาศ และยานยนต์ มีความสามารถในการขึ้นรูปแบบพิเศษ การจำลองเหตุการณ์ และการผลิต
  • Maya: นับเป็นโปรแกรมมาตรฐานในการทำแอนิเมชั่น และวิชวลเอฟเฟ็ค มีเครื่องมือสุดทันสมัยในการขึ้นรูป การทำวัตถุเคลื่อนไหว และเรนเดอริ่ง
โปรแกรม 3D sculpting สามารถสร้างโมเดลแบบออแกนนิก ได้อย่างง่ายดาย (Photo credit: Nomad Sculpt).

การเลือกโปรแกรม 3D ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งความต้องการส่วนบุคคล งบประมาณ และระดับฝีมือของแต่ละบุคคล ลองใช้เวลาทดลองหลาย ๆ โปรแกรม (หลายโปรแกรมสามารถลองใช้งานในเวลาที่จำกัดได้ฟรี) อ่านรีวิว และลองสอบถามตามฟอรั่ม และคอมมูนิตี้ต่าง ๆ เพื่อช่วยในการตัดสินใจ

หวังว่าไกด์ไลน์ที่เราให้มาตั้งแต่ต้นคงพอให้คุณมีหลักในการเลือกโปรแกรมที่จะกระโดดลงไปลุยกับมันได้บ้างแล้ว และเพื่อช่วยให้คุณเริ่มก้าวแรกได้ ต่อไปนี้เป็นรายชื่อโปรแกรม CAD ที่มีในตลาด ครอบคลุมลักษณะการใช้งานหลากหลายอุตสาหกรรม:

nTopology, Tinkercad, Blender, Fusion 360, Rhinoceros (Rhino 8), AutoCAD, Houdini, Revit, Maya, FreeCAD, ZWSoft, Creo, Solid Edge, 4D Additive, SketchUp, SelfCAD, CATIA, OpenSCAD, Onshape, Siemens NX, SolidWorks, Cognitive Design Systems, Inventor, TurboCAD, Bricsys, 3D Coat, ZBrush, Mudbox, 3ds Max, Ansys, Grasshopper, Altair Inspire, Simulia, Altair DesignAI.