ประยุกต์การใช้งาน Section Line กับชิ้นงานที่มีความซับซ้อน

ประยุกต์การใช้งาน Section Line กับชิ้นงานที่มีความซับซ้อน

หลายครั้งการ sketch ชิ้นงานต้องอาศัยปัจจัยหลายๆอย่าง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ต่างทำให้เกิดข้อผิดพลาด โดยปกติแล้วในการวัดจะมีความแตกต่างระหว่างที่วัดได้กับจริงเสมอ ไม่ว่าเครื่องมือวัดจะมีความถูกต้องเพียงใดชนิดและลักษณะของความผิดพลาดสามารถจำแนกได้ 3 ประเภทหลักๆ
1.ความผิดพลาดจากผู้วัด (Human Error or Gross Error)
2.ความผิดพลาดจากระบบ (Systematic Error)
3.ความผิดพลาดแบบแรนดอม (Random Error)
โดยชิ้นงานเสื้อสูบได้ใช้เครื่อง Einscan pro2x ในการสแกนใน Fix mode

          งานทุกงานต้องเกิดจากการวัดขนาดขึ้นมาก่อนแล้วจากนั้นจึงทำการวาดแบบตามขนาดนั้นๆ ซึ่งการวัดขนาดก็มีปัจจัยภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้องทำให้เกิดความไม่เที่ยงตรงในการวัดชิ้นงาน และใช้เวลาในการวัดต่อหนึ่งชิ้นงานค่อนข้างที่จะนานทำให้ทุกคนอาจจะเบื่อหน่ายกับวิธีเดิมๆ แต่ในปัจจุบันเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทำให้สามารถลดระยะเวลาในการทำงานได้อีกด้วยและสามารถกำหนดค่า Error ได้อย่างชัดเจน ปกติชิ้นงานชิ้นงานหนึ่งจะใช้เวลาในการที่จะทำให้เป็น Post processing ใช้เวลานานมาก แต่วันนี้ผมมาชี้แนวทางให้เพื่อนๆได้ทำงานได้ง่ายขึ้นโดยรู้จักกับ Section line ถ้าเกิดใช้คำสั่งนี้ใน software ที่ชื่อว่า Solidedge จะชื่อว่า Intersection และถ้าใช้คำสั่งนี้ใน Geomagic Essential จะชื่อว่า Create by section โดยทั่วไปไม่ว่าจะเป็น CAD Software ประเภทไหนก็ต้องอาศัยหลักการทำงานในลักษณะนี้เพื่อทำให้ชิ้นงานทำงานได้ง่ายขึ้น และช่วยลดระยะเวลารวมของการทำงาน ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเวลาที่ใช้ในการทำงานมีผลเป็นอย่างมาก ยิ่งสามารถลดเวลาได้มากเท่าไรยิ่งทำให้ลดต้นทุนในการทำงานได้มากขึ้น

Drawing IGES File

วิธีการ Import IGES File to Solidedge

1.Browse IGES File
2.เลือก Option เพื่อทำการใส่รายละเอียดที่ต้องการ
3.จะปรากฏหน้าต่างนี้ขึ้นมาจากนั้นกด Next
4.ให้เลือกรูปแบบที่ต้องการตามช่องสีแดง ส่วนที่เหลือไม่ต้องทำการเปลี่ยนแปลงใดๆ
5.เลือกรายละเอียดที่ต้องการ แนะนำให้นำช่อง Group Curveออก แล้วมา Group ใน Software ทีหลัง
6.เลือก copy to เพื่อทำสำเนาไฟล์ที่เราทำการตั้งค่าใหม่
7.เมื่อเรียบร้อยแล้วโปรแกรมจะแสดงหน้าต่างนี้ขึ้นมา
8.จากนั้นเลือก open เป็นการสิ้นสุดขั้นตอนการ Import
จากการ Import เรียบร้อยแล้วจึงทำการ Group Curve ต่อใน Solidedge Software

ประโยชน์ของการทำ Section line 

  1. สามารถลดระยะเวลาในการทำงานทั้งหมดได้
  2. วาดชิ้นงานใหม่โดยอ้างอิงจากเส้น section line ได้เลยเนื่องจากเส้นติดกับชิ้นงานเรียบร้อยแล้วครับ ในทำนองเดียวกับการ Draft ชิ้นงานเพื่อดึงความหนา

นอกจากการที่เราทำ Section Line มาเพื่อ CAD Software แล้วเราสามารถที่จะทำเป็น NURB ได้ด้วยซึ่งสามารถนำไปแก้ไขในโปรแกรมที่ใช้สำหรับการปั้น เช่น Maya,Meshmixer,Zbrush

 

แคตตาล็อกในรูปแบบ 3D

แคตตาล็อกในรูปแบบ 3D

Fatboy เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ทั้งภายใน และภายนอกอาคาร แห่งเยอรมันนี ได้มอบหมายให้ Ruig. ทำการสแกนเฟอร์นิเจอร์เพื่อใช้ทำแคตตาล็อกออนไลน์ และเพื่อใช้ในการออกแบบจัดวางการตกแต่งภายใน เฟอร์นิเจอร์จำนวนหนึ่งของ Fatboy ถูกเขียนด้วยโปรแกรม 3D แล้ว แต่ก็มีบางส่วนที่ไม่สามารถเขียนแบบได้ จึงต้องใช้สแกนเนอร์สามมิติมาช่วยในการทำงาน 

Ruig. ได้ใช้ Einscan Pro 2X Plus ในการเก็บข้อมูลสามมิติ จากนั้นก็ตกแต่งให้ดูเหมือนจริงที่สุด ผลลัพท์ที่ได้เป็นที่ถูกใจ Fatboy เป็นอย่างมาก เป็นตัวอย่างที่ดีในการใช้สแกนเนอร์สามมิติมาช่วยในการขาย

การทำชิ้นงานเสมือนคนจริงแบบย่อส่วนด้วยสแกนเนอร์ และ Autodesk Meshmixer

การทำชิ้นงานเสมือนคนจริงแบบย่อส่วนด้วยสแกนเนอร์ และ Autodesk Meshmixer

        หลายๆ คนที่ไม่ได้มีความสามารถทางด้านการเขียน การปั้น แบบ 3 มิติ แต่อยากที่จะได้ชิ้นงานแบบ 3 มิตินั้นก็สามารถทำได้ ถึงจะไม่ได้เก่งด้านโปรแกรม 3 มิติเลยก็ตามแต่ก็ทำได้เช่านกัน เพียงแค่ต้องมีอุปกรณ์เป็นเครื่องสแกนเนอร์ 3 มิติ Einscan Pro 2X ที่สามรถใช้สแกนงานทั้งขนาดเล็กและใหญ่ได้ ที่เด่นๆ เลยคือสามารถสแกนมนุษย์ได้ด้วย แต่จะมีข้อจำกัดอยู่ประมาณ 3 อย่าง คือ ชิ้นงานสีดำ ชิ้นงานท่มีความมันเงา และชิ้นงานที่มีสีใส แต่ก็มีวิธีแก้ไขโดยการใช้สเปรย์แป้งพ่นลงบนผิวของชิ้นงาน หรือทำให้ชิน้งานมีสีที่สว่างขึ้น ไม่เงา ไม่ใส ก็จะสามารถใช้เครื่องสแกนเนอร์ 3 มิติ สแกนได้เเล้ว 

       เมื่อนำไปสแกนคน ส่วนที่ต้องยอมรับเลยว่าจะสแกนไม่ได้จริงๆ คือส่วนที่เป็นเส้นผม ดังนั้นวิธีแก้ไขจะต้องนำไฟล์ที่ได้จากการสแกนไปปรับแต่งแก้ไขเพิ่ม แต่ก่อนที่จะสแกนนั้นแนะนำว่าให้ผู้ที่เป็นแบบใส่หมวกหรือหาสิ่งของมาปิดบังเส้นผมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โปรแกรมที่นำมาใช้ปรับแต่งไฟล์สแกนที่ทางเราใช้นั้น ทุกๆ คนสามารถโหลดมาใช้งานได้คือ Autodesk Meshmixer เป็นโปรแกรมฟรีที่สามารถใช้งานได้ดีมากตัวหนึ่งเลย ด้านโปรแกรมนั้นจะออกเป็นแนวของการปั้นขึ้นรูปงาน จะไม่เหมือนกับโปรแกรม CAD ต่างๆ ที่จะมีการขึ้นรูปเป็นรูปแบบมีขนาด องศา สัดส่วนที่แน่นอนมากๆ 

 

        ขั้นตอนการสแกนงาน Einscan Pro 2X  ก่อนการสแกนงานที่เป็นคน หรือสิ่งมีชีวิตนั้นควรจะจัดแต่งต้นแบบงานให้เรียบร้อยก่อน อย่างที่บอกไปเบื้องต้นคือ ให้แบบใส่หมวกที่ไม่ใช่สีดำ เสื้อที่ใส่ห้ามเป็สีดำ ถ้าใส่แว่นแนะนำให้ถอดออก เป็นต้น เมื่อเราจัดเตรียมแบบเสร็จแล้ว ให้เราเริ่มเปิดโปรแกรม EXScan Pro ได้เลย เปิดเข้ามาให้เลือกโหมดการสแกนที่เป็น Rapid Scan Handheld ในโหมดนี้จะสามารถสแกนงานได้หลายหลากแต่เหมาะกับงานที่มีขนาดใหญ่หน่อย วิธีการยืนของแบบที่จะสแกนควรจะนิ่งที่สุด สามารถลืมตาได้ในระหว่างสแกน เนื่องด้วยไฟของตัวเครื่องสแกนนั้นเป็นแบบ LED ไม่มีผลอะไรต่อดวงตาอยู่แบบเหมือนกับเราถ่ายภาพแล้วเปิดไฟแฟรช การสแกรเราสามารถสแกนได้ทั้งตัวของแบบเลย แต่ทางเราจะสแกนอยู๋ประมาณครึ่งตัวด้านบนเท่านั้นใช้เวลาประมาณ 3-5 นาที ในการสแกน เมื่อทำการสแกนเสร็จแล้วให้ปิดผิวงานเป็นแบบ Waterlight Models เพื่อนำไปแก้ไขต่อและแนะนำว่าขนาดของไฟล์ควรจะอยู่ประมาณ 150MB แล้วแต่คอมพิวเตอร์ของแต่ละท่านด้วยนะครับ จากนั้น Save ออกมาเป็นไฟล์นามสกุล .stl 

        ขั้นตอนการแก้ไขไฟล์งานสแกนด้วย Autodesk Meshmixer  โหมดการสแกนแบบ Fixed จะมีการแสดงข้อมูลการสแกนทั้งหมดที่เราทำการสแกนมาจะอยู่ด้านซ้ายมือของหน้าต่าง สามารถเปิดปิดเพื่อดูและลบ ข้อมูลได้บางทีชุดข้อมูลสแกนนั้นเกิดความคาดเคลื่อนเมื่อโปรแกรมทำการ Alignment Auto ให้เรา และที่ดีมากๆ เลยของโหมดนี้คือสามารถ Alignment แต่ละชุดข้อมูลได้บางข้อมูลอาจจะสแกนซ้ำจุดเดิมมาแล้วไม่ได้มีผมทำให้งานอะเอียดหรือว่าแม่นยำมากขึ้นก็ลบทิ้งไปได้เลย จะทำให้ Size File ที่ทำการเซฟออกมามีขนาดเล็กกว่าเดิมด้วย เมื่อเรานำไปใช้งานต่อในโปรแกรมต่างๆ จะทำงานได้ราบรื่นมากยิ่งขึ้น สามารถดูรูปภาพด้านล่างได้จะเป็ยไฟล์ที่ได้จากการสแกน ก่อนการปรับแก้ไขไฟล์งาน จะเห็นได้ว่าส่วนที่เป็นเส้นผมจะไม่สามรถสแกนได้ดังนั้นเราจึงควรจะสวมหมวก แต่อันนี้ก่อนที่จะ Save เราได้ทำการตัดหมวกแยกออกไป และจะนำมาประกอบในตอนหลังจะได้ทำงานง่ายยิ่งขึ้น

        เมื่อทำการแก้ไขเร็จแล้วจะได้ตามภาพด้านล่าง โดยหลักๆ จะใช้เครื่องมือในถบด้านซ้ายของหน้าต่างเป็น Sculpt และเลือกปรับที่ Brushes อีกทีว่าเราจะเลือก ดึงนูน ปรับเรียบเนียน กรีดคม และอื่นๆ ตามความต้องการ แต่จะเห็นบางส่วนที่เป็นผิวงานที่เกินออกมานั้นจะใช้เครื่องมือ Select เพื่อเลือกจุดที่เราต้องการจากนั้นลบทิ้งและเลือกอีกครั้งเพื่อซ่อมแซมส่วนที่ขาดหายไป Fill แต่ที่สำคัญควรพยายามลบส่วนที่เกินออกมานั้นให้หมด อย่าให้มีเป็นเศษเล็กๆ หลงเหลืออยู่เพราะจะมีปัญหาตอนที่นำงานได้ส่งพิมพ์  3 มิติ เนื้อผิวในส่วนนั้นจะเสียหายได้ง่าย เมื่อปิดผิวงานแล้วก็ทำกาปรับให้เรียบอีกครั้งด้วยเครื่องมือ Sculpt อันนี้งานที่เรานำไปใช้ต่อจะเอามาย่อขนาดลงดังนั้นอาจจะไม่ได้ทำให้ผิวของงานคมมากเกินไปเท่าไหร่ เพราะเมื่อย่อขนาดลงแล้วผิวของงาน รายละเอียดต่างๆ จะคมชัดขึ้นเอก แต่เมื่อนำไปขยายอาจจะต้องแก้ไขไฟล์งานให้มีรายละเอียดที่ชัดเจนมากขึ้นกว่านี้ 

        พอเราปรับไปเกือบสมบูรณ์แบบแล้วก็นำไฟล์หมวกที่เราตัดออกไปนั้นมาใสให้ชิ้นงาน และใส่ฐานวางงานเพื่อให้ดูดีมากยิ่งขึ้น อาจจะประกอบงานในอีกโปรแกรมที่ชื่อว่า Flashprint ซึ่งเป็นโปรแกรมของเครื่องพิมพ์ 3 มิติ Flashforge ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากทั่วโลก ตอนที่เราประกอบงานนั้นก็ให้ทำการย่อขนาดของงานลงเหลือตามที่เราต้องการอันนี้เราจะย่อลงอยู่ที่สูง 50 mm. เมื่อประกอบเสร็จแล้วก็จะได้ไฟล์งานตามภาพด้านล่าง แต่ยังไม่เสร็จเท่านี้นะยังต้องเก็บงานอีกนิดหนึ่ง คือการทำงานให้กลวงเพื่อจะนำไปพิมพ์กับเครื่องพิมพ์แบบเรซิ่น Form2 การทำกลวงนั้นจะช่วยให้พิมพ์งานได้ง่ายขึ้น ประหยัดน้ำยาเรซิ่นด้วย ทำกลวงโดยใช้เครื่องมือ Edit เลือก Hollow เครื่องมือนี้เราจะสามารถเลือกได้ว่าจะทำให้ผนังของงานหนาเท่าไหร่ ที่เราใช้ประจำจะอยู่ที่ 2 mm. และอย่าลืมทำรูที่ด้านล่างของชิ้นงานด้วยเพราะจะช่วงให้แก้การเกิด Cup ในการพิมพ์กับเครื่อง Form2 

        การพิมพ์ชิ้นงานด้วย Form2 เครื่องพิมพ์เรซิ่น เปิดไฟล์งานที่แก้ไขเสร็จจาก Autodesk Meshmixer จากนั้นให้เราหมุนงานเอียงเพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดเเรงดึงระหว่างพิมพ์ชิ้นงาน เพราะการพิมพ์แบบเรซิ่นจะมีดึงผิวของแผ่นฟิล์มที่อยู่ในถาดน้ำยาเรซิ่น พอเอียงงานเสร็จแล้วก็เริ่มทำ Support สามารถใช้ค่าตั้งต้นของโปรแกรมตามน้ำยานั้นๆ ได้เลยนะครับ กด Auto Support โปรแกรมจะทำส่วนนี้ให้อัตโนมัติ และเราก็ค่อยมาแก้จุดสัมผัสที่ชิ้นงานเองบางจุดอาจจะไม่จำเป็นต้องมีเราก็ลบทิ้ง เมื่อเราทำ Support เสร็จแล้วโปรแกรมไม่ได้แจ้ง Error อะไรเกี่ยวกับงานให้กด Upload เพื่อสั่งพิมพ์งานได้ทันทีเลยนะครับ ส่วนเรื่องเวลาและปริมาณน้ำยาที่ใช้โปรแกรมจะคำนวณมาให้เองครับ 

วีดีโอการทำ

การประยุกต์ใช้งานเครื่องพิมพ์และเครื่องสแกนเนอร์ 3 มิติ ในการทำ Packaging แบบ Vacuum

การประยุกต์ใช้งานเครื่องพิมพ์และเครื่องสแกนเนอร์ 3 มิติ ในการทำ Packaging แบบ Vacuum

        หลายๆ คนที่กำลังมองหาเครื่องมือที่จะนำมาช่วยในการทำงานด้านบรรจุภัณฑ์ (Packaging) ต่างๆ อยู่นั้นทางเรามีวีธีการนำเครื่องมือที่เรียกว่าเทคโนโลยี 3 มิติ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ที่สามารถขึ้นรูปชิ้นงานที่มีความซับซ้อนได้เสมือนจริง แถมยังมีต้นทุนที่ต่ำอีก และเครื่องสแกนเนอร์ 3 มิติ ที่สามารถสแกนชิ้นงานจริงแล้วนำไฟล์ที่ได้มาแก้ไขให้เหมือนชิ้นงานต้นแบบตามที่เราต้องการได้ (Coppy Model) ซึ่งจะเหมาะกับผู้ใช้งานที่ไม่ได้เชียวชาญด้านการเขียนแบบ 3 มิติ สำหรับท่านที่ไม่มีความรู้ด้านนี้เลยก็สามารถใช้งานได้ วิธีการนี้อาจจะมีการประยุกต์ใช้กับโปรแกรมอื่นๆ ตามความเหมาะสม เช่น Autodesk Meshmixer และอื่นๆ ถ้าท่านใดที่มีความรู้ทางด้านเทคโนโลยีด้าน 3 มิติ อยู่แล้วจะง่ายมากๆ สำหรับนำไปใช้งาน แต่สำหรับผู้ที่ไม่มีความรู้เลยก็สามารถใช้งานได้เช่นกันทางเรายินดีให้คำปรึกษา และสอนการใช้งานตัวเครื่องอยู่แล้วนะครับ 

ซึ่งตัวอย่างนี้เราจะมาทำ Packaging พลาสติกของแก้วน้ำกันนะครับ ซึ่งจะมีขั้นตอนการทำงานตามลำดับดังนี้

     ขั้นตอนที่ 1 การปรับแต่งชิ้นงานให้เหมาะสมต่อการนำไปใช้ การปรับแต่งนั้นเป็นการปิดรู หรือรอยบนผิวของชิ้นงานที่เราไม่ต้องการออก เพราะว่าการทำ Packaging พลาสติกแบบแวคคั่มปั้มหรือสูญญากาศ (Vacuum) จะต้องปิดช่องหรือรูส่วนที่เราไม่ต้องการออกด้วยถ้าไม่อย่างนั้น เนื้อพลาสติกจะโดนดูดเข้าไปในช่องว่างของชิ้นงานนั้นๆ ทำให้แกะงานแม่แบบออกไม่ได้ การปิดรูนั้นก็แล้วแต่ความถนัดของแต่ละคนเลยว่าถนัดแบบไหน อันนี้เราจะใช้เป็น Blue Tape ปิดรูที่หูจับของแก้วน้ำ ดังภาพประกอบ นำเทปมาติดให้ดีและเนียนที่สุดเท่าที่จะทำได้นะครับ 

 

———————- วีดีโอ ขั้นตอนที่ 1 ———————-

 

     ขั้นตอนที่ 2 การใช้สแกนเนอร์ 3 มิติ สแกนชิ้นงานเพื่อนำไปพิมพ์เป็นบล๊อคแม่แบบในการทำแวคคั่มสูญญากาศ (Vacuum) ซึ่งเราได้ใช้เครื่องสแกนเนอร์เป็นรุ่น Shining Einscan Pro 2X Series ที่มีความแม่นยำสูง 40 ไมครอน ใช้ร่วมกับ Turntable Einscan Pro จะทำให้สแกนงานได้ที่มีขนาดไม่เกิน 200 mm ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เมื่อสแกนชิ้นงานเสร็จต้องนำไฟล์งานออกมาแล้วตั้ง Offset ให้งานให้เพราะ Packaging ของสินค้าก็จะมีขนาดที่ใหญ่กว่าสินค้านิดหน่อย งานที่ได้จาการสแกนจะเป็นไฟล์ .stl , .obj จะได้ไฟล์งานตามรูปภาพประกอบ

 

———————- วีดีโอ ขั้นตอนที่ 2 ———————-

 

     ขั้นตอนที่ 3 การแก้ไขไฟล์ 3 มิติ ที่ได้จากการสแกน ขึ้นตอนนี้ง่ายมากๆ ยิ่งสำหรับคนที่ใช้โปรแกรมเขียน 3 มิติเป็นอยู่แล้วจะเข้าใจได้เร็วมากยิ่งขึ้น ซึ่งโปรแกรมที่เราใช้จะเป็นโปรแกรมฟรี Autodesk Meshmixer โปรแกรมนี้ส่วนมากเราจะใช้ในการทำ Hollow ชิ้นงาน ปรับผิวให้เรียบก่อนที่จะส่งพิมพ์กับเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ซึ่งขั้นตอนการทำให้ดูตามวีดีโอนะครับ เมื่อเราเปิดไฟล์เข้ามาในคำสั่ง Import ที่หน้าแรกเลยให้เราระบายสี (เป็นการเลือกพื้นผิวงาน) เพื่อจะทำการปรับผิวงานให้เรียบจะได้ง่ายต่อการทำแวคคั่มสูญญากาศ (Vacuum) คำสั่งที่เราใช้คือ Select >ระบายส่วนที่ตั้งการ >Deform >Smooth ในขั้นตอนการทำ Smooth นั้นจะมีคำสั่งให้เลือกปรับโดยจะเน้นไปที่การปรับ Smooth Scale ยิ่งค่ามากจะเรียบเนียนมากแต่ถ้ามากเกินไปจะทำให้รูทรงชิ้นงานเพี้ยนมากตามไปด้วนะครับ เมื่อได้ค่าที่เหมาะสมแล้วกด Accept ได้เลย ทีนี้เราก็จะได้ไฟล์ 3 มิติ ที่มีผิวงานเรียบเนียมแล้ว ส่วนการ Save งานออกมานั้นให้ใช้คำสั่ง Export > ตั้งชื่องาน นามสกลุที่ได้จะเป็น .stl ให้นำไฟล์ตัวนี้เปิดในโปรแกรมของเครื่องพิมพ์ 3 มิติได้เลยครับ

 

———————- วีดีโอ ขั้นตอนที่ 3-4 ———————-

 

     ขั้นตอนที่ 4 ตั้งค่าการพิมพ์งานกับเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ซึ่งเครื่องพิมพ์ 3 มิตินั้นจะมีโปรแกรมที่ใช้ในการตั้งค่าต่างๆ ที่จะใช้พิมพ์ชิ้นงานมากับตัวเครื่องด้วยตัวเครื่องที่เราใช้เป็นตัว Fullscale Max300 ที่มีขนาดพิมพ์งานอยู่ที่ 300x250x300 mm แต่ก่อนหน้านั้นเราจะใช้โปรแกรมของอีกเครื่องพิมพ์รุ่นหนึ่งในการปรับต่งไฟล์งานนิดหน่อยเพื่อให้ง่ายต่อการทำงาน คือโปรแกรม Flashprint ของเครื่องพิมพ์ยี่ห้อ Flashforge ในโปรแกรมนี้เราแค่โดนงานเข้ามาแล้วตัดบางส่วนที่ไม่ต้องการออกกับแบ่งครึ่งชิ้นงานเป็น 2 ชิ้นแค่นั้นเองครับ ดูวีธีการได้ตามวีดีโอ การพิมพ์งานนั้นเราจะใช้ความละเอียดของผิวชิ้นงานอยู่ที่ 200 ไมครอน (Layer Height) พิมพ์งาน 2 ชิ้นเป็นด้านซ้ายและขวา เพราะว่าจะนำมาแวคคั่ม (Vacuum) เป็น  Packaging ซ้าย/ขวา ความเร็วที่ใช้พิมพ์  60mm/s(Print Speed), ความร้อน 210-215 องศา(Temperature), ความหนาของงาน 3 ชั้น(Parameter shell) และเนื้อด้านใน 15% (Fill Density) ใช้วัสดุเป็นพลาสติก PLA (Polylactic acid) ใช้เวลาพิมพ์ประมาณ 9 ชั่วโมง เมื่องานพิมพ์เสร็จแล้วให้แกะออกมาจากนั้นก็สามารถนำไปเข้าเครื่องแวคคั่มแบบสูญญากาศ (Vacuum) ได้เลยครับ

 

     ขึ้นตอนที่ 5 การทำแวคคั่มแบบสูญญากาศ (Vacuum) เราจะใช้แผ่นพลาสติกที่มีความหนา 0.5 มิลลิเมตร เพื่อเน้นความแข็งแรงของตัว Packaging เอง ความร้อนที่ใช้นั้นจะอยู่ที่ 160 องศา เป็นเนื้อพลาสติก HIPS เมื่อความร้อนได้ตามที่เราตั้งแล้วเครื่องจะมีการแจ้งเตือนจากนั้นเราก็ดึงแผ่นพลาสติกลงมาแนบที่ชิ้นงานได้เลยจะเหมือนกับในวีดีโอด้านล่างครับ แล้วเครื่องจะเริ่มดูดอากาศที่อยู่ภายในออกจนหมดหรือให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ข้อควรระวังคือถ้าบางครั้งเราเลือกใช้ความร้อนกับเนื้อพลาสติกที่จะทำการแวคคั่ม (Vacuum)  นั้นไม่เหมาะสมหรือผิดค่าจะทำให้พลาสติกที่ใช้นั้นขาดได้ 

 

———————- วีดีโอ ขั้นตอนที่ 5 ———————-

———————- วีดีโอรวม ———————-

Alignment ยากไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป

Alignment ยากไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป

การสแกนชิ้นงานที่มีความหนาของชิ้นงานค่อนข้างน้อยหรือบางหรือไม่ก็เป็นกรณีชิ้นงานที่มีขนาดใหญ่เป็นเมตรๆ ทุกคนคิดว่าต้องทำอย่างไร การสแกนชิ้นงานในลักษณะนี้สามารถทำได้โดยการติด Marker โดยที่ทุกคนรู้เบื้องต้นอยู่แล้วว่า Marker มีประโยชน์มากมายในเรื่องของการสแกน สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนจาก Marker คือผลลัพธ์ของการสแกนในส่วนของขนาดที่คลาดเลื่อนไปจากแบบประมาณ0.2-2 mm. ที่จริงแล้ว Marker ยังมีประโยชน์อีกมากมาย วันนี้เราจะมารู้จักกับ Global maker ซึ่งเป็น หนึ่งในตัวเลือกที่ทำให้เราทำงานได้ง่ายขึ้น และประหยัดเวลาในการสแกนผิดพลาดสำหรับผู้เริ่มต้นการใช้งานเครื่องสแกน 3 มิติ

 

การสแกนเก็บ Global Marker ก่อนการสแกนจริง
การสแกนชิ้นงานทั้งหมด 1 รอบ

ทุกคนอาจจะมีข้อสงสัยว่าทำไมต้องทำการสแกนซ้ำ 2 รอบ การสแกนทั้งชิ้นงานโดยที่ความหนาของชิ้นงานไม่ว่าจะมากหรือจะน้อยล้วนมีโอกาสผิดพลาดในการ Alignment(การเชื่อมผิวของชิ้นงานเข้าด้วยกัน) ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นกับมือใหม่หรือคนที่ใช้งานเครื่องอยู่ปกติ หลักการเบื้องต้นคือการเก็บเป็น Draft ของชิ้นงานในลักษณะที่เป็น Global Marker ก่อนแล้วจากนั้นทำการสแกนชิ้นงานจริงอีก 1 รอบ Marker จึงเข้ามามีส่วนช่วยในการเก็บชิ้นงานเพื่อทำให้เกิดข้อผิดพลาดทั้งในเรื่องของขนาดและการเชื่อมผิวเข้าด้วยกันน้อยลง ทาง Print3DD ได้ทดลองสแกนชิ้นงานจากเครื่อง Einscan Pro2x เป็นสแกนเนอร์ทีทุกคนรู้จักกันดีในด้านของคุณภาพการสแกน มาดูกันครับ

การดึงไฟล์ .p3 เพื่อทำการสแกนต่อ                                

ขั้นตอนในการสแกนเก็บแบบ Marker

1.เปิด Software เข้าโหมด Handheld HD Scan และเลือกความละเอียดที่ต้องการ แล้วจากนั้นทำการสแกน

2.เมื่อ Scan เรียบร้อยแล้ว save file เป็น .p3 file

3.เปิดโหมด Handheld Rapid Scan แล้วจากนั้นเลือกรายละเอียดต่างๆในหน้าต่างนั้น

4.เลือกเปิด Open Global Marker File แล้วเลือกไฟล์ที่มีนามสกุล .p3 จากนั้นทำการสแกนต่ออีก 1 รอบ

การดึงไฟล์ .p3 เพื่อทำการสแกนใหม่อีกรอบ

ประโยชน์จากสแกนไฟล์ .p3

1.การเชื่อมผิวของชิ้นงานสามารถเชื่อมผิวได้ง่ายกว่าการสแกนเก็บแบบรอบเดียวโดยไม่มีการสแกนในรูปแบบ Marker

2.บางชิ้นงานที่ใหญ่มากๆหรือเล็กมากๆก็มีผลกับการสแกนเช่นเดียวกัน แต่ Global Marker จะทำให้การสแกนชิ้นงานเร็วขึ้น

3.ความคลาดเคลื่อนของชิ้นงานที่สแกนกับชิ้นงานจริงตามสเปคของเครื่องจะอยู่ที่ 0.2-2 mm.

 

ขนาดชิ้นงานจากการสแกน = 55.20 mm.
วัดขนาดจากชิ้นงานจริง = 55.30 mm.
ขนาดชิ้นงานจากการสแกน = 45.66 mm.

 

วัดขนาดจากชิ้นงานจริง = 45.5 mm.
ขนาดชิ้นงานจากการสแกน = 86.06 mm.
วัดขนาดจากชิ้นงานจริง = 86.09 mm.

 

 

 

 

 

 

กระบวนการ Reverse Engineering ฉบับสมบูรณ์ : Geomagic Essential To Solid Edge

กระบวนการ Reverse Engineering ฉบับสมบูรณ์ : Geomagic Essential To Solid Edge

3 กระบวนการก่อนเข้ากระบวนการผลิต

เราจะมานำเสนอขั้นตอนการทำ Reverse Engineering และเครื่องมือเฉพาะทางที่ใช้งานได้อย่างดีเยี่ยมกันครับนั้นคือโปรแกรม Geomagic® Essentials

ข้อดีของโปรแกรม Geomagic® Essentials

  1. ช่วยลดเศษของไฟล์สแกนที่ติดมาด้วยไม่จำเป็นให้น้อยลงและลด Noise ของงานให้ดีขึ้น
  2. เปลี่ยนไฟล์ Point ให้เป็น Solid และสามารถเปลี่ยนจาก Solid กลับไปเป็น Point ได้เหมือนเดิม
  3. สามารถกำหนดจุด Origin ให้ชิ้นงานที่เกิดจากการสแกนได้ง่ายเพราะงานที่ถูกสแกนมานั้นจะไม่มีจุด Origin ที่แน่นอน
  4. กำหนด Plane ของชิ้นงานในทุกๆส่วนได้ง่ายและตรงจุด

*นี้ยังเป็นข้อดีเพียงเล็กน้อยของโปรแกรมนะครับยังมีอีกมากที่ทำได้ ^^*

หลายๆท่านคงจะสงสัยกันว่า

Reverse Engineering คืออะไร ทำไมสแกนมาแล้วถึงไม่เข้ากระบวนการขึ้นรูปได้เลยและประโยชน์ของการทำ Reverse วันนี้เราจะมาอธิบายให้ได้รู้กันครับ

Reverse Engineering หรือ วิศวกรรมย้อนรอย คือการทำให้ชิ้นงานที่เสียหายหรือปรับแต่งชิ้นงานที่ผ่านการสแกนมาแล้วนั้น ดีขึ้น กระบวนการค้นหาโครงสร้างเดิม ฟังก์ชันการทำงานของอุปกรณ์หรือระบบหนึ่ง ๆ มักเกี่ยวข้องกับการแยกชิ้นส่วนของอุปกรณ์ออกจากกัน แล้ววิเคราะห์การทำงานในแต่ละส่วน จากนั้นจึงนำมาสร้างอุปกรณ์ใหม่ ที่เป็นรูปแบบเดิมโดยปราศจากการคัดลอกจากต้นแบบ ยกตัวอย่าง

มีงานที่แตกหักเราต้องการซ่อมงานชิ้นนี้โดยสามารถทำได้คือ ทำการสแกนงานชิ้นเดิมเพื่อนำโครงสร้างของงานชิ้นเดิมมาเติมแต่งให้สมบรูณ์ หรือ ทำการสแกนงานชิ้นเดิมมาวาดขึ้นใหม่แล้วเติมแต่งในส่วนที่ต้องการให้เป็นแบบงานที่เราต้องการได้ การทำ Reverse เหมือนการวาด 3D ขึ้นมาใหม่แต่เพียงแค่เราอ้างอิงจากโครงสร้างเดิมของไฟล์สแกน ทำให้เราทำการ ขึ้นรูป 3D ใหม่ได้ง่ายขึ้นเท่านั้นเองครับ

ซึ่งหลาย ๆ คนจะพบปัญหาการทำงานเกี่ยวกับ Reverse ในหลายๆโปรแกรม ที่เคยได้ใช้งานกันมา ในวันนี้เราจะมาแสดงให้เห็นถึงสุดยอด Solution และความคุ้มค่าของเครื่องสแกนเนอร์ EinScan Pro 2x Series กันครับ ว่างานที่ถูกสแกนมานี้เมื่อได้ไฟล์งานสแกนมาแล้วเราควรจะทำอะไรต่อให้ไฟล์ที่ถูกสแกนมา สมบูรณ์ที่สุดก่อนเข้ากระบวนการขึ้นรูป 3 มิติ

หลังจากที่ทำการวาดขึ้นใหม่สำเร็จแล้วก็เข้ากระบวนการขึ้นรูปโดย 3D Printer ได้เลยครับ

 

 

 

 

 

Shining 3D ปล่อยซอฟแวร์ตัวใหม่ EXScan Pro V3

Shining 3D ปล่อยซอฟแวร์ตัวใหม่ EXScan Pro V3

หลังจากได้รับข้อเสนอแนะจากผู้ใช้งาน Shining 3D ได้นำมาปรับปรุงและพัฒนาโปรแกรม จนได้เป็น EXScan Pro V3 เวอร์ชั่นใหม่ ในเวอร์ชั่นนี้ EXScan Pro ได้เพิ่งฟังก์ชั่นการทำงาน และปรับปรุงใหม่หลายส่วน เช่น Data listing,  independent post-processing module, และลิ้งค์ในการส่งต่อข้อมูลไปยังโปรแกรมออกแบบที่มีมาให้ในชุด การอัพเดทคราวนี้ไม่มีค่าใช้จ่ายเหมือนเคย

  1. เมื่อใช้งานในโหมด Fixed Scan โปรแกรมจะจดจำข้อมูลในแต่ละ shot ไว้ แล้วสามารถรวมกลุ่มได้ด้วย ข้อมูลในแต่ละ Shot สามารถกลับไปแก้ไข หรือ align ด้วยตัวเองได้

2. ปรับปรุงเครื่องมือในการแก้ไขตกแต่ง และถูกแยกออกมาเป็นชุดคำสั่งต่างหาก

เครื่องมือในการตกแต่งภาพที่สแกนมาแล้วจะถูกแยกออกมาต่างหากจากคำสั่งสแกนหลังจากรวมผิวแล้ว ซึ่งจะเพิ่มคำสั่งในการปิดรูแบบ manual เป็นการเพิ่มความสามารถของการปิดรูแบบอัตโนมัติ รวมถึงการปิดรู marker ด้วย ยังมีคำสั่งในการปรับผิวให้คมชัด หรือเรียบเนียนได้ นอกจากนี้ยังสามารถนำไฟล์ stl หรือ obj เข้ามาในโปรแกรมเพื่อตกแต่งได้โดยตรง

3. เชื่อมต่อกับโปรแกรมออกแบบโดยตรง 

การทำงานจะมีความต่อเนื่องตั้งแต่การสแกน จนถึงการเชื่อมผิว หรือการสแกนจนถึงการทำวิศวกรรมย้อนรอย เป็นสิ่งที่เป็นไปได้โดย EXScan Pro V3.2 เพิ่มปุ่ม [ Ge ] กดเพียงคั้งเดียว ข้อมูลการสแกนจะถูกส่งตรงไปยังโปรแกรม A Geomagic Essentials ซึ่งเป็นโปรแกรม 3D ที่มีความสามารถสูงทันที 

การอบรมสัมมนา Shining3D APAC

การอบรมสัมมนา Shining3D APAC

          Shining 3d เป็นหนึ่งในบริษัทของประเทศจีนที่มีอิทธิพลเกี่ยวกับเครื่องสแกนเนอร์ 3 มิติเป็นอย่างมากในเอเชียรวมถึงภายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ ผลตอบรับเป็นที่ยอมรับทั้งในด้านของคุณภาพในการสแกน ความเร็วในการสแกน และโปรแกรมสามมิติ Solidedge ST10 ที่ใช้ในการ reverse engineering เพื่อนๆอาจจะรู้จักกันดีในแบรนด์ Einscan s series,Einscan pro series,Einscan pro2x series ซึ่งทาง Shining3d มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และเป็นโอกาสดีที่ทางบริษัท Shining 3d ได้มีการจัดอบรมสัมมนาขึ้นที่โรงแรม Pacific Regency Hotel Suite ณ ประเทศมาเลเซีย(30-31 May 2019) ที่ผ่านมา ไปชมภาพบรรยากาศกันเลยครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

          จากการอบรมที่ผ่านมาทางบริษัท Shining 3d ได้มีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ทุกคนอาจจะคุ้นเคยกันดีใน Software ที่ชื่อ Geomagic  Design X ซึ่งโปรแกรมนี้มีมูลค่า License สูงถึงประมาณ 6 แสนบาท ซึ่งทาง Shining 3d ได้มีการจับมือกันกับบริษัท 3dsystems และเปิดตัวผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ที่ชื่อว่า Geomagic Essential Software มาพร้อมกับฟังก์ชันที่ช่วยให้การทำงานสะดวกขึ้น อย่างเช่นการกำหนดค่าเริ่มต้นให้กับโมเดล(Set Origin),การปิดผิวแบบต่างๆ,รวมถึงการ Extract NURB และสามารถที่จะ export iges file ได้ด้วย ถือว่าเป็นอีกหนึ่ง Software ที่สามารถที่จะช่วยให้การทำงานง่ายขึ้นเยอะเลย 

   

 

ร่วมเทิดไท้องค์ราชันย์ Print3Dd ภูมิใจเป็นส่วนหนึ่งในงานราชพิธี

ร่วมเทิดไท้องค์ราชันย์ Print3Dd ภูมิใจเป็นส่วนหนึ่งในงานราชพิธี

เรา Print3Dd มีความภูมิใจที่ได้มีส่วนหนึ่ง (ส่วนเล็กๆ) ในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก King Rama X Coronation ในส่วนการแปรตัวอักษรเทอดพระเกียรติ โดยเครื่องพิมพ์ 3มิติ ของเราเป็นส่วนหนึ่งในเครื่องผลิต สร้างสรรค์งานให้เกิดขึ้นมา จากการแปรอักษรด้วยอากาศยานโดรน 300 ตัว ชิ้นส่วนบางส่วนถูกออกแบบและพิมพ์ด้วยระบบพิมพ์ 3มิติ

Credit : ปตท จำกัดมหาชน, บจ. เอไอ แอนด์ โรโบติกส์เวนเจอร์ส
Tag : FF Creator Pro / FF Guider2s

ทั้งนี้ก่อนหน้า เราก็ได้มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งของพระราชพิธี >>งานราชพิธี ร.9 กับเครื่อง 3D Printer 3D Scanner<<

 

credit ภาพนิ่งและเคลื่อนไหวจาก : manager online, Thai PBS