ประกาศ Solid Edge 2020: SHINING 3D Edition เติมเต็มงานด้าน Reverse Engineering

ประกาศ Solid Edge 2020: SHINING 3D Edition เติมเต็มงานด้าน Reverse Engineering

ทาง SHINNING 3D ประกาศอัพเดทซอฟต์แวร์เวอร์ชั่นใหม่สำหรับ Solid Edge 2020 ตามหัวข้อเรื่องที่ได้ระบุไว้ข้างต้นโปรแกรม Solid Edge ได้เพิ่มเติมงานด้าน Reverse Engineering ให้มีลูกเล่นและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นในที่นี้เราจะมาแนะนำฟังก์ชั่นใหม่ๆ ที่ถูกเพิ่มเติมและปรับปรุงเข้ามาให้ได้รับชมกันครับ

– ฟังก์ชั่น “Remesh” ปรับแต่ง Polygons ของชิ้นงานเพื่อรักษารูปร่างของแบบชิ้นงาน (คล้ายๆกับการลด Noise ของชิ้นงานเพื่อให้ความคมของขอบความเว้าและส่วนต่างๆดีขึ้น) จากงานจะเห็นได้ว่ามุมของชิ้นงานและส่วนต่างๆ เช่นขอบหรือวงกลมจะมีความคมชัดขึ้น – นอกเหนือจากการ Remesh แล้วยังมีข้อดีที่แฝงมาด้วยอีกนั้นคือเมื่อ Polygons ของชิ้นงานนั้นมีจำนวนที่น้อยลงแล้วทำให้ไฟล์งานของคุณนั้นมีขนาดไฟล์ที่ลดลงไปด้วย แต่ประการนั้นเราก็ไม่ควรที่จะลดจำนวน Polygons มากจนเกินไปเพราะจะทำให้ชิ้นงานบางส่วนผิดเพี้ยนได้ครับ

– ฟังก์ชั่น “Automatic Regions” เป็นโหมดการระบายเพื่อสร้าง Plane ให้กับชิ้นงานทาง Solid Edge 2020 ได้ปรับปรุงระบบอัตโนมัติการระบายเข้ามาให้ดียิ่งขึ้น โดยที่โปรแกรมจะคำนวณพื้นผิวและส่วนใกล้เคียงความเป็นไปได้ต่างๆเช่น วงกลม , สี่เหลี่ยม , ทรงกระบอก และอื่นๆ ได้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม – ฟังก์ชั่นFill Holes” , “Smooth Mesh” , “Delete Mesh” อัพเดทมาล้ำยิ่งขึ้นให้สามารถแก้ไขปิดรอยรั่วทำชิ้นงานให้ดูสมูทและสามารถเลือกและลบส่วน ที่ไม่ต้องการออกได้ และในที่สุดโปรแกรม CAD ก็สามารถเข้า Origin ของชิ้นงานที่เป็นไฟล์ .STL ได้แล้วครับ – ฟังก์ชั่นที่ถือว่าเป็นปัญหามาตลอดในตอนนี้ Solid Edge 2020 เติมเต็มส่วนนี้ให้แล้วครับกับ “Align” สิ่งนี้เป็นสิ่งแรกที่ควรทำกับชิ้นงานที่จะทำการ Reverse เลยครับ “Align” เป็นการดึงให้ชิ้นงานเข้าสู่แกน XYZ ตามที่เราต้องการเพื่อให้การทำงานที่กระทำบนตัวชิ้นงานทำได้ง่ายขึ้นเช่น 1. การ Preview งานในมุมต่างๆ 2. การสร้าง Plane จาก Origin ไปที่ชิ้นงาน 3. การวัดชิ้นงานในส่วนต่างๆ ควรเริ่มจาก Origin เรามาดูการดึงชิ้นงานเข้าสู่ Origin ในแบบต่างๆกันครับ – ดึงชิ้นงานเข้าแกนหลักของ Origin ไปแนบที่ผิวของชิ้นงาน – นำชิ้นงานเข้าสู่ Origin โดยอ้างอิงจาก Boundary Box – นำชิ้นงานเข้าสู่ Origin โดยอ้างอิงจากส่วนต่างๆของชิ้นงานเฉพาะส่วนเรขาคณิต – ฟังก์ชั่น “Section Sketches” มีประโยชน์ในการสร้างภาพร่างของส่วนแนบไปที่พื้นผิวของชิ้นงานซึ่งสามารถใช้สำหรับการสร้างผิวหรือโครงสร้าง B-rep โดยใช้คำสั่งเช่น BlueSurf, Sweep, Extrude และอื่น ๆ ที่อ้างอิงมาจาก Line, Arc Circle หรือ Ellipse โปรแกรมจะคำนวณ Section Line กับชิ้นงานให้โดยอัตโนมัติทันทีโดยชิ้นงานดังกล่าวจำเป็นที่จะต้องสมบูรณ์ระดับนึง หลังจากที่ได้ Section Line แล้วผู้ใช้ก็สามารถสร้างผิวงานเพิ่มความหนาได้ตามต้องการ *นอกเหนือจากนี้โปรแกรม Solid Edge 2020 ยังมีฟังก์ชั่นอีกหลายอย่างที่น่าสนใจและทางเรา PRINT3DD จะมาอัพเดทข่าวสารและการอัพเดทโปรแกรม Solid Edge จากเดิมเฉพาะผลิตภัณฑ์ของทาง Shinning 3D ให้ทราบกันต่อในคราวหน้านะครับ*

5 เครื่องมือฟรีในการซ่อมไฟล์ STL และวิธีทำ

5 เครื่องมือฟรีในการซ่อมไฟล์ STL และวิธีทำ

ไม่ว่าจะเป็นนักออกแบบหรือวิศวกรจำเป็นต้องใช้ซอฟแวร์สำหรับการออกแบบ หรือซ่อมแซมโมเดลสามมิติเพื่อส่งไปพิมพ์ ทุกวันนี้เราไม่ต้องมาปรับโครงสร้างของโมเดลด้วยตัวเองแล้ว มีซอฟแวร์มากมายทั้งที่จัดการไฟล์ให้อัตโนมัติ หรือเลือกที่จะเลือกจัดการเองก็ได้ ซอฟแวร์แบบอัตโนมัติสามารถจัดการไฟล์ที่มีปัญหาเล็กๆ เท่านั้น เช่นรูรั่ว ผนังที่ปิดไม่สนิท แต่โมเดลที่มีปัญหาใหญ่จำเป็นต้องใช้โปรแกรมต่างหากที่มีความสามารถพอสมควร 

ในบทความนี้จะอธิบายถึงขั้นตอน และรายละเอียดในการซ่อมไฟล์โมเดลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทั้ง 5 โปรแกรม

ทำไมต้องซ่อมไฟล์ STL?

โดยปรกติแล้วนักออกแบบจะสร้างโมเดลโดยใช้การสร้างพื้นผิวที่มีความละเอียดซับซ้อน ซึ่งเกิดจากการคำนวณรูปร่างของส่วนโค้งและเส้นคลื่น สำหรับเครื่องพิมพ์สามมิติ ส่วนของพื้นผิวจะถูกแปลงให้เป็นโครงตาข่ายโดยมีจุดเชื่อมเป็นรูปสามเหลี่ยม

ในการแปลงโครงตาข่ายจะคล้ายกับการระเบิดเอาพื้นผิวที่เรียบเนียนสวยงามออกไป แล้วเรียงกลับเข้ามาใหม่เป็นชิ้นย่อยๆ ให้เหมือนต้นฉบับมากที่สุด หากทำได้ไม่ดีก็จะเกิดพื้นผิวที่หยาบ มีรูโหว่ เศษขยะที่ลอยตัว หรือมีส่วนของสามเหลี่ยมที่ตัดกันเองซึ่งไม่ควรจะมีอยู่ ณ ตรงนั้น หากทำออกมาได้ดีก็จะมีผิวที่เรียบร้อย ไม่มีรูโหว่ และเหมือนต้นฉบับมากที่สุด

ตัวอย่างโมเดลที่่มีข้อบกพร่องมากมาย

จะซ่อมแซมไฟล์งาน STL ได้อย่างไร?

ขั้นตอนการซ่อมไฟล์มีดังนี้

  1. Auto-repair เป็นการใช้ระบบอัตโนมัติของซอฟแวร์ ในการปิดผิว ปิดรูโหว่ และซ่อมผิวที่ตัดกันเอง
  2. Separating shells พื้นผิวของโมเดลที่ประกอบด้วยรูปสามเหลี่ยม อาจจเกิดการเชื่อมต่อกันอย่างไม่ถูกต้อง มีส่วนเกินซึ่งจะถูกลบออกไป
  3. Closing holes, bridging gaps บางโปรแกรมจะมีการปิดผิวหลายรูปแบบเช่น แบบแผ่นเรียบ แบบต่อเนื่อง หรือแบบอิสระ
  4. Resolving overlaps and intersections แบบนี้จะต้องทำการคำนวณโครงตาข่ายในส่วนนั้นๆ ใหม่ทั้งหมด
  5. กรองเอาส่วนที่เป็น double faces, double vertices, inverted normals, and sharp, narrow triangles ออกไป
  6. Stitching ปิดมุมที่ไม่เชื่อมกัน และคงช่องเปิดเอาไว้
  7. Manual repair ลบ และสร้างโครงตาข่ายด้วยตนเอง
  8. Remeshing จัดเรียงโครงตาข่ายใหม่ให้เหมาะสม
  9. Exporting บันทึกโครงตาข่ายที่ต้องการ

รูปแบบของไฟล์ที่เป็นที่นิยม และมีขนาดไฟล์ที่เล็กคือ STL (Stereolithography) ซึ่งเราขอแนะนำให้บันทึกเป็นแบบ Binary จะทำให้ไฟล์มีขนาดเล็กกว่า นอกจากนี้ยังมีรูปแบบอืานๆ เช่น AMF, Collada, OBJ, และ PLY ซึ่งสามารถบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับสี วัสดุ งานสแกน 3D และอื่นๆ

หมายเหตุ ซอฟแวร์ออกแบบหลายตัวได้บรรจุคำสั่งซ่อมโมเดลไว้อยู่แล้วเช่น FreeCAD, SketchUp, 3D Studio Max, และ Rhinoceros รวมถึงโปรแกรมออนไลน์เช่น Willit 3D Print, MakePrintable, 3DPrinterOS, SculptGL, และ Shapeways สำหรับลูกค้า Formlabs สามารถใช้โปรแกรม Preform ในการซ่อมโมเดลได้เพราะมีการรวมคำสั่งซ่อมของ Netfabb เข้าไปแล้ว 

เปรียบเทียบโปรแกรมซ่อมไฟล์ STL

ประสิทธิผล ประสิทธิภาพ การแสดงผล ความหลากหลาย การจัดโครงตาข่ายใหม่ การซ่อมอัตโนมัติ ความสามารถที่ดี เหมาะกับใคร ราคา
Meshmixer ★★★★ ★★★ ★★★★ ★★★★ ★★★★★ ★★★★ UI, Remesh, & Auto-Fix 3D Artists Free
Netfabb ★★★ ★★★ ★★★ ★★★★ ★★★ ★★★ Infill & Supports Engineers Free (edu)
Magics ★★★ ★★★ ★★★ ★★★★★ ★★★★ ★★★ Manual Repairs Engineers Paid
Blender ★★★★ ★★ ★★ ★★★ ★★★★ Hotkeys CG Artists Free
Meshlab ★★ ★★★★ ★★★★★ Math 3D Scanning Free

จากที่เราได้ทดสอบมาแล้ว โปรแกรมที่มีความสามารถในการซ่อมไฟล์ STL มากที่สุดคือ Meshmixer มันมีการแสดงผลที่ใช้งานง่ายสำหรับการซ่อมโครงตาข่ายที่มีปัญหาซับซ้อน ความสามารถที่หลากหลาย และเป็นของฟรี ทำให้มันขึ้นเป็นอันดับหนึ่งอย่างไม่มีข้อสงสัย

Meshmixer ยังเป็นโปรแกรมที่มีประโยชน์มากในการตกแต่ง ดัดแปลงไฟล์ STL อีกด้วย

Autodesk’s Netfabb ยังมุ่งเน้นไปยังด้านวิศวกรรมโดยเพิ่มความสามารถของการเตรียมไฟล์งาน 3D อีกด้วย

Magics เป็นโปรแกรมซ่อมแซมไฟล์ STL ระดับมืออาชีพ มีฟังก์ชั่นมากมายในการซ่อมไฟล์ แต่ก็ยังต้องการการซ่อมแซมโดยผู้ใช้งานอีกพอสมควร ดังนั้นมันเลยอยู่ในอันดับที่สามของรายการ

ในขณะที่ Blender เน้นการสร้างโมเดล และมีหน้าจอคำสั่งที่ดูยุ่งยาก แต่มันก็ยังมีชุดคำสั่งสำหรับการซ่อมแซมโครงตาข่ายอย่างครบถ้วน

สุดท้าย Meshlab เป็นโปรแกรมที่ต้องมี มันเป็นโปรแกรมขนาดเล็กที่สามารถดู และแก้ไขโครงตาข่ายที่มีชุดคำสั่งอัตโนมัติขั้นสูง

ขั้นตอนการซ่อมแซมไฟล์ STL ด้วยตนเองขั้นสูง

ต่อไปนี้เราจะใช้โปรแกรมซ่อมไฟล์ทั้ง 5 โปรแกรมในการซ่อมไฟล์ตาขอเกี่ยวเสื้อเป็นตัวอย่าง ซุ่งไฟล์นี้มีจุดบกพร่องหลายจุด เช่น รูโหว่ ช่องว่าง จุดตัด และเศษโครงตาข่าย ตาขอจะต้องเชื่อมต่อกับปลอกทรงกระบอกให้เป็นเนื้อเดียวกัน

Meshmixer

Meshmixer เป็นโปรแกรมแก้ไขโครงตาข่ายอเนกประสงค์ และใช้งานง่าย ไม่เพียงแต่เป็นโปรแกรมที่จัดการโครงตาข่ายสามเหลี่ยมให้เหมาะสมเท่านั้น มันยังสามารถวาดขึ้นมาใหม่ได้ทั้งส่วน ปรับเปลี่ยนแก้ไขโมเดลได้อย่างดีอีกด้วย

เมื่อนำโมเดลเข้าสู่โปรแกรม และใช้คำสั่ง Analysis → Inspector โปรแกรมจะแสดงให้เราจะเห็นทันทีว่ามีจุดบกพร่องตรงไหน ภายใต้คำสั่ง Shaders ให้เลือก X-ray mode จะช่วยให้มองเห็นชัดขึ้น ต้องแน่ใจว่าเลือก Hole Fill Mode ที่ถูกต้องก่อนเลือกแก้ไขเฉพาะจุดโดยกดที่จุดสีแดง หรือใช้คำสั่ง Auto Repair All ซึ่งส่วนใหญ่ให้ผลลัพธ์ที่ดี

ใช้คำสั่ง X-ray shader ในหัวข้อ Inspector ช่วยให้เห็นจุดบกพร่องครบทุกจุด

อีกวิธีหนึ่งที่จะซ่อมรูรั่วคือเลือกพื้นที่รอบๆ รู แล้วใช้คำสั่ง Edit → Erase & Fill (F) จาก popup menu ตั้งค่า Replace/FillType เป็นแบบ Smooth MVC จะช่วยให้ผิวที่ได้เรียบเนียนกว่าและ Edit → Make Solid ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการปิดผิว หากเพิ่มการใช้แปรง RobustSmooth ใน sculpting ก็จะช่วยให้มีผิวที่เรียบเนียนขึ้นอีก

หากโมเดลนั้นมี separate shells ให้ไปที่ Edit → Separate Shells แล้วเปิดหน้าต่าง Object Browser โดยกดปุ่ม (Ctrl + Shift + O) จะเห็นรายการ shell ให้เลือกทีละ 2 shell แล้วใช้คำสั่ง Boolean Union จากเมนูจะมีหน้าต่างใหม่ขึ้นมา  ตรง Solution mode สามารถเลือก Precise หรือ Max Quality จะคงส่วนโค้งของจุดตัดของ shell ทั้งสอง แต่ Fast Approximate จะทำงานได้เร็วกว่าและพอเพียงสำหรับการใช้งานแล้ว

หากใช้คำสั่ง Boolean Union แล้วไม่ได้ผลจะเห็น shell ทั้งสองเป็นสีแดง ในกรณีนี้ให้เร่ง Search Depth ให้สูงขึ้น และลด Target Edge Scale ลงเพื่อให้มีโอกาสสำเร็จมากขึ้น และการเลือก Use Intersection Curves ก็ช่วยให้เพิ่มคุณภาพของการเชื่อมต่อมากขึ้น หากลองทุกอย่างแล้วยังทำไม่ได้ ให้ขยับทั้งสองส่วนเข้าหากันประมาณ 20-30 ไมครอนในคำสั่ง Edit → Transform ก็จะช่วยได้

Auto Repair All จะลบเศษชิ้นส่วนที่ลอยตัวอยู่ออกไปทั้งหมด และเชื่อมปิดรอบ ๆ ขอบ จากนั้นเราต้องทำการปิดช่องว่างด้วยตัวเองโดยใช้คำสั่ง Bridge ซึ่งทำงานได้ดีในส่วนที่เป็นเส้นตรง เลือกคำสั่ง Edit → Select แล้วระบายเลือกพื้นที่ของทั้งสองฝั่งที่ต้องการให้เชื่อมกัน จากนั้นกดเลือก Edit → Bridge (Ctrl + B) ตั้งค่า Refine ให้สูงพอที่จะทำให้ผิวเรียบ ทำซ้ำในส่วนอื่นรอบๆ ช่องว่าง แล้วใช้คำสั่ง Inspector ในการปิดช่องว่างที่เหลือทั้งหมด วิธีการป้องกันจุดบกพร่องคือการใช้คำสั่ง Edit → Remesh ก่อนเริ่มซ่อมแซมไฟล์เพื่อเพิ่ม และทำให้โครงตาข่ายมีการประสานกันได้ดีมากขึ้นในส่วนที่ต้องการ

การเชื่อมต่อช่องว่างของรูปทรงกระบอกต้องใช้ คำสั่ง bridging, remeshing และ hole filling ประกอบกันใน Meshmixer.

Meshlab

Meshlab เป็นชุดโปรแกรมที่มีความสามารถพิเศษในการจัดการโครงตาข่ายจากข้อมูลการสแกน 3D และยังมีชุดคำสั่งในการจัดระเบียบโครงตาข่ายหลายแบบ แบบหนึ่งที่มีประโยชน์มากคือ Filters → Remeshing, Simplification and Construction → Simplification (Quadratic Edge Collapse Decimation) เพราะมันจะทำการคำนวณโครงตาข่ายโดยการกำหนดจำนวนของ Faces การตรวจสอบด้วย Planar Simplification จะเป็นการคงพื้นผิวที่เรียบเอาไว้ที่ดีที่สุด อีกทางเลือกหนึ่งในการลดจำนวนโครงตาข่ายคืือ Filters → Cleaning และ Repairing → Merge Close Vertices.

เศษชิ้นส่วนที่ลอยอยู่สามารถตรวจจับได้โดยกดเมาส์ปุ่มขวาที่ส่วนของโมเดล แล้วเลือก Split in Connected Components ชิ้นส่วนที่แยกจากกันสามารถลบหรือเชื่อมต่อกลับไปด้วยคำสั่ง CSG Operation แล้วเลือก Union

คำสั่งพื้นฐานในการซ่อมแซมของ Meshlab: Close holes, Boolean, และ brush selection.

ในโปรแกรมนี้ก็สามารถซ่อมแซมโมเดลได้อย่างง่ายๆ เช่นเดียวกัน ตัวอย่างเช่น Filters → Cleaning and repairing → Select Self Intersecting Faces → Apply ซึ่งจะเลือกพื้นผิวที่มีการตัดกันของสามเหลี่ยมทั้งหมด และสามารถลบได้โดยกดปุ่ม Delete ส่วน Filters → Cleaning และ repairing → Remove Duplicated Faces และ Remove Duplicated Vertex ก็ช่วยได้มากเช่นกัน ขั้นต่อไปเป็นการปิดรูโหว่โดยใช้คำสั่ง Filters → Remeshing, Simplification and Construction → Close Holes และคำสั่ง Compute Geometric Measures ภายใต้ Filters → Quality Measure and Computations จะช่วยบอกว่าจุดไหนที่ไม่เป็น watertight ไม่อย่างนั้นก็ใช้คำสั่ง Render → Show Non Manif Edges and Show Non Manif Vertices

ในการทำสะพานเชื่อมช่องว่าง สามารถเลือกกลุ่มของสามเหลี่ยมและลบออกได้โดยใช้คำสั่ง Select Faces ในปุ่มเครื่องมือ Rectangular Region กดปุ่ม Alt ค้างไว้เพื่อเอา backfaces ออกจากกลุ่มที่เลือกไว้ ใช้ปุ่ม Shift + Ctrl + D เพื่อยกเลิกการเลือกนั้น หากต้องการเลือกสามเหลี่ยมแต่ละอัน ให้กดปุ่ม Z-Painting แล้วเลือกปุ่มแปรงสีแดง คลิดเลือกสามเหลี่ยมทีละอัน คลิกปุ่มขวาเพื่อยกเลิกการเลือก จากนั้นกดปุ่ม delete ที่ keyboard เพื่อลบสามเหลี่ยมที่เลือกออกไป 

เนื่องจาก Meshlab ไม่มีคำสั่งเกี่ยวกับการขึ้นรูป เราจึงต้องใช้วิธี Filters → Remeshing, Simplification and Construction → Surface Reconstruction: VCG ด้วยการตั้งค่า Voxel Side ให้น้อยลง และตั้งค่า Geodesic Weighting and Volume Laplacian Iterations ที่สูงขึ้นให้เหมาะสม จะช่วยให้เกิดโครงตาข่ายที่เรียบเนียนขึ้น วิธีการนี้จะดีกว่าการใช้ Filters → Remeshing, Simplification and Construction → Screened Poisson Surface Reconstruction ซึ่งเหมาะกับชิ้นส่วนงานที่กลวงมากกว่า

       ข้อสังเกต-โปรดบันทึกงานบ่อยๆ เนื่องจาก Meshlab ไม่มีคำสั่งย้อนกลับ ต้องนำเข้าไฟล์ต้นฉบับมาใหม่

คำสั่ง surface reconstruction ใน Meshlab ให้ผลลัพท์ดีกว่าตัวอื่นๆ

Magics

Materialise Magics เป็นโปรแกรมระดับมืออาชีพที่ให้อิสระ และเครื่องมือที่มีความสามารถสูงในการควบคุมโครงตาข่าย เช่นการวิเคราะห์ความหนาของผนัง ความกลวง การเรียงโครงตาข่าย การทำผิวเรียบ การปรับเปลี่ยนผิวงาน รวมถึงการตัดชิ้นงาน และยังมีคำสั่งแก้ไขซ่อมแซมรูรั่ว ขอบงานที่เสียหาย และการซ่อมงานที่เสียหายแบบซับซ้อน

การซ่อมแซมโดยปรกติจะใช้คำสั่ง Fix Wizard แล้วกดปุ่ม Go to Advised Step เพื่อตรวจสอบว่ามีจุดบกพร่องแบบไหน ตรงไหนบ้าง สำหรับโครงตาข่ายขนาดใหญ่ขอแนะนำให้ไม่เลือกคำสั่ง Overlapping triangles และ Intersecting triangles เพื่อซ่อมจุดบกพร่องขนาดใหญ่ก่อน หลังจากกดปุ่ม Update แล้วให้กดปุ่ม Go to Advised Step ตามด้วย Automatic Fixing เพื่อจัดการข้อบกพร่องที่เหลือทั้งหมด 

ในกรณีที่การซ่อมแบบอัตโนมัติล้มเหลว ให้ใช้คำสั่ง Stitch ภายใต้ Stitching ของเมนู Fix Wizard จะแก้ปัญหาเหล่านั้นได้โดยใช้ค่า tolerance ที่สูงขึ้น ในส่วนของ overlapping triangles ให้ใช้คำสั่ง Fix Wizard อีกครั้งหนึ่ง หรือใช้คำสั่ง Detect Overlapping จากตัวเลือก Overlaps ในเมนู Fix Wizard ซึ่งมันจะเลือก overlapping triangles ทั้งหมด จากนั้นกดปุ่ม Delete Marked เพื่อลบมันออกไป ในทำนองเดียวกันยังสามารถใช้คำสั่งนี้กับ intersecting triangles โดยใช้คำสั่ง Triangles → Detect Intersecting แต่หากยังมีช่องว่างหลงเหลืออยู่ก็ให้ใช้คำสั่ง Create ซึ่งสามารถเติมเนื้อให้กับช่องว่าได้ด้วยตนเอง ส่วนที่ลอยอยู่สามารถกำจัดได้โดยคำสั่ง Noise Shells ในส่วนของรูโหว่ขนาดใหญ่ สามารถปิดรูนี้ด้วยตนเองโดยใช้ตัวเลือก Freeform ภายใต้หัวข้อ Holes ใน Fix Wizard จะให้ผลลัพท์ที่ดีในการปิดช่องว่าง ตัวเลือก Ruled จะมีตัวเลือกให้กำหนดทิศทางของรู และในกรณีนี้เราจะใช้มันเป็นสะพานเชื่อมต่อผิวงานรูปทรงกระบอก หลังจากที่เราได้สร้างตาข่ายสำหรับเชื่อมต่อไปบางส่วนแล้ว

บางครั้งคำสั่ง Fix Wizard อาจจะไม่ยอมเชื่อมต่อตาข่ายต่างชนิดกัน แก้ไขได้โดยคลิกปุ่มขวาที่เมนู Part Pages → Part List แล้วเลือก Shells to Parts วิธีนี้จะจะสร้างตาข่ายแยกกันซึ่งสามารถใช้คำสั่ง Tools → Boolean (Ctrl + B) เพื่อเชื่อมต่อกันภายหลังได้

คำสั่งเติมเต็มช่องว่างของ Magics ในการเชื่อมท่อที่มีรูปร่างไม่แน่นอน

Blender

Blender เป็นโปรแกรมฟรี เป็นแบบ open-source ที่สามารทำ 3D modeling, rigging, rendering, และ animation ได้ คำสั่งซ่อมแซมโครงตาข่ายทั้งหมดจะอยู่ใน Edit Mode บนเมนู Mesh จะมี add-on ชื่อ CellBlender ซึ่งจะมีคำสั่ง Mesh Analysis ในการตรวจสอบการเชื่อมต่อของโครงตาข่าย ก่อนเริ่มทำการซ่อมแซมใดๆ ต้องแน่ใจก่อนว่าได้เลือกพื้นที่ๆ ต้องการซ่อมแซมแล้ว 

คำสั่ง Mesh → Normals → Recalculate Outside (Ctrl + N) จะช่วยในการพลิกสามเหลี่ยมที่กลับด้านอยู่ให้ถูกต้อง 

ให้ตรวจสอบแถบข้อมูลที่อยู่ด้านบน ในกรณีที่เกิดตารางสี่เหลี่ยม ก็สามารถเปลงเป็นสามเหลี่ยมได้โดยใช้คำสั่ง Mesh → Faces → Triangulate Faces (Ctrl + T) ส่วนคำสั่ง  Mesh → Degenerate → Dissolve จะลบขอบ และผิวที่ไม่มีเนื้อ ถ้าจะลบส่วนที่ซ้ำซ้อนกัน ให้ใช้คำสั่ง Mesh → Vertices → Remove Doubles

ฟังก์ชั่น Bridging, hole filling, และ Boolean เป็นฟังก์ชั่นที่มีอยู่ใน Blender.

วิธีที่ง่ายที่สุดในการปิดรูโหว่ในโปรแกรม Blender เริ่มจากการเลือกพื้นผิวรอบๆ รูนั้นด้วยคำสั่ง Select → Select Boundary Loop หรือ Select → Select All by Trait → Non Manifold (Shift + Ctrl + Alt + M) แล้วกดปุ่ม Mesh → Faces → Make Edge/Face (F) or Mesh → Faces → Fill (Alt + F) สามเหลี่ยมแต่ละอันสามารถสร้างขึ้นได้โดยกดปุ่มขวาที่ edge หรือ vertex ของสามเหลี่ยม แล้วกดปุ่ม Shift กับ คลิกปุ่มขวาเพื่อเลือกสามเหลี่ยมอันที่สอง แล้วกดปุ่ม F ในระหว่างการแก้ไข และต้องเปลี่ยนไปมาระหว่าง Vertex Select, Face Select, หรือ Edge Select  จะมีปุ่มสามปุ่มด้านล่างช่วยให้เปลี่ยนสะดวกขึ้นมาก 

การเลือกพื้นที่ที่ต้องการสามารถใช้คำสั่ง Select → Circle Select (C) ซึ่งทำงานเหมือนกับการเลือกด้วยแปรง การเปลี่ยนขนาดหัวแปรงทำได้โดยเลื่อนลูกล้อที่เม้าส์ หรือปุ่มเครื่องหมาย +/- การยกเลิกการเลือกโดยการกดปุ่ม Shift ไปพร้อมกัน คำสั่ง Mesh → Faces → Beautify Faces (Shift + Alt + F) ช่วยให้พื้นผิวที่เลือกไว้มีคุณภาพดีขึ้นได้ในบางสถานการณ์ ในการเลือกพื้นที่บางส่วนสามารถใช้คำสั่ง Alt กับ คลิกปุ่มขวาได้ หากมีพื้นที่ที่เลือกไว้สองส่วนแล้วต้องการให้เชื่อมกันให้เรียบ ก็ใช้คำสั่ง Mesh → Edges → Bridge Edge Loops

เลือก Mesh → Vertices → Separate → By loose parts จะช่วยแยกวัตถุออกจาก shell แล้วลบวัตถุที่ไม่ต้องการนั้นได้ หากต้องการเชื่อมวัตถุนั้นกลับไปให้ใช้คำสั่ง Boolean Modifier หากคำสั่งเหล่านั้นไม่ได้ผล ให้ลองใช้ Remesh Modifier และเพิ่มค่า octree depth เป็น 8 หรือจนกว่าจะได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ในการเพิ่มความหนาของผนังในส่วนที่ต้องการให้ใช้คำสั่ง Sculpt Mode และเพิ่มขนาดหัวแปรงจากเมนู Brush → Sculpt Tool.

Netfabb

Autodesk Netfabb เป็นโปรแกรมเตรียมงานเพื่อพิมพ์สามมิติขั้นสูง และมันก็ยังเป็นคำสั่งซ่อมแซม stl ที่ถูกฝังไว้ในโปรแกรมต่างๆ เช่น Formlabs Preform มันมีหลายเวอร์ชั่นให้เลือกใช้เช่น Standard, Premium และ Ultimate ซึ่งสองอันแรกจะใช้งานได้ฟรีสำหรับสถานศึกษา

Netfabb มีคำสั่งเพิ่มเติมในการสร้างโมเดลเช่น การทำกลวง การสร้าง support และ Lattice Assistant กับ Lattice Commander มีประโยชน์มาก ช่วยสร้างโมเดลน้ำหนักเบา ในเวอร์ชั่น Ultimate จะเพิ่มคำสั่ง Optimization Utility ซึ่งช่วยออกแบบโครงสร้างในการรับแรงโดยอ้างอิงจาก FEA analysis.

ด้วยคำสั่ง File → Import CAD File as Mesh ทำให้สามารถโหลดข้อมูลนอกเหนือจากไฟล์โครงตาข่ายได้เช่นไฟล์จากโปรแกรม Catia, Siemens NX, SolidWorks, SolidEdge, Rhinoceros, ProE, Sketchup plus support for STEP, IGES, SAT, และ Parasolid XT files ในการนำเข้าไฟล์ปรพเภทโครงตาข่ายให้ใช้คำสั่ง File → Add part แล้วเลือก Extended Repair ในหน้าต่างตัวเลือก มันจะช่วยแก้ปัญหาจุดบกพร่องส่วนใหญ่ได้

ก่อนซ่อมแซมงาน ควรทำการวิเคราะห์ชิ้นงาน ภายใต้ปุ่ม Analysis หรือคลิกปุ่มขวาที่ชิ้นงานแล้วเลือก Parts → Analyse → New Analysis → Add part จะช่วยตรวจสอบความหนาของผนังอย่างรวดเร็ว และเมื่อคลิกปุ่มขวาที่ชิ้นงานแล้วเลือก Analyse → New Measurement จะวัดขนาดชิ้นงานจุดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรัศมีส่วนโค้ง มุม ความยาว หรือความหนา

Advanced Netfabb functions: การวิเคราะห์ความหนาของผนัง และโครงสร้างของงาน

เปิดส่วนของ Part Repair ที่ taskbar หากการซ่อมแซมแบบอัตโนมัติขณะนำเข้าไฟล์ได้สำเร็จ ที่ Mesh is Closed และ Mesh is Oriented ในส่วนของ Status จะเป็นสีเขียว ในส่วนของ Actions เราสามารถแก้ไขเพิ่มเตอมได้ในกรณีที่ยังมีส่วนของ Actions อยู่โดยภายใต้คำสั่ง Self Intersections ให้เลือก Detect และเลือก Trivial, Stitch Triangles, Remove Double Triangles, Remove Degenerate Faces, หรือ Split Off จากนั้นกดปุ่ม Remove Wrap Part Surface เป็นการทำผิวใหม่ แบบเดียวกับ voxelisation และต้องแน่ใจว่าไม่มีเศษของ shell อยู่โดยดูในส่วนของ Shell

Netfabb มีชุดคำสั่งในการซ่อมแซมงานที่สมบูรณ์แบบ

 

 

เมื่อเราจะสร้างผิวเชื่อมช่องว่าง Netfabb จะทำการปิดช่องว่างนั้นและจะต้องมีการซ่อมแซมเพิ่มเติมด้วยมืออีกขั้นหนึ่ง กดปุ่ม Select Surfaces ที่ชุดเครื่องมือแล้วเลือกรูทั้งหมด จากนั้นกดปุ่ม Delete หรือใช้ปุ่ม Ctrl + หมุนลูกล้อที่เมาส์ หรือปุ่ม +/- เพื่อปรับขนาดของหัวแปรงแล้วก็เลือก เมื่อเลือกแล้วใช้คำสั่ง Remove Selected Triangles แล้วเติมสามเหลี่ยมที่ขาดหายไปด้วยคำสั่ง Add Triangles แล้วจบด้วยคำสั่ง Repair → Close all Holes สุดท้ายยังสามารถปรับแต่งผิวให้ดีขึ้นอีกโดย Mesh Edit → Remesh โปรแกรมจะคำนวณทั้งหมดซ้ำอีกครั้งหนึ่งโดยอาศัยค่าต่างๆ จาก Target Edge Length เลือกตัวแปร Maintain Edge เพื่อรักษาแนวของผิวงานบริเวณขอบที่คม 

———————-

New Balance ร่วมมือกับทางFormlabs สร้างพื้นรองเท้าจาก3D Printer

New Balance ร่วมมือกับทางFormlabs สร้างพื้นรองเท้าจาก3D Printer

             เมื่อไม่นานมานี้ทาง New Balance บริษัททำรองเท้าชื่อดังจากอเมริกาได้ร่วมมือกับทาง Formlabs เพื่อสร้างพื้นรองเท้าจากเครื่องพิมพ์สามมิติ โดยใช้แพลตฟอร์ม TripleCell และใช้เรซิ่นชนิดพิเศษที่เรียกว่า Rebound Resin ซึ่งออกแบบมาเพื่อพิมพ์ชิ้นงานแบบตาข่ายที่ให้ความแข็งแรงและยืดหยุ่นสูงทนต่อการฉีกขาดได้มากกว่าเรซินทั่วไป และยังมีคุณสมบัติที่ทำให้สามารถรับแรงกระแทกได้เพิ่มมาขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

           (ส้นรองเท้าที่พิมพ์จากเครื่องพForm3)

โดยรุ่นของ New Balance ที่ใช้เทคโนโลยีสามมิติเข้ามาช่วยคือรุ่น FuelCell Echo Triple ในรุ่นที่กล่าวมาตัวซัพพอตร์แรงกระแทกตรงพื้นและส้นเท้ารองเท้าจะพิมพ์จากเครื่องพิมพ์สามมิติของทางformlabs รุ่น form3และform 3L  

                                             

(ในรูปคือตัวซัพพอรต์แรงกระแทกที่พิมพ์จากเครื่องForm3และForm3L)

          การใช้เทคโนโลยีสามมิติเข้ามาช่วยทำให้ลดเวลาในการผลิตลงอย่างมาก โดยเมื่อก่อนต้องเริ่มจากการตัดกระดาษและไปขั้นตอนอื่นๆจนได้รองเท้าออกมาใช้เวลาประมาณ15-18เดือน และการรอชิ้นส่วนโฟมและยางอีก 4-6สัปดาห์ แต่พอได้ใช้แพลตฟอร์ม TripleCell ทำให้ไม่ต้องสร้างแม่พิมพ์อีกแล้ว ซึ่งประหยัดเวลาตรงนี้ไปได้อีกหลายเดือน (จากที่ผมดูในvdoตัวTripleCell น่าจะเป็นโปรแกรมที่ไว้ใช้ออกแบบพื้นรองเท้าโดยเฉพาะ สามารถปรับแต่งรูปทรงของงานได้อย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งยังสามารถคำนวนจุดรับน้ำหนักหรือจุดที่รับแรงกระแทกได้อีกด้วย และสุดท้ายเมื่อออกแบบเสร็จสามารถนำไฟล์เข้าเครื่องformสั่งพิมพ์งานได้ทันที)

ซึ่งในอนาคตเราคงจะได้เห็นเทคโนโลยีสามมิติเข้ามามีบทบาทในสินค้าที่เราใช้ในชิวิตประจำวันของเรามากขึ้นอย่างแน่นอน โดยเราอาจจะไม่รู้เลยก็ได้ว่าสินค้าที่เราใช้อยู่นั้นมีบางส่วนพิมพ์จากเครื่องพิมพ์สามมิติ สามารถติดตามเทคโนโลยีใหม่ๆได้ที่ www.print3dd.com

Worlddidac Asia 2019 at BITEC Bangna

Worlddidac Asia 2019 at BITEC Bangna

Worlddidac Asia 2019 Bangkok

นิทรรศการสื่อการสอนใหม่ Worlddidac Asia คือ งานแสดงนวัตกรรมทางการศึกษาเพื่อการเรียนการสอนจากนานาประเทศ เพื่อผู้บริหารการศึกษา ครู อาจารย์ นักวิชาการ และผู้เกี่ยวข้องในวงการการศึกษาทุกระดับนิทรรศการสื่อการสอนใหม่ Worlddidac Asia เป็นหนึ่งในซีรี่ส์งาน Worlddidac ที่มีชื่อเสียงระดับโลก จัดขึ้นเป็นปีที่ 10 โดยจุดเด่นของงานเน้นใน 3 ด้าน คือ

1) การจัดแสดงนวัตกรรมสื่อการเรียนการสอน

2) งานประชุมผู้นำทางการศึกษา/ สัมมนาวิชาการ/ เวิร์คชอป

3) การสร้างเครือข่าย เพราะโลกแห่งการศึกษาในปัจจุบัน เป็นโลกที่เปิดกว้าง รูปแบบไร้ขีดจำกัด และการเรียนรู้ไม่ได้มีแต่เฉพาะในห้องเรียน

งานจัดขึ้นวันที่ 9-11 ตุลาคม 2562 เวลาเริ่มงาน 9.00-17.30 น. ซึ่งทาง Print3Dd ได้เข้าร่วมออกงานได้นำเครื่องพิมพ์ 3 มิติ รุ่นต่างๆ ชิ้นงานตัวอย่าง ไม่ว่าจะเป็นแบบพลาสติก แบบเรซิ่น เครื่องสแกนเนอร์ 3 มิติ โดยเทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยในเรื่องของการเรียนการสอนของทางนักเรียนนักศึกษาได้ลงมือทำจริง ประดิษฐ์ชิ้นงานหรือออกแบบชิ้นงานออกมาใช้งานจริงได้เลย เห็นถึงระบบการทำงานต่างๆ ได้ง่ายขึ้น ทางเราไม่ได้แค่จำหน่ายเทคโนโลยีเหล่านี้เท่านั้นยัง มีทางทีมงานที่ค่อยให้คำแนะนำข้อมูลต่างๆ ให้อีกด้วย สำหรับสถานศึกษา คุณครู อาจารย์ท่านใดกำลังมองหาเครื่องพิมพ์และเครื่องสแกนเนอร์ 3 มิติ เหล่านี้อยู่สามารถเข้ามาเยี่ยมชมได้ที่ Booth K04 หรือถ้าหาไม่เจอโทรมาที่เบอร์ 096-140-0420, 092-552-3026     Line : @Print3dd

 

 

ติดตามการพิมพ์และสั่งการจากระยะไกลขึ้นรูปงานด้วย Flash Cloud : FlashForge 3D Printer

ติดตามการพิมพ์และสั่งการจากระยะไกลขึ้นรูปงานด้วย Flash Cloud : FlashForge 3D Printer

ในยุคสมัย 4.0 นี้จำเป็นต้องทันต่อสถานการณ์และเหตุการต่างๆ เช่นเดียวกันเครื่องพิมพ์ 3มิติเมื่อพิมพ์ขึ้นรูปงานทิ้งไว้เป็น วันหรือหลายๆชั่วโมงหากผู้ใช้เองมีธุระที่ไม่สามารถเฝ้าเครื่องพิมพ์และอาจจะต้องการที่จะดูว่างานที่ขึ้นรูปนั้นสำเร็จไปเท่าไหร่แล้วหรือบางครั้งต้องการที่จะสั่งพิมพ์งานจากนอกสถานที่และนั้นจึงเป็นที่มาของ Flash Cloud สำหรับแอพพลิเคชั่นนี้จะมีการใช้งานที่เข้าใจง่ายและสะดวกต่อตัวผู้ใช้งานแอพพลิเคชั่นนี้จะอยู่ในเครื่องพิมพ์ 3 มิติรุ่น

FlashForge Guider 2S

FlashForge Creator 3

Flash Cloud ทำอะไรได้บ้าง

– สามารถดูสถานะของเครื่องพิมพ์ 3มิติ ณ เวลาปัจจุบันและสามารถเพิ่มเครื่องได้เป็นจำนวนมาก

– อัพโหลดไฟล์ที่ต้องการพิมพ์เก็บไว้หรือแชร์ไฟล์และเลือกหมวดหมู่ของประเภทงานได้ เพื่อแบ่งปันให้ผู้คนที่สนใจได้สามารถนำไฟล์ของเราไปใช้ต่อ  (มีพื้นที่ว่างให้ 512Mb นะครับ)

– ตั้งค่าไฟล์ที่อัพโหลดและสั่งพิมพ์ขึ้นรูปได้จากเว๊บไซต์ Flash Cloud ได้เลย  (มีประโยชน์มากสำหรับการใช้งานนอกสถานที่ไม่จำเป็นต้องโหลดโปรแกรมมาเพื่อสั่งพิมพ์ขึ้นรูป)

– สามารถสั่งพิมพ์งานจากไฟล์ที่เก็บไว้ในบัญชี Flash Cloud ของผู้ใช้งานได้ทันทีหากเครื่องเปิดอยู่

– สามารถดูงานขณะที่เครื่องกำลังทำงานอยู่ได้โดยดูผ่านกล้องที่ติดอยู่ภายในเครื่อง ผ่านเว๊บไซต์ Flash Cloud

การใช้งาน Flash Cloud https://cloud.sz3dp.com/

  • Register เพื่อเข้าสู่ระบบของเว๊บไซต์ FlashCloud และจะเข้าสู่หน้าการสั่งการทำงาน

  • เมื่อเราเข้ามาหน้าโหมดของการ Add Printer แล้วให้ทำการเลือก 3D Printer ที่ต้องการใช้งานลงไปในบัญชีของเรา

 

  • เมื่อเข้าสู่การตั้งค่าเครื่อง 3D Printer ตั้งชื่อให้เครื่องพิม์และจะมีช่องให้เราใส่ Registration Code
  • ที่เครื่อง 3D Printer ของผู้ใช้จะมีรายละเอียดของเครื่องพิมพ์บอกและใส่รายละเอียดลงไปในช่อง Registration Code เพื่อยืนยัน

  • เมื่อทำการยืนยันตัวเครื่องพิมพ์เสร็จก็จะเข้าสู่โหมดของการทำงานสามารถเลือกใช้ได้จากเมนูด้านซ้ายมือ

  • ในส่วนของ My Model เราสามารถอัพโหลดไฟล์งานมาเป็นรายการเก็บไว้ได้เมื่อต้องการสั่งพิมพ์ก็เลือกไฟล์ที่อัพโหลดไว้สั่งพิมพ์ได้เลย

– นอกเหนือจากนี้ Flash Cloud ยังสามารถเลือกแชร์ไฟล์ที่ผู้ใช้ได้มีการอัพโหลดลงให้ผู้อื่นเห็นและ ให้ผู้ใช้อื่นโหลดไปพิมพ์ได้เช่นกันในที่นี้สามารถเลือกหมวดหมู่ของชิ้นงานที่ผู้ใช้อัพโหลดได้ว่าต้องการให้ชิ้นงานนี้อยู่ในหมวดหมู่ใด

– ถือเป็นจุดเด่นเพราะมีความสะดวกสบายในการขึ้นรูป เช่นหากต้องการแชร์ให้เพื่อนหรือผู้ใช้งานอื่นก็สามารถสั่งพิมพ์ได้เลยผ่านเว๊บไซต์นี้ไม่ต้องทำการดาวน์โหลดไฟล์มาให้เสียเวลา

– ไม่จำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์ในการสั่งงาน ผู้ใช้สามารถใช้สมาร์ทโฟน หรือ แท็บเล็ตได้ และสามารถสั่งพิมพ์ขึ้นรูปได้เลยเพียงแค่ใช้ไฟล์ที่ได้จากการแชร์มาในเว๊บไซต์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รีวิว+แกะกล่อง Formlabs Form3

รีวิว+แกะกล่อง Formlabs Form3

Formlabs Form2 เปิดตัวปี 2015 เป็นเครื่องพิมพ์ 3มิติ ระบบ SLA ที่ได้รางวัลมากมาย ประสบความสำเร็จอย่างมาก มีการพัฒนาเรซิ่นต่อเนื่องมาเรื่อยปัจจุบันมีมามากกว่า 20+ ชนิดที่ใช้ทั่วๆไป(เทา/ขาว/ดำ/ใส) เรซิ่นเชิงวิศวกรรม(High Temp/Rigid/Tough/Durable) เรซิ่นทางการแพทย์-ทันตกรรม(Detal Resin/Clear LT Resin/Surgical Guide Resin)เรซิ่นที่ผ่านการับรองจาก FDA USA ปลายปี 2019 มีการเปิดตัว Formlabs Form3 (Print Size 145*145*185mm) (เป็นรุ่นพัฒนาต่อจาก Form2 ขนาดใกล้เคียงตัวเดิมสูงขึ้นมา 10mm) และรุ่นใหญ่ Form 3L ทีมีขนาดพิมพ์ใหญ่ขึ้นมาเป็นเป็น 335*200*300mm

Formlabs Form3 มีการพัฒนาเพิ่มขึ้นมาหลายๆส่วน ที่สำคัญสุดคงจะเป็นการเปลี่ยนระบบเลเซอร์ตกกระทบเป็นแบบ Low Force Stereolithography (LFS) จากเดิมที่ใช้ระบบ SLA ที่มีตัวกัลวานอมิเตอร์วาดภายในแนว XY ทำให้แสงเลเซอร์ที่ยิงไปที่เรซิ่นตั้งฉากตลอดเวลา งานที่ได้จึงคมขึ้น คุณภาพดีขึ้น นอกจากนั้นมีการเปลี่ยนการออกแบบดูหน้าตาทันสมัยขึ้น มี Sensor ในการตรวจกับเหตุขัดข้องต่างๆได้ดีขึ้น เรามาลงรายละเอียดกันต่อไปในบทความนี้คับ

Form3 ด้านซ้ายมือพัฒนาต่อมาจาก Form2 ส่วน Form 3L ด้านขวามือเป็นตัวใหญ่พิมพ์ได้ใหญ่ 335*200*300mm

แกะกล่อง

เริ่มที่ขนาดกล่องก่อนเลย กล่องของ Form3 มีขนาดใหญ่กว่าเดิมค่อนข้างมาก แพคมาค่อนข้างดีแน่นหนามีโฟมหุ้มทุกด้าน ตัวเครื่องมีขนาดกว้างขึ้นกว่า Form2 ตัวเครื่องด้านนอกเปลี่ยนจากวัสดุอลูมิเนียมมาเป็นพลาสติกฉีดขึ้นรูป ในกล่องของ Form3 ประกอบต้วยตัวเครื่อง, คู่มือการใช้งานเบื้องต้น, สายไฟ, สาย connect ต่างๆ และ แผ่นปรับระดับตัวเครื่อง (ตัวเครื่องมีเครื่องวัดระดับน้ำ Build In มาให้อยู่แล้ว เอาแผ่นตัวนี้มาปรับ)

มีโฟมประกบส่วนบนและล่าง มีกระบะจับดึงขั้นมากจากกล่องได้
กล่อง Form3 ด้านขวา กล่อง Form2 ด้านซ้าย
จะเห็นว่าใหญ่กว่าชัดเจน

รูปร่างภายนอก

ตัวเครื่อง Form3 มีขนาดกว้างขี้นเล็กจากรุ่นก่อนหน้า ตัวเครื่องมีการออกแบบให้เอียงเงยหน้าขึ้น แปลกตาทันสมัย เอียงราบไปพร้อมกันระหว่างตัวเครื่องสีดำกับฝาปิดสีส้มใส ตัวเครื่องเปลี่ยนจากเดิมวัสดุอลูมิเนียม เป็นวัสดุพลาสติกฉีดขึ้นรูป หน้าจอใหญ่ขึ้น ละเอียดมากขึ้น Logo Formlabs ติดแสดงสถานะเครื่องพิมพ์ มีลำโพงเพิ่มขึ้นมาเป็นแจ้งเตือนสถานะเครื่อง เมื่อเปิดฝาสีส้มไปสุดฝาหลังจะไปสุดที่แนวระดับเดียวกับเครื่อง (Form2 เมื่อเปิดฝาเครื่องแล้วจะยื่นออกมาจากตัวเครื่อง) ทำให้สามารถวางชิดพนังได้เลย หรือ เหมาะกับตั้งเป็น Farm Printing (โรงงานพิมพ์ 3มิติ ที่ติดตั้งเครื่องจำนวนมาก)

เมื่อเปิดฝาเครื่อง สังเกตุว่า Form3 ระดับของฝาจะพอดีเป็นระดับเดียวกับด้านหลัง ในขณะที่ของ Form2 จะยื่นออกมาจากตัวเครื่อง
ด้านหลังของเครื่อง Form3 และ Form2
หน้าจอสัมผัส ไฟโลโก้แสดงสถานะ

ด้านบนของตัวเยื้องมาทางด้านหลังเป็นช่องใส่ ตลับเรซิ่น Resin Cartridge มีไฟติดแสดงสถานะการพิมพ์ ด้านบน (สามารถมองเห็นจากด้านหลังของตัวเครื่อง กรณีเครื่องอยู่ห่าง มองเห็นไฟสถานะดังกล่าวได้จากด้านหลัง)

ด้านบนของตัวเครื่อง มีช่องใส่ตลับเรซิ่น และไฟฟ้าแสดงสถานะ

ด้านหลังมีช่องเสียบสายไฟ (ใช้ไฟบ้านทั่วไป 220v), ช่องสาย LAN, ช่อง USB Port และช่องใสสาย Lock

  • Design ใหม่ ทรงเอียงขึ้น ตัวเครื่องสีดำเงา เวลาเปิดฝาจนสุด จะพอดีระนาบเดียวกับด้านหลังตัวเครื่อง
  • ตัวเครื่องกว้างขึ้น เพราะต้องใส่ LPU ข้างใน
  • วัสดุเปลี่ยนจาก ตัวเคลื่องอลูมิเนียม เป็นพลาสติกฉีดขึ้นรูป
  • มีลำโพงเสียงใส่เข้ามาบอกสถานะ
  • ด้านบนตัวเครื่องมีช่องใส่เรซิ่น กับไฟบอกสถานะด้านบน (มาสถานะเห็นจากด้านหลังของตัวเครื่อง)

การติดตั้งเครื่องคร้้งแรก

เมื่อติดตั้งเครื่องครั้งแรก จะมีเมนูแสดงไว้ในจอ LCD แสดงขั้นตอนการติดตั้งอย่างละเอียดให้ทำตามลำดับขั้นตอน

  • ถอดน็อตที่ล็อก LPU ออก (ตัวล็อคนี้ป้องกันไม่ใช้ LPU เครื่องที่ขณะขนส่ง
  • เชื่อมต่อ Wifi
  • ปรับระดับน้ำตัวเครื่อง เครื่องมีเครื่องวัดระดับน้ำ Digital มาให้อยู่แล้ว ให้ใช้จานปรับระดับที่แถมมาปรับระดับขาตั้งสี่ของเครื่อง
  • ใส่ถาดพิมพ์ Resin Tank
  • ใส่ฐานพิมพ์ Build Platform
  • ใส่ตลับเรซิ่น (ให้เขย่าก่อน) ใส่แล้วเปิดฝาตลับ

ระบบ Low Force Stereolithography (LFS) – Light Processing Unit(LPU)

Form3 มีระบบการฉายเลเซอร์ใหม่คือระบบดังกล่าวว่า Low Force Stereolithography เป็นการฉายเลเซอร์ให้ตั้งฉากกับถาดน้ำยาตลอดเวลาโดย การกวาดเลเซอร์ดังกล่าวจะทำที่แกนเดียว คือ แกน Yแทนที่จะกวาดทั้งสองแกนเหมือน Form2 โมดูลที่เคลื่อนที่อยู่บนแกน X นี่เองเรียกว่า Light Processing Unit (LPU) โดย LPU จะทำหน้าที่ฉายแสงและกวาดถาดพิมพ์ไปพร้อมๆกัน (ฟิล์มของถาดพิมพ์หย่อนและไม่ได้สัมผัสชิ้นงานตลอด เพื่อลดแรงสูญญากาศ)

เริ่มต้นในการฉายแสงที่เลเยอร์นั้นๆ โดยการที่ LPU เคลื่อนที่ในแนวแกน X (ซ้าย-ขวา) ด้วยมอเตอร์ ขณะเคลื่อนที่ไปนั้นจะ LPU จะยิงแสงเลเซอร์ขึ้นมาในแนวแกน Y (ด้านลึกของตัวเครื่อง) ด้วยกัลวานอมิเตอร์ การทำงานมอเตอร์และกัลวานอมิเตอร์นี่เองทำให้เกิดการถาดในแนว X-Y และยังทำให้ชิ้นงานตั้งฉากตลอดเวลา — ขอดีของแสงที่ตั้งฉากนั้นจะเป็นการควบคุมแสงที่มีคุณภาพมากกว่าแบบเก่า โดยเฉพาะส่วนขอบของการกวาดเลเซอร์ กัลวานอมิเตอร์แบบ X-Y นั้นแสงที่กึ่งกลางของพื้นที่พิมพ์จะตั้งฉาก แต่ยิ่งจากจากกึ่งกลางเท่าไรแสงจะยิ่งทแยงเท่านั้น เมื่อแสงทแยงคุณภาพจะลดลง ไม่คม จากการหักเหของแสง

Note : Form2 เป็น galvanometer XY จะมีจุดเลเซอร์อยู่ที่ 140um ส่วน Form3 เป็น galvanometer Y อย่างเดียวจึงมีจุดเลเซอร์อยู่ที่ 85um ซึ่งเล็กกว่าละเอียดกว่า

หน้าที่อีกอย่างของ LPU คือการดันฟิลม์ให้ตึง ณ จุดที่พิมพ์ เมื่อผ่านจุดที่พิมพ์ ฟิลม์ที่จุดนั้นหย่อนลง ลดแรงดึงสูญญากาศ Vacuum Force

แสดงให้เห็นการทำงาน LPU เคลื่อนที่แกน X ระหว่างเคลื่อนที่จะกวาดแสงเลเซอร์ในแกน Y ฟิล์มจะหย่อนและไม่ได้สัมผัสชิ้นงานตลอด ทำให้ลดแรงดึงสูญญากาศ
จะเห็นว่าแสงเลเซอร์ตกกระทบกับกระจกโค้ง(ทรงพาลาโบลา) แสงที่ยิ่งไปยังถาด จะตั้งฉากตลอดเวลา

 

ถาดน้ำยา Form3 Resin Tank

Form3 Resin Tank มีการออกแบบใหม่ หากแกะกล่องออกมาจะประกอบด้วย 3 ส่วน

  • กล่องพลาสติกที่ไว้เก็บถาดที่ใช้แล้ว เก็บได้มิดชิด
  • ตัวถาด ก้นถาดมีลักษณะเป็น ฟิล์ม
  • Mixer ก้านสีดำพร้อมแถบแม่เหล็ก ทำหน้าที่กวาดชิ้นงาน

การใช้ร่วมกันกับ Form2

Form3 สามารถใช้ ฐานพิมพ์ (Build Platform) และ Resin Cartridge ตัวเดียวกับ Form2 ได้โดยมีรายละเอียดดังนี้ >>List ของเครื่องเรซิ่นที่ใช้ได้<<  นอกจากนี้ Form3 ยังสามารถใช้งานร่วมกับ Form Wash, Form Cure, Finish Kit แบบเดียวกับ Form2 ได้

สุดท้าย Software Preform ทำงานเหมือนเดิม ที่ต่างไปคือ ระยะเวลาในการพิมพ์เร็วขึ้น รองรับ Support ขนาดเล็กลง

ทดลองพิมพ์ – เราทดลองพิมพ์ 2 ไฟล์

เราใช้ไฟล์ทดสอบเครื่องพิมพ์ โดยมีเสา 4 เสา และ ส่วนทดสอบรายละเอียดตรงกลาง ไฟล์ดังกล่าวเป็นการทดสอบความละเอียดในการพิมพ์ (ส่วนตรงกลาง) และความคาดเคลื่อนของการยิงแสง (เสาทั้งสี่) เสาทั้ง 4 นั้นจะประกอบด้วยเสาซ้อนๆกัน โดยระบุเป็นตัวเลข เลข1-5 มีการย้ำเลเซอร์จากน้อยไปมาก

Note : ธรรมดาไฟล์พิมพ์งานทั่วไปไม่ได้มีการย้ำหรือซ้อนชิ้นงานกันขนาดนี้ ไฟล์เทสนี้เป็นต้องให้เครื่องทำงานเกินความสามารถปกติของมัน

ไฟล์ Test ชิ้นงาน ตรงกลางดูรายละเอียด Detail การขึ้นรูป เสาทั้ง 4 ไว้ดูความคลาดเคลื่อน
เสา 1 ต้นประกอบด้วย ทรงสี๋เหลี่ยมย่อยหลายๆก้อน ยิ่งส่วนที่เป็นเล็ก 5 จะมีก้อนสี่เหลี่ยมซ้อนกันถึง 9 ชั้น
ดูความละเอียดที่เครื่องทำได้ เสาเล็กสุดมีความเล็กขนาดเส้นผม

เมื่อลองพิมพ์ดุเราเชค ความใสของชิ้นงานที่พิมพ์ออกมา และ Detail ที่ได้ ปรากฏว่า Form3 ทำได้ดี Detail ครบโดยชิ้นงานยังมีความใสในระดับที่น่าพอใจ โปรดดูรูปประกอบ

เก็บได้ละเอียดได้ครบถ้วน เหลี่ยมเป็นเหลี่ยม ทรงกลมเป็นทรงกลม
พิมพ์ออกมาได้ใส Shape เป็นเหลี่ยมตรง รอยเลเยอร์น้อยกว่า
ทดสอบความเป็นเหลี่ยม และความใส

ไฟล์ที่สองเป็นการพิมพ์เต็มขนาดที่เครื่องพิมพ์ Formlabs Form3 ทำได้คือขนาด 145*145*185mm โดยเราตั้งความละเอียดในการพิมพ์ต่อชั้นหยาบที่สุดคือ 100Micron มาดู Video การทำงานแบบ Timelapse กับครับด้าน เราใช้ไฟล์นี้เครื่องทดสอบความเร็วในการพิมพ์ โดยค่า Estimate โดย Software บอกว่าชิ้นนี้เราต้องใช้เวลาในการพิมพ์ 25ชม. แต่เอาเข้าจริงตอนกดสั่งพิมพ์เป็น 21ชม. หากเทียบกับแล้ว เราพิมพ์ไฟล์นีักับ Form2 ใช้เวลาในการพิมพ์ 28ชม. สรุปจากการทดสอบเบื้องต้น Form3 พิมพ์ไฟล์นี้ได้ใหญ่กว่า และเร็วกว่าประมาณ 30% เนื่องจากไม่ต้องมีขั้นตอนกวาดเรซิ่นทุกๆชั้นเหมือนกับ Form2

นอกจากนี้มีการทดสอบอีกมาก เช่นการทดสอบพิมพ์ชิ้นงานและซัพพอท เนื่องจากเลเซอร์ตกกระทบตั้งฉากเป็นมีขนาดเล็ก Support จึงมีขนาดเล็กตาม แกะง่าย แต่งชิ้นงานตอนสุดท้ายง่าย

สรุป

จากการได้ทดลองใช้เครื่องทางทีมงานสรุปว่า Formlabs Form3 เป็นเครื่องพิมพ์ที่น่าใช้มาก เครื่องสวย, ออกแบบมาให้ใช้ง่าย คิดมาให้ End User เยอะ (ธรรมดาเครื่องพิมพ์ระบบเรซิ่นจะใช้งานค่อนข้างยากและเลอะเทอะ) สรุปเป็นข้อๆได้ดังนี้

ข้อเด่น

  • ออกแบบมาดี ใช้ง่าย คิดเผื่อคนใช้เยอะ
  • ระบบ Low Force Stereolithography ทำให้พิมพ์ชิ้นงานได้ ละเอียดขึ้น ใสขึ้น
  • Support มีขนาดเล็กลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้แกะชิ้นงานได้ง่าย
  • มีเรซิ่นให้เลือกใช้เยอะ ทั้งแบบการแพทย์ / วิศวกรรม / Jewelry
  • ใช้งานร่วมกับ Form Wash และ Form Cure ได้

จุดด้อย

  • วัสดุตัวเครื่องเป็นพลาสติกฉีดขึ้นรูป (Form1, Form2 ตัว Body เป็นอลูมิเนียม)
  • เครื่องใหญ่ ไปหน่อยคับ

ข้อมูลเพิ่มเติม

>> สั่งซื้อ Formlabs Form 3 ที่นี่ <<

การสัมมนาเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ วันศุกร์ที่ 6 กันยายน 2562

การสัมมนาเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ วันศุกร์ที่ 6 กันยายน 2562

การสัมมนาเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ วันศุกร์ที่ 6 กันยายน 2562

        เตรียมพบกับงานสัมนาเกี่ยวกับเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ ที่จัดขึ้นโดยสาขาวิชาวิทยาศาตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ในวันศุกร์ที่ 6 กันยายน 2562 ณ ศูนย์ฝึกอบรมเทคโนโลยีการพิมพ์แห่งชาติ มสธ. เทโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ พัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองการผลิตต้นแบบผลิตภัณฑ์ได้เหมือนจริงในระยะเวลารวดเร็ว มีการพัฒนาด้านเทคโนโลยีเครื่องพิมพ์ และด้านวัสดุให้ใช้งานได้หลากหลาย ง่าย รวดเร็ว ประหยัด นิยมใช้ในการพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นรูปทรง 3 มิติ ซึ่งทาง Print3DD ของเราก็ได้เข้าร่วมงานสัมนานี้ด้วย ได้นำเครื่องพิมพ์ 3 มิติ Flashforge Creator Pro(FDM), Form2(SLA) และเรื่องสแกนเนอร์ 3 มิติ Einscan Pro 2x ที่สามารถใช้มือจับเครื่องสแกนแล้วทำงานได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น

*** เปิดให้ลงทะเบียนโดยรับจำนวนจำกัด สมัครโดยการสแกน QR Code ด้านล่างเลยนะครับ ***

 

 

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : http://scitech.stou.ac.th/page/Showdata.aspx?PageId=54420&Datatype=2

คูปองแนวๆ เป็นรูปขนมปัง โดยใช้ 3D Scanner และ 3D Printer

คูปองแนวๆ เป็นรูปขนมปัง โดยใช้ 3D Scanner และ 3D Printer

เจ้าของร้านเบเกอรี่ใช้เครื่องสแกนสามมิติ Einscan SE เพื่อเปลี่ยนจากการใช้คูปองกระดาษธรรมดา เป็นคูปองสามมิติรูปขนมทองคำ

 นิโคล เป็นเจ้าของร้านเบเกอรี่ในมณฑลซูโจว เธอจบการศึกษาด้านการออกแบบอุตสาหกรรม เธอมีไอเดียที่จะทำคูปองให้กับลูกค้าพิเศษ โดยใช้เครื่องพิมพ์สามมิติที่เธอซื้อไว้ตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษา เพื่อให้คูปองของเธอดูเหมือนขนมปังจริงๆ แม้จะมีเครื่องพิมพ์ 3D อยู่แล้วแต่การที่จะเขียนโมเดลให้เหมือนจริงก็อาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย แล้วเพื่อนของเธอก็แนะนำให้เธอรู้จัก Einscan SE 3D scanner มาใช้ทำความตั้งใจให้สำเร็จ

ขั้นตอนการทำงาน

  1. จัดการสแกนขนม Croissant, brazen, scones, และอื่นๆ ด้วย Einscan SE เนื่องจากขนมมีขนาดเล็กเธอจึงใช้การสแกนในโหมด Auto โดยตั้งไว้บนแท่นหมุน

ในขณะที่ขนมปัง Baguette มีลักษณะที่ยาว และมีขนาดใหญ่ เธอจึงทำการสแกนด้วยโหมด Free Scan ซึ่งช่วยให้สแกนงานชิ้นใหญ่ได้

  1. หลังจากที่บันทึกข้อมูล 3D แบบความละเอียดสูงแล้ว นิโคลใช้โปรแกรมออกแบบ(3D modelling) เขียนราคาที่แตกต่างกันตามรูปแบบของขนมปัง

  1. จากนั้นใช้เครื่องพิมพ์สามมิติพิมพ์ออกมา และตกแต่งด้วยสีทอง

เพียงสามขั้นตอนง่ายๆ ก็สามารถทำโครงการให้สำเร็จได้แล้ว

นิโคลยังกล่าวเสริมอีกว่า “มันยากมากที่จะหาโมเดลสามมิติที่มีรูปร่างเหมือนกับขนมปังที่ฉันทำขาย และถ้าจะเขียนแบบขึ้นมาก็คงต้องใช้เวลานานแน่ๆ เลย ต้องของคุณ Einscan SE ที่ช่วยให้ฉันทำคูปองขนมปังแบบพิเศษนี้ได้สำเร็จ” นอกจากนี้นิโคลยังแนะนำเพื่อนๆ ให้ใช้ Einscan SE อีกด้วย เพราะมันเล็ก และใช้งานง่าย 

เรายังรูสึกดีใจที่ทราบว่าคูปองแสนพิเศษของนิโคลเป็นที่ถูกใจลูกค้าอย่างมาก และกลายเป็นของสะสมไปในที่สุด 

สร้างหัวฝักบัวรดน้ำ เพื่อยืดเวลาให้รดน้ำได้นานขึ้นด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ

สร้างหัวฝักบัวรดน้ำ เพื่อยืดเวลาให้รดน้ำได้นานขึ้นด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ

 

วันนี้เรามาออกแบบหัวฝักบัวรดน้ำต้นไม้กันครับเนื่องจากหัวเดิมได้หายไป วันนี้เราจะมาออกแบบหัวฝักบัวให้น้ำไหลได้น้อยและสามารถรดน้ำต้นไม้ ได้นานขึ้นกว่าเดิมกัน ดูจากรูปภาพเป็นการออกแบบง่ายๆ ไม่ยากแต่ออกแบบแล้วต้องไปเข้ากระบวนการผลิตแบบไหนถ้าจะให้ไปฉีดขึ้นรูปก็คงจะใช้ทุนสูงมาก หันมาใช้ประโยชน์จากเครื่องพิมพ์ 3 มิติกันครับ งานที่ได้ก็สามารถนำไปใช้จริงได้เลยเพียงแค่เรามีไอเดียและความคิดสร้างสรรค์ ก็สามารถประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆ หรือ ซ่อมแซมของเก่าที่มีอยู่ให้สมบูรณ์ดังเดิมก็เป็นเรื่องง่าย เพียงแค่เรามีเครื่องพิมพ์ 3 มิติครับ 

วันนี้เรามาพิมพ์ขึ้นรูป 3 มิติหัวฝักบัวรดน้ำกัน ออกแบบ 3D โดยโปรแกรม Solid Edge ST10 Classic และใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติรุ่น FlashForge Creator Pro ในการขึ้นรูปครับ

เรามาเริ่มออกแบบกันได้เลยครับ ^^

โดยโปรแกรมที่เราใช้ Solid Edge ST10 Classic มีความสามารถในการออกแบบ 3D ได้รวดเร็วและสะดวกและไม่มีความสลับซับซ้อนเนื่องจากมีโหมด Synchronous ทำให้รวดเร็วในการออกแบบยิ่งขึ้น

การออกแบบหัวฝักบัวรดน้ำให้มีประสิทธิภาพนั้นจำเป็นต้องมีระยะห่างให้น้ำได้ไหลผ่านที่เหมาะสมน้ำที่ไหลออกมาจะไหลออกมาเป็นเส้น และขนาดรูที่เหมาะสมนั้นจะทำให้การรดน้ำของเราสามารถรดน้ำต้นไม้ได้นานยิ่งขึ้น เมื่อออกแบบสำเร็จแล้วขั้นตอนต่อไปก็ Save Files เป็น .STL แล้วไปทำการแปลงไฟล์ก่อนเริ่มพิมพ์ได้เลยครับ

ชิ้นงานนี้ใช้ PLA เป็นวัสดุในการขึ้นรูปและอย่างที่เห็นครับงานลักษณะแบบนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ Support มาค้ำในส่วนต่างๆ เนื่องจากเครื่องพิมพ์สามารถขึ้นรูปได้ เมื่อตั้งค่าเสร็จแล้วก็พร้อมพิมพ์ขึ้นรูปแล้วครับ