fbpx

รีวิวหัวฉีดAdventurer3 ใหม่ ในโหมดHigh Temp ด้วยPETG Filament

รีวิวหัวฉีดAdventurer3 ใหม่ ในโหมดHigh Temp ด้วยPETG Filament
Adventurer3 กับหัวฉีดใหม่

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาทางเราได้ทำการแจ้งข่าวเกี่ยวกับหัวฉีดใหม่ของเครื่องAdventurer3 ที่สามารถทำความร้อนได้สูงถึง265องศาเซลเซียสเลยทีเดียว
เรามาทำความรู้จักหัวฉีด Flashforge Adventurer3 และAdventurer3 Lite ใหม่กัน!

และนี่เป็นตัวอย่างของตัวงานที่พิมพ์อออกมาด้วยหัวพิมพ์ใหม่พร้อมกับการตั้งค่าเลย

Adventurer3
Nozzle:245c
Bed:70
Speed:60

นี่เป็นตัวอย่างงานง่ายๆที่เราได้ทำการทดสอบพิมพ์ด้วยความร้อนที่มากกว่าหัวฉีดแบบดั้งเดิม……แล้วแบบนี้ของใหม่มีข้อสังเกตอะไรบ้าง

ข้อสังเกตของหัวพิมพ์265องศา
-ราคาสูงกว่าหัวดั้งเดิม หากลูกค้าที่พิมพ์แค่PLA หรือวัสดุที่ไม่ได้ใช้ความร้อนสูงมากก็ไม่จำเป็นต้องใช้หัวรุ่นนี้
-การทำความร้อนจะช้ากว่าหัวรุ่นเดิมเพราะเนื่องจากวัสดุที่มีความทนทานของหัวมากขึ้น

แล้วผู้ใช้แบบไหนล่ะที่เหมาะกับหัวตัวใหม่
-ผู้ใช้ที่ใช้วัสดุความร้อนสูง ความแข็งสูงเช่น ABS PETG หรืออื่นๆ(หัวใหม่จะพิมพ์ABSได้ดีกว่าเพราะแข็งแรงกว่า ทำความร้อนได้มากกว่า)

*****Adventurer3 Lite ก็ใช้ได้เหมือนกันนะ

PETG คุณภาพสูงจาก 3DD

เครื่องตัดเลเซอร์ มีกี่แบบ อะไรบ้าง? CO2, Fiber, Diode

เครื่องตัดเลเซอร์ มีกี่แบบ อะไรบ้าง? CO2, Fiber, Diode

เครื่องตัดแกะสลักเลเซอร์ในท้องตลาดมีหลายชนิด ซึ่งแต่ละชนิดมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป ทั้งแบบ CO2, Diode และ Fiber บางชนิดเหมาะกับงานโลหะ บางชนิดเหมาะกับงานอโลหะตัดพลาสติก ตัดหนัง ตัดสไม้ เรามาทำความรู้จักเลเซอร์แต่ละชนิดกันเลยครับ

แบ่ง Laser ตามแหล่งกำเนินแสง
1. CO2 Laser แห่งกำเนิดแสงของ Laser ชนิดนี้มาจากหลอด CO2 โดยทั่วๆไปจะมีกำลัง 30-180Watt โดยมีความยาวคลื่น 10.6 uM (10600 nm) เป็นความยาวคลื่นที่ตาเรามองไม่เห็น ไม่จำเป็นต้องใส่แว่นป้องกัน เลเซอร์ชนิด CO2 จะเป็นเลเซอร์ที่นิยมใช้มากที่สุด ทำงานได้หลากหลาย แต่เน้นไปที่วัสดุอโลหะ

หลอด CO2
  • นิยมใช้กันมากที่สุด เหมาะกับแกะสลักและตัดวัสดุอโลหะ เช่น Acrylic, แผ่นไม้, หนัง, แผ่นยาง, แผ่นพลาสติกชนิดต่างๆ
  • ใช้พลังงาน input สูงที่สุด เกิดความร้อนมากสุด ถ้าเทียบกับกำลังตัดที่ได้
    ตัดและ แกะสลัก Acrylic

    งานจาก CO2 Laser

2. Diode Laser แห่งกำเนิดแสงมาจากตัว Diode มีขนาดเล็กมาก แต่แลกมาด้วยกำลังที่น้อยจะเห็นที่ 1-10Watt ลำแสงที่ออกมาอยู่ในช่วง UV 405 – 1080 nm (เป็นแสงที่ตาเรามองเห็นนะคับ จะเห็นเป็นสีน้ำเงิน-ม่วง ต้องใช้อุปกรณ์ป้องกันเมื่อใช้งาน เช่น แว่นตา)

Diode Laser
  • ขนาดเล็ก แกะสลักได้ดี แต่ไม่เหมาะงานตัด (ไม่แนะนำกับงานตัดเลย)
  • ต้องใช้แว่นป้องกัน ลำแสงมีอันตรายกับสายตา
  • หลังๆ Diode Laser ใช้ในการแพทย์และเสริมความงามมากขึ้น แต่ก่อนใช้ CO2 เลเซอร์ในการจี้ผิว แก้แผลเป็น หลังจากที่ Diode เลเซอร์มาจึงนิยม เนื่องจากเครื่องไม่ใหญ่ เคลื่อนย้ายสะดวก
    แกะสลักลงบนพื้นผิวต่าง

    เครื่องจะมีขนาดเล็กมาก

3. Fiber Laser เป็นเลเซอร์ที่มีกำลังมากที่สุด แหล่งกำเนิดแสงมาจาก Diode Laser จำนวนมากๆหลายตัว มารวมแสงผ่านกันที่เส้นไฟเบอร์นำแสง แสงของ Diode แต่ละเส้นจะมารวมกันที่เส้น Fiber เส้นใหญ่นำไปสู่หัวเลเซอร์และโฟกัสไปที่จุดเดียว Fiber Laser นิยมใช้ใน Fiber Marking 10-50Watt และ เครื่องตัดโลหะ ไฟเบอร์ Fiber Metal Cutter ขนาด 1000-5000Watt

เกิดจาก Diode Laser จำนวนหลาายๆตัว แสงเดินทางผ่านสาย Fiber เส้นเล็กๆหลายๆเส้น รวมเป็นเส้นใหญ่ ณ จุดปลายอีกข้างหนึ่ง
กำลังในการตัดสูงมาก สามารถตัดโลหะ หนาได้ (ต้อง Gas ช่วยเช่น Gas O2 หรือ N2)
  • เป็นเลเซอร์ที่กำลังสูงที่สุด
  • ราคาสูงที่สุด
  • ใช้แกะสลัก โลหะ หรือ ตัดโลหะหนาๆได้
  • ใช้ Fiber Laser ต้องใช้แว่นตาป้องกัน

    Fiber Laser สามารถตัดโลหะ หนาๆได้

Note : นอกจาก Diode Laser/ Fiber Laser ใช้ในงานตัดหรืองานแกะสลักแล้ว ยังเอามาใช้ทำ 3D Printer อีกด้วยจะเห็นได้ที่ระบบ SLA (ใช้เลเซอร์ยิงบนน้ำเรซิ่น) หรือ SLS (ใช้เลเซอร์ยิงบนผงโพลิเมอร์ ผงไนลอน) หรือ SLM (ใช้ Fiber Laser กำลังสูงยิงหลอมผงโลหะเข้าด้วยกัน)

ใช้ Fiber Laser ยิงลงบนผง Nylon ในระบบ SLS 3D Printer

แบ่งการตามวิธีการเคลื่อนที่ของเลเซอร์

1. Cartesian หรือ หัวเลเซอร์เครื่องที่ในแกน XY โดยมอเตอร์ ระบบนี้พบเห็นได้บ่อยที่สุด พวกเครื่องตัด CO2, Fiber Laser ต่างๆในท้องตลาด ระบบนี้ข้อดีคือถูก แต่ยังมีข้อจำกัด ด้านความเร็วของการทำงาน หัวเลเซอร์ไม่สามารถเคลื่อนที่ได้เร็ว เร็วเกินไปงานที่ได้ไม่ชัดไม่สวย เช่น ถ้าแกะสลักที่ 200mm/Sec เริ่มจะเห็น Ghost (ภาพเคลื่อนจากความหน่วงของหัวฉีด)

เคลื่อนที่แบบ cartesian หัวเลเซอร์เคลื่อนทั้งระนาบ X Y

2. Galvano หรือ การกวาดแสงโดยใช้ กระจก 2 บาน เป็นตัวหักเหลำแสงเลเซอร์ ไปยังจุดต่างๆบน Table จะเห็นระบบนี้ได้มากกับ เครื่อง Fiber Laser Marking ข้อดีของระบบนี้คือเร็วมาก ความเร็ว 5000mm/Sec มีให้เห็นได้ง่ายๆ ข้อเสียหลัก หลักๆของระบบนี้คือ คุณภาพของงานจะลดลงเมื่ออยู่ขอบชิ้นงาน ห่างจากจุดกึ่งกลางเท่าไหร่คุณภาพลดลงเท่านั้น เพราะเลเซอร์จะตั้งฉากที่จุดกึ่งกลางภาพ และจะตกกระทบเป็นมุมมากขึ้นเรื่อยหากห่างจุดกี่งกลาง

เคลื่อนที่แบบ Galvano Scanner จะเห็นได้มากใน Fiber Laser Marking

3. Hybrid cartesian & Galvano อันนี้เป็นอะไรที่มาใหม่มาก คือใช้กันหักเหแสง กับ การเครื่องที่ตามแกนมอเตอร์เข้าด้วยกัน ตัวอย่างเช่นเครื่อง Formlabs Form3 หัวเลเซอร์เคลื่อนที่ในแนวแกน X แบบ cartesian และ ใช้การหักเหของกระจกที่แกน Y เป็นการประยุกต์เอาข้อดีของทั้งสองระบบเข้าด้วยกัน คือเคลื่อนที่ยังเร็วอยู่ และแสงเลเซอร์ตกกระทบยังได้ฉากอยู่เสมอ

เลเซอร์สะท้อนกระจกในแนวแกน Y (Galvano) ชุดเลเซอร์นี้เคลื่อนที่บนรางแกน X เลเซอร์จะตกกระทบตั้งฉากชิ้นงานเสมอ

Note : เครื่อง Laser Cut&Engrave เกือบทั้งหมดจะเป็นแบบ cartesian ส่วนเครื่อง Fiber Marking เกือบทั้งหมดจะเป็นแบบ Galvano แบบ Hybrid เริ่มจะมีให้เห็นได้บ้าง ยังใช้ในเครื่อง 3D Printer

Laser Cutter and Engraver – CO2 เครื่องตัดและแกะสลักเลเซอร์ชนิด CO2
เลเซอร์ที่นิยมใช้กันมากที่สุด ขนาดเริ่มต้น 40*30cm ถึง 250*130cm

Fiber Laser Marking เครื่องสลักโลหะไฟเบอร์เลเซอร์ความละเอียดสูง
เลเซอร์มาค์กิ้ง สำหรับแกะสลักผิวงานโลหะคุณภาพสูง เป็น Galvano ทำงานรวดเร็ว

Laser Engraver – Diode เครื่องแกะสลักเลเซอร์ชนิด Diode
เลเซอร์ไดโอด ขนาดเล็กดูสวยงาม ส่วนมากใช้งานเชิงแกะสลัก มีทั้งแบบ Galvano และ cartesian

Fiber Laser Metal Cutter เครื่องตัดโลหะไฟเบอร์เลเซอร์
เลเซอร์ไฟเบอร์กำลังสูง สำหรับตัดโลหะ กำลังเลเซอร์ 1000-3000watt

เรามาทำความรู้จักหัวฉีด Flashforge Adventurer3 และAdventurer3 Lite ใหม่กัน!

เรามาทำความรู้จักหัวฉีด Flashforge Adventurer3 และAdventurer3 Lite ใหม่กัน!

    หัวฉีดจะถูกแบ่งเป็น 2 ชนิดโดยแบ่งตามอุณหภูมิที่หัวฉีดทำได้สูงสุด แต่ยังคงขนาดเส้นพลาสติกเท่ากับตัวเก่าที่ 1.75mm. และยังสามารถเปลี่ยนใช้ได้ทั้ง 2 รุ่นของ Flashforge Adventurer คือ Adventurer3 และAdventurer3 Lite คุณสมบัติพิเศษที่หัวฉีด Adventurer ใหม่มีมาให้คือ การทำความร้อนที่สูงขึ้นเป็น 265 องศา จากเดิม 240 องศา ซึ่งสามารถใช้งานร่วมกับชนิดเส้นพลาสติกที่มีจุดหลอมเหลวสูงได้มากขึ้นจากเดิม และการทำงานที่หลากหลายในการปริ้นชิ้นงาน 3D มากขึ้นอีกด้วย แต่ทั้งนี้การที่จะเปลี่ยนหัวฉีดใหม่นั้นจำเป็นต้องทำการอัพเดทเฟิร์มแวร์ตัวเครื่องให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดเสียก่อน จึงจะมีหน้าเมนูในการเลือกใช้หัวฉีดขึ้นมาเพิ่มให้เราได้ใช้งานในส่วนของการอัพเดทเฟิร์มแวร์ก็สามารถทำได้ที่หน้าเครื่องโดยการต่อ Internet ให้กับตัวเครื่องแล้วเข้าไปที่เมนู เครื่องมือ>ตั้งค่า>ปรับปรุง>ตรวจสอบข้อมูลเวอร์ชั่น แล้วตัวเครื่องจะทำการอัพเดทให้อัตโนมัติทีนี้เราก็จะได้ใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพของเครื่อง Flashforge Adventurer3 และAdventurer3 Lite

หัวฉีด Adventurer3 ใหม่

จุดสังเกตสำคัญของหัวฉีดใหม่

หัวฉีดซ้าย 240 องศา(เก่า) หัวฉีดขวา 265 องศา(ใหม่)
หัวฉีดซ้าย 240 องศา(เก่า) หัวฉีดขวา 265 องศา(ใหม่)

การอัพเดทเฟิร์มแวร์ตัวเครื่องให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุด

เครื่องมือ
ตั้งค่า
ปรับปรุง
รอสักครู่นะ!
หวัดดี เราเวอร์ชั่นใหม่
เราเองเมนูใหม่”หัวพิมพ์”
อะไรที่ใช่ในแบบคุณ เลือกเลย!แก๋ววว!

FlashPrint 4.6.1 อัพเดทใหม่ เพิ่มฟังก์ชั่นให้ผู้ใช้งาน Adventurer3 series

FlashPrint 4.6.1 อัพเดทใหม่ เพิ่มฟังก์ชั่นให้ผู้ใช้งาน Adventurer3 series
Update Logs for FlashPrint-4.6.1🏆
มีอะไรอัพเดทมาเพิ่มใหม่นั้นมาดูกัน ดาวน์โหลดที่นี่!! 

 

Check การอัพเดท Software FlashPrint

 

1.เพิ่มความอุณหภูมิของ Extruder สำหรับเครื่อง Adventurer 3 series สูงสุดจาก 240 เป็น 265 องศา

 

เพิ่มค่าอุณหภูมิสูงสุด Extruder ของ Adventurer 3 series

 

2.เพิ่มค่าพารามิเตอร์สำหรับการพิมพ์ Filament ชนิด PC และ PETG สำหรับเครื่อง Adventurer 3 series

 

ค่าพารามิเตอร์เบื้องต้นการพิมพ์ filament PC

 

ค่าพารามิเตอร์เบื้องต้นการพิมพ์ filament PETG

 

3.เพิ่มประสิทธิภาพในการ Slice ตัวชิ้นงาน และแก้ไขปัญหาเนื้อพลาสติกขาดหายในระหว่างการพิมพ์ “Path-missing issues on models”
อัพเดทการ Slice ไฟล์งานก่อนสั่งพิมพ์

 

4.เพิ่มประสิทธิภาพของฟังก์ชั่นอื่น และแก้ไขข้อบกพร่องได้รับการ Feedback จากทางผู้ใช้งาน

 

 

**ถ้าผู้ใช้งานท่านใดมีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการใช้งานลองติดตามหรือสอบถามได้ทางเพจ Flashforge Official User Group

Update EXScan Pro 3.6? มีอะไรบ้าง

Update EXScan Pro 3.6? มีอะไรบ้าง

เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2564 ช่วงประมาณเวลา 20.40 น. ของทางประเทศไทย shining3d ได้แจ้งเรื่องของการอัพเดทโปรแกรมที่ใช้กับเครื่องสแกนเนอร์อย่างรุ่น Einscan Pro 2X Series และ Einscan Pro HD ให้สามารถใช้งานร่วมกันในโปรแกรม EXScan Pro ตัวเดียวกันได้ จากที่เมื่อก่อนนั้นโปรแกรมของ Einscan Pro 2X Series กับ Einscan ProHD จะต้องใช้งานแยก Version กัน ถ้าสำหรับผู้ใช้งานที่มีเครื่อง Einscan ทั้ง 2 รุ่นนี้อยู่จะต้องมีโปรแกรม 2 Version ในคอมพิวเตอร์เครื่องเดียวและจะยุ่งยากที่จะใช้งานเพราะจะต้อง install โปรแกรมใหม่ทุกครั้ง ซึ่งตอนนี้สามารถเข้าไปดาวน์โหลดกันได้แล้วกับ EXScan Pro v3.6.0.3

ไม่เพียงเท่านั้นการอัพเดทครั้งนี้ยังมีการเพิ่ม Features มาหลักๆ อีก 2 อย่างคือ

1.Multiple languages supported มีการรองรับภาษาที่มากขึ้นถึง 11 ภาษาในการใช้งานโปรแกรม EXScan Pro

2.Marker scan การทำ Open global marker ที่สามารถใช้งานได้เฉพาะในโหมด rapid scan mode ของเครื่อง Einscan Pro HD ตอนนี้ในสามารถใช้งานในโหมดการสแกน HD scan mode ได้แล้ว ซึ่งการใช้งานสแกนแบบ Open global marker นี้มีความจำเป็นและสำคัญอย่างมากสำหรับการสแกนวัตถุที่มีความบางๆ แบนๆ แต่สำหรับคนที่ใช้ Einscan Pro 2X series อยู่นั้นสามารถใช้งานได้อยู่แล้ว สามารถดูการใช้งานได้จากวีดีโอของ Einscan Pro 2X series 

PLA กับ PLA+/PLA Pro ต่างกันอย่างไร

PLA กับ PLA+/PLA Pro ต่างกันอย่างไร

PLA วัสดุสำหรับเครื่องพิมพ์สามมิติที่เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายเนื่องจากมีราคาถูก พิมพ์ง่าย หาซื้อง่าย มีสีให้เลือกนับไม่ถ้วน จึงทำให้เป็นที่นิยมในผู้ใช้มือใหม่จนถึงผู้ใช้มืออาชีพกันเลย
ณ ปัจุบันPLA มีการปรับปรุง ผสมสารอื่นหรือวัสดุอื่นๆเป็นจำนวนมากไม่ว่าจะเป็นเติมสารเพิ่มความเงางาม เพิ่มส่วนผสมโลหะ เพิ่มวัสดุจากธรรมชาติ หรือการเติมสารที่ทำให่มีการนำไฟฟ้า
แต่ครั้งนี้เราจะพูดถึงPLAที่มีปรับปรุงคุณสมบัติเช่น PLA+,PLA Pro ซึ่งเป็นPLAชนิดพ์้นฐานที่สามารถซื้อไปใช้ได้เลยแต่ก็มีผู้ใช้จำนวนไม่น้อยเลยที่สงสัยจนทำให้สับสนกันเลยเพราะถ้าหากดูด้วยตาเปล่าแล้วจะแยกไม่ออกเลยว่าตัวไหนเป็นPLAทั่วไป จะต่างกันแค่สีเท่านั้นแต่ก็แยกชนิดได้ยาก

PLA วัสดุที่ปลอดภัย
PLA ย่อมาจาก Polylactic acid ถ้าแปลตรงตัวคือพลาสติกที่ทำมาจากกรดแลกติกนั่นเอง PLAนั้นจะถูกผลิตมาจากแป้งข้าวโพดหรืออ้อย

วัฎจักรของPLA ตัววัสดุุสามารถย่อยสลายได้เกือบหมด

ในการผลิตPLAนั้นจะนำอ้อยหรือข้าวโพดข้างต้นมาปั่นรวมกับเรซิ่นและเติมสารเติมแต่งหรือเข้าไปแล้วทำให้แห้งที่อุณหภูมิ60-80องศาเซลเซียส หลังจากนั้นก็นำมาหลอมละลายและทำการอัดให้เป็นเส้นละพันกับม้วนพลาสติกตามที่เราเห็นทั่วไป
PLAนั้นมีลักษณะที่ลื่นไหลจึงทำให้ปัญหาหัวฉีดตันมีน้อยมาก พิมพ์งานในมุมเอียงได้ดีกว่าวัสดุอื่นๆ และใช้อุณหภูมิที่ไม่สูงมากจึงสะดวต่อการพิมพ์
PLAบริสุทธ์ที่ไม่ถูกเติมสีนั้นจริงไแล้วจะมีสีใสๆขุ่นๆ(หรือสีNatural)

PLA กับ PLA+/PLA Pro ต่างกันตรงไหน?

คุณสมบัติของPLA
-แข็งแต่เปราะ
-ย่อยสลายง่ายจึงไม่เหมาะเอาไปตากแดดหรือใช้งานกลางแจ้งนานๆ
-ชิ้นงานสวย พิมพ์ง่าย
-ทนความร้อนได้น้อยเนื่องจากจุดหลอมเหลวต่ำ
-กลิ่นอ่อนๆจนแทบไม่มีกลิ่น

ถ้าว่าด้วยเรื่องคุณสมบัติแล้วจะมีทุกข้อที่หมือนกัน แต่สิ่งที่ต่างกันคือประสิทธิภาพของตัวเส้นพลาสติกเองซึ่งสิ่งที่พิมพ์เข้ามาในPLA+/PLA Pro ซึ่งมีจุดเด่นจุดด้อยดังนี้

จุดเด่นของPLA+/PLA Pro
-มีความเหนียวของเส้นมากกว่าจึงทำให้หักทำได้ยากกว่า
-ความแข็งแรงที่มากขึ้น
-การดูดความชื้นจากอากาศลดลง
-สีสันที่เป็นสีกึ่งด้านเนื่องจากการเติมสารต่างๆเข้ามา(หากเป็นPLAปกติจะมีสีออกใสๆเล็กน้อย)
-การหดตัวที่ลดลง(ปกติในPLAก็มีน้อยอยู่แล้ว)

จุดด้อยของPLA+/PLA Pro
-ไม่มีสีสีใส(Natural)เนื่องจากการเติมสารต่างๆเข้ามาจึงทำให้มีสารเคมีมากขึ้น
-มีความหนืดมากกว่าเล็กน้อยจึงใช้อุณหภูมิสูงกว่าPLAปกติเล็กน้อย(ประมาณ5องศาเซลเซียส)
-ราคาจะสูงกว่าเล็กน้อย

***ถึงแม้ว่าข้อดีของPLA+/PLA Pro จะมีเยอะแต่ก็ใช่ว่าPLAทั่วไปจะไม่ดีเลย ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับผู้ใช้งานว่าชอบแบบไหน ใช้แบบไหนสะดวกกว่ากัน

หากสนใจPLA Pro ทางเรามีสีให้เลือกมากมาย
เส้น3DD เส้นแบรนด์คนไทย เส้นพลาสติกคุณภาพสูง มีสีหลากหลายให้เลือก

เครื่องพิมพ์ของเราพร้อมรองรับPLAและพลาสติกทุกเกรด

Support Fullscale Max660

Support Fullscale Max660

Download  – software Creatware 3D Printer  ที่นี่ <—

Download  – คู่มือ Fullscale Max Series 3D Printer  ที่นี่ <—

 

การเริ่มต้นใช้งาน Fullscale Max Seriesการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นการบำรุงรักษา

**ข้อมูลในบทความนี้อาจจะต่างไปบ้าง เนื่องจาก update Firmware / software ใหม่ๆ**
แนะนำให้ดาวโหลด Manual ภาษาไทยที่หน้า Download นะครับ เนื่องจากข้อมูลค่อนข้างเยอะมาก
1. การลงโปรแกรม สำหรับตัวนี้คือ Creatware ซึ่งคือ CURA Opensouce นั้นเอง สามารถหาไฟล์ install จาก SD card ที่แถมไปเครื่อง หรือ Download ใน Tab Download ได้เลย
**สำคัญมาก ต้องเลือก Machine ตามขนาดเครื่องครับ
30*25*30cm สองหัวฉีด สำหรับ Max300
30*25*52cm สองหัวฉีด สำหรับ Max350
40*30*30cm สองหัวฉีด สำหรับ Max400
40*30*52cm สองหัวฉีด สำหรับ Max450

40*30*52cm สองหัวฉีด สำหรับ Max660**

**เราขนาดเส้นของพลาสติกให้ตรงกับ Spec ที่เลือกกับเรา 1.75mm หรือ 3.0mm**

2. การ Calibrate ฐานพิมพ์ เข้า Menu Level Build Plate สามารถทำได้เช่นเดียวกับ เครื่อง 3D Printer ทั่วไป

 

3. การใส่เส้น ควรใช้คำสั่ง Preheat ในการใส่เส้นแทน ไม่ควรใช้คำสั่ง “Load Filament” คำสั่ง Load Filament มีโอกาสทำให้เส้นติดได้มากกว่า
4. การใช้ Software

Tips ควรรู้
1. เนื่องจากขนาดพิมพ์ค่อนข้างใหญ่ เวลาพิมพ์เสร็จอาจจะนำชิ้นงานออกมายาก แนะนำให้เปิดฐานทำความร้อนสัก 40c แล้วค่อยแกะชิ้นงานออกมา
2. ควรทาจารบี หรือ น้ำมันหล่อลื่น 2 อาทิตย์ครั้ง เนื่องจากรางสไลด์จะยาวกว่ารุ่นอื่น ควรหล่อลื่นบ่อยหน่อย

 

 

แก้ปัญหาเบื้องต้น
โปรดดูคู่มือภาษาไทยประกอบ
– หากพบกว่าเมื่อพิมพ์มีการเลื่อนขอเลเยอร์ไปเรื่อยๆ แก้ปัญหาได้ง่ายๆด้วยการทางจาราบี หรือ นำ้มันหล่อลื่น ทาน้ำม้นตามแกน (วิธีเชคง่ายๆคือปิดเครื่องแล้วเลื่อนชุดวฉีดดู ถ้าเคลื่อนที่ในแนวแกน XY แล้วฝืดให้ทาน้ำมันเลย))

(การทำความสะอาดและการแก้หัวตัน)

ข้อควรระวัง 

ให้หาโฟมมาวางบนแท่นพิมพ์เพื่อกันอุปกรณ์หล่น เพราะอาจจะทำให้กระจกแท่นพิมพ์แตกเสียหายได้

 

(การถอดประกอบหัวฉีดและการทำความสะอาดหัวฉีด)

 

(วิธีแก้เส้นหักคาอยู่ในท่อนำเส้น)

 

 

 

 

โปรดดูคู่มือภาษาไทยประกอบ
– หากพบกว่าเมื่อพิมพ์มีการเลื่อนขอเลเยอร์ไปเรื่อยๆ แก้ปัญหาได้ง่ายๆด้วยการทางจาราบี หรือ นำ้มันหล่อลื่นตามแกน (น้ำมันจักร) (วิธีเชคง่ายๆคือปิดเครื่องแล้วเลื่อนชุดวฉีดดู ถ้าเคลื่อนที่ในแนวแกน XY แล้วฝืดให้ทาน้ำมันเลย)

 

 

รู้จัก 3D Scanner คืออะไร? มีกี่ประเภท? (update 2021)

รู้จัก 3D Scanner คืออะไร? มีกี่ประเภท? (update 2021)

บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักเครื่องสแกน 3มิติ การนำไปใช้งาน และ ประเภทของสแกนเนอร์ 3มิติ หลายคนน่าจะรู้จักเครื่องสแกนเอกสาร (2D) เราสามารถเก็บสำเนาดิจิทัลเป็นไฟล์รูปหรือ PDF ได้ เครื่องสแกนเนอร์ 3มิติมีจุดประสงค์การใช้เดียวกัน คือการสร้างสำเนาของมูล Digital ของวัตถุ ต่างกันที่เป็นรูปแบบ 3มิติ Polygon (หรือ อาจใช้คำว่า Mesh ก็ได้) ไฟล์ 3D ที่ได้นี้อาจจะไปต่อ ไปพิมพ์ออกมาเป็นโมเดล 3มิติ (ใช้เครื่องพิมพ์ 3มิติ) , เอาไปทำ Animation, ทำหนัง CG, เอาไปใช้ในเชิง Engineer วิศวกรรมย้อนรอย, ใช้เชิงการแพทย์ได้ และล่าสุดในอุตสาหกรรม VR / AR

โดยเครื่อง 3D Scanner นั้นมีหลายแบบหลายประเภทเหมาะในการใช้งานไม่เหมือนกัน เช่นแบบ LED-Structure Light เป็นการฉาย Pattern แสงไปยังวัตถุ เหมาะกับการสแกนวัตถุ รูปปั้น สามารถเก็บไฟล์ได้ละเอียด , Laser ใช้เส้น Laser ยิงไปที่ชิ้นงาน เหมาะกับงานโลหะ รถยนต์ หรือวัตถุที่มีขนาดใหญ่, Lidar การยิงลำแสงเลเซอร์จำนวนมาไปยังวัตถุ หรือ สถานที่ Lidar เหมาะกับงานสแกนสำรวจ หรือใช้กับสถานที่มากกว่า สแกนวัตถุ, Infrared แม้ว่ามีคุณภาพต่ำไม่ละเอียด แต่มีความสามารถที่ระบบอื่นไม่มีคือการแยกวัตถุด้วยความร้อน เหมาะกับการสแกนสิ่งมีชีวิต คน หรือ สัตว์เป็นต้น, MRI Scan เครื่องสแกนภายในร่างกายมนุษย์ ที่ใช้ในโรงพยาบาล ใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า นำภาพ 2D หลายๆ Slice มาต่อเป็น 3D เป็นต้น โดยแต่ละชนิดมีความสามารถข้อดี ข้อเสียแตกต่างกัน ซึ่งจะกล่าวถึงรายละเอียดด้านล่างต่อไป

ปล. บทความนี้เขียนขึ้นจากข้อมูลปัจจุบัน ธันวาคม 2020 / ท่านสามารถอ่านต่อ วิธีการเลือก 3D Scanner ให้เหมาะกับคุณ

3D Scanner คืออะไร?

เครื่องสแกน 3มิติ คือเครื่องเก็บข้อมูล 3มิติ (Collecting 3D Data) จากวัตถุ, โมเดล, สิ่งของ, คน รวมถึงสถานที่ก็ได้ โดยผลที่ได้คือ ไฟล์ 3มิติ ในรูปแบบ Polygon, 3D Mesh  (หลายครั้ง เข้าใจผิดว่าไฟล์ที่ได้เป็น CAD) นามสกุลที่นิยมกันกันคือ .STL, .OBJ เป็นต้น ข้อมูลที่ได้มีมิติกว้าง, ลึก, สูง x-y-z ความละเอียดความแม่นยำของไฟล์ที่ได้ขึ้นอยู่กับคุณภาพของ 3D Scanner คำที่เกี่ยวข้องกับ 3D Scanner คือ

  • Point Cloud กลุ่มของจุด coordinate x-y-z เป็น Raw Data ของเครื่องสแกน 3มิติ (เป็นกลุ่มจุด) ก่อนที่ Software จะแปลงจุดดังกล่าวเป็น Polygon (สามเหลี่ยมต่อกัน)
  • Accuracy ความละเอียดหรือแม่นยำในการ 3D scanner โดยมากจะระบุในหน่วย Micron เช่นเครื่องความละเอียดสูงระดับ 10Micron หรือ ระยะความห่างของ Point Cloud ดีสุดที่ทำได้คือ 10micron (ยิ่งระยะห่างน้อยยิ่งละเอียดนั้นเอง)

    สแกนให้เห็น Point Cloud กับ Polygon

ประโยชน์ของ 3D Scanner

ไฟล์ที่ได้จากเครื่อง 3D Scanner สามารถไปใช้งานต่อได้มากมาย ถ้าไม่ได้ไปแต่อะไรเพิ่มเติมสามารถพิมพ์ได้ทันทีด้วย 3D Printer โดยสามารถย่อ-ขยายโมเดลตามต้องการ, 3D Files สามารถนำไปวาดต่อเป็น CAD ไฟล์ หรือ นิยมเรียกว่า Reverse Engineer, เอาวิเคราะการรักษาทางการแพทย์-ทันตกรรม, เอาสร้างเกมส์-สร้างหนัง, แสดงตัวอย่างสินค้าเพื่อการโฆษณา และ ล่าสุดไปแสดงผลในงาน VR/AR

Engineering เชิงวิศวกรรม จะนิยมเอาไปใช้ 2 ทางด้วยกัน คือ  Reverse Engineering หรือ วิศวกรรมย้อนกลับ และ Inspection

  • Reverse Engineering เป็นการสแกน วัตถุที่มีอยู่ เป็นไฟล์ 3มิติ แล้วไปทำย้อนกลับเป็น CAD ตัวอย่างเช่น รถยนต์โบราณที่ไม่มีผลิตแล้ว หากอยากจะสร้างขึ้นมาใหม่ หรือ ทำเฉพาะบางส่วน สามารถใช้เครื่องสแกนเนอร์ 3มิติ เก็บรายละเอียด เอามาสร้างไฟล์ CAD นำไปใช้กับเครื่อง CNC หรือเครื่อง 3D Printer ต่อไป
  • Inspection เป็นการควบคุมการผลิต เพื่อเปรียบเทียบงานที่ผลิตออกมาจริงๆ กับไฟล์ต้นแบบมาตรฐานที่สร้างไว้ การผลิตสินค้าหลายๆครั้งเมื่อรันเครื่องผลิตไปเรื่อยๆแล้วขนาดรูปร่างอาจจะไม่ตรงตามต้องการต้องมีการจูนเครื่องจักรกัน การผลิตที่เข้มงวดกับเรื่องนี้มากๆเช่นการผลิตเครื่องยนต์ งานหล่อ หรือ งานฉีดพลาสติกอาจจะไม่ได้คุณภาพหรือขนาดตามที่ต้องการ 3D Scanner จะมาช่วยในส่วนนี้ โดยวิศวกรจะนำไฟล์สแกน มาเทียบกับไฟล์ CAD มาตรฐาน

    ตย.ที่แสดงในรูป สแกนหลอดไฟ สามารถแบ่งการใช้ได้สองทาง (ซ้าย) ทำไฟล์ที่ได้จากการสแกนสีฟ้า ไปเปรียบเทียบกันไฟล์มาตรฐานสินค้า Software จะประมวลผลพื้นที่ที่รูปร่างแตกต่าง Design VS Actual เป็น Mapping สี (ขวา) นำไฟล์สแกนสีได้สีฟ้า ไปทำการวาด CAD ขึ้นมาใหม่

ทางด้านศิลปะ และ ภาพยนต์ เกมส์ สแกนวัตถุ คน สิ่งของ แล้วเอาไปแต่ไฟล์ต่อใน Software อื่นๆ เช่น Zbrush สามารถแก้ไขปรับแต่ง เพิ่มรายละเอียด เป็นการลดระยะเวลาในการทำงาน และคงคุณภาพงานได้ใกล้เคียงความจริงกว่า เช่น แต่ก่อนจะต้องสร้างโมเดลหน้าคนจากศูนย์เลย ตอนนี้สามารถสแกนเอาไฟล์สแกนมาแต่งเพิ่มเติม จะลดเวลา และได้ผลลัพธ์ออกมาเหมือนหน้าคนจริงๆมากกว่า เอาไปแสดงผลในภาพยนต์หรือเกมส์ต่อ STL สามารถเอาไปพิมพ์ 3มิติออกมา ตัวอย่างการนำไปใช้

  • ย่อขยายโมเดล งาน Scale ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนคือ ปั้นพระองค์หนึ่งจากขึ้ผึ้งขึ้นมาขนาด 20cm (หรือขนาดที่ผู้ปั้นถนัด) สแกนไฟล์ดังกล่าวเพื่อเอาไปผลิต พระองค์นั้นในขนาดต่างๆ 5cm, 10cm, 20cm, 50cm, 100cm ไม่ต้องปั้นพระองค์เดิมๆหลายขนาด / ตย.ที่สอง เช่นที่อุทยานราชภักดิ์ ช่างปั้นโมเดลขนาดเ
  • สร้างซ้ำ เช่นมีวัตถุโบราณ ต้องการสร้างซ้ำ เราจะใช้การสแกน
  • สแกนเพื่อความสมจริง ประยุกต์ใช้ 3D scanner เก็บข้อมูลจากของจริง เช่นสแกนหน้าคนจะได้ความสมจริงกว่า (สแกนบางส่วน ปั้น3D ขึ้นเองบางส่วนก็ได้
ประยุกต์เก่ากับใหม่ ให้ศิลปินปั้นขึ้นมาจากขี้ผึ้ง นำมาสแกนเพื่อไปแต่งรายละเอียดต่อ สามารถไปย่อขนาดเป็นองค์เล็ก หรือ ไปทำให้ขยายเป็นชิ้นใหญ่ๆได้
งาน Scales สามารถสร้างโมเดลขนาดต่างๆ ด้วยไฟล์สแกนเดียว
Scan บางส่วน ปั้นไฟล์ 3D เองบางส่วน ตัวอย่างนี้ดีทั้งแสดงให้เห็น การประยุกต์จนถึงขั้นตอนการพิมพ์

ทางการแพทย์ ทันตกรรม ใช้สแกนเนอร์ 3มิติ ไปวินิจฉัยอาการและทำแผนการรักษาต่อไป ทางการแพทย์นั้นจะใช้สแกนเนอร์ ทั้งภายในและภายนอกร่างกาย ตัวอย่างเช่น

  • ทันตแพทย์ ใช้ Intraoral สแกนฟันในช่องปาก นำไฟล์ที่ได้ไปทำการจัดฟันในช่องปาก Clear Aligner, สร้างครอบฟัน หรือ อื่นๆจากเครื่องพิมพ์ 3มิติ
  • แพทย์ศัลยกรรมสมอง ใช้ MRI สแกนสมองเพื่อวิเคราะห์การรักษา จากไฟล์ 3มิติ
  • แพทย์วินัจฉัยกระดูผิดรูป จากเครื่อง CT Scan
การใช้เครื่องสแกนในช่องปาก Intraoral Scan และเครื่องพิมพ์ 3มิติ : AoralScan / Form3B

ประเภทของ 3D Scanner

 

แบ่งประเภท 3D Scanner ตามชนิดแสง/ชนิดเซนเซอร์

LED / Structure Light ใช้แสงในการสแกน โดยมากจะเป็นแสงขาว หรือ แสงน้ำเงิน โดยทั่วไปหลักการทำงานจะฉายแสงที่มี Pattern เป็นแถบเส้น (เหมือน Barcode แบบเส้น) หรือ แบบ Noise (เหมือน QR Code) ไปที่วัสดุ กล้องจะจับภาพกลับโดยมากจะมีกล้อง 2 ตัวขึ้นไป Software จะนำภาพ pattern ที่จับได้มาแปลงเป็นไฟล์ 3มิติ (แสงยิง Pattern ไปเหมือนเดิม แต่รูปร่างของวัตถุไม่เหมือนกัน กล้องจะเก็บรูปที่ได้ไม่เหมือนกัน)

  • เก็บข้อมูลเป็น Plane XY หนึ่ง shot คือหนึ่งภาพ
  • ข้อดีคือ สแกนเร็ว และ ได้ข้อมูลความละเอียดหวังผลได้
  • ข้อเสียคือ ไม่สามารถสแกนหรือสแกนได้คุณภาพไม่ดี ใน วัตถุสีทีบแสง(ไม่สะท้อนแสง), วัตถุมันวาว(สะท้อนแสงมากเกินจนกระเจิง), วัตถุใสทะลุ(กล้องไม่สามารถเก็บค่าแสงที่สะท้อนออกมาได้) อย่างไรก็ตามสามารถแก้ปัญหานี้โดยการเตรียมผิวชิ้นงาน เตรียมสภาพแวดล้อมการสแกนก่อน อ่านเพิ่มที่ขั้นตอบการเตรียมวัสดุสแกน
  • Brand ที่มีอยู่ในท้องตลาด Shining3D, Artech, Gom
แสดงที่ฉายออกมาเป็นแถบเส้นเท่าๆกัน เมื่อตกกระทบที่ชิ้นงานจะได้ลักษณะเส้นเฉพาะตัวตามรูปร่างของงาน Software ประมวลข้อมูลที่ได้เป็นไฟล์ 3มิติ
อีกลักษณะหนึ่งของ Structure Light คราวนี้ไม่ฉายเป็นแถบเส้น แต่ฉายเป็น Noise เฉพาะตัวคล้ายๆ QR Code กล้องเก็บภาพที่ได้ไปประมวลผลเช่นกัน ในรูปเครื่อง StructureLight แบบ Handheld
Diagram การสแกนแบบ Structure Light จะเห็นว่า Project ฉายภาพที่เป็น Pattern ไปยังวัตถุ กล้องทั้งสองตัวจะจับภาพได้ไม่เหมือนกันตามรูปร่างของวัตถุ

Laser ใช้เลเซอร์เป็นแหล่งแสง เลเซอร์อาจจะมีสีแดง หรือ สีน้ำเงินก็ได้ ข้อดีของแสงเลเซอร์คือ มีความเข้มของแสงมากกว่าที่ฉายจากโปรเจคเตอร์หรือจากLED มากๆ ดังนั้นสามารถลองรับวัสดุที่หลากหลายกว่า วัสดุสีเข้ม หรือวัสดุที่มันวาวสะท้อนแสง

  • เก็บข้อมูลเป็นเส้น Line หนี่ง frame เอาเส้นมาต่อๆกันเป็นไฟล์ 3มิติ
  • ข้อดีแสงมีความเข้มแสงมากกว่า รอบรับการสแกนหลายพื้นผิว ไม่ว่าจะเป็นวัสดุที่มีสีเข้ม สีดำ, ผิวโลหะ ผิวมันวาว Chrome, สแกนในพื้นที่แจ้ง
  • ข้อเสียของระบบนี้เลย คือต้องติด Marker เนื่องจากการสแกนไม่ได้เก็บข้อมูลเป็นระนาบ แต่เก็บเป็นเส้น Software ไม่สามารถต่อไฟล์ 3มิติ เข้าด้วยกันได้ ต้องใช้ Marker เป็นตัวอ้างอิง การติด Marker หลักๆคือเสียเวลา (ไม่ต้องเสียเวลาเตรียมผิวชิ้นงาน แต่เสียเวลาติด Marker แทน) และ อีกข้อคือถ้าเป็นเครื่องสแกนเนอร์แบบ Laser ล้วนๆ จะเก็บภาพสีไม่ได้ แต่ปัจจุบันรุ่นใหม่ๆมีกล้องเก็บสีเพิ่มเข้ามาด้วย
  • Brand ที่มีอยู่ในท้องตลาด Shining3D, Creaform
ตัวอย่าง Laser 3D Scanner เลเซอร์น้ำเงิน 14 เส้น สแกนเก็บได้หลายพื้นผิว ทั้งดำ หรือมันวาว ผิวโลหะ แต่ต้องติด Marker

Infrared ใช้หลักการจับภาพ Infrared ในการสแกน ตัวอย่างที่ใช้กันเยอะเช่น Kinect ของ Xbox กล้อง interactive ต่างๆ ข้อดีคือสามารถแยกคนออกจากสภาพแวดล้อมได้ดีกว่าระบบอื่น

  • ข้อดีคือ มีราคาถูกและใช้กันแพร่หลาย สามารถแยกคนจากสภาพแวดล้อมได้ดี เพราะแยกจากความร้อน
  • ข้อเสีย เป็นระบบที่มีรายละเอียดต่ำที่สุด

    ในรูปใช้ Kinect กล้องจับภาพ infrared มาใช้ในการสร้างไฟล์ 3มิติ ราคาค่อนข้างถูกแต่คุณภาพต่ำ

Arm 3D Scanner Scanner  เป็นระบบที่ใช้กันมานานแล้ว แต่มีราคาสูงมาก นิยมใช้ในอุตสาหกรรมรถยนต์ โดยมาก Arm จะติด Probe หรือ Laser Scan เข้ามาด้วย โดยหากเป็น Probe ก็จะวัดจุดที่ Probe ไปแตะ ดูเป็นจุดๆไป แต่หากเป็นหัว Laser Scanner ที่ติดบน Arm อันนี้จะสามารถแสกนออกมาเป็นไฟล์ 3มิติ ได้เลย ไม่ต้องติด Marker เนื่องจาก Software รู้ตำแหน่งที่ของหัวสแกนเนอร์จาก Motor Servo ที่อยู่บน Arm (Laser Scanner ที่ไม่ติดบน Arm จะไม่รู้ตำแหน่ง จึงให้ Marker ช่วยระบุตำแหน่ง)

  • เก็บข้อมูลเป็นจุด Coordinate กรณีเป็น Probe และเก็บเป็นเส้นเลเซอร์ กรณีเป็นหัว Laser Scanner
  • ข้อดี เป็นระบบที่มีความแม่นยำสูงมาก เนื่องจากระบุตำแหน่งโดยใช้มอเตอร์ Servo ที่ข้อต่อแต่ละอัน
  • ข้อเสีย ราคาสูงมาก และ มีข้อจำกัดในพื้นที่การสแกน ต้องสแกนในระยะที่ Arm ไปถึง
  • Brand ที่มีอยู่ในท้องตลาด FARO, Kreon, Hexagon
เครื่องสแกน แบบ Arm ประยุกต์การระบุตำแหน่งการสแกนด้วย มอเตอร์ Servo ตามข้อต่อของ Arm จึงได้ค่าที่แม่นยำ Accurate และ แม่นตรง Precise มากๆ ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องทำการ Calibrate เรื่อย ค่าเครื่องและค่า Calibrate ค่อนข้างสูง

Lidar เป็นระบบที่มีนานแล้ว ใช้ในเครื่องสแกน Land Scape หลักการคือการยิงแสงเลเซอร์จำนวนมากไปยังวัตถุและมี Sensor รับภาพกลับมาก เร็วๆนี้มีการเพิ่ม Lidar เข้ามาในเครื่อง Ipad Pro 2020 อย่างไรก็ตามคุณภาพในการสแกนยังค่อนข้างทำอยู่มาก อาจจะมีการพัฒนาให้ดีขึ้นเร็วๆนี้

  • สาดลำแสงเลเซอร์จำนวนมากไปรอบ เก็บจุดที่เลเซอร์ตกกระทบ มาต่อกันเป็นไฟล์ 3มิติ เหมาะการสแกน LandScape-สถานที่ มากกว่า สแกนวัตถุ
  • ข้อดี สามารถเก็บข้อมูลพื้นที่ใหญ่ๆมากๆได้  เริ่มมีการพัฒนาไปใส่ในอุปกรณ์พกพา (Ipad Pro 2020)
  • ข้อเสีย ยังเก็บรายละเอียดได้ไม่ดีนัก เหมาะกันสแกนสถานที่ มากกว่าการสแกนวัตถุ
  • Brand ที่มีอยู่ในท้องตลาด FARO, Leica

    งานสแกนจากเครื่องระบบ Lidar นั้น นิยมใช้ในการเก็บข้อมูลสถานที่ ทางการทหาร หรือ ทางการพิสูจน์หลักฐาน แนบตัวอย่างให้ดูเครื่อง Lidar ที่มีขายอยู่ในท้องตลาด

Photogrammetry เป็นการแปลงรูปถ่ายจำนวนมากๆ หลายๆมุมมาต่อกัน และแปลงค่าเป็นไฟล์ 3มิติ ระบบนี้ไปประยุกต์งานได้หลากหลายมากๆ ข้อดีคือ สามารถสร้างไฟล์ 3มิติ ของพื้นที่ใหญ่ๆได้ (ใช้ Drone เก็บภาพมุมสูง หรือ Video มุมสูง มา Process Mapping เป็นไฟล์ 3มิติ) อีกความสามารถหนึ่งที่เก่งมากๆคือ การสร้างไฟล์ 3มิติ ความละเอียดสูงของบุคคล ทำได้โดยการถ่ายภาพ จากกล้อง DSLR จำนวนมาก 70+ ตัว พร้อมกัน และนำมาประมวลผล นิยมใช้กันมากในการสร้างหนัง หรือ เกมส์ สร้างความสมจริงในการแสดงสีหน้า

  • input คือ รูปภาพจำนวนมาก ของสิ่งที่เราต้องการสร้างไฟล์ 3มิติ โดยรูปภาพดังกล่าวควรจะถ่ายด้วยช่วงเลนส์ ช่วงเลนส์เดียวกัน รูรับแสงเดียวกัน White Balance เดียวกัน  Software จะประมวลผล
  • ข้อดี เอาไปประยุกต์ใช้ได้หลากหลาย เช่น แผนที่ 3มิติ (เหมือนที่ Google Map ใช้) หรือ ใช้สร้างโมเดลสามมิติบุคคลแบบระเอียดสูง Capture สีหน้าได้สมจริง โดยใช้กล้อง DSLR จำนวน 70+ตัว ถ่ายภาพพร้อมกัน
  • ข้อเสีย ใช้เวลาในการทำงานนานมากๆ ประมวลผลนานมากๆ บางครั้งใช้เวลาหลายวัน หากต้องการงานคุณภาพสูงต้องลงทุนหลายล้าน
  • Brand ที่มีอยู่ในท้องตลาด Agisoft, RealityCapture บริษัทที่เป็น Reference ที่ดีคือ Ten24
ไม่ต้องสร้าง CG เองแล้ว ถ่ายรูปทำเป็นไฟล์ 3มิติ เลย

Other 3D Scanners อื่นๆ มีอีกมากมายเช่นเครื่อง CT Scan และเครื่อง MRI Scan ก็เป็น 3D Scanner แบบหนึ่งเหมือนกัน

  • CT Scan จะเป็นการสแกน Slice ร่างกายเราโดยใช้รังสี เหมาะสแกนพวกชิ้นส่วนที่ดูดซับแสง เช่นพวกกระดูก ไฟล์ที่ได้เป็น DICOM Slice ร่างกายเป็นหลายๆส่วน เอา Slice มาต่อกันเป็นไฟล์ 3มิติ
  • MRI Scan จะสแกนเป็น Slice เช่นกันแต่จะใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เหมาะกับสแกนพวกเนื้อเยื้อ สมอง ไฟล์ที่ได้เป็น DICOM เหมือนกัน
  • CMM อันนี้อาจจะเก่าสักหน่อย เป็นเครื่องสแกนแบบสัมผัสชิ้นงาน (Contact) เป็นหัว Probe จิ้มไปที่ชิ้นงานไปเรื่อย นำ Point Cloud มาประกอบเป็นไฟล์ 3มิติ
เครื่อง MRI หรือ CT Scan จัดเป็นเครื่องสแกน 3มิติ ชนิดหนึ่ง สามารถนำ Slice Section ของมนุษย์มาต่อกัน ยิ่งเครื่อง Scan มี Slice มากก็ยิ่งได้ไฟล์โมเดลที่สมบูรณ์แบบมากขึ้น
สมองมนุษย์ขนาด 1:1 ได้มาจาก MRI Scan ของโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพ DICOM แพทย์ต้องการพิมพ์สมองเพื่อการวิจัย

แบ่งประเภท 3D Scanner จากวิธีการสแกน (Fix Scan, Hybrid, Handheld)

Fix Scan  การสแกนแบบ Fix Scan คือ “ขณะสแกนใน Shot นั้นๆ เครื่องสแกนต้องอยู่นิ่ง” อาจจะอยู่บนขาตั้งกล้อง หรือ แท่นจับ ก็ได้ เวลาในการสแกนแต่ละช็อตเกินวินาที-หลายวินาที ข้อดีของระบบนี้คือ สามารถเก็บงานได้ละเอียดกว่า ข้อเสียคือใช้เวลาในการสแกนนานกว่า

  • เวลาสแกนเครื่อง 3D Scanner ต้องอยู่นิ่งบนขาตั้งกล้อง สแกนจบค่อยย้ายไป Shot ต่อไป (แนะนำให้เลื่อมกับจุดเดิม 30% ขึ้นไป Software จึงจะต่อไฟล์ให้เองอัตโนมัติ)
  • ข้อดีของแบบนี้คือ สามารถเก็บรายละเอียดได้ดีกว่า ไฟล์คมชัดกว่า (เหมือนใช้ขาตั้งกล้องถ่ายรูป เทียบกับเราเอามือถือกล้องถ่าย)
  • ข้อเสียของระบบนี้ คือ ใช้เวลาในการสแกนนานกว่าแบบ Handheld โดยเฉพาะงานชิ้นใหญ่ๆเกิน 50cm ขึ้นไป
  • ระบบนี้สามารถทำงานร่วมกัน Automatic Turntable ได้ (3D Scanner อยู่บนขาตั้งกล้อง ชิ้นงานสแกนอยู่บนแท่นหมุนอัตโนมัติ เมื่อสแกน Shot หนึ่งเสร็จแท่นจะหมุนอัตโนมัติ ในองศาที่กำหนด เช่น 45องศา และ สแกนใน Shot ต่อไป สแกน 8 ครั้งจะได้ครบ 360องศา
  • ตัวอย่าง 3D Scanner ที่เป็น Fix Scan ล้วนๆ EinScan SE, AutoScan Inspec, DS-EX Pro

Handheld การสแกนแบบ Handheld จะเป็นเทคโนโลยีที่มาใหม่ พัฒนาต่อมาจาก Fix Scan สืบเนื่องจากคอมพิวเตอร์พัฒนาประมวลผลได้เร็ว ทั้งกราฟิกและการเขียนอ่านข้อมูล จึงสามารถเก็บ Shot ได้เร็วขึ้น เครื่อง Handheld จึงถือกำเนิด เครื่องใหม่จะเก็บ shot ได้ 15-30 fps หรือ 15-30 shot ในเวลาหนึ่งวินาที ทำให้ถือสแกน ลากเก็บภาพ 3มิติไปเรื่อยๆได

  • เวลาสแกนสามารถใช้มือถือสแกนชิ้นงานไปเรื่อยๆได้ ลากช้าหรือเร็วขึ้นกับ Spec ของเครื่องสแกนและความแรงของคอมพิวเตอร์ประมวลผล
  • ข้อดีคือ สแกนได้รวดเร็ว สะดวก เหมาะกับความชิ้นใหญ่
  • ข้อเสีย หากให้เทียบจริงๆแล้วคุณภาพงานสแกนสู้แบบ Fix ไม่ได้
  • สามารถสแกนคนหรือสัตว์ได้ (อย่างไรก็ตามคน ควรจะอยู่นิ่ง ยืนเฉย หรือ นั่งเฉยๆ)
  • เหมาะกับการสแกนของชิ้นใหญ่, ของที่เคลื่อนย้ายไม่ได้, คน หรือ สัตว์
  • ตัวอย่าง 3D Scanner ที่เป็น Handheld ล้วนๆ EinScan Pro 2X/2XP,EinScan Pro HD,EinScan H,EinScan HX, AoralScan Intra-Oral Scanner

Hybrid เครื่องสแกนที่รวมเอาสองความสามารถนี้เข้าด้วยกัน คือจะใช้ขาตั้งกล้องก็ได้ หรือ มือถือสแกนก็ได้ จะมาเสริมจุดเสียของ Fix Scan ที่เก็บงานได้ละเอียดแต่ช้ามีข้อจำกัด กับ Handheld Scan ที่เก็บงานได้เร็วคล่องตัว ละเอียดจะเก็บได้น้อยลง

  • เวลาที่ต้องการงานละเอียด ชิ้นงานเล็กใช้ โหมด Fix Scan
  • เวลาสแกนคน, ของชิ้นใหญ่ ของที่เคลื่อนย้ายไม่ได้ ใช้โหมด Handheld Scan
  • เครื่องแบบ Hybrid จะครอบคลุมการทำงานหลาก สแกนได้ทั้งของชิ้นกลาง-ใหญ่
  • ตัวอย่าง 3D Scanner ที่เป็นแบบ Hybrid  EinScan Pro 2X/2XP, EinScan Pro HD

อ่านเพิ่มเติม 

ดูรายละเอียดสินค้าเพิ่มเติมได้ที่นี่


อ่าน Review เพิ่มเติมตามแต่ละรุ่นไปที่นี่

Auto leveling ในเฟิร์มแวร์ใหม่ของ Flashforge Guider II series

Auto leveling ในเฟิร์มแวร์ใหม่ของ Flashforge Guider II series

ใน firmware เวอร์ชันล่าสุด FlashForge ได้เพิ่มคำสั่ง Auto Level เข้ามาในเครื่องพิมพ์ 3D รุ่น Guider II /Guider IIs ซึ่งช่วยให้การทำงานง่ายขึ้นเยอะ เราไม่ต้องคอยปรับระดับแท่นพิมพ์อีกเลย เครื่องพิมพ์จะมีการวัดระดับแท่นพิมพ์ถึง 9 จุด และจะบันทึกค่าความสูงของแท่นพิมพ์เพื่อทำการชดเชยในระหว่างพิมพ์งาน ช่วยให้งานพิมพ์มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

ก่อนอื่นต้องอัพเดทตัวเฟิร์มแวร์กันก่อน โดยทำที่หน้าจอเครื่องพิมพ์ได้เลย ในการอัพเดทเฟิร์แวร์แบบออนไลน์เราต้องเชื่อมต่อเครื่องพิมพ์เข้ากับ WIFI ก่อน แล้วกดปุ่ม Tools>Settings>Update เมื่ออัพเดทเป็นที่เรียบร้อยก็จะมีเมนูในหน้า Settings แบบนี้

เมื่อกดที่ Auto Leveling ก็จะมีหน้าจอใหม่แบบนี้

จะมีตัวเลือกให้ดังนี้

  • Auto-leveling application
    เป็นการบันทึกข้อมูลระดับของแท่นพิมพ์ แนะนำว่าให้เปิดไว้
  • Do leveling before printing
    กำหนดให้เครื่องพิมพ์ทำการปรับระดับแท่นพิมพ์ทุกครั้งก่อนเริ่มพิมพ์
  • หากต้องการทำการปรับระดับทันทีก็ให้กดปุ่ม Auto-leveling ได้เลย

เพื่อความเข้าใจโปรดดูวิดีโอนี้ประกอบด้วยก็ได้

Preview 3D Scanner ความละเอียดสูง 10ไมครอน AutoScan Inspec

Preview 3D Scanner ความละเอียดสูง 10ไมครอน AutoScan Inspec

วันนี้สินค้าตัวใหม่เข้า เครื่อง AutoScan Inspec เข้ามาครับ เครื่องเป็นระดับ Metrology หรืออยู่ในเกรดเครื่องมาตรวิทยา เพื่อการสอบเทียบ
– ตัวเครื่องมีความละเอียด 10Micron
– กล้องมีความละเอียด 5.0 Mega Pixel จำนวน 2 ตัว
– ระบบแสงฟ้า ไม่ใช่แสงขาว Blue Light LED
– ระบบการสแกน 3แกน

ตัวเครื่อง cover แม้เป็นพลาสติก ก็ผิวสัมผัสดี
แผ่น Calibrate
มือจับแบบต่างๆ
มื่อจับหมุนแบบ Lock
ท่านวาง
Software Dongle และอื่นๆ
Quick Guide และ User Manual