fbpx

ระบบการทำงานของเครื่องตัดเลเซอร์ (CO2)

ระบบการทำงานของเครื่องตัดเลเซอร์ (CO2)

    สวัสดีเพื่อนๆชาว Prind3dd ทุกคนครับ วันนี้มีเกล็ดความรู้เกี่ยวกับเครื่องเลเซอร์ระบบแบบท่อแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (Co2) มาแบ่งปันกันครับ ซึ่งจะเกี่ยวกับหลักการทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ ภายในเครื่อง รวมไปถึงระบบต่างๆที่ใช้ในเครื่องเลเซอร์ครับ เราไปเริ่มกันเลยครับ !!

ระบบการทำงานของเครื่องตัดเลเซอร์

1.ระบบควบคุมและสมองกลของเครื่องตัดเลเซอร์

ทำหน้าที่ควบคุมตำแหน่งการตัดหรือแกะสลัก รวมถึงควบคุมกำลังของเลเซอร์ โดยการรับเข้าข้อมูลจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือแหล่งคำสั่งภายนอกอื่น ๆ

2.ระบบกำเนิดแสงแลเซอร์

เป็นระบบกำเนิดแสงเลเซอร์กำลังสูงปานกลางในช่วง 30 – 100 วัตต์ โดยเป็นเลเซอร์ในย่านแสงอินฟราเรด โดยแสดงจะถูกกำเนิดจากหลอดเลเซอร์ชนิด CO2

3.ระบบกระจก

เป็นระบบสะท้อนลำแสงเลเซอร์จากหลอดเซอร์มายังหัวตัด ก่อนจะสะท้อนต่อไปยังวัสดุ โดยกระจกต้องเป็นกระจกคุณภาพดีที่ไม่ดูดซับแสง สามารถทนต่อกำลังของเลเซอร์ได้

4.ระบบขับเคลื่อนหัวตัด

ส่วนใหญ่เป็นระบบมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ Stepping Motor ทำหน้าที่ควบคุมหัวตัดไปยังตำแหน่งทีต้องการตัดตามการโปรแกรมจากระบบควบคุม

5.ระบบหล่อเย็น

เป็นระบบหล่อเย็นด้วยน้ำ ทำงานโดยใช้เครื่องหล่อเย็นด้วยน้ำ โดยทำหน้าที่ในการลดความร้อนของหลอดเลเซอร์ในขณะใช้งาน

4.ระบบลม 

ระบบลมแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ทำหน้าที่ในการดูดควันจากพื้นที่ตัดออกไปยังบริเวณนอกห้อง และระบบเป่าลมที่หัวเลเซอร์เพื่อดับไฟจากการเผาไหม้

แหล่งกำเนิดแสงเลเซอร์แบบท่อแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (Co2)

แหล่งกำเนิดแสงเลเซอร์แบบ Co2 เป็นแหล่งกำเนิดแสงเลเซอร์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดแบบหนึ่งเนื่องจากมีราคาถูก เช่น หลอด Co2 ขนาด 60W จะมีราคาน้อยกว่า 1 หมื่นบาทเท่านั้น อีกทั้งหลอด Co2 สามารถให้กำลังของลำแสงเลเซอร์ได้สูงมากตั้งแต่ 30W ไปจนถึง 300W ได้

โดยแหล่งกำเนิดแสงเลเซอร์แบบท่อก๊าซ Co2 นั้นโดยทั่วไปจะมีลักษณะเป็นท่อแก้วเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 50mm ถึง 90mm ยาวประมาณ 700mm ถึง 2,000mm โดยขึ้นอยู่กับกำลังงานของเลเซอร์ ภายในบรรจุก๊าซฮีเลียม 77% ก๊าซไนโตรเจน 13.5% และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 9.5% โดยการกำเนิดลำแสงเลเซอร์สามารถทำได้โดยป้อนไฟฟ้าแรงสูง 20 กิโลโวลต์ไปจนถึง 50 กิโลโวลต์เข้าไปยังขั้วไฟฟ้าของหลอด ทำให้พลังงานไฟฟ้าไปกระตุ้นให้ก๊าซภายในหลอดปล่อยลำแสงเลเซอร์ออกมาที่ความยาวคลื่น 10.6 ไมโครเมตรหรือในย่านแสงอินฟราเรด ไปสะท้อนกับกระจกภายใน และปล่อยลำแสงออกมาที่ปลายหลอดอีกด้านหนึ่ง

โดยระหว่างการทำงานตัวหลอดจะเกิดความร้อนสูงมาก และจำเป็นจะต้องมีการปั๊มน้ำหล่อเย็นเข้าไปภายในหลอดผ่านทางท่อเข้าของน้ำ และท่อออกของน้ำที่ขั้วหลอดเพื่อป้องกันความเสียหาย และเพิ่มประสิทธิภาพการกำเนิดแสงเลเซอร์

หลอดเลเซอร์ชนิด Co2

ระบบกระจกและเลนส์

1) การทำงานของกระจกและเลนส์

ตามที่ได้กล่าวถึงในหัวข้อก่อนหน้าถึงระบบกำเนิดแสงเลเซอร์ด้วยหลอดก๊าซ Co2 ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดที่มีขนาดใหญ่และทำให้ต้องติดตั้งอยู่ด้านหลังเครื่องเลเซอร์ ฉะนั้นการนำเอาแสงเลเซอร์มาใช้งานจึงต้องมีการใช้กระจกสะท้อนลำแสงเลเซอร์จากด้านหลังเครื่องมายังหัวตัดเลเซอร์ และใช้เลนส์ในการรวมแสงเพื่อให้ขนาดเล็กลงและคมขึ้น

ซึ่งในเครื่องตัดเลเซอร์ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลางนั้น จะมีลักษณะการใช้กระจกทั้งหมด 3 ชิ้น (ดังแสดงเป็นสัญลักษณ์ A ในภาพ) และเลนส์ 1 ชิ้น (ดังแสดงเป็นสัญลักษณ์ B ในภาพ) โดยตัวกระจกเองจะต้องสามารถสะท้อนแสงได้อย่างสมบูรณ์โดยไม่มีการกระเจิงของแสง และกระจกจะต้องทนต่อกำลังของแสงเลเซอร์ได้ หลังจากนั้นลำแสงจะถูกทำให้เล็กลงกว่าแหล่งกำเนิดแสงอีกต่อหนึ่งด้วยเลนส์ภายในหัวยิงเลเซอร์

ระบบการสะท้อนกระจกของเครื่องเลเซอร์

2) การเสื่อมสภาพของกระจก

กระจกสะท้อน Laser เป็นหนึ่งในอุปกรณ์ที่มีความสำคัญต่อประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องตัดเลเซอร์เป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นตัวกลางในการส่งต่อพลังงานจากแหล่งกำเนิดลำแสงเลเซอร์ที่อยู่ด้านหลังเครื่องมายังหัวยิงเลเซอร์ ซึ่งกระจกจะต้องไม่ดูดซับแสงเลเซอร์ไว้ และจะต้องไม่ทำให้ลำแสงเกิดจากกระจายหรือกระเจิงออก จึงต้องมีพื้นผิวมันวาว

แต่เนื่องจากกระจกสะท้อนแสงเลเซอร์จะต้องเผชิญกับพลังงานของเลเซอร์โดยตรงตลอดระยะเวลาการใช้งานทำให้เกิดอุณหภูมิสูง และเกิดความเสียหายทีละน้อย ๆ จนในที่สุดกระจกสะท้อนเลเซอร์จะเสื่อมสภาพจนใช้งานไม่ได้ในที่สุดดังเช่นภาพด้านล่างนี้แสดงให้เห็นถึงกระจกสะท้อนเลเซอร์ชนิด Si ที่ผ่านการใช้งานในห้อง STEM Lab มานาน 1 ปี จนผิวทองคำที่เคลือบกระจกไว้ลอกออกไปจนหมด และมีการเปลี่ยนสีของกระจกจนไม่สามารถใช้งานเครื่องตัดเลเซอร์ได้อีกต่อไป

3) อาการของกระจกสะท้อนเลเซอร์เสื่อมสภาพ

การเสื่อมสภาพของกระจกสะท้อนแสงเลเซอร์สามารถสังเกตได้จากคุณภาพพื้นผิวที่เปลี่ยนไปของกระจก โดยมักจะมีสีที่ขุ่นลง หรือมีการลอกตัวของพื้นผิวเป็นต้น นอกจากนี้ยังสามารถสังเกตได้จากคุณภาพของชิ้นงานที่มีขนาดของเส้นตัดที่ใหญ่มากขึ้นดังแสดงในภาพที่ 19 ตัดขาดได้ยาก หรือไม่สามารถตัดให้ขาดได้เลยซึ่งเกิดจากกระจกมีการกระเจิงของแสง และไม่สามารถรวมแสงให้เป็นจุดเดียวกันได้ ดังภาพ

อาการของกระจกเสื่อมสภาพ

แนวทางแก้ไขในเบื้องต้นสามารถทำได้โดยการถอดชิ้นส่วนของกระจกออกมาทำการตรวจสภาพของพื้นผิวให้มั่นใจได้ว่ามีการเสื่อมสภาพจริง หรือเกิดจากความสกปรกจนเกินไป โดยหลังจากตรวจภาพจนแน่ใจแล้ว ให้วัดขนาดของกระจกชนิดเก่าว่ามีเส้นผ่านศูนย์กลางเท่าใด และมีความหนาเท่าใด เพื่อสั่งซื้อกระจกชุดใหม่ต่อไป ซึ่งโดยทั่วไปแล้วกระจก 1 ชิ้นจะมีอายุการใช้งานราว 6 เดือนสำหรับกระจกชนิด K9 หรือ 1 ปี สำหรับกระจกชนิด Si และ 3 ปีสำหรับกระจกชนิด Mo และ Cu ซึ่งการเปลี่ยนอะไหล่กระจกแต่ละครั้งจะใช้งบประมาณราว 2,000 ถึง 5,000 บาท

ระบบเป่าลม

1) ระบบปั๊มลม

ระบบเป่าลมจะเป็นปั๊มที่เชื่อมต่อไปติดตั้งหัวเลเซอร์เพื่อดับไฟจากการเผาไหม้ ซึ่งมีความสำคัญมากในการป้องกันอันตรายจากไฟไหม้ที่อาจเกิดขึ้นได้

ระบบลมในเครื่องเลเซอร์
ชิ้นงานไฟลุก เพราะไม่มีลมไปเป่าชิ้นงาน
นำมาซึ่งความเสียหายรุนแรงได้ ถ้าหากไม่ได้ต่อท่อลม

ในกรณีที่ไม่มีการติดตั้งหรือระบบปั๊มลมใช้งานได้ไม่ดี จะมีโอกาสที่ชิ้นงานจะเกิดการติดไฟและก่อให้เกิดความเสียหายได้ ดังแสดงตัวอย่างในภาพ ดังนั้นผู้ใช้จะต้องเฝ้าระวังกรณีที่ปั๊มลมทำงานผิดปรกติให้ดี  ซึ่งอาจจะเกิดจากสายหลุดหรือระบบเป่าลมขัดข้อง จะต้องทำการสั่งหยุดเครื่องและตรวจสอบระบบให้เรียบร้อย

ผลจากการไม่ใช้ลมในการเป่าชิ้นงาน

2) การป้องกันเพลิงไหม้
    ในกรณีที่เกิดไฟลุกขึ้นที่วัสดุและเครื่องตัดเลเซอร์ ให้พยายามเป่าเพื่อให้ไฟดับ แต่หากไม่สามารถดับได้ ให้ทำการปิดระบบไฟฟ้าทั้งหมดของเครื่องตัดเลเซอร์ก่อน และใช้ถังดับเพลิงฉีดพ่น หากไม่ทำการปิดระบบจะไม่สามารถดับไฟได้เนื่องจากระบบดูดควันจะทำงานและจะดูดสารดับไฟออกไปเช่นกัน

ใช้ถังดับเพลิงฉีดพ่น หากไม่สามารถควบคุมไฟลุกได้

Credit : https://fablabthailand.com/

รู้จักภาพBitmap กับ Vector เบื้องต้นก่อนใช้งาน Laser cutting/Engraving

รู้จักภาพBitmap กับ Vector เบื้องต้นก่อนใช้งาน Laser cutting/Engraving

การใช้งานเครื่องเลเซอร์นั้นเราจะสร้างผลงานได้ในแบบสองมิติโดยไฟล์ที่เราจะใช้ก้จะเป็นไฟล์รูปภาพต่างๆที่วาดเองบ้าง โหลดมาบ้าง ชนิดของภาพและนามสกุลของภาพก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อการทำชิ้นงานขึ้นมานอกจากประสิทธิภาพของเครื่องและวัสดุ การเลือกประเภทเครื่องเลเซอร์กับวัสดุที่ใช้ศึกษาได้จากที่นี่ เครื่องตัดเลเซอร์ มีกี่แบบ อะไรบ้าง? CO2, Fiber, Diode
เลเซอร์แต่ละประเภทก็จะใช้ไฟล์รูปภาพอยู่สองประเภทที่ใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานนั่นก็คือไฟล์ประเภทBitmap และไฟล์ประเภท Vector

Bitmap คืออะไร

Bitmap คือไฟล์ภาพที่เกิดจากการเรียงตัวของช่องสี่เหลี่ยมขนาดเล็กจำนวนมากโดยใช้หลักการประมวลผลแบบการอ่านค่าสีในแต่ละช่องเก็บค่าข้อมูลเป็น0และ1ซึ่งแต่ละตำแหน่งค่าสีจะคงที่และมีตำแหน่งเจาะจงชัดเจน ซึ่งไฟล์ประเภทนี้จะใช้งานกันทั่วไปเพราะไฟล์ประเภทนี้ไม่จำเป็นต้องใช้โปรแกรมเฉพาะก็สามารถดูได้ทันที ความคมชัดของไฟล์ประเภทนี้จะขึ้นอยู่กับความละเอียดของจำนวนpixelต่อภาพ(Resolution)ยิ่งมากยิ่งละเอียด
ตัวอย่างนามสกุลไฟล์Bitmapที่พบเห็นได้ทั่วไป : JPEG,BMP,PNG,TIFF
ข้อเสียของไฟล์ประเภทนี้คือ ยิ่งขยายมากเท่าไรภาพก็จะยิ่งแตกมากขึ้เพราะขนาดของPixelนั้นคงที่เมื่อยิ่งขยายเราก็จะเห็นจุดPixelชัดมากขึ้นเพราะจำนวนของจุดนั้นจะเป็นลักษณะตายตัวไม่สามารถเพิ่มหรือลดได้

Vector คืออะไร

Vector ที่เกิดจากการกำหนดพิกัดและการคำนวณค่าบนระนาบสองมิติรวมทั้งมุมและระยะทางในลักษณะที่แต่ละส่วนของภาพเป็นเส้นอิสระต่อกันโดยที่ภาพนั้นจะประกอบไปด้วยรูปแบบของเส้นตรง รูปทรง ส่วนโค้ง โดยอาสัยการคำนวนด้วยหลักการทางคณิตศาสตร์ซึ่งส่งผลให้สีและตำแหน่งของสีชัดเจนไม่ว่าจะย่อขยายก็จะไม่เสียลักษณะของภาพแม้แต่น้อย ง่ายๆก็คือไม่ว่าจะขยายเท่าไหร่ก็จะไม่มีทางเห็นจุดและคมชัเอยู่ตลอดเวลานั่นเอง แต่ไฟล์ประเภทVectorจะดูสมจริงน้อยกว่าภาพBitmapเพราะไฟล์นี้จะมีลักษณะเป็นภาพวาดทำให้ความดูสมจริงน้อยกว่าแบบBitmap หรือก็คือ ภาพVectorนั้นจะดุเหมือนภาพการ์ตูนมากกว่าBitmapนั่นเอง
ตัวอย่างนามสกุลไฟล์Vectorที่พบเห็นได้ทั่วไป : AI,DRW,CDR,DXF
ข้อเสียของไฟล์ประเภทนี้คือ ขนาดไฟล์ที่ใหญ่กว่ามากและการสร้างขึ้นมาหรือดูต้องเป็นโปรแกรมเฉพาะที่รองรับเท่านั้นอีกทั้งคนสร้างไฟล์ประเภทนี้ต้องมีความรู้ในระดับนึงด้วย

การทำงานของเครื่องเลเซอร์กับไฟล์ BitmapและVector

เครื่องเลเซอร์นั้นจะทำงานคล้ายคลึงกับเครื่อง3D Printer คือจะมีโปรแกรมหนึ่งที่สามารถใช้งานกับเครื่องนี้เท่านั้นโดยโปรแกรมจะมีหน้าที่แปลงไฟล์ที่เรานำเขาไปนเครื่องให้กลายเป็นไฟล์สำหรับเครื่องเพื่อสั่งว่าจะให้หัวยิงนั้นเคลื่อนที่ไปตรงไหนยิงตรงไหนบ้าง
แต่ไม่ว่าไฟล์เราจะมาเป็นอะไรก็ตามเครื่องก็ไม่สามารถยิงเป็นสีได้แต่รูปที่ได้นั้นจะกลายเป็นงานขาวดำแทนในกรณีที่เป็นไฟล์Bitmap แต่ถ้าเป็นVectorนั้นจะยิงโดยไล่ตามเส้นหรือเลือกให้พื้นที่นั้นเป็นEngraveได้เหมือนกัน เครื่องเลเซอร์แบบCo2และแบบFiberนั้นสามารถรองรับทั้งไฟล์bitmapและVector

การทำงานกับไฟล์Bitmap

โหมดการทำงาน : Engraving
ไฟล์Bitmapที่นำเข้ามานั้นจะถูกเรียบเรียงใหม่ให้อยู่ในโหมดGrayscaleโดยที่จะมีความเข้มตั้งแต่ 0-255(ขาวสุดถึงดำสุดตามลำดับ)จากนั้นก็ทำการตั้งPowerของเลเซอร์ที่เราใช้ว่าต้องการแรงแค่ไหนและเมื่อสั่งงานไปแล้วโปรแกรมก็จะเฉลี่ยPowerเป็นอัตราส่วนจากค่าที่เราตั้งไว้และจะปรับขึ้นลงอัตโนมัติตามความเข้มของสี
เครื่องเลเซอร์ระบบFiberทุกเครื่องสามารถไล่garyscaleได้แน่นอน เครื่องระบบco2ส่วนใหญ่นั้นทำได้แต่บางเครื่องนั้นสามารถทำได้เพียงแค่ขาวดำเท่านั้น(ขึ้นอยู่กับไดร์เวอร์ของเครื่องว่ารองรับโปรแกรมอะไรในการสั่งงาน)

การทำงานกับไฟล์Vector

โหมดการทำงาน : Engraving และ Cutting

ในการEngraveด้วยไฟล์Vectorนั้นจะซับซ้อนกว่าไฟล์Bitmapก็เพราะว่าไฟล์Vectorนั้นจะมีลักษณะเป็นเส้น รูปทรง จะไม่มีสีถึงแม้ว่าจะทำสีมาแล้วก็ตาม ซึ่งผู้ใช้งานต้องทำการเลือกเส้นที่เราต้องให้Engraveจากนั้นก็ตั้งค่าPowerตามความแรงที่เราต้องการ หากต้องการไล่ระดับแบบGrayscaleจะต้องเลือกแต่ละพื้นที่ให้มีค่าความแรงที่ต่างกัน ง่ายๆก็คือต้องกำหนดเองว่าต้องการให้ตรงไหนสีเข้มตรงไหนสีอ่อน
ส่วนการCuttingนั้นจะใช้ไฟล์Vectorเท่านั้น โดยการCutนั้นเลอร์จะถูกยิงไล่ไปตามเส้นของไฟล์นั้นๆซึ่งการcutตั้งค่าง่ายมาก เพียงแค่Powerสูงและความเร็วหัวช้าๆหน่อย(ทั้งนี้ค่าของแต่ละวัสดุจะไม่เท่ากัน)

ไฟล์แบบไหนดีกว่ากัน?

ไฟล์ทั้งสองชนิดนั้นดีคนละแบบแต่ขึ้นอยู่กับงานที่เลือกใช้ไม่มีแบบไหนดีกว่ากัน แต่ถ้าใช้งานกับเครื่องเลเซอร์แล้วไฟล์Vectorถือเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด เพราะไฟลืประเภทนี้มีความคมชัดมากกว่าและด้วยลักษระของไฟล์ที่เป็นเส้นจะทำให้งานที่ได้เร็วกว่าหลายเท่าอีกทั้งยังปรับแต่งส่วนต่างๆของตัวไฟล์ก่อนสั่งยิงได้อีกด้วย แต่การใช้งานไฟล์Bitmapนั้นสามารถใช้งานได้เพียงแต่ว่าไฟล์นั้นจะต้องมีความคมชัดสูงๆเพราะในบางเครื่องนั้นจะต้องแปลงจากรูปปกติให้มีลักษณะเป็นNoiseหรือDitter(การแปลงรูปเป็นจุดเล็กๆให้ต่อกัน โดยที่จุดดังกล่าวจะมาในรูปแบบVector ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับโปรแกรมของเครื่องนั้นๆด้วย)

ตัวอย่างการใช้งานโปรแกรมที่ใช้กับเครื่องเลซอร์ระบบCo2 RDWorksV8 ซึ่งเราได้ทดลองใช้กับเครื่องเลเซอร์ Ray6





ความแตกต่างระหว่างไฟล์แบบBitmapและVectorบนเครื่องเลเซอร์ระบบFiberด้วยRaymark30HD





สรุป

การใช้งานเลเซอร์ให้ยิงงานได้ออกมาสวยนั้นขึ้นอยู่กับหลากหลายปัจจัยทั้งตัวเครื่อง การตั้งค่า วัสดุฯ หรือแม้กระทัั่งไฟล์ต้นฉบับที่นำมาสรรค์สร้างผลงานที่สำคัญการเลือกไฟล์ที่ดีและเหมาะสมกับงานที่เราต้องการนั้นจำเป็นต่องานเลเซอร์เป็นอย่างยิ่ง ซึ่งหากเราเน้นการแกะสลักก็เลือกได้ทั้งไฟล์แบบBitmapและVector แต่ถ้าเป็นการตัดนั้นก็จำเป็นต้องเป็นไฟล์ที่เป็นVectorเพื่อให้เครื่องสามารถยิงตามเส้นได้อย่างชัดเจน

Co2 Laser Cutting&Engraving ตัดก็ได้แกะสลักก็ดี มีตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงระดับอุตสาหกรรม

Fiber marking laser เลเซอร์แกะสลักความละเอียดสูงบนวัสดุทุกชนิดทั้งโลหะและอโลหะ

Flashforge Dreamer กับที่แขวนเส้นสำหรับม้วนขนาด1Kg

Flashforge Dreamer กับที่แขวนเส้นสำหรับม้วนขนาด1Kg

Flashforge Dreamer จะมีฟังก์ชั่นในการใส่เส้นพลาสติกไว้ในเครื่องได้แต่จะเป็นม้วนเส้นพลาสติกขนาด500gนะ วันนี้เราจะมาแก้ปัยหานี้กันให้ผุ้ใช้เครื่องFlashforge Dreamerได้ใส่เส้น1Kgไว้ใช้กันอย่างสบายใจเพียงแค่ปริ้นไฟล์นี้เท่านั้น

ดาวน์โหลดที่แขวนเส้น ที่นี่👉👉👉 Download file

ปริ้นให้Dreamer ก็ต้องให้Dreamerปริ้นสินะ

หลังจากปริ้นเสร็จแล้วก็ไม่ยาก ถอดของเก่าออกเอาของใหม่ใส่แทนได้เลย แค่ไขน็อตสองตัวเท่านั้น

มีให้ปรับระดับทั้งหมด3ระดับขึ้นอยู่กับขนาดของม้วนเส้นพลาสติก
มาพร้อมแกนกลางให้ม้วนเส้นลื่นไหลไม่สะดุด
1Kg เต็มๆม้วนก็ไม่มีปัญหา สบายมาก

Q:แล้วมันต่างอะไรกับการแขวนเส้นไว้ข้างนอกเครื่องล่ะ?
A: 1.ระหว่างที่พิมพ์ภายในเครื่องจะมีความร้อนอยู่ ตัวเครื่องพิมพ์เองก็จะมีหน้าที่เหมือนตู้อบเส้นไปในตัว
     2.จะดูเป็นระเบียบเรียบร้อยมากขึ้นและเคลื่อนย้ายเครื่องได้ง่ายดาย

ศึกษาข้อมูลการแก้ปัญหาเพิ่มเติมที่นี่ Flashforge Dreamer Support

เปรียบเทียบความสวย FDM vs SLA ต่างกันขนาดไหน

เปรียบเทียบความสวย FDM vs SLA ต่างกันขนาดไหน

บทความนี้เรามาเน้นเจาะลึกเปรียบเทียบคุณภาพงาน ความคมชัดจาก 3D Printer 2ระบบ คือ ระบบเส้นพลาสติก FDM และ ระบบน้ำเรซิ่น SLA เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าระบบเรซิ่นนั้นมีความละเอียด สวยกว่า เก็บ Detail ได้ดีกว่า สวยกว่าขนาดไหนเรามาดูกันด้านล่าง แต่เราจะไม่ได้อวยอย่างเดียว จะให้เห็นจุดด้อยของระบบนี้ด้วยเช่นกัน ที่ทิ้งรอย Support เป็นตุ่มเป็นหลุม โอกาสพิมพ์ให้สำเร็จยาก ต้องตั้งชิ้นงานและ Support ให้ดีๆ

ในมิติความสวยต้องยกให้ SLA แต่ระบบนี้ก็มีความยุ่งยาก และข้อด้อยอยู่เหมือนกันด้านการดูแลรักษา , สกปรกเลอะเทอะ, สารเคมี ระบบเรซิ่น SLA จึงไม่ได้เหมาะกับทุกคน หากเป็นมือใหม่หรือใช้งานทั่วๆไปอย่างไงก็แนะนำให้ใช้ระบบ FDM หรือระบบเส้น ดูแลรักษาและใช้ง่ายกว่า เหมาะกับทุกคน ดูจะปลอดภัยกว่า หากต้องการตัดสินในเลือกซื้อระหว่าง FDM และ SLA บทความนี้น่าจะช่วยให้เข้าใจได้มากขึ้น FDM vs SLA 3D Printer เลือกระบบไหนดี เปรียบเทียบข้อดีข้อเสีย (update 2021)

ชิ้นงานที่เอาเปรียบเทียบในบทความนี้ ทั้ง FDM และ SLA หากมองไกลๆก็สวยเหมือนๆกัน

คุณภาพงานพิมพ์

หากเปรียบเทียบคุณภาพงานพิมพ์แล้ว SLA มีความคมชัดกว่ามากทั้งในมิติของแกน XY และ แกน Z เหตุผลมาจากกลไกการสร้างโมเดลที่ต้องกันชัดเจน FDM จะทำการละลายรูปของหัวฉีดไม่สามารถทำให้เล็กมากๆได้โดยมากจะอยู่ที่ประมาณ 0.4mm @XY ลักษณะการตั้งค่าของการพิมพ์ความหนาของแต่ละเลเยอร์ก็เช่นกัน FDM จะนิยมตั้งกันประมาณ 0.15-0.25mm/layer @Z ระบเรซิ่นไม่ติดปัญหาเรื่องขนาดของหัวฉีดจึงสามารถสร้างความละเอียดได้สูง โดยทั่วไปมีขนาด จุดเลเซอร์/Pixel อยู่ที่ 0.05-0.1mm @XY และนิยมพิมพ์กันที่ 0.025-0.1mm/layer @Z

  • FDM ข้อจำกัดขนาดหัวฉีด ทำให้เล็กมากไม่ได้ ไม่งั้นฉีดพลาสติกเหลวไม่ออก
  • FDM มีขนาดหัวฉีด 0.4mm @XY นิยมพิมพ์กันที่ 0.15-0.25mm/layer @Z
  • SLA มีขนาด Pixel ทั่วไปอยู่ที่ 0.05mm @XY นิยมพิมพ์กันที่ 0.05-0.1mm/layer @Z
สองโมเดลพิมพ์จากไฟล์เดียวกันที่ความละเอียดเท่ากันที่ 0.05mm ด้านซ้ายพิมพ์ด้วยเครื่องระบบเส้นพลาสติก FDM จะเห็นชั้นของเลเยอร์ค่อนข้างชัดเจน เมื่อ Zoom เข้าจะเห็นเส้นพลาสติกย้อยหลายๆจุด ส่วนของ SLA มองดีๆจะเห็นชั้นของเลเยอร์เหมือนกันแต่ดูเชื่อมกันเป็นเนื้อเดียวมากกว่า และเห็นเป็นชั้นๆน้อยกว่า
รูปนี้จะเห็นได้ชัดเจน การเก็บรายละเอียดและเชื่อมเป็นเนื้อเดียวกัน ระบบ SLA ทำได้ดีกว่า
ซ้ายมีด้วยระบบ FDM ที่ความละเอียด 0.1mm/layer ด้านขวาพิมพ์ด้วยระบบเรซิ่น SLA 0.05mm/layer ถึงแม้ว่าพิมพ์ระบบเส้นที่ความละเอียดหยาบกว่า เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีนัก แต่จะเห็นว่าการเก็บรายละเอียดต่างกันอย่างมาก
ตัวอย่างนี้ทั้งสองพิมพ์ด้วยความละเอียดเท่ากันที่ 0.1mm/layer แต่จะสังเกตุเห็นว่าด้านซ้าย FDM จะเห็นเลเยอร์ขึ้นอย่ากชัดเจน ส่วนหากเป็นระบบ SLA งานจะดูกลืนกันมากเห็นเป็นเลเยอร์เช่นกันแต่ดูน้อยกว่า

โครงสร้าง และ Support

เนื่องจากทั้งสองระบบมีการทำงานที่แตกต่างกัน โครงสร้างของโมเดลและการตั้งค่าจึงแตกต่างกัน มีข้อจำกัดตามกัน ซึ่งส่งผลกับคุณภาพของงานต่างกัน เช่น FDM แกะ Support ออกมาจะเป็นขุ่ยๆ ส่วน SLA แกะ Support ออกมาจะเป็นตุ่มๆ

  • FDM Support จะมีลักษณะเป็นแท่งแผงพลาสติกทรงเหลี่ยม, โครงสร้างภายในสามารถเลือกได้เป็นแบบ รังผึ้ง หรือ อื่นๆได้มากมาย — แข็งแรงตกไม่แตก
  • SLA Support จะมีลักษณะเป็นเป็นเส้นถักกันคล้ายต้นไม้ หรือ รั่ว, โครงสร้างภายในมักเจาะให้กลวงและเจาะรูหลายรูให้น้ำไหลออก — สวยแต่ไม่แข็งแรง ตกแล้วแตก
FDM ระบบเส้น โครงสร้างภายในมีหลายแบบ ตย.นี้เป็นรังผึ้ง Support มีลักษณะเป็นแท่งตรง
SLA นิยมทำให้กลวง และเจาะ โครงสร้างภายในเป็น Support โมเดลที่ได้มีความเปราะบาง
โครงสร้างภายในของ FDM จะเป็นโครงสร้าง ในรูปเป็นโครงสร้าง Hexagon
SLA นิยมทำให้ชิ้นงานกลวง เพื่อประหยัดเรซิ่น และลดแรงดึงชิ้นงาน โครงสร้างภายในจึงเป็น Support แบบเดียวกับภายนอก โดยหลักการแล้ว SLA กลวงแบบนี้เปราะตกแล้วแตก ไม่เหมือน FDM
ชิ้นงานเมื่อแกะ Support ออกแล้ว FDM จะทิ้งร่องรอยเป็นขุ่ยๆ สากๆ ส่วน SLA จะทิ้งรอย Support เป็นตุ่มๆหลุมๆ และมีรูที่เราเจาะให้เรซิ่นออก

Note : สำหรับเทคนิคการตั้งค่า SLA ผ่าน ChituBox มีขั้นตอน 7 ขั้นง่ายๆดังนี้

การเสียรูป

ทั่งสองระบบหากตัวชิ้นงาน หรือ วาง Support ไม่ดีอาจทำให้ชิ้นงานเสียรูปได้ทั้งคู่ แต่ระดับความยากในการ Set และพิมพ์ให้สำเร็จระบบ SLA มีความยากและการ Setting ที่ลึกอยู่กว่า (ความคิดเห็นส่วนตัว)

SLA ยิ่งร่องรอยตุ่ม หลุม ดูไม่สวยเลย เราต้องเลี่ยงให้มากที่สุดโดยต้องเลือกด้านที่ติดกับ Support เป็นด้านที่ต้องทำใจกับรอย Support ที่ไม่สวย
SLA วาง Support ไม่ดี ชิ้นงานเมื่อพิมพ์ออกมาโก่งตัว ผิดรูปได้ ต้องวาง Support เยอะไม่ให้โก่ง แต่หากวาง Support เยอะก็จะทิ้งรอยไว้อีก เป็นสิ่งที่ต้องชั่งใจดู
FDM จะเห็นรอยสานกันขอเส้นพลาสติกชัดเจน บางส่วนของชิ้นงานผิดรูป ขึ้นมาไม่คม SLA ขึ้นงานคมก็จริงแต่อาจเจอชั้นเลเยอร์จากแรงตึงในการพิมพ์บ้าง

พิมพ์ 3 มิติระบบเส้น ขนาดเล็ก (Small)
เครื่องพิมพ์ 3มิติ สำหรับนักเรียน ใช้ในโรงเรียน STEM, งานอดิเรก, เครื่องสำเร็จใช้งานง่ายๆไม่ยุ่งยาก

พิมพ์ 3 มิติระบบเส้น ขนาดกลาง (Medium)
เครื่องพิมพ์ 3มิติ สำหรับใช้ในบริษัท มหาวิทยาลัย หวังผลได้ เครื่องมีความสเถียร แข็งแรง คุณภาพสูง แผนก R&D


พิมพ์ 3 มิติระบบเรซิ่น LCD / MSLA ราคาเอื้อมถึง
เครื่องพิมพ์ 3มิติ ความละเอียดสูง ขึ้นรูปด้วยเลเซอร์ มีวัสดุรองรับมากมาย

พิมพ์ 3 มิติระบบเรซิ่น SLA Prosumer – รองรับเรซิ่น วิศวกรรม, การแพทย์ กว่า 40ชนิด
เครื่องพิมพ์ 3มิติ ความละเอียดสูง ขึ้นรูปด้วยเลเซอร์ มีวัสดุรองรับมากมาย

Upgradeให้ทันสมัยกับ Flexible build plate

Upgradeให้ทันสมัยกับ Flexible build plate

Flashforge ได้ปล่อย Flexible build plate ออกมาให้ผู้ใช้งานไม่ต้องมาแซะงานจากเครื่องอีกต่อไป ทำให้ยกฐานออกมานอกเครื่องเพื่อบิดงอให้งานหลุดได้เลย

***Flexible build plate for Creator pro2 สามารถใช้กับเครื่อง CreatorX , Creator proรุ่นดั้งเดิมและ Dreamerได้ด้วยนะ

การเปลี่ยนจากแผ่นรองพิมพ์รองพิมพ์จากแบบเดิมเป็นแม่เหล็ก





ในชุดของ Flexible build plate จะประกอบด้วย แผ่นรองพิมพ์ แผ่นรองพิมพ์โลหะ และแผ่นแม่เหล็กดังรูปด้านล่าง
เริ่มแรกให้ทำการทำความสะอาดแผ่นรองพิมพ์โลหะ โดยใช้กระดาษเช็ดได้เลย เพื่อไม่ให้มีฝุ่นตอนติดแผ่นรองพิมพ์
นำแผ่นรองพิมพ์ติดลงบนแผ่นรองพิมพ์โลหะ
ก่อนจะติดของใหม่ให้ทำการลอกแผ่นเก่าที่ติดอยู่กับเครื่องออกไปก่อน จากนั้นให้คราบกาวเก่าออกให้เยอะที่สุด
นำแผ่นแม่เหล็กติดลงแผ่นฐานพิมพ์ได้เลย ต้องติดให้เรียบที่สุดโดยการค่อยๆรีดไปเรื่อยๆระหว่างติด
นำแผ่นรองพิมพ์โลหะมาติดก็เรียบร้อย
หลังจากที่ทำการติดเรียบร้อยแล้วให้ทำการLevelใหม่อีกครั้งเนื่องจากติดชุดFlexible build plate แล้วจะทำให้ฐานพิมพ์มีความสูงมากขึ้น
ขั้นแรกให้หุนปรับระดับฐานลงมาให้เยอะๆก่อน จากนั้นเข้าไปที่เมนูLevelที่เครื่องจากนั้นก็ทำการCalibrate โดยที่ฐานพิมพ์กับหัวฉีดจะห่างกันที่ 0.1 มม. ซึ่งขนาดของกระดาษA4 จะมีความหนาที่0.11มม. จึงเอากระดาษสอดเข้าไประหว่างฐานและหัวฉีดเพื่อCalibrateได้

เพียงเท่านี้ก็ทำให้การใช้งานFlashforge 3D Printer ของท่านง่ายขึ้นอย่างมากมาย

รีวิว EinScan Pro 2X 2020 มีอะไรดีขึ้นจากเดิม

รีวิว EinScan Pro 2X 2020 มีอะไรดีขึ้นจากเดิม

สแกนเนอร์ EinScan Pro 2X เป็นสินค้ามีชื่อของ Shining3D ใช้กันแพร่หลายเนื่องจาก เป็น Hybrid สแกนได้ทั้งแบบ Fix-ขาตั้งกล้อง และ แบบ Handheld-มือถือสแกน จะเอาละเอียดก็ใช้ขาตั้งกล้องเอา จะเอาของชิ้นใหญ่-สแกนคนก็ใช้มือถือสแกนเอา EinScan Pro 2X (ต้นฉบับเริ่มขายเมื่อ 2018)

Timeline ของโปรดักส์ EinScan Pro 2X

เดือนมีนาคม 2021 ที่ผ่านมาได้ทำ Minor Change เป็น EinScan Pro 2X 2020 หลักการทำงานยังเหมือนเดิม มี Upgrade หลักๆขึ้นมาอีก 4-5 ข้อดังนี้

Upgrade List

  1. มีการเปลี่ยนวัสดุนิดหน่อย แก้ปัญหาเรื่อง LED ขาดเมื่อใช้ไปนานๆ / Software มีการพัฒนาเรื่อง AI
  2. สามารถสแกนได้ละเอียดขึ้นจาก 50micron เป็น 45micron ในโหมด Handheld — เอาง่ายๆเมื่อใช้มือถือสแกน จะสแกนได้คมขึ้น ละเอียดขึ้นนั้นเอง เป็นผลจากการ Upgrade ทั้งในส่วน Software และ Hardware
  3. สามารถไม่ติด Marker Sticker ในโหลด HD Scanner ได้แล้ว มีข้อแม้ว่าวัตถุต้องมีรูปทรงหรือลวดลายเฉพาะ ให้ AI จับ Texture ไปเรื่อยๆได้ — อันนี้จะดีกับคนที่ต้องสแกนมือถือ HD Mode แต่ไม่อยากติด Marker
  4. ความละเอียดในการ Scan เพิ่มเป็น 3,000,000point/sec — Point Cloud ที่เก็บมากขึ้น งานสแกนก็จะคม ละเอียดขึ้น
  5. ขนาด Scan ต่อ Shot ใหญ่ขึ้น 15% จาก 2x รุ่นก่อน 150x120mm – 250x200mm — Projector มีขนาดใหญ่และมีความแรงขึ้น(นิดนึง) ทำให้การสแกนเร็วขึ้น
Highlight Spec 2X 2020 จุดสำคัญที่มีการ upgrade

โหมดในการสแกนทั้ง 4 โหมดยังมาครบ

  1. ระบบมือถือสแกนรอบชิ้นงานหรือ Handheld HD Scan เป็นการสแกนที่ความละเอียด 45 Micron (0.045mm) ยิงแสงแบบแถบเส้น ทำได้โดยการเตรียมวัตถุ โดยติดหรือไม่ติด Marker ก็ได้ (ไม่ติดได้กรณีวัตถุมีรูปทรงลาดลายตลอดชิ้นงาน / ติดเมื่อชิ้นงานส่วนมากค่อนข้างเรียบ) เพื่อกำหนด Reference โดยผู้ใช้สามารถเดินรอบชิ้นงานที่ต้องการสแกนได้เลย โหมดนี้เหมือนกับการสแกนที่ต้องการคุณภาพสูง วัตถุอยู่นิ่ง ไม่เหมาะกับสิ่งมีชีวิต เช่น การสแกนรูปปั้นนอกสถานที่ วัตถุทางศิลปะ ชิ้นส่วนทางวิศกรรมที่ไม่สามารถถอดออกเป็นชิ้น ๆ ได้
  2. ระบบมือถือสแกนรอบชิ้นงานแบบเร็ว Handheld Rapid Scan ความละเอียดในการสแกนอยู่ที่ 100Micron (0.1mm) ยิงแสงแบบ QR Codeไม่ต้องติดสติกเกอร์ Marker เหมาะกับการสแกนสิ่งมีชีวิต เช่น มนุษย์
  3. สแกนอัตโนมัติด้วยถาดหมุน (Auto Scan) วางชิ้นงานลงบนฐาน เครื่องจะทำการสแกนจนเสร็จ ความละเอียดในการสแกนอยู่ที่ 40Micron (0.04mm) ซึ่งถือว่าคุณภาพสูงมาก แต่มีข้อจำกัดที่ชิ้นงานต้องขนาดไม่เกิน 20cm
  4. สแกนทีละช็อตโดยใช้ขาตั้งกล้อง(Fix Scan) ความละเอียดในการสแกนอยู่ที่ 40Micron (0.04mm) ทำการสแกนที่ละซ็อตไปเรื่อยๆโดยเครื่องสแกนเนอร์ต้องอยู่บนขาตั้งกล้อง

Info Graphic ต่างๆเพื่องานต่อความเข้าใจ

ภาพแรกเป็นการเปรียบเทียบ ขนาดสแกนต่อ Shot ของ 2x 2020 VS HD VS HX
ภาพสอง เปรียบเทียบต่อ นำภาพมาซ้อนกัน
ความเร็วในการสแกน

สรุป

  • สแกนเนอร์ Upgrade ขึ้นมานิดหน่อย Software จะ update ให้ตัวใหม่ 2020 เรื่อยๆ / ตัวเก่าจะ update น้อยลง
  • ราคาสูงขึ้น
  • ยังเป็นตัวที่น่าใข้เหมือนเดิม คาดว่าน่าจะเป็นสินค้าขายดีของ Shining3D เหมือนเดิม

หากสนใจสินค้า สามารถติดต่อเราได้ครับ 3DD เป็น Master Distributor ของ Shining3D ตั้งแต่ 2015

รีวิวหัวฉีดAdventurer3 ใหม่ ในโหมดHigh Temp ด้วยPETG Filament

รีวิวหัวฉีดAdventurer3 ใหม่ ในโหมดHigh Temp ด้วยPETG Filament
Adventurer3 กับหัวฉีดใหม่

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาทางเราได้ทำการแจ้งข่าวเกี่ยวกับหัวฉีดใหม่ของเครื่องAdventurer3 ที่สามารถทำความร้อนได้สูงถึง265องศาเซลเซียสเลยทีเดียว
เรามาทำความรู้จักหัวฉีด Flashforge Adventurer3 และAdventurer3 Lite ใหม่กัน!

และนี่เป็นตัวอย่างของตัวงานที่พิมพ์อออกมาด้วยหัวพิมพ์ใหม่พร้อมกับการตั้งค่าเลย

Adventurer3
Nozzle:245c
Bed:70
Speed:60

นี่เป็นตัวอย่างงานง่ายๆที่เราได้ทำการทดสอบพิมพ์ด้วยความร้อนที่มากกว่าหัวฉีดแบบดั้งเดิม……แล้วแบบนี้ของใหม่มีข้อสังเกตอะไรบ้าง

ข้อสังเกตของหัวพิมพ์265องศา
-ราคาสูงกว่าหัวดั้งเดิม หากลูกค้าที่พิมพ์แค่PLA หรือวัสดุที่ไม่ได้ใช้ความร้อนสูงมากก็ไม่จำเป็นต้องใช้หัวรุ่นนี้
-การทำความร้อนจะช้ากว่าหัวรุ่นเดิมเพราะเนื่องจากวัสดุที่มีความทนทานของหัวมากขึ้น

แล้วผู้ใช้แบบไหนล่ะที่เหมาะกับหัวตัวใหม่
-ผู้ใช้ที่ใช้วัสดุความร้อนสูง ความแข็งสูงเช่น ABS PETG หรืออื่นๆ(หัวใหม่จะพิมพ์ABSได้ดีกว่าเพราะแข็งแรงกว่า ทำความร้อนได้มากกว่า)

*****Adventurer3 Lite ก็ใช้ได้เหมือนกันนะ

PETG คุณภาพสูงจาก 3DD

เครื่องตัดเลเซอร์ มีกี่แบบ อะไรบ้าง? CO2, Fiber, Diode

เครื่องตัดเลเซอร์ มีกี่แบบ อะไรบ้าง? CO2, Fiber, Diode

เครื่องตัดแกะสลักเลเซอร์ในท้องตลาดมีหลายชนิด ซึ่งแต่ละชนิดมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป ทั้งแบบ CO2, Diode และ Fiber บางชนิดเหมาะกับงานโลหะ บางชนิดเหมาะกับงานอโลหะตัดพลาสติก ตัดหนัง ตัดสไม้ เรามาทำความรู้จักเลเซอร์แต่ละชนิดกันเลยครับ

แบ่ง Laser ตามแหล่งกำเนินแสง
1. CO2 Laser แห่งกำเนิดแสงของ Laser ชนิดนี้มาจากหลอด CO2 โดยทั่วๆไปจะมีกำลัง 30-180Watt โดยมีความยาวคลื่น 10.6 uM (10600 nm) เป็นความยาวคลื่นที่ตาเรามองไม่เห็น ไม่จำเป็นต้องใส่แว่นป้องกัน เลเซอร์ชนิด CO2 จะเป็นเลเซอร์ที่นิยมใช้มากที่สุด ทำงานได้หลากหลาย แต่เน้นไปที่วัสดุอโลหะ

หลอด CO2
  • นิยมใช้กันมากที่สุด เหมาะกับแกะสลักและตัดวัสดุอโลหะ เช่น Acrylic, แผ่นไม้, หนัง, แผ่นยาง, แผ่นพลาสติกชนิดต่างๆ
  • ใช้พลังงาน input สูงที่สุด เกิดความร้อนมากสุด ถ้าเทียบกับกำลังตัดที่ได้
    ตัดและ แกะสลัก Acrylic

    งานจาก CO2 Laser

2. Diode Laser แห่งกำเนิดแสงมาจากตัว Diode มีขนาดเล็กมาก แต่แลกมาด้วยกำลังที่น้อยจะเห็นที่ 1-10Watt ลำแสงที่ออกมาอยู่ในช่วง UV 405 – 1080 nm (เป็นแสงที่ตาเรามองเห็นนะคับ จะเห็นเป็นสีน้ำเงิน-ม่วง ต้องใช้อุปกรณ์ป้องกันเมื่อใช้งาน เช่น แว่นตา)

Diode Laser
  • ขนาดเล็ก แกะสลักได้ดี แต่ไม่เหมาะงานตัด (ไม่แนะนำกับงานตัดเลย)
  • ต้องใช้แว่นป้องกัน ลำแสงมีอันตรายกับสายตา
  • หลังๆ Diode Laser ใช้ในการแพทย์และเสริมความงามมากขึ้น แต่ก่อนใช้ CO2 เลเซอร์ในการจี้ผิว แก้แผลเป็น หลังจากที่ Diode เลเซอร์มาจึงนิยม เนื่องจากเครื่องไม่ใหญ่ เคลื่อนย้ายสะดวก
    แกะสลักลงบนพื้นผิวต่าง

    เครื่องจะมีขนาดเล็กมาก

3. Fiber Laser เป็นเลเซอร์ที่มีกำลังมากที่สุด แหล่งกำเนิดแสงมาจาก Diode Laser จำนวนมากๆหลายตัว มารวมแสงผ่านกันที่เส้นไฟเบอร์นำแสง แสงของ Diode แต่ละเส้นจะมารวมกันที่เส้น Fiber เส้นใหญ่นำไปสู่หัวเลเซอร์และโฟกัสไปที่จุดเดียว Fiber Laser นิยมใช้ใน Fiber Marking 10-50Watt และ เครื่องตัดโลหะ ไฟเบอร์ Fiber Metal Cutter ขนาด 1000-5000Watt

เกิดจาก Diode Laser จำนวนหลาายๆตัว แสงเดินทางผ่านสาย Fiber เส้นเล็กๆหลายๆเส้น รวมเป็นเส้นใหญ่ ณ จุดปลายอีกข้างหนึ่ง
กำลังในการตัดสูงมาก สามารถตัดโลหะ หนาได้ (ต้อง Gas ช่วยเช่น Gas O2 หรือ N2)
  • เป็นเลเซอร์ที่กำลังสูงที่สุด
  • ราคาสูงที่สุด
  • ใช้แกะสลัก โลหะ หรือ ตัดโลหะหนาๆได้
  • ใช้ Fiber Laser ต้องใช้แว่นตาป้องกัน

    Fiber Laser สามารถตัดโลหะ หนาๆได้

Note : นอกจาก Diode Laser/ Fiber Laser ใช้ในงานตัดหรืองานแกะสลักแล้ว ยังเอามาใช้ทำ 3D Printer อีกด้วยจะเห็นได้ที่ระบบ SLA (ใช้เลเซอร์ยิงบนน้ำเรซิ่น) หรือ SLS (ใช้เลเซอร์ยิงบนผงโพลิเมอร์ ผงไนลอน) หรือ SLM (ใช้ Fiber Laser กำลังสูงยิงหลอมผงโลหะเข้าด้วยกัน)

ใช้ Fiber Laser ยิงลงบนผง Nylon ในระบบ SLS 3D Printer

แบ่งการตามวิธีการเคลื่อนที่ของเลเซอร์

1. Cartesian หรือ หัวเลเซอร์เครื่องที่ในแกน XY โดยมอเตอร์ ระบบนี้พบเห็นได้บ่อยที่สุด พวกเครื่องตัด CO2, Fiber Laser ต่างๆในท้องตลาด ระบบนี้ข้อดีคือถูก แต่ยังมีข้อจำกัด ด้านความเร็วของการทำงาน หัวเลเซอร์ไม่สามารถเคลื่อนที่ได้เร็ว เร็วเกินไปงานที่ได้ไม่ชัดไม่สวย เช่น ถ้าแกะสลักที่ 200mm/Sec เริ่มจะเห็น Ghost (ภาพเคลื่อนจากความหน่วงของหัวฉีด)

เคลื่อนที่แบบ cartesian หัวเลเซอร์เคลื่อนทั้งระนาบ X Y

2. Galvano หรือ การกวาดแสงโดยใช้ กระจก 2 บาน เป็นตัวหักเหลำแสงเลเซอร์ ไปยังจุดต่างๆบน Table จะเห็นระบบนี้ได้มากกับ เครื่อง Fiber Laser Marking ข้อดีของระบบนี้คือเร็วมาก ความเร็ว 5000mm/Sec มีให้เห็นได้ง่ายๆ ข้อเสียหลัก หลักๆของระบบนี้คือ คุณภาพของงานจะลดลงเมื่ออยู่ขอบชิ้นงาน ห่างจากจุดกึ่งกลางเท่าไหร่คุณภาพลดลงเท่านั้น เพราะเลเซอร์จะตั้งฉากที่จุดกึ่งกลางภาพ และจะตกกระทบเป็นมุมมากขึ้นเรื่อยหากห่างจุดกี่งกลาง

เคลื่อนที่แบบ Galvano Scanner จะเห็นได้มากใน Fiber Laser Marking

3. Hybrid cartesian & Galvano อันนี้เป็นอะไรที่มาใหม่มาก คือใช้กันหักเหแสง กับ การเครื่องที่ตามแกนมอเตอร์เข้าด้วยกัน ตัวอย่างเช่นเครื่อง Formlabs Form3 หัวเลเซอร์เคลื่อนที่ในแนวแกน X แบบ cartesian และ ใช้การหักเหของกระจกที่แกน Y เป็นการประยุกต์เอาข้อดีของทั้งสองระบบเข้าด้วยกัน คือเคลื่อนที่ยังเร็วอยู่ และแสงเลเซอร์ตกกระทบยังได้ฉากอยู่เสมอ

เลเซอร์สะท้อนกระจกในแนวแกน Y (Galvano) ชุดเลเซอร์นี้เคลื่อนที่บนรางแกน X เลเซอร์จะตกกระทบตั้งฉากชิ้นงานเสมอ

Note : เครื่อง Laser Cut&Engrave เกือบทั้งหมดจะเป็นแบบ cartesian ส่วนเครื่อง Fiber Marking เกือบทั้งหมดจะเป็นแบบ Galvano แบบ Hybrid เริ่มจะมีให้เห็นได้บ้าง ยังใช้ในเครื่อง 3D Printer

Laser Cutter and Engraver – CO2 เครื่องตัดและแกะสลักเลเซอร์ชนิด CO2
เลเซอร์ที่นิยมใช้กันมากที่สุด ขนาดเริ่มต้น 40*30cm ถึง 250*130cm

Fiber Laser Marking เครื่องสลักโลหะไฟเบอร์เลเซอร์ความละเอียดสูง
เลเซอร์มาค์กิ้ง สำหรับแกะสลักผิวงานโลหะคุณภาพสูง เป็น Galvano ทำงานรวดเร็ว

Laser Engraver – Diode เครื่องแกะสลักเลเซอร์ชนิด Diode
เลเซอร์ไดโอด ขนาดเล็กดูสวยงาม ส่วนมากใช้งานเชิงแกะสลัก มีทั้งแบบ Galvano และ cartesian

Fiber Laser Metal Cutter เครื่องตัดโลหะไฟเบอร์เลเซอร์
เลเซอร์ไฟเบอร์กำลังสูง สำหรับตัดโลหะ กำลังเลเซอร์ 1000-3000watt

เรามาทำความรู้จักหัวฉีด Flashforge Adventurer3 และAdventurer3 Lite ใหม่กัน!

เรามาทำความรู้จักหัวฉีด Flashforge Adventurer3 และAdventurer3 Lite ใหม่กัน!

    หัวฉีดจะถูกแบ่งเป็น 2 ชนิดโดยแบ่งตามอุณหภูมิที่หัวฉีดทำได้สูงสุด แต่ยังคงขนาดเส้นพลาสติกเท่ากับตัวเก่าที่ 1.75mm. และยังสามารถเปลี่ยนใช้ได้ทั้ง 2 รุ่นของ Flashforge Adventurer คือ Adventurer3 และAdventurer3 Lite คุณสมบัติพิเศษที่หัวฉีด Adventurer ใหม่มีมาให้คือ การทำความร้อนที่สูงขึ้นเป็น 265 องศา จากเดิม 240 องศา ซึ่งสามารถใช้งานร่วมกับชนิดเส้นพลาสติกที่มีจุดหลอมเหลวสูงได้มากขึ้นจากเดิม และการทำงานที่หลากหลายในการปริ้นชิ้นงาน 3D มากขึ้นอีกด้วย แต่ทั้งนี้การที่จะเปลี่ยนหัวฉีดใหม่นั้นจำเป็นต้องทำการอัพเดทเฟิร์มแวร์ตัวเครื่องให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดเสียก่อน จึงจะมีหน้าเมนูในการเลือกใช้หัวฉีดขึ้นมาเพิ่มให้เราได้ใช้งานในส่วนของการอัพเดทเฟิร์มแวร์ก็สามารถทำได้ที่หน้าเครื่องโดยการต่อ Internet ให้กับตัวเครื่องแล้วเข้าไปที่เมนู เครื่องมือ>ตั้งค่า>ปรับปรุง>ตรวจสอบข้อมูลเวอร์ชั่น แล้วตัวเครื่องจะทำการอัพเดทให้อัตโนมัติทีนี้เราก็จะได้ใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพของเครื่อง Flashforge Adventurer3 และAdventurer3 Lite

หัวฉีด Adventurer3 ใหม่

จุดสังเกตสำคัญของหัวฉีดใหม่

หัวฉีดซ้าย 240 องศา(เก่า) หัวฉีดขวา 265 องศา(ใหม่)
หัวฉีดซ้าย 240 องศา(เก่า) หัวฉีดขวา 265 องศา(ใหม่)

การอัพเดทเฟิร์มแวร์ตัวเครื่องให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุด

เครื่องมือ
ตั้งค่า
ปรับปรุง
รอสักครู่นะ!
หวัดดี เราเวอร์ชั่นใหม่
เราเองเมนูใหม่”หัวพิมพ์”
อะไรที่ใช่ในแบบคุณ เลือกเลย!แก๋ววว!

FlashPrint 4.6.1 อัพเดทใหม่ เพิ่มฟังก์ชั่นให้ผู้ใช้งาน Adventurer3 series

FlashPrint 4.6.1 อัพเดทใหม่ เพิ่มฟังก์ชั่นให้ผู้ใช้งาน Adventurer3 series
Update Logs for FlashPrint-4.6.1🏆
มีอะไรอัพเดทมาเพิ่มใหม่นั้นมาดูกัน ดาวน์โหลดที่นี่!! 

 

Check การอัพเดท Software FlashPrint

 

1.เพิ่มความอุณหภูมิของ Extruder สำหรับเครื่อง Adventurer 3 series สูงสุดจาก 240 เป็น 265 องศา

 

เพิ่มค่าอุณหภูมิสูงสุด Extruder ของ Adventurer 3 series

 

2.เพิ่มค่าพารามิเตอร์สำหรับการพิมพ์ Filament ชนิด PC และ PETG สำหรับเครื่อง Adventurer 3 series

 

ค่าพารามิเตอร์เบื้องต้นการพิมพ์ filament PC

 

ค่าพารามิเตอร์เบื้องต้นการพิมพ์ filament PETG

 

3.เพิ่มประสิทธิภาพในการ Slice ตัวชิ้นงาน และแก้ไขปัญหาเนื้อพลาสติกขาดหายในระหว่างการพิมพ์ “Path-missing issues on models”
อัพเดทการ Slice ไฟล์งานก่อนสั่งพิมพ์

 

4.เพิ่มประสิทธิภาพของฟังก์ชั่นอื่น และแก้ไขข้อบกพร่องได้รับการ Feedback จากทางผู้ใช้งาน

 

 

**ถ้าผู้ใช้งานท่านใดมีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการใช้งานลองติดตามหรือสอบถามได้ทางเพจ Flashforge Official User Group