ประยุกต์การใช้งาน Section Line กับชิ้นงานที่มีความซับซ้อน

ประยุกต์การใช้งาน Section Line กับชิ้นงานที่มีความซับซ้อน

หลายครั้งการ sketch ชิ้นงานต้องอาศัยปัจจัยหลายๆอย่าง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ต่างทำให้เกิดข้อผิดพลาด โดยปกติแล้วในการวัดจะมีความแตกต่างระหว่างที่วัดได้กับจริงเสมอ ไม่ว่าเครื่องมือวัดจะมีความถูกต้องเพียงใดชนิดและลักษณะของความผิดพลาดสามารถจำแนกได้ 3 ประเภทหลักๆ
1.ความผิดพลาดจากผู้วัด (Human Error or Gross Error)
2.ความผิดพลาดจากระบบ (Systematic Error)
3.ความผิดพลาดแบบแรนดอม (Random Error)
โดยชิ้นงานเสื้อสูบได้ใช้เครื่อง Einscan pro2x ในการสแกนใน Fix mode

          งานทุกงานต้องเกิดจากการวัดขนาดขึ้นมาก่อนแล้วจากนั้นจึงทำการวาดแบบตามขนาดนั้นๆ ซึ่งการวัดขนาดก็มีปัจจัยภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้องทำให้เกิดความไม่เที่ยงตรงในการวัดชิ้นงาน และใช้เวลาในการวัดต่อหนึ่งชิ้นงานค่อนข้างที่จะนานทำให้ทุกคนอาจจะเบื่อหน่ายกับวิธีเดิมๆ แต่ในปัจจุบันเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทำให้สามารถลดระยะเวลาในการทำงานได้อีกด้วยและสามารถกำหนดค่า Error ได้อย่างชัดเจน ปกติชิ้นงานชิ้นงานหนึ่งจะใช้เวลาในการที่จะทำให้เป็น Post processing ใช้เวลานานมาก แต่วันนี้ผมมาชี้แนวทางให้เพื่อนๆได้ทำงานได้ง่ายขึ้นโดยรู้จักกับ Section line ถ้าเกิดใช้คำสั่งนี้ใน software ที่ชื่อว่า Solidedge จะชื่อว่า Intersection และถ้าใช้คำสั่งนี้ใน Geomagic Essential จะชื่อว่า Create by section โดยทั่วไปไม่ว่าจะเป็น CAD Software ประเภทไหนก็ต้องอาศัยหลักการทำงานในลักษณะนี้เพื่อทำให้ชิ้นงานทำงานได้ง่ายขึ้น และช่วยลดระยะเวลารวมของการทำงาน ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเวลาที่ใช้ในการทำงานมีผลเป็นอย่างมาก ยิ่งสามารถลดเวลาได้มากเท่าไรยิ่งทำให้ลดต้นทุนในการทำงานได้มากขึ้น

Drawing IGES File

วิธีการ Import IGES File to Solidedge

1.Browse IGES File
2.เลือก Option เพื่อทำการใส่รายละเอียดที่ต้องการ
3.จะปรากฏหน้าต่างนี้ขึ้นมาจากนั้นกด Next
4.ให้เลือกรูปแบบที่ต้องการตามช่องสีแดง ส่วนที่เหลือไม่ต้องทำการเปลี่ยนแปลงใดๆ
5.เลือกรายละเอียดที่ต้องการ แนะนำให้นำช่อง Group Curveออก แล้วมา Group ใน Software ทีหลัง
6.เลือก copy to เพื่อทำสำเนาไฟล์ที่เราทำการตั้งค่าใหม่
7.เมื่อเรียบร้อยแล้วโปรแกรมจะแสดงหน้าต่างนี้ขึ้นมา
8.จากนั้นเลือก open เป็นการสิ้นสุดขั้นตอนการ Import
จากการ Import เรียบร้อยแล้วจึงทำการ Group Curve ต่อใน Solidedge Software

ประโยชน์ของการทำ Section line 

  1. สามารถลดระยะเวลาในการทำงานทั้งหมดได้
  2. วาดชิ้นงานใหม่โดยอ้างอิงจากเส้น section line ได้เลยเนื่องจากเส้นติดกับชิ้นงานเรียบร้อยแล้วครับ ในทำนองเดียวกับการ Draft ชิ้นงานเพื่อดึงความหนา

นอกจากการที่เราทำ Section Line มาเพื่อ CAD Software แล้วเราสามารถที่จะทำเป็น NURB ได้ด้วยซึ่งสามารถนำไปแก้ไขในโปรแกรมที่ใช้สำหรับการปั้น เช่น Maya,Meshmixer,Zbrush

 

แคตตาล็อกในรูปแบบ 3D

แคตตาล็อกในรูปแบบ 3D

Fatboy เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ทั้งภายใน และภายนอกอาคาร แห่งเยอรมันนี ได้มอบหมายให้ Ruig. ทำการสแกนเฟอร์นิเจอร์เพื่อใช้ทำแคตตาล็อกออนไลน์ และเพื่อใช้ในการออกแบบจัดวางการตกแต่งภายใน เฟอร์นิเจอร์จำนวนหนึ่งของ Fatboy ถูกเขียนด้วยโปรแกรม 3D แล้ว แต่ก็มีบางส่วนที่ไม่สามารถเขียนแบบได้ จึงต้องใช้สแกนเนอร์สามมิติมาช่วยในการทำงาน 

Ruig. ได้ใช้ Einscan Pro 2X Plus ในการเก็บข้อมูลสามมิติ จากนั้นก็ตกแต่งให้ดูเหมือนจริงที่สุด ผลลัพท์ที่ได้เป็นที่ถูกใจ Fatboy เป็นอย่างมาก เป็นตัวอย่างที่ดีในการใช้สแกนเนอร์สามมิติมาช่วยในการขาย

คูปองแนวๆ เป็นรูปขนมปัง โดยใช้ 3D Scanner และ 3D Printer

คูปองแนวๆ เป็นรูปขนมปัง โดยใช้ 3D Scanner และ 3D Printer

เจ้าของร้านเบเกอรี่ใช้เครื่องสแกนสามมิติ Einscan SE เพื่อเปลี่ยนจากการใช้คูปองกระดาษธรรมดา เป็นคูปองสามมิติรูปขนมทองคำ

 นิโคล เป็นเจ้าของร้านเบเกอรี่ในมณฑลซูโจว เธอจบการศึกษาด้านการออกแบบอุตสาหกรรม เธอมีไอเดียที่จะทำคูปองให้กับลูกค้าพิเศษ โดยใช้เครื่องพิมพ์สามมิติที่เธอซื้อไว้ตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษา เพื่อให้คูปองของเธอดูเหมือนขนมปังจริงๆ แม้จะมีเครื่องพิมพ์ 3D อยู่แล้วแต่การที่จะเขียนโมเดลให้เหมือนจริงก็อาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย แล้วเพื่อนของเธอก็แนะนำให้เธอรู้จัก Einscan SE 3D scanner มาใช้ทำความตั้งใจให้สำเร็จ

ขั้นตอนการทำงาน

  1. จัดการสแกนขนม Croissant, brazen, scones, และอื่นๆ ด้วย Einscan SE เนื่องจากขนมมีขนาดเล็กเธอจึงใช้การสแกนในโหมด Auto โดยตั้งไว้บนแท่นหมุน

ในขณะที่ขนมปัง Baguette มีลักษณะที่ยาว และมีขนาดใหญ่ เธอจึงทำการสแกนด้วยโหมด Free Scan ซึ่งช่วยให้สแกนงานชิ้นใหญ่ได้

  1. หลังจากที่บันทึกข้อมูล 3D แบบความละเอียดสูงแล้ว นิโคลใช้โปรแกรมออกแบบ(3D modelling) เขียนราคาที่แตกต่างกันตามรูปแบบของขนมปัง

  1. จากนั้นใช้เครื่องพิมพ์สามมิติพิมพ์ออกมา และตกแต่งด้วยสีทอง

เพียงสามขั้นตอนง่ายๆ ก็สามารถทำโครงการให้สำเร็จได้แล้ว

นิโคลยังกล่าวเสริมอีกว่า “มันยากมากที่จะหาโมเดลสามมิติที่มีรูปร่างเหมือนกับขนมปังที่ฉันทำขาย และถ้าจะเขียนแบบขึ้นมาก็คงต้องใช้เวลานานแน่ๆ เลย ต้องของคุณ Einscan SE ที่ช่วยให้ฉันทำคูปองขนมปังแบบพิเศษนี้ได้สำเร็จ” นอกจากนี้นิโคลยังแนะนำเพื่อนๆ ให้ใช้ Einscan SE อีกด้วย เพราะมันเล็ก และใช้งานง่าย 

เรายังรูสึกดีใจที่ทราบว่าคูปองแสนพิเศษของนิโคลเป็นที่ถูกใจลูกค้าอย่างมาก และกลายเป็นของสะสมไปในที่สุด 

ลูกค้า: ดี้ต้าร์ สเปเชียล ทูลส์

ลูกค้า: ดี้ต้าร์ สเปเชียล ทูลส์

ขอขอบคุณ บริษัท ดี้ต้าร์ สเปเชียล ทูลส์ จำกัด
ที่อุดหนุนเครื่องพิมพ์สามมิติ Fullscale Max 450 และเครื่องสแกนสามมิติ Einscan Pro 2X Plus ไปใช้ในออกแบบ พัฒนา และผลิตสินค้าคุณภาพสูง

3D Printer : Fullscale Max 450

3D Scanner: Einscan Pro 2X Plus

Alignment ยากไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป

Alignment ยากไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป

การสแกนชิ้นงานที่มีความหนาของชิ้นงานค่อนข้างน้อยหรือบางหรือไม่ก็เป็นกรณีชิ้นงานที่มีขนาดใหญ่เป็นเมตรๆ ทุกคนคิดว่าต้องทำอย่างไร การสแกนชิ้นงานในลักษณะนี้สามารถทำได้โดยการติด Marker โดยที่ทุกคนรู้เบื้องต้นอยู่แล้วว่า Marker มีประโยชน์มากมายในเรื่องของการสแกน สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนจาก Marker คือผลลัพธ์ของการสแกนในส่วนของขนาดที่คลาดเลื่อนไปจากแบบประมาณ0.2-2 mm. ที่จริงแล้ว Marker ยังมีประโยชน์อีกมากมาย วันนี้เราจะมารู้จักกับ Global maker ซึ่งเป็น หนึ่งในตัวเลือกที่ทำให้เราทำงานได้ง่ายขึ้น และประหยัดเวลาในการสแกนผิดพลาดสำหรับผู้เริ่มต้นการใช้งานเครื่องสแกน 3 มิติ

 

การสแกนเก็บ Global Marker ก่อนการสแกนจริง
การสแกนชิ้นงานทั้งหมด 1 รอบ

ทุกคนอาจจะมีข้อสงสัยว่าทำไมต้องทำการสแกนซ้ำ 2 รอบ การสแกนทั้งชิ้นงานโดยที่ความหนาของชิ้นงานไม่ว่าจะมากหรือจะน้อยล้วนมีโอกาสผิดพลาดในการ Alignment(การเชื่อมผิวของชิ้นงานเข้าด้วยกัน) ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นกับมือใหม่หรือคนที่ใช้งานเครื่องอยู่ปกติ หลักการเบื้องต้นคือการเก็บเป็น Draft ของชิ้นงานในลักษณะที่เป็น Global Marker ก่อนแล้วจากนั้นทำการสแกนชิ้นงานจริงอีก 1 รอบ Marker จึงเข้ามามีส่วนช่วยในการเก็บชิ้นงานเพื่อทำให้เกิดข้อผิดพลาดทั้งในเรื่องของขนาดและการเชื่อมผิวเข้าด้วยกันน้อยลง ทาง Print3DD ได้ทดลองสแกนชิ้นงานจากเครื่อง Einscan Pro2x เป็นสแกนเนอร์ทีทุกคนรู้จักกันดีในด้านของคุณภาพการสแกน มาดูกันครับ

การดึงไฟล์ .p3 เพื่อทำการสแกนต่อ                                

ขั้นตอนในการสแกนเก็บแบบ Marker

1.เปิด Software เข้าโหมด Handheld HD Scan และเลือกความละเอียดที่ต้องการ แล้วจากนั้นทำการสแกน

2.เมื่อ Scan เรียบร้อยแล้ว save file เป็น .p3 file

3.เปิดโหมด Handheld Rapid Scan แล้วจากนั้นเลือกรายละเอียดต่างๆในหน้าต่างนั้น

4.เลือกเปิด Open Global Marker File แล้วเลือกไฟล์ที่มีนามสกุล .p3 จากนั้นทำการสแกนต่ออีก 1 รอบ

การดึงไฟล์ .p3 เพื่อทำการสแกนใหม่อีกรอบ

ประโยชน์จากสแกนไฟล์ .p3

1.การเชื่อมผิวของชิ้นงานสามารถเชื่อมผิวได้ง่ายกว่าการสแกนเก็บแบบรอบเดียวโดยไม่มีการสแกนในรูปแบบ Marker

2.บางชิ้นงานที่ใหญ่มากๆหรือเล็กมากๆก็มีผลกับการสแกนเช่นเดียวกัน แต่ Global Marker จะทำให้การสแกนชิ้นงานเร็วขึ้น

3.ความคลาดเคลื่อนของชิ้นงานที่สแกนกับชิ้นงานจริงตามสเปคของเครื่องจะอยู่ที่ 0.2-2 mm.

 

ขนาดชิ้นงานจากการสแกน = 55.20 mm.
วัดขนาดจากชิ้นงานจริง = 55.30 mm.
ขนาดชิ้นงานจากการสแกน = 45.66 mm.

 

วัดขนาดจากชิ้นงานจริง = 45.5 mm.
ขนาดชิ้นงานจากการสแกน = 86.06 mm.
วัดขนาดจากชิ้นงานจริง = 86.09 mm.

 

 

 

 

 

 

การอบรมสัมมนา Shining3D APAC

การอบรมสัมมนา Shining3D APAC

          Shining 3d เป็นหนึ่งในบริษัทของประเทศจีนที่มีอิทธิพลเกี่ยวกับเครื่องสแกนเนอร์ 3 มิติเป็นอย่างมากในเอเชียรวมถึงภายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ ผลตอบรับเป็นที่ยอมรับทั้งในด้านของคุณภาพในการสแกน ความเร็วในการสแกน และโปรแกรมสามมิติ Solidedge ST10 ที่ใช้ในการ reverse engineering เพื่อนๆอาจจะรู้จักกันดีในแบรนด์ Einscan s series,Einscan pro series,Einscan pro2x series ซึ่งทาง Shining3d มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และเป็นโอกาสดีที่ทางบริษัท Shining 3d ได้มีการจัดอบรมสัมมนาขึ้นที่โรงแรม Pacific Regency Hotel Suite ณ ประเทศมาเลเซีย(30-31 May 2019) ที่ผ่านมา ไปชมภาพบรรยากาศกันเลยครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

          จากการอบรมที่ผ่านมาทางบริษัท Shining 3d ได้มีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ทุกคนอาจจะคุ้นเคยกันดีใน Software ที่ชื่อ Geomagic  Design X ซึ่งโปรแกรมนี้มีมูลค่า License สูงถึงประมาณ 6 แสนบาท ซึ่งทาง Shining 3d ได้มีการจับมือกันกับบริษัท 3dsystems และเปิดตัวผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ที่ชื่อว่า Geomagic Essential Software มาพร้อมกับฟังก์ชันที่ช่วยให้การทำงานสะดวกขึ้น อย่างเช่นการกำหนดค่าเริ่มต้นให้กับโมเดล(Set Origin),การปิดผิวแบบต่างๆ,รวมถึงการ Extract NURB และสามารถที่จะ export iges file ได้ด้วย ถือว่าเป็นอีกหนึ่ง Software ที่สามารถที่จะช่วยให้การทำงานง่ายขึ้นเยอะเลย 

   

 

Review Einscan Pro 2x Series เครื่องสแกนอัจฉริยะ

Review Einscan Pro 2x Series เครื่องสแกนอัจฉริยะ

รีวิว Einscan Pro 2x และ Einscan Pro 2x Plus

          วันนี้ทางเราจะมารีวิวแสกนเนอร์รุ่นใหม่จาก SHINING3D ที่ใช้ชื่อว่า Einscan Pro 2x series โดยได้แบ่งออกมาเป็น 2 รุ่น คือ Pro 2X กับ Pro 2X Plus  อาจจะคุ้นๆ กันอยู่ใช่ไหมครับ เพราะตัวใหม่นี้เป็นรุ่นที่ได้รับการพัฒนามาจาก Einscan Pro และ Einscan Pro Plus ที่มีชื่อเสียงทางด้านงานสแกนอยู่แล้ว ทั้งการสแกนวัตถุ การสแกนสิ่งมีชีวิต หรือรูปปั้นขนาดใหญ่ ก็สามารถทำออกมาได้สมบูรณ์แบบถือว่าเป็นเครื่องสแกนเนอร์ 3 มิติ ที่พัฒนาและออกแบบให้เหมาะสมกับงานหลายมิติ ส่วนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวออกมามีลักษณะของตัวเครื่องที่คล้ายกับเครื่องตัวเก่า แต่ในความคล้ายกันก็ยังมีส่วนที่แตกต่างกันมากอยู่พอสมควร เอ๊ะยังไง!! แต่ขอบอกเลยว่าเครื่องใหม่ยังไงก็ต้องดีกว่าอย่างแน่นอนครับ วันนี้เราจะมาทำการเปรียบเทียบให้เห็นกันไปเลยว่าทั้ง 2 ตัวระหว่าง Pro 2X กับ Pro 2X Plus และ Pro ตัวเก่านั้นแตกต่างและมีรายละเอียดตัวเครื่องยังไงบ้างวันนี้เราจะได้รู้กันครับ โดยมีรายละเอียดดังนี้

          ก่อนอื่นเลยเราจะมาเริ่มต้นกันที่ตัวแรกที่ตอนนี้ได้ตกรุ่นเรียบร้อยแล้วกับ Einscan Pro/Pro Plus ซึ่งรุ่นนี้ตอนเปิดตัวมานั้นเป็นที่น่าสนใจอย่างมากเพราะมีการทำงานของตัวเครื่อง ในการสแกนงานสามารถทำได้ดีมาก โดยมีความคลาดเคลื่อน (Accuracy) ในโหมด Auto scan และ Fixed scan ของงานอยู่ที่ 0.05 mm. ส่วนความเร็วในการสแกนต่อ shot อยู่ที่ <2s และยังมีโหมด Handheld HD Scan ที่เข้ามาช่วยในการสแกนงานชิ้นที่สแกนได้ยากและเน้นความรวดเร็ว เช่น เฟอร์นิเจอร์ รถยนต์ อื่นๆ เพราะจะใช้ point marker ในการ Align พื้นผิวของชิ้นงานทำให้งานที่ว่าสแกนยากๆ นั้นง่ายขึ้นมาก ความคลาดเคลื่อน (Accuracy) ในโหมดนี้จะอยู่ที่ 0.1 mm. จะมีความเร็วที่ 15 frames/s และในโหมดสุดท้ายจะเป็นการสแกนงานที่มีขนาดใหญ่ มีรายละเอียดลวดลายที่เยอะ เน้นความรวดเร็วในการสแกน เช่น รูปปั้น พระ คน และอื่นๆ โดยความคลาดเคลื่อน (Accuracy) ในโหมดนี้จะอยู่ที่ 0.3 mm. จะมีความเร็วที่ 10 frames/s ความคลาดเคลื่อนจะเยอะหน่อยนะครับ แต่บอกเลยโหมดนี้สะดวกจริง สามารถสแกนชิ้นงานขนาดใหญ่โดยมีลักษณะเดินถือเครื่องสแกนเนอร์ได้เลย ระยะห่างจากวัตถุกับตัวเครื่องอยู่ที่ 42-58 cm. ส่วนเรื่องน้ำหนักตัวเครื่องนั้นค่อนข้างเบามากๆ ครับน้ำหนักเพียง 800g อีกอย่างสามารถสแกนสีได้ด้วยแต่ต้องติด Module Color เพิ่มนะครับ ส่วนด้านล่างต่อจากนี้จะแสดงให้เห็นว่าเครื่องรุ่นใหม่นี้มีภายนอกและส่วนอื่นๆ แตกต่างจากรุ่นเก่าอย่างไร

          เครื่อง Einscan Pro รุ่นใหม่จะเชื่อมต่อสายมาเป็นชิ้นเดียวกับตัวเครื่องสแกนเนอร์เลยเพื่อป้องกันการเสียหายจากจากถอดเข้า-ออก จากตัวเครื่องได้ ถ้าดูจากรูปด้านซ้ายมือจะเป็นรุ่นเก่าจะเป็นรูเสียบลักษณะกลม ใช้งานแต่ละครั้งต้องมีการเสียบเข้า-ออกบ่อยอาจจะทำให้เกิดการเสียหายได้ เช่น หัก หลวม และอื่นๆ ซึ่งเจ้ารุ่นใหม่นี้ได้แก้ไขมาเป็นอย่างดีวัสดุที่ใช้ทำสาย Cable นั้นทำออกมาได้ดีกว่าชนิดเก่ามาก

          ส่วนการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เสริมต่างๆ เช่น Prime HD, Color Module ในรุ่นใหม่นั้นจะทำการเปลี่ยน Port ในการเชื่อมต่อนั้นเป็นแบบ USB เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งานและส่งถ่ายข้อมูลได้ดีขึ้น ไม่มีสายโยงไปโยงมา จะทำให้ไม่สะดวกต่อการใช้งานตัวเครื่องสแกนเนอร์ แบบเก่านั้นจะเป็นสายยาวๆยื่นออกมาจากตัว Module แล้วไปเสียบที่ตัวเครื่องสแกนเนอร์อีกที

          ส่วนตรงกริ๊ปมือจับรุ่นใหม่จะมีรูๆ อยู่ที่เนื้อพลาสติกทำให้เวลาใช้งานจับได้กระชับมือยิ่งขึ้น เนื่องด้วยน้ำหนักตัวเครื่องรุ่นใหม่ (Einscan Pro 2x series) จะหนักกว่าตัวเก่า (Einscan Pro series) จาก 0.8kg. เป็น 1.13kg. เลยได้มีการออกแบบตัวกริ๊ปมือจับใหม่ให้เหมาะสมต่อการใช้งานยิ่งขึ้น

          ส่วนด้าน Software ของเครื่องสแกนรุ่นใหม่นี้จะมีการเปลี่ยนแปลงโฉมใหม่เกือบทั้งหมด เช่น icon หน้าต่างการใช้งานภายใน , function ในการสแกนงาน ,การจัดวาง Layout เครื่องมือการใช้งาน , การจำลอง Point cloud ที่เป็นจำนวน Polygone ใหม่ เท่าที่ได้ลองเล่นดูแล้ว Software ของเครื่องใหม่นี้น่าใช้งานมากขึ้นและดูทันสมัยเข้ากับคนรุ่นใหม่ได้ดียิ่งขึ้นครับ ลองดูจากรูปภาพได้เลยว่าน่าใช้งานแค่ไหน

ความพิเศษยังไม่หมดแค่นี้ครับ ทาง shining 3D ยังจัดเต็มเพื่อให้ผู้ใช้งานได้รับความสะดวกสูงสุดในการใช้งานโดยได้มีการเพิ่มเติมในส่วนของซอฟแวร์ ในการ reverse engineering ซอฟแวร์ที่กล่าวมาข้างต้นนี้ใช้ในการปรับพื้นผิวให้วัสดุมีพื้นผิวที่เรียบเนียนขึ้นเทียบเคียงกับพื้นผิววัสดุจริง ในทางกลับกันยังสามารถเขียนแบบ 3 มิติ รวมไปถึงการ simulation เพื่อเป็นการจำลองสถานการณ์การควบคุมเสมือนจริงของสิ่งต่างๆ ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นสิ่งที่เพื่อนๆตามหาอยู่แน่นอนครับ

โดย Shining3D ร่วมกับ Siemens โดยบันเดิ้ลซอฟแวร์มาให้เลยเป็น Solid Edge Shining3D (คล้าย ST10) โดยตัว Software เองสามารถทำการ Reverse Engineer โดย Software เปล่าๆก็ราคาหลายแสนแล้ว ดังนั้นตัวนี้ถือว่าคุ้มมากๆ

หมายเหตุ สินค้าทั้งสองรุ่นมาพร้อม Solid Edge Shining3D – Software เพื่อการ Reverse Engineer / แต่ผิวเชิงวิศวกรรม / Generative Design / Simulation with CAD tools
License มาในลักษณะ USB Dongle

ต่อไปจะขออธิบายรายละอียดของตัวเครื่องรุ่นใหม่ให้ทราบกันว่าดีอย่างไร เริ่มกันเลยครับ

รุ่น Einscan Pro 2x  

ความสามารถในแต่ละโหมดการใช้งานมีเพิ่มขึ้นดังนี้

-โหมด Handheld rapid scan ในโหมดนี้คือไว้ใช้สแกนงานขนาดใหญ่ เช่น คน,งานประติมากรรม,ชิ้นส่วนรถยนต์, และยังสามารถใช้คู่กับmaker pointได้อีกด้วย ซึ่งสามารถทำความละเอียดได้สูงถึง 0.1mm ในโหมดนี้ความเร็วในการสแกนสูงสุดอยู่ที 20 frames/s และระยะห่างของ Point distance ห่างกันเพียง 0.2mm-2mm ซึ่งถือว่าแสกนงานได้ละเอียดกว่าเดิมมาก

-โหมด Handheld HD scan ในโหมดนี้ใช้คู่กับ maker pointโดยเฉพาะเหมาะกับงานที่สมมาตร(Symmetry) เช่น ชิ้นส่วนรถยนต์ พาร์ทชิ้นส่วนต่างๆ หรือแม้แต่งานประติมากรรม โดยสามารถทำความละเอียดได้สูงถึง 0.05mm ซึ่งในโหมดนี้จะใช้คู่กับmaker เพื่อเพิ่มความแม่นยำของการสแกน และมีความเร็วในการสแกนได้สูงถึง 30 frames/s และระยะห่างของ Point distance ห่างกันเพียง 0.2mm-2mm

-โหมด Fixed scan เหมาะกับชิ้นงานขนาดไม่ใหญ่มาก ซึ่งเป็นโหมดที่สามารถทำความละเอียดได้สูงถึง 0.04mm ต่อการสแกน 1 shot และระยะห่างของ Point distance ห่างกันเพียงแค่ 0.16mm ทำให้ในโหมดนี้งานที่สแกนได้จะมีความละเอียดค่อนข้างสูงมาก

          สรุปจากที่ได้ทดลอง Einscan Pro 2x พบว่าในโหมด Handheld rapid สแกนงานได้เร็วมากขึ้นจากรุ่นก่อน (Einscan-pro) ประมาณ 3 เท่า และในโหมด Handheld HD สามารถทำความเร็วได้มากขึ้นจากรุ่นก่อน (Einscan-pro) ประมาณ 1 เท่า ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพทั้งในด้านของความเร็วในการสแกนและด้านของความละเอียดที่เพิ่มมากขึ้น ส่วนในโหมด Fixed scan การสแกนเร็วขึ้นมากและได้ความละเอียดต่อ shot มากถึง 0.04mm  

 

ตางรางเปรียบเทียบระหว่าง Einscan Pro และ Einscan Pro 2x

                                                                                                                                                                                   

   ส่วนในรุ่น Einscan Pro 2x Plus

จุดเด่นมีดังนี้

ความสามารถจะคล้ายกับ Einscan pro 2x แต่สามารถสแกนได้ละเอียดและเร็วกว่ามาก

-โหมด Handheld rapid scan ในโหมดจะใช้สแกนงานขนาดใหญ่ เช่น งานประติมากรรม,ชิ้นส่วนรถยนต์,คน และสามารถใช้งานร่วมกับ maker pointได้เช่นกัน โดยสามารถทำความละเอียดได้สูงถึง 0.1 mm ภายในโหมดนี้ยังมีจุดโดดเด่นอย่างเห็นได้ชัดเจนกว่ารุ่นเก่าคือความเร็วของการสแกนซึ่งสามารถสแกนได้สูงถึง 30 frames/s และระยะห่างของ Point distance ห่างกันเพียงแค่ 0.25-3 mm

-โหมด Handheld hd scan ในโหมดนี้ใช้ร่วมกับmakerเพียงอย่างเดียว สามารถทำความละเอียดได้สูงมากกว่า 0.05 mm ภายในโหมดนี้ยังมีจุดโดดเด่นอย่างเห็นได้ชัดเจนกว่ารุ่นเก่าคือความเร็วของการสแกนซึ่งสามารถสแกนได้สูงถึง 20 frames/s และระยะห่างของ Point distance ห่างกันเพียง 0.2-3 mm

-โหมด Fixed scan สำหรับสแกนชิ้นงานขนาดไม่ใหญ่มาก สามารถทำความละเอียดได้สูงถึง 0.04mm ต่อการสแกน 1 shot และระยะห่างของ Point distance ห่างกันเพียง 0.24mm ทำให้ในโหมดงานนี้งานที่ได้จากการสแกนจะมีความละเอียดค่อนข้างสูง

          สรุปจากที่ได้ทดลอง Einscan Pro 2x Plus พบว่าในโหมด Handheld rapid สแกนงานได้เร็วมากขึ้นจากรุ่นก่อน (Einscan Pro Plus) ประมาณ 3 เท่า และในโหมด Handheld hd สามารถทำความเร็วได้มากขึ้นจากรุ่นก่อน(Einscan Pro Plus) ประมาณ 1 เท่า ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพทั้งในด้านความเร็วในการสแกนและด้านความละเอียดที่เพิ่มมากขึ้น ส่วนในโหมด Fixed scan การสแกนเร็วขึ้นมากและได้ความละเอียดต่อ shot มากถึง 0.4 mm

 

ตารางเปรียบเทียบระหว่าง Einscan Pro Plus และ Einscan Pro 2x Plus

 

การสแกนในโหมด Fixed Scan เหมาะกับการใช้งานที่ต้องการความละเอียดสูง

 

การสแกนในโหมด HD Scan เหมาะกับชิ้นงานสแกนที่มีความสมมาตร

 

การสแกนในโหมด Rapid Scan เหมาะกับชิ้นงานสแกนขนาดใหญ่

 

          จากข้อมูลต่างๆที่เราได้รวบรวมมาแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเครื่องมีประสิทธิภาพในการใช้งานมากขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ ความเร็วในการสแกน สามารถลดเวลาในการทำงานได้เป็นอย่างดี และความละเอียดที่เพิ่มขึ้นมา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้การทำงานเข้าใกล้ความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น

 

สามารถติดตามเรื่องราวใหม่ๆจากช่องทาง : www.print3dd.com

facebook fanpage : https://www.facebook.com/print3dd/

 

 

 

ติดหน้าจอให้ Einscan Pro/Pro Plus ใช้ได้จริง ไม่เสียตังเพิ่ม

ติดหน้าจอให้ Einscan Pro/Pro Plus ใช้ได้จริง ไม่เสียตังเพิ่ม
ภาพแสดง เมื่อติดหน้าจอเข้ากับเครื่องสแกน

        สำหรับผู้ที่มีเครื่องสแกนเนอร์ 3 มิติ Einscan Pro แล Einscan Pro Plus อยู่แล้ว อาจจะมีบ้างท่านรู้สึกว่าการสแกนงานไม่ค่อยถนัดในโหมด Handheld Rapid Scan โดยที่จะต้องมองที่ชิ้นงาน ดูระยะการสแกน มองที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ บางทีมองหน้าจอคอมมากไปมือเราอาจจะเลื่อนตัวเครื่องสแกนเนอร์หลุดจุดที่ต้องการสแกนทำให้สแกนงานไม่ต่อเนื่องติดๆ ขัดๆ เรามีวิธีการใช้งานแบบเป็นเทคนิคเสริมให้สามารถมองทั้งหน้าจอแล้วชิ้นงานได้โดยไม่ต้องหันหน้าไปอีกทิศทางเพื่อมองจุดอื่นเลย โดยการใช้มือถือที่เรามีใช้งานอยู่แล้วมาเชื่อมต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์แล้วนำไปติดไว้ที่เครื่องสแกนเนอร์ บอกเลยจะทำให้เราสามารถสแกนงานได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก ไม่ต้องกังวนอีกต่อไปว่าระยะจะห่างหรือใกล้ไปไหม งานที่สแกนออกมาแล้วเป็นยังไงบ้างเรามาเริ่มเชื่อมต่อกันเลยดีกว่าครับ

การเชื่อมต่อนั้นไม่ใช่ว่าจะไม่จำเป็นต้องต่อกับคอมพิวเตอร์แล้วนะครับ ยังต้องต่อเหมือนเดิมแค่มีมือถือเข้ามาเกี่ยวข้องเพิ่มเติม การใช้งานสิ่งที่จะต้องมี

          1.เครื่อง Einscan Pro/Pro plus

          2.เครื่องคอมพิวเตอร์หรือโน๊ตบุ๊ค

          3.มือถือ (android และ iso)

          4.อินเทอร์เน็ต

 

        ขั้นแรกให้เราทำการโหลดแอพพลิเคชั่นที่ชื่อว่า AnyDesk ทั้งในมือถือและคอมพิวเตอร์ (ภาพที่ 1-2) พอเราเปิดโปรแกรมขึ้นมาทั้งในมือถือและคอมพิวเตอร์เพื่อจะทำการเชื่อมต่อ จะเจอกับหน้าต่างที่มีเลข ID : XXX XXX XXX เป็นเลข 9 ตัว ที่จะใช้ในการเชื่อมต่อระหว่างมือถือกับคอมพิวเตอร์ ให้เรากรอกรหัสลงบนมือถือ (ภาพที่ 2) จากนั้นกด connet เพื่อทำการเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ ให้สังเกตที่หน้าจอคอมพิวเตอร์จะขึ้นหน้าต่างให้กด Accept เมื่อเชื่อมต่อได้แล้วจะมีหน้าจอของคอมพิวเตอร์แสดงอยู่บนหน้าจอของมือถือ (ภาพที่3) เพียงเท่านี้เราก็สามารถดูหน้าจอคอมบนมือถือได้แล้ว จากนั้นนำมือถือได้ติดไว้ที่เครื่องสแกนในตำแหน่งที่เราสามารถมองเป็นได้ง่าย

 

ภาพที่ 1 จากหน้าจอคอมพิวเตอร์

 

ภาพที่ 2 จากหน้าจอมือถือ

 

ภาพที่ 3 จากหน้าจอคอมพิวเตอร์ ให้กด Accept

 

      เท่านี้เราก็จะใช้งาน Einscan Pro/Pro Plus ได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ไม่ต้องค่อยมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ตลอดเวลา การใช้งานแบบนี้จะเหมาะกับการใช้งานในรูปแบบ  Handheld Scan เท่านั้น เพราะชิ้นงานที่สแกนมีขนาดใหญ่ทำให้ไม่สะดวกในการหันไปมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ถ ถ้าท่านใดที่มีเครื่องสแกนใช้งานอยู่แล้ว เจอปัญหน้านี้อยากจะให้ลองนำไปใช้ดูนะครับ เทคนิคดีๆ นำมาแบ่งปันเพื่อความสะดวกสบสยต่อการใช้งานอุปกรณ์

สามารถดูการเชื่อมต่อและการใช้งานได้ (VDO)

ลูกค้า: บริษัท ปิโก (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน)

ลูกค้า: บริษัท ปิโก (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน)

ขอขอบคุณ บริษัท ปิโก (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน)
ที่อุดหนุนเครื่องสแกนสามมิติ Einscan Pro+ พร้อมกับ Color Module ไปใช้ในงานด้านพิพิธภัณฑ์

3D Printer : Einscan Pro+ 

Accessory: Color Module

382u

Pico EinProPlus_180718_0024

Pico EinProPlus_180718_0017

Pico EinProPlus_180718_0018

Pico EinProPlus_180718_0019

Pico EinProPlus_180718_0020

Pico EinProPlus_180718_0021

Pico EinProPlus_180718_0022

Pico EinProPlus_180718_0023

แนะนำวิธีการ Reverse Engineering ไฟล์งานที่ได้จาก Einscan-SE (.stl)

แนะนำวิธีการ Reverse Engineering ไฟล์งานที่ได้จาก Einscan-SE (.stl)

13

 

        โปแกรม Solid Edge ST10 เป็นโปรแกรมที่มีการใช้งานจะคล้ายๆ โปรแกรมสร้างชิ้นงาน 3 มิติทั่วๆ ไปอย่างเช่น AutoCAD, Fusion360 และ Solidworks ซึ่งสามารถทำงานได้หลากหลายไม่ว่าจะเป็น การดราฟ, ขึ้นโมเดล, ภาพการประกอบชิ้นส่วนงาน, การสร้างท่อโค้งงอ, การ Simulation, การ Reverse ทาง Engineering และอื่นๆ อีกมากมาย แต่สิ่งที่โปแกรม Solid Edge ทำได้แตกต่างออกมานั้นคือการ Revers ไฟล์งาน เพราะได้รวบร่วมเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพทางการออกแบบ 3 มิติ ไว้ให้ใช้งานอย่างครบครัน และมีเครื่องมือในการแก้ไขปรับแต่งไฟล์งานที่มีข้อมูลเป็นแบบสามเหลี่ยม ซึ่งทีมาของไฟล์งานอาจจะมาจากการสแกน หรือโปรแกรมอื่นๆ เพราะไฟล์งานส่วนมากเลยที่ได้จากการสแกน 3 มิติ นั้นจะไม่สมบูรณ์ 100% อยู่แล้วจึงต้องทำการปรับแต่งไฟล์ให้กลับมาสมบูรณ์มากที่สุดก็คือการ Reverse เช่น การปรับผิวให้เรียบ การปรับแต่งจากงานเดิม การสร้างชิ้นงานใหม่จากการเทียบขนาดที่ได้จากการสแกน 3 มิติ แล้วแต่เราจะเลือกใช้งานเลยครับ ถือว่าช่วยลดระยะเวลาในการออกแบบงานทางวิศวกรรมได้มาก เพราะบางงานไม่จำเป็นต้องมาวัดขนาดชิ้นงานจริงและสร้างชิ้นงานขึ้นมาใหม่แล้วซึ่งมันจะใช้เวลามากต่องานหนึ่งชิ้น เพื่อการไม่ให้เสียเวลามากเรามาเริ่มใช้งานโปรแกรม Solid Edge ST10 กันเลยดีกว่าครับ
2

ภาพที่ 2

5

ภาพที่ 3

Capture

ภาพที่ 4

        เมื่อเราเปิดโปรแกรม  Solid Edge ขึ้นมาจะเจอกับการสร้าง Sheet ของทาง Solid Edge จะมีให้เลือกใช้งานเยอะไม่ว่าจะเป็น Part, Daft, Metal, Assembly และ Weldment หน่วยที่จะใช้ก็สามารถเลือกได้จะเป็นนิ้วหรือเซนติเมตรส่วนมากเรามักจะใช้เป็น Part แบบเซนติเมตรมากกว่า เลือกไปที่ (ภาพที่ 2-3) Open Bowse > เลือกไฟล์ .stl > ANSI Metric > ansi metric part แล้วเราก็จะได้ sheet งานที่พร้อมจะทำการสร้างาน แก้ไขงานที่มีหน่วยเป็นเซ็นติเมตรแล้วครับ (ภาพที่ 4) จะเห็นว่าจะมีหน้าต่างเครื่องมือที่ไว้ใช้สำหรับการ Reverse Engineering โดยเฉพาะทางเลยนี่แหละครับเป็นทีเด็ดของทางโปรแกรม Solid Edge ST10 Classic จากนั้นเราก็ทำการจัดวางโมเดล 3 มิติ ที่เปิดขึ้นมาให้อยู่ตรงกึ่งกลางของแกนต่างๆ เพื่อง่ายต่อการทำงาน (ภาพที่ 5)

 

4

ภาพที่ 5

        เครื่องสแกนเนอร์ที่ผมใช้เป็น Einscan-SE งานที่ไม่ได้เน้นความละเอียดของชิ้นงานมากต้องการแค่ลักษณะของชิ้นงานเบื้องต้นถือว่า Einscan-SE ทำได้ดีมากเลยครับ อาจจะสแกนได้ไม่ดีเท่ารุ่นพี่อยาง Einscan Pro/Pro+ หรือ David SLS-3 HD ก็ตาม (ภาพที่ 6-7) จากรูปภาพจะเห็นได้ว่างานที่ได้จากการนั้นถือว่าดีมากแล้ว แต่เมื่อจะนำไปใช้งานจริงอาจจะต้องทำการแก้ไขให้ผิวของชิ้นงานนั้นเรียบ เพราะจะสังเกตุเห็นได้ว่าบางจุดยังสแกนได้ไม่ดี ถ้าเรานำงานนี้ไปพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ เลยผิวของชิ้นงานที่ได้จะไม่สวยเลยก็ว่าได้ ชิ้นงานมีรอยขรุขระของผิวงานแบบไหนเมืื่อทำการสไลด์จากโปรแกรมของเครื่องพิมพ์ 3 มิติ แล้วก็ยังจะมีรอยเหล่านั้นอยูเช่นเดิมนี่แหละเป็นหตุผลที่เราต้องทำการ Reeverse ไฟล์งานก่อนจะไปใช้งานจริง

 

 

7

ภาพที่ 6

8

ภาพที่ 7

 

        โปรแกรม Solid Edge ST10 ตัว Classic นี้จะมีเครื่องมือที่ช่วยในการแก้ไขไฟล์งานได้ไม่ว่าจะเป็นไฟล์ .stl, .step และอื่นๆ อีกมากมาย ส่วนมากไฟล์ที่ได้จากเครื่องสแกนเนอร์ Einscan-SE จะเป็น .stl อยู่แล้ว เมื่อกดไปที่หน้าต่างการ Reverse Engineering จะเจอเครื่องมือในการแก้ไข (ภาพที่ 8)

  1. หน้าต่างของเครื่องมือทั้งหมดจะครอบคุมการทำงานไม่ว่าจะเป็น การวาด 2D, การวาด 3D, การทำ Surfacing, PMI, การ Simulation, การ Gennerative Design, การ Reverse  และอื่นๆ
  2. Planes สร้าง plane ต่างๆ ตามจุดที่เราต้องงการจะวาดหรือแก้ไข เพื่อจะได้ง่ายต่อการแก้ไขงานเวลาวาด 2D ณ ต่ำแหน่งตามแกน x, y, z ได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น
  3. Cleanup Mesh เป็นการแก้ไขพื้นพิวของงานสามารถลบผิวของงานที่ได้จากการสแกนมา และเติมผิวตรงจุดนั้นๆ ได้เพื่อให้เรียบขึ้น การลบนั้นจะลบเป็นแบบลายตาข่ายแบบ Polygon ของชิ้นงานนั้นๆ ถาไฟลที่ได้จากการสแกนมีความละเอียดมาก Polygon ก้จะเยอะตามกันไป
  4. Identify Regions เป็นการระบายสีของผิวชิ้นงานเพื่อจะแบ่งผิวของชิ้นงานให้ออกเป็นส่วนๆ จะได้ง่ายต่อการแก้ไข และสร้างพื้นผิวของขึ้นมาใหม่เพื่อใช้อ้างอิงกัับชิ้นงานที่ได้ทำการสร้างขึ้นมาใหม่ เครื่องมือนี้จะใช้ร่วมกับ Extract Surfaces
  5. Extract Surfaces เป็นการสร้างพื้นผิวงานขึ้นมาใหม่ที่ได้จากการอ้างอิงพื้นผิวของงานเก่หรืองานที่ได้จากการสแกน 3 มิติ การสร้างจะมีให้เลือก 2 แบบ Extract กับ Fit ส่วนมากแล้วจะใช้แบบ Fit มากกว่าเพราะจะมีฟังก์ชั่นในกาเลือกรูปแบบพื้นผิวได้มากกว่า เช่น วงกลม, สี่แหลี่ยม, กรวย, ทรงกระบอก และอื่นๆ
  6. Curves เป็นการสร้างส่วนที่โค้งงอต่างๆ ให้ง่ายขึ้น การวาดส่วนโค้งต่างๆ ตามชิ้นงาน สามารถตัดชิ้นงานที่มาจากการสแกน 3 มิติ ได้ต้องการจะตัดเฉพาะจุดก็ทำได้สบายมาก
  7. Surfaces เป็นการปรับแต่งพื้นผิวที่ได้มาจากเครื่องมือที่ (5)Extract Surfaces และ (6)Curvers ไม่ว่าจะ คัดลอกพื้นผิว Offset การดึงสร้างพื้นผิวจากเส้นที่วาดขึ้นจะเป็นแบบโค้งงานก็สามารถทำได้อย่างง่ายดายเหมือนกัน
  8. Modify Surfaces เป็นการแก้ไขพื้นผิวที่ได้จากการทำ  (5)Extract Surfaces และ (6)Curvers การตัดพื้นผิว การขยายพื้นผิว การผสานพื้นผิวให้เป็นชิ้นเดียวกัน การดึงพื้นผิวของชิ้นงานจริงแนบกับพื้นผิวที่ได้จากการทำในเครื่องมือที่ (4)Identify Regions และ (5) Extract Surfaces จากชิ้นงานที่ต้นแบบจากการสแกน 3 มิติ ถือว่าทำให้เกิดความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นต่อการแก้ไขปรับปรุงไฟล์งานทาง Engineering

 

9

ภาพที่ 8

 

         สำหรับคนที่ยังมองภาพไม่ออกนะครับ ว่าเครื่องมือทั้งหมดมีการทำงานยังไงบ้างผมได้ทำวีดีโอการ Revers เบื่องต้นมาให้ชมกันครับ งานนี้จะได้มาจากการสแกนกับเครื่อง Einscan-SE ชิ้นงานอันนี้จะเป็นอะไหล่ฝาครอบของรถเข็นคนพิการจะมีด้วยกัน 2 ชิ้น แต่ได้แตกไป 1 ชิ้น เลยนำอีกอันมาสแกนและ Reverse เพื่อจะนำไปพิมพ์ออกมาใช้งานจริงพลาสติกที่ใช้เป็น ABS เน้นแข็งแรง ใช้งานกว่าแสงแดดได้ ชิ้นงานจริงจะเป็นสีดำนะครับที่เห็นในรูปจะเป็นสีขาวเพราะได้พ่นสเปรย์แป้งให้ง่ายต่อการสแกนงานถ้าเป็นชิ้นงานที่สีทึบดำ มันเงา โป่งใส จะไม่สามารถสแกนได้ครับ ตามภาพที่ 9-10

 

 

S_7938102059414

ภาพที่ 9

S_7938102097578

ภาพที่ 10

 

        เมื่อทำการแก้ไขไฟล์เรียบร้อยแล้วผมได้ Save งานออกมาเป็น .stl เพื่อจะนำไปพิมพ์กับเครื่องพิมพ์  3 มิติ Fashforge Creator Pro ความละเอียดที่พิมพ์อยู่ที่ 200 ไมคอน (0.2 มิลลิเมตร) พลาสติกที่ใช้เป็น ABS เพื่อเน้นความเเข็งแรงของชิ้นงานต่อการใช้งานจริง เดี๋ยวให้บนความต่อไปผมจะมาแนะนำการตั้งค่าพิมพ์งานกันนะครับ เมื่อนำมางานแต่ละแบบมาเปรียบเทียบกันทั้ง 4 แบบจะมี การสแกนด้วย Einscan-SE(ภาพที่ 11), การ Reverse Engineering(ภาพที่ 12), การพิมพ์แบบ 3 มิติจาก Flashforge Creator Pro(ภาพที่ 12) และชิ้นงานจริงที่แตกหัก (ภาพที่ 13) จากทั้งหมดที่นำมาเปรียบเทียบนั้นบอกได้เลยว่าโปรแกรม Solid Edge ST10 Classic สามารถ Reverse ได้จริงและใช้งานไม่ยาก เครื่องมือต่างๆ ที่มีก็ใช้งานคล้ายๆ กับโปรแกรม 3D ทั่วไปเลยครับ สำหรับคนที่เป็นโปรแกรม 3D อยู่แล้วสบายมากที่จะหันมาใช้งาน Solid Edge ST10 อีกสักโปรแกรม

 

12

ภาพที่ 11

11

ภาพที่ 12

S_7938247041948

ภาพที่ 13

วีธีการ Reverse ไฟล์งานที่ได้จากเครื่องสแกน Einscan-SE

อย่าลืมติดตามบทความต่อไปด้วยนะครับ การพิมพ์งานตัวอย่างจากเครื่องพิมพ์ Flashforge Creator Pro