fbpx

ขอบคุณ บริษัท อินคิวบ์ จำกัด ผู้จำหน่ายแว่นตากรองแสง Ophtus กับเครื่อง FOTO 8.9

ขอบคุณ บริษัท อินคิวบ์ จำกัด ผู้จำหน่ายแว่นตากรองแสง Ophtus กับเครื่อง FOTO 8.9

เป็นที่หน้าภูมิใจมากๆครับ ที่ได้รับรู้ว่า 3D Printer ได้เป็นส่วนหนึ่งในการผลิตสินค้าดีๆ
ขอขอบคุณ Ophtus ที่ให้ความกรุณาพวกเรา สั่งสินค้าจากพวกเรา
ทางทีมงานได้ทำการจัดส่งพร้อมกับการติดตั้งและสอนการใช้งาน

FOTO 8.9 ทำการแกะกล่อง ห่อซีนแพ๊คอย่างดี เครื่องใหม่แกะกล่องมีของสต๊อกพร้อมขายตลอดเวลา

หลังจากการติดตั้งและสอนการใช้งานเบื้องต้นเสร็จแล้ว ได้ให้ทางลูกค้าลองพิมพ์ชิ้นงานด้วยตัวเอง

และทดสอบการใช้งาน ด้วยตัวเอง จะได้นำไปพัฒนาต่อยอดต่อกับผลิตภัณฑ์ของ Ophtus

ส่งมอบ FOTO 8.9
ทดสอบการพิมพ์ และสอนการใช้งาน
ผู้รับผิดชอบโปรเจตและตรวจสอบการใช้งานของเครื่อง ขอบคุณครับ

สายรัดนาฬิกาใหม่ใช้ได้จริงด้วย 3D Printer

สายรัดนาฬิกาใหม่ใช้ได้จริงด้วย 3D Printer

FMD 3D Printer เป็นเครื่องพิมพ์สามมิติประเภทที่ราคาถูกที่สุดในทุกชนิดและความสามารถของมันแทบจะครอบจักรวาลแล้วเพราะด้วยตัววัสดุที่หาง่ายและมีความหลากหลายมากที่สุดอีกทั้งยังสามารถใช้จริงได้อีกด้วย(ขึ้นอยู่กับวัสดุที่ผู้ใช้เลือกด้วยนะ)

ครั้งนี้เราได้ลองทำสายนาฬิกาข้อมือใช้กับของแบรนด์Casio เพื่อที่จะทดแทนของเก่าที่ชำรุดจนดูไม่ได้แล้ว ในเมื่อเรามีเครื่องพิมพ์อยู่แล้วก็ใช้เครื่องเรานี่แหละทำของมาใช้เอาซะเลย

ของเก่าที่หมดสภาพพร้อมขาดได้ทุกเมื่อ

อุปกรณ์ที่เราจะใช้วันนี้ประกอบด้วย FDM 3D printer ระบบ Direct drive (เราเลือกFlashforge Finder น้องเล็กสุดเพราะงานไม่ใหญ่มาก) กับเส้นพลาสติกประเภทFlexible โดยใช้ esun eFlex

พิมพ์เรียบร้อยใช้เวลาไม่ถึง2ชั่วโมง
แกะหมุดออกจากของเก่ามาแล้วใส่ของใหม่เข้าไปแทน

Q:สายที่ทำจากครื่องพิมพ์จะใช้ได้จริงหรอ จะทนทานพอมั้ย?
A:เส้นFlexibleที่นำมาใช้นั้นมีความแข็งอยู่ที่ 87A ของ Shore hardness ซึ่งมีความแข็งเทียบเท่ากับส้นของรองเท้าอย่างดีคู่นึงเลยทีเดียว อีกทั้งยังมีความยืดหยุ่นทนทานต่อการบิดงอแน่นอน เผลอๆอาจดีกว่าของเก่าด้วยนะ

**เหนียวแค่ไหนให้ภาพมันเล่าเรื่องเอาดีกว่า

งานPrototypeที่ใช้วัสดุประเภทยางมาทำนั้นสามารถพิมพ์ได้ไม่ยากและทดสอบได้จริง ใช้งานได้จริง

FDM ระบบ Direct Drive ที่ใช้ได้กับงานที่หลากหลาย

Foto 13.3 กับModel Mandalorian ทั้งหมด 13ชิ้น พร้อมเทคนิคในการขึ้นโมเดลแบบเร่งด่วน

Foto 13.3 กับModel Mandalorian ทั้งหมด 13ชิ้น พร้อมเทคนิคในการขึ้นโมเดลแบบเร่งด่วน

นักโหลดโมเดลเป็นที่รู้กันว่า การเจอโมเดล ที่มีหลายๆชิ้น นั้นจะยากและลำบากมากๆเมื่อมีการต่อ
วันนี้มีเทคเนคเกี่ยวกับการต่อโมเดล และการขึ้นโมเดลแบบเจ๋งๆมาแชร์กัน โดยเริ่มตั้งแต่ทริคเล็กๆน้อยๆ

เนื้อหาทั้งหมดของบทความนี้จะแบ่งเป็น

    1. การเตรียมไฟล์
    2. การพิมพ์ชิ้นงาน
    3. ล้างชิ้นงาน
    4. อบชิ้นงาน
    5. ประกอบโมเดล
    6. พ่นสี
    7. สรุปและแนะนำ
    ไฟล์ส่วนนึง ที่จะนำมาพิมพ์พร้อมกันในครั้งเดียว

    การเตรียมไฟล์
    เริ่มต้นด้วยการใช้โปรแกรม Chutibox หากใครยังไม่ทราบว่า Chutibox คืออะไร ใช้งานยังไง สามารถเข้าดูได้ที่ลิ้งค์นี้
    การวางไฟล์ เป็นขั้นตอนที่สำคัญอย่างมากเนื่องจากเป็นการบ่งบอกได้เลยว่า งานที่ออกมานั้นจะสวยหรือไม่ ขึ้นอยู่กับขั้นตอนนี้เช่นกัน
    เมคนิคการวางไฟล์หรือเตรียมไฟล์จะมีสอนในส่วนของลิ้งด้านบนที่บทความ Chutibox

    เทคนิคที่ 1 Rotate – Orientation หมุนชิ้นงาน 

    • ให้ส่วนรายละเอียดสำคัญอยู่บนสุด (อยู่ล่างก็ได้แต่ต้องเลี่ยง Support)
    Rotate เพื่อให้ส่วนที่สำคัญ ไม่โดนซัพพอร์ท

    เทคนิคที่ 2 Hollow ทำให้ชิ้นงานกลวง

    • ทำให้กลวง ประหยัดเรซิ่น 80-90%
    • ทำให้กลวง ลดปัญหาชิ้นงานหลุด และยืดอายุการใช้งานฟิลม์ที่ก้นถาด

    เทคนิคที่ 3 Dig hole เจาะรู

    • ป้องกันภาวะ CUP (ถ้วยปิด) ศัพท์ทางเทคนิคของ 3D Printing เมื่อมีแล้วโมเดลเราเหมือนถ้วยคว่ำอยู่ทำให้เกิดแรงดันสูงทั้งตอนจุ่มลงเรซิ่น และดึงชิ้นงานขึ้นมา (นึกภาพเรา คว่ำแก้วน้ำและพยายามกดลง  จะต้องใช้แรงฝืนอย่างมาก) การเจาะรูจะลดเป็นภาวะ CUP มีทางให้อากาศออก
    • เจาะรูช่วยให้สามารถล้างชิ้นงานได้สะอาด เรซิ่นมีทางออก
    ใส่ซัพพอร์ท (หลังจากใส่กดออโต้แล้วต้องเพิ่มซัพพอร์ทเข้าไปประมาณ10-15%)

    หลังจากได้ไฟล์มาแล้ว สามารถนำไปพิมพ์ที่เครื่องได้เลย
    เครื่อง FOTO 13.3 เป็นเครื่อง 3D Printer ระบบ MSLA LCD Mono 4K ที่สามารถสั่งพิมพ์ผ่าน USB,Lan,Wifi ได้
    วัสดุที่ใช้ในการพิมพ์คือ Washable Resin Grey เรซิ่นที่สามารถล้างได้ด้วยน้ำเปล่า และซัพพอร์ทก็ยังแกะง่าย
    (ทริคเล็กๆก่อนทำการพิมพ์ ให้นำเรซิ่นมาปาดที่ ฐาน Build Platform ก่อนการพิมพ์ จะช่วยให้งานติดง่ายขึ้น)

    ใช้ระยะเวลาการพิมพ์ทั้งหมด 15 ชั่วโมง ด้วยการแบ่งเป็น 3 Part
    ส่วนประกอบของตัวโมเดล
    ฐานที่วางโมเดล

    *ทริคพิเศษ*
    การล้างโมเดล
    หลังจากพิมพ์เสร็จแล้ว ให้ล้างด้วยน้ำเปล่า เนื่องจากเป็น Washble Resin จึงไม่จำเป็นต้องใช้ IPA ในการล้างชิ้นงาน
    ไม่เหม็น แถมใช้ง่าย คุณภาพงานระดับ High Detail และซัพพอร์ทก็แกะง่าย (แนะนำให้แกะตอนที่ล้างน้ำ)

    ขณะที่ล้างชิ้นงาน ให้ทำการแกะซัพพอร์ทไปด้วย
    ชิ้นใหญ่ ดีเทลเยอะ ไม่ต้องกลัวเลย ซัพพอร์ทแกะง่ายสุดๆ

    การอบชิ้นงาน
    หลังจากทำการล้างชิ้นงานและแกะซัพพอร์ทจนเสร็จแล้ว ให้ทำการนำชิ้นงานเป่าลมให้แห้งก่อน
    เพื่อทำการนำเข้าเครื่องอบ UV FC3 เพราะหลังจากการพิมพ์เสร็จแล้วต้องยอมรับเลยว่า เรซิ่น ยังไม่แข็งเต็มที่ พื้นผิวที่สัมผัสยังเป็นคล้างดินน้ำมันอยู่
    และในขณะที่ทำการพิมพ์นั้น ต้องบอกเลยว่า เป็นช่วงฟ้าฝนเป็นใจอย่างมาก แดด ไม่มีแม้แต่นิดเดียว ฝนล้วนๆ
    ทำให้การตากเรซิ่นกับแดด ต้องบอกเลยว่า เป็นไปไม่ได้เลย

    ใส่เข้าไปหลายๆชื้น และอบทีเดียวได้เลย

    เทคนิคการเชื่อมโมเดลเข้าหากัน
    ขั้นตอนต่อไปจะเป็นการยากที่สุดแล้ว เนื่องจากเป็นขั้นตอนการต่อโมเดล บอกได้เลยว่า ใช้สมาธิ และความนิ่งแบบสุดๆ
    สิ่งที่ต้องเตรียม
    1 ไฟฉายยูวี
    2 หลอดไซริ้งค์ ฉีดยา
    3 Washable Resin ที่เหลือ

    ใช้ ไซริ้งค์ เพื่อฉีดเรซิ่น

    *ทริคพิเศษ*
    หากชั้นระหว่างการเชื่อมโมเดลห่างกันมาก ให้เราเชื่อมแบบปกติเข้าไปก่อน จากนั้นให้ฉีดเข้าไปทีละนิดๆ พร้อมทั้งการฉายไฟฉาย UV เข้าไปด้วย
    เรซิ่น จะทำหน้าที่เหมือนปูน ที่จะค่อยๆกลบ ทีละชั้นๆ ทำให้ช่องว่างนั้นเติมเต็มได้ง่ายขึ้น
    (ต้องมือเบาๆมากๆในการฉีดเรซิ่น เนื่องจากมีการฉายแสงระหว่างฉีด จะทำให้เรซิ่นแข็งตัวอยู่ที่ปลายหลอด และฉีดยากขึ้น)

    ใช้ไฟฉาย UV ช่วยเชื่อมเรซิ่น

    การพ่นสี
    หลังจากการต่อโมเดลเสร็จแล้ว ให้นำโมเดล ไปล้างน้ำเปล่าอีกครั้ง เพื่อทำความสะอาดเรซิ่นที่เราเพิ่งเติมลงไป
    และทำการเป่าชิ้นงานให้แห้ง และอบหรือตากแดดอีกครั้ง ก่อนนำไป พ่นสี เพื่อให้ดูเป็นชิ้นเดียวกันมากขึ้น


    สรุปและแนะนำ
    เครื่อง FOTO 13.3 เป็นเครื่องพิมพ์ MSLA ที่ใช้ง่าย พิมพ์ได้ใหญ่ งานออกมาสวย และสมบูรณ์มากๆ พิมพ์หลายๆชิ้นในครั้งเดียว ผลคือรอดทุกชิ้น
    และการต่อโมเดล ต้องบอกเลยว่า จำเป็นอย่างมากในการใช้ Washable Resin เพราะ Washble Resin ถึงเราจะต่อผิดพลาดไปแล้ว เราสามารถรีบนำโมเดลนั้นไปล้างน้ำ
    หรือแก้ไขได้เลย เช่นการใช้เกรียงแซะหรืออาจจะเป็นอะไรมาขูดออกได้ ซึ่งการใช้เรซิ่นทั่วไปมาใช้ต่อโมเดล การทำความสะอาด การล้างจะยากกว่า สังเกตุแบบง่ายๆ ว่าทุกขั้นตอนการล้าง
    จะใช้เพียงน้ำเปล่า และตัวเรซิ่นเองก็สามารถใช้มือเปล่าจับได้เลยไม่เป็นอันตาราย และที่สำคัญ ไม่เหม็นแอลกอฮอล์ด้วย ต้องยอมรับเลย Model 13ชิ้นนี้ กินแรงไปอย่างมากเช่นกัน
    เพราะต้องใช้ความอดทน และใช้สมาธิที่สูงมาก ถ้าหากไม่อิน หรือไม่รักจริงๆอาจจะ ทำได้ไม่ดีสักเท่าไหร่ หากเจอคนที่ทำอาชีพทำเกี่ยวกับการปั้นโมเดล หรือรับพิมพ์โมเดล
    ต้องบอกเลย อย่าต่อราคา ค่าจ้างของพวกเขาเลยครับ


     

ลูกค้า : โรงเรียนปราจิณราษฏรอำรุง กับเครื่อง Creator Pro2 สองหัวฉีดอิสระ

ลูกค้า : โรงเรียนปราจิณราษฏรอำรุง กับเครื่อง Creator Pro2 สองหัวฉีดอิสระ

วันนี้ทางทีมงานได้ทำการส่งมอบเครื่องพิมพ์3มิติ ให้กับทางโรงเรียนปราจิณราษฏรอำรุง

ที่ให้การสนับสนุนพวกเรา Print3DD และได้ทำการจัดส่งให้ถึงที่

เข้ามาถึงที่โรงเรียนต้องยอมรับเลยว่า โรงเรียนน่าเรียนมาก โรงเรียนสะอาด น้องๆที่โรงเรียน น่ารักทุกคนเลย

บรรยากาศภายในโรงเรียนทั้งสวยและน่าวิ่งเล่นมากๆเลยครับ

ได้ทำการติดตั้งและส่งมอบเครื่อง พร้อมกับเทรนนิ่งทั้งคุณครูและน้องๆนักเรียน

น้องๆบอกเลยว่า สนุกกันใหญ่เลย และได้ทดลองพิมพ์เครื่องพิมพ์3มิติด้วยตัวเองด้วย

หลังจากเอาเครื่องมาตั้งน้องๆก็นั่งรออย่างใจจดใจจ่อ

อาจจะเห็นเหมือนน้องกำลังเล่นโทรศัพท์แต่จริงๆแล้วลึกล้ำกว่านั้นมากๆ เพราะสิ่งที่น้องๆทำคือ กำลังหาโมเดลที่จะทดสอบเครื่องกันอยู่

และเรียนรู้วิธีการใช้งานของเครื่องด้วยตัวเองอีกด้วย

หลังจากหาโมเดลกันเรียบร้อย ทางทีมงานก็ได้เริ่มการเทรนนิ่งทันที


ทำภาพ2D ให้กลายเป็นโมเดล3D สามารถทำเป็นของชำร่วย หรือของขวัญในวันพิเศษได้

ทำภาพ2D ให้กลายเป็นโมเดล3D สามารถทำเป็นของชำร่วย หรือของขวัญในวันพิเศษได้

ภาพ2D ที่มีแสงและเงา ถ้าเอามาทำเป็น3D ที่เป็นแบบโมเดล จะเป็นอย่างไร
ขั้นตอนการทำจะยากหรือง่าย มาลองดูกัน!!!

แอดมินได้ไปพบกับเว็ปไซต์นึง เป็นเว็ปไซต์ที่สามารถนำรูปจาก 2D หรือภาพทั่วไป นำไปทำเป็นโมเดล3D ด้วยรูปทรงต่างๆ
โดยเป็นแบบสำเร็จ เว็ปไซต์นี้มีชื่อว่า www.3dp.rocks/lithophane ซึ่งเว็ปไซต์นี้เหมาะมากกับการทำของขวัญน่ารักๆ ให้กับคนที่รัก หรือกับเพื่อนที่ต้องการ
โดยเพียงแค่นำรูปนั้นใส่เข้าไป ง่ายไหมละ สำหรับการทำภาพ2D ให้เป็นโมเดล3D

หน้าต่างของเว็ปไซต์ที่สามารถทำออนไลน์ได้เลย ไม่ต้องดาวน์โหลด

ส่วนขั้นตอนการทำงานก็แสนง่าย เพียงแค่อัพโหลดรูปที่ต้องการลงไป และจากนั้นก็เลือกShape ที่ต้องกันและDownLoad หรือหากจะดูพรีวิวแล้วไม่ขึ้นให้กดที่ Refresh

โดยตัวเว็ปไซต์เองก็ได้นำ Shape มาให้ใช้ฟรีๆ ถึง8 shape
1 แบบ Flat หรือแบบ แบนซึ่งคล้ายเป็น2D แต่มีส่วนเว้า ส่วนนูน ทำให้เห็นภาพที่ใช้ได้อย่างชัดเจน
2 แบบ Inner Curve หรือแบบโค้งที่ด้านใน
3 แบบ Outer Curve หรือแบบโค้งที่นอก
4 แบบ Solid Cylinder หรือแบบ ทรงกระบอก สูง
5 แบบ Rectangular Pillow หรือแบบ นูนทรงสี่เหลี่ยม ลักษณะคล้ายหมอนหนุน
6 แบบ Dome – on top หรือแบบ โดม รูปภาพที่เราอัพโหลดลงไปจะอยู่ที่ด้านบน ของโดม
7 แบบ Dome – on Side หรือแบบโดม เช่นเดียวกัน แต่รูปภาพที่เราอัพโหลดลงไปจะอยู่ที่ด้านข้างแทน
8 แบบ Heart หรือแบบหัวใจ จะเป็นคล้ายๆทรงกระบอก แต่จะเป็นทรงหัวใจสูง

หลังจากเสร็จแล้วให้กดที่ Download

หลังจากนั้นเราจะได้ไฟล์ .STL ออกมานำไฟล์ STL นั้นไปใส่ในโปรแกรมที่เราใช้สำหรับ 3D Printer ได้เลย

ซึ่งหากใช้เครื่องที่เป็นของ Flashforge อยู่แล้ว จะมีโปรแกรมที่ใช้พิมพ์3มิติคือ Flashprint ซึ่งการนำรูป2D มาเป็น3D ทางโปรแกรมนี้ก็มีมานานแล้วเช่นกัน
โดยมีเครื่องมือของ Shape ให้เลือกเพียง 6 Shape
1 แบบ Plane หรือแบบแผ่น
2 แบบ Sphere หรือแบบ กลม
3 แบบ Tube หรือแบบ ทรงกระบอกกรวง
4 แบบ Canister หรือแบบ ทรงกระบอกแบบแก้วน้ำ
5 แบบ Lamp หรือแบบแก้วน้ำ
6 แบบ Seal หรือแบบ อิฐสี่เหลี่ยมพืนผ้า

นำไฟล์ทั้ง2ชิ้นมาประกบกันให้เป็นชิ้นเดียว

การพิมพ์ครั้งนี้ ได้ใช้เครื่องทั้งหมด 2 เครื่อง
1 Flashforge Finder 3D Printer
2 Flashforge Guider2/Guider2s 3D Printer
โดยใช้เส้น 3DD PLA Pro 1.75mm Filament ซึ่งเส้นเป็นแบรนด์ของทางร้าน เส้นนี้ ขึ้นรูปง่าย ชิ้นงานสวย ไร้ฟองอากาศ


หลังจากพิมพ์เสร็จแล้ว สำหรับลูกค้าที่ใช้ Flashforge สำหรับ พิมพ์ FDM อยู่แล้วไม่ใช่เครื่องแปลกใหม่อะไร
แต่สำหรับเครื่องรุ่นอื่นหรือแบบอื่นอาจจะเป็นสิ่งใหม่เนื่องจากการนำภาพ2D มาทำเป็นรูปแบบ3D นั้นยังไม่มีให้เห็นกันเท่าไหร่นัก
และหากมีการนำไปทำเป็นเรซิ่น แบบ Clear Resin และทำการติดหลอด LED จะทำให้โมเดล 3D ที่ทำจาก 2D มีชีวิตยิ่งขึ้นไปอีก

 

พิมพ์เสร็จแล้ว ออกมาดูดี หากนำไปแรเงาลงสีอีกนิดหน่อยจะสวยแบบมากๆ
ด้านหน้าแบบชัดๆ
ด้านหลัง จะชัดกว่าเนื่องจากภาพ2D ที่นำมาใช้มีมิติที่หลากหลายและซับซ้อนกว่า
เครื่อง Finder สำหรับผู้เริ่มต้น เครื่องนี้พิมพ์ง่าย ใช้ง่าย
รูปทรงกระบอก ที่ใช้ไฟล์ PNG ซึ่งเป็นโลโก้ของทางร้าน นำมาทำ

โมเดลที่ทำมานี้ ทำง่ายๆมาก และไม่ได้ตัดหรือแต่งอะไรเลย เนื่องจากเครื่องที่ใช้พิมพ์ เป็นเครื่องที่ใช้ง่าย ขึ้นรูปง่ายอยู่แล้วนั่นเอง
การพิมพ์ครั้งนี้ ได้ใช้เครื่องทั้งหมด 2 เครื่อง
1 Flashforge Finder 3D Printer
2 Flashforge Guider2/Guider2s 3D Printer
โดยใช้เส้น 3DD PLA Pro 1.75mm Filament ซึ่งเส้นเป็นแบรนด์ของทางร้าน เส้นนี้ ขึ้นรูปง่าย ชิ้นงานสวย ไร้ฟองอากาศ


ใครจะไปรู้ กังหันลมขนาดใหญ่จะถูกซ่อมด้วย PLA โดยเครื่อง FDM 3D Printer

ใครจะไปรู้ กังหันลมขนาดใหญ่จะถูกซ่อมด้วย PLA โดยเครื่อง FDM 3D Printer

วิศวกรที่มหาวิทยาลัย Canadian McGillและมหาวิทยาลัยRyersonได้จัดการเปลี่ยนกังหันลมที่เสียหายให้ฟื้นขึ้นมาใหม่ด้วย 3D Printer ด้วยการวัสดุ PLA แบบใหม่ที่ทนทาน

จะบอกได้เลยว่า ในปัจจุบัน พลังงานจากแสงอาทิตย์หรือพลังงานจากลม นั้นสำคัญอย่างมาก เพราะโรงไฟฟ้าหลายๆที่ยังใช้การผลิตจากลม และแสงอาทิตย์อยู่
แต่ถ้าวันนึงใบพัดนั้นเกิดชำรุดจะทำอย่างไร ด้วยการรวมสมองของผู้เชี่ยวชาญแต่ละที่ได้คิดค้นขึ้นมาว่า การใช้ส่วนผสมของเครื่องบดและการใช้ความร้อนในสารอินทรีย์
ทีมงานจึงสามารถรีไซเคิลใบพัดกังหันลมที่หมดอายุแล้วให้เป็นผงเส้นใยละเอียดได้  ในระหว่างการทดสอบโดยสรุป เศษของใบพัดที่มีความแข็งกว่าไฟเบอร์กลาสบริสุทธิ์
แต่เมื่อรวมเข้ากับ PLA แล้วพิสูจน์ว่าสามารถให้ผลผลิตใหม่ที่ดี และได้ทำการเสริมจากทางใต้พื้นในการยึดเกาะของฐานกังหันลม

ภาพ SEM จากพื้นผิวที่ร้าวของชิ้นงานทดสอบเสริมแรงด้วยไพโรไลซ์

เปลี่ยนใบมีดเป็นบิลด์ 
นักวิจัยกล่าวว่าวิธีที่ดีที่สุดในการปรับปรุงทั้งกรณีธุรกิจและความสามารถในการพิมพ์ของชิ้นส่วนกังหันรีไซเคิลคือการรวมเส้นใยที่เป็นผลลัพธ์กับเส้นใย PLA
เพื่อใช้กับเครื่อง FDM ที่ได้รับความนิยมตลอดกาล อย่าง Flashforge Creator 3 ได้ตัดส่วนต่างๆ ออกจากใบพัดขนาดใหญ่ ก่อนนำลงในเครื่องบด ซึ่งทำให้พวกใบพัดพวกนั้นแตกเป็นผงเรซิน และนำมากรอง
อนุภาคของใบพัดจะถูกผสมกับเม็ด PLA หลอมเหลวที่ความเข้มข้น 5-10% และถูกรีดทั้งหมดสองครั้ง ได้เส้นใยขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.75 มม. “FILIMENT Recycle
กล่าวคือ บดและไพโรไลซ์ มีค่าความแข็งแรงและความแข็งที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับเส้นใยบริสุทธิ์ สิ่งนี้บ่งชี้ว่าการนำไฟเบอร์กลาสรีไซเคิลกลับมาใช้ใหม่
จากใบพัดกังหันลมที่หมดอายุการใช้งานไม่ได้เป็นเพียงโซลูชันที่ส่งเสริมสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเป็นคู่แข่งของวัตถุดิบการพิมพ์ FDM 3D ที่เสริมด้วยเส้นใยแก้วบริสุทธิ์อีกด้วย


6ขั้นตอน พิมพ์โมเดล3D Hi-Def ขนาดใหญ่50cm จากต้นจนจบ

6ขั้นตอน พิมพ์โมเดล3D Hi-Def ขนาดใหญ่50cm จากต้นจนจบ

มีหลายคนชอบโมเดลสัตว์ประหลาด หาซื้อไม่ได้ พิมพ์ด้วยตัวเองได้ครับ บทความจะมาเจาะขั้นตอนการพิมพ์จากต้นจนจบโมเดล Kaiju ขนาด 50cm รายละเอียดสูง (แค่ไฟล์ 3D เองก็ 2GB แล้ว) โดยจะแบ่งขั้นตอนเป็น  6 ขั้น ใช้เครื่องพิมพ์ MSLA 3D Printer รุ่น Flashforge Foto13.3 พิมพ์ทั้งหมด 8 ชิ้นแล้วมาต่อกันตอนหลัง ที่เลือกใช้ระบบนี้เพราะได้งานที่ละเอียดสูงที่สุด ที่ไม่เลือกพิมพ์เป็นชิ้นเดียวเพราะอยากได้ชิ้นใหญ่เอามาต่อเองที่หลังดีกว่า เรซิ่นที่ใช้เป็น Washable Resin สีเทา เพื่อลดขั้นตอนการล้างและการทำความสะอาดให้ทำงานได้เร็วขึ้นเยอะ โดยรวมงานชิ้นนี้จากหัวถึงหางยาวประมาณ 50cm ใช้งบไปทั้งหมดประมาณ 2000-2200บาท (จะหาซื้อโมเดลละเอียดขนาดนี้หายากอยู่ และราคาแพงกว่าแน่นอน)

ซื้อโมเดลจาก Myminifactory.com
พิมพ์งานใหญ่ขึ้น 150% หัวถึงหางประมาณ 50cm
พิมพ์เสร็จชอบ รายละเอียดอย่างงี้หาซื้อไม่ได้ง่ายๆ เราพิมพ์เองก็ไม่ได้จากเย็นอะไรนัด ทุนประมาณ 2000-2200บาท

1. เลือกไฟล์

ขั้นตอนนี้แล้วแต่ความชอบเลยครับ ส่วนตัวยังไม่เคยพิมพ์งานใหญ่ๆแล้วมีรายละเอียดสูง จำพวกสัตว์ประหลาดมีเกร็ดผิวหนังมี Texture เยอะๆกะว่าจะลองเครื่องด้วยเลย เลือกพวก Kaiju ครับโดยมากแล้วโมเดลดีๆทำไฟล์มาสวยๆจะเสียเงิน น้อยมากที่จะฟรี คราวนี้เลือกแบบเสียเงินครับ แนะนำเวบไซต์ที่มีทั้งฟรี และเสียเงินอย่าง MyMiniFactory.com อุดหนุนศิลปินให้เค้าสร้างสรรค์ชิ้นงานมาเพิ่ม คราวนี้ผมเสียเงินไป 25USD – 800บาท เพราะใช้ไฟล์ฟรีมาเยอะแล้ว

เค้าทำไฟล์มาให้ค่อนข้างดีครับ โดยแยกชิ้นส่วนมาให้อย่างละเอียด มีทั้งแบบติด Support มาให้แล้ว และแบบไฟล์ 3D ดิบๆ มีทั้งแบบทั้งตัวเลย และแยกเป็นชิ้นย่อย (พิมพ์งานรายละเอียดสูงพวก Hi-def แนะนำให้แยกพิมพ์ครับ ไม่งั้น Support จะติดหนืบแกะอย่างไงก็ไม่สวย) ไฟล์ที่มา 2GB+

ส่วนใครมีความสามารถ เก่งเรื่อง 3D สร้างไฟล์กันได้เลยครับ หากเป็นงาน Art Freeform ซอฟแวร์ยอดนิยมคงหนี้ไม่พ้น Zbrush, Blender

โมเดลมีให้เลือกมากมาย แบบฟรีก็มี เสียเงินก็มี ตัวอย่างนี้เสียเงินงานค่อนข้าง Hi-End
ตัวอย่างไฟล์ที่ไปซื้อมา ถ้าเป็นแบบซื้อจะแยกไฟล์มาให้อย่างดี มีทั้งแบบเต็ม และแยกเป็นส่วนๆ และแบบติด Support มาให้แล้ว

2. เตรียมไฟล์

การเตรียมไฟล์แล้วแต่เครื่อง 3D Printer ที่ใช้ ในบทความนี้ใช้เครื่องระบบ SLA วัสดุตั้งต้นเป็นของเหลว ซอฟแวร์ที่นิยมใช้มีหลายตัว ผมเลือกใช้ ChituBox เพราะเห็นว่าง่ายดี ส่วนตัวชอบ Interface ของน้องชิตู เนื่องจากคิดอยู่แล้วว่าอยากพิมพ์ให้ใหญ เลือกปรับขนาดให้เป็น 150% ทุกชิ้นส่วนครับ รวมๆแล้วชิ้นงานทั้งหมดใหญ่กว่า 50 cm เลือกพิมพ์แยกชิ้นทั้งหมด 8 ชิ้น เพราะติดเรื่องเครื่องพิมพ์ใหญ่ไม่ได้ขนาดนั้น และอีกอย่างแบ่งๆเป็นชิ้นๆสามารถเลือกตำแหน่ง Support ได้ง่ายกว่า ควบคุมคุณภาพได้ดีกว่า

หากใครสนใจวิธีการใช้ ChituBox แบบละเอียดขึ้นลองดูในบทความนี้เพิ่มเติมครับ

งานทั้งหมดแบ่งพิมพ์ทั้งหมด 3ครั้ง ตามตัวอย่างข้างล่าง

ชิ้นส่วนนี้ใหญ่สุดพิมพ์ชิ้นแรกเลย จัดยกส่วนเกร็ดแผงหลังยกขึ้นเพื่อเลี่ยง Support ติด Support ให้อยู่ด้านท้องที่เห็นได้ยากกว่าแทน
พิมพ์ส่วนหาง และ ขา เลือกที่เอาขาชี้ขึ้นมุมเงยให้เล็บอยู่เหนือสุดไล่ไป เพื่อเลี่ยง Support เช่นเดียวกันกับหาง ดูมุมเงบของเกร็ด
พิมพ์ส่วนโคนหาง มือ และ แขนเจ้ากิ้งก่าน้อยของเรา

3. พิมพ์จริง

เมื่อได้ไฟล์พิมพ์ เชคงานกันเรียบร้อยแล้วก็มาถึงขั้นตอนการพิมพ์ ในบทความนี้ใช้เครื่องพิมพ์เรซิ่นระบบ LCD หรือ MSLA โดยเลือกวัสดุที่พิมพ์เป็นเรซิ่นแบบ Washable HD เป็นเรซิ่นที่เอาล้างออกได้ด้วยน้ำเปล่า การพิมพ์แต่ละครั้งใช้เวลาราวๆ 9-12ชม. รวมแล้วเวลาในการทำทั้งหมดใช้เวลา 2 วันเฉพาะพิมพ์ โดยในบทความนี้เลือกพิมพ์ที่ 100um ถ้าใครต้องการงานสวยกว่านี้เลือกพิมพ์ที่ 50um ได้แต่ Workflow ทั้งหมดจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวตามความละเอียดที่เพิ่มขึ้น

ขนาดพิมพ์จริงออกมาใหญ่ใช่เล่น
หนักใช้ได้เลยทีเดียว
ขาก็มา เหมือนน่องไก่เลย

4. ล้างงาน แกะ Support

เมื่อพิมพ์งานเสร็จ ก็มาถึงขั้นตอนการล้างงาน ใช่!! พิมพ์เรซิ่นเสร็จทุกครั้งต้องล้างงานให้สะอาดและแกะ Support งานที่พิมพ์เสร็จใหม่ๆจากเครื่องเลอะเรซิ่น ปกติจะใช้ Isopropyl Alcohol (IPA) ในการล้างเรซิ่นออกเนื่องจากเรซิ่นไม่ทำละลายในน้ำเปล่า แต่เราใช้ Washable Resin เลยลดทอนขั้นตอนการใช้ IPA ไป โดยหลักๆแล้วเราจะแช่ชิ้นงานลงในภาชนะขนาดใหญ่กว่าชิ้นงาน ในที่เราใช้ถังเติ่มน้ำเปล่าไว้ เอาชิ้นงานลงล้าง ใครจะฉีดน้ำก็ได้ เทคนิคอีกอย่างคือเมื่อเอาชิ้นงานไปแช่ใน IPA หรือกรณีน้ำเปล่า Support จะอ่อนตัวเป็นจังหวะที่ดีที่เราจะแกะเจ้า Support ออกในขั้นตอนนี้ ก่อนเอาไปเป่าลม และตากให้แห้ง

หลังจากล้าง แกะ Support แล้ว แนะนำใครมีเครื่องเป่าลม ให้เอามาเป่าชิ้นงาน จะช่วยให้งานสวยขึ้นไล่เรซิ่นที่อาจจะติดอยู่บางๆออกด้วย รายละเอียดชิ้นงานจะสวยขึ้น

นำชิ้นงานไปล้างทำความสะอาด ในที่นี้ใช้เรซิ่นที่ล้างด้วยน้ำเปล่าได้ ในขั้นตอนนี้อาจจะใช้วิธีแช่ทิ้งไว้ไปเลย Support จะนิ่มขึ้นแกะในขั้นตอนนี้เลยก็ได้ครับ
เป่าลม ปั๋มลมไม่ต้องใหญ่มากก็ได้ เป็นการไล่ละอองเรซิ่นที่เกาะอยู่ทำชิ้นงาน ทำงานคมเนียนขึ้น จริงๆแกะ Support ก็มาเป่าลมก็ได้ครับ แต่ที่ถ่ายแบบนี้จะได้ให้คนเห็นง่าย
ซ้ายไปขวา ถาดพิมพ์ ชิ้นงานที่ต้องการ Supportที่ไม่ได้ใช้
เรซิ่นที่พิมพ์ทั้งหมดใช้ไปประมาณ 930g โดยเป็นโมเดล 678g Support 258g หรือคิดเป็น 27% ของทั้งหมดที่ต้องทิ้ง

5. ตากแห้ง และ อบ UV

ขั้นตอนต่อมาหลักจากแกะ Support และเราต้องทำให้ชิ้นงานแห้งและแข็งตัวอย่างเต็มที่ โดยงานที่พิมพ์ออกมาจากเครื่องยังมีคุณสมบัติทางเคมีไม่เป็น Polymer ที่สมบูรณ์โดยแสง UV ในเครื่องจะทำให้เกิด Bonding 50-60% เพียงเท่านั้น เมื่อจับชิ้นงานจะรูปสึกนิ่มๆเหนียวๆอยู่เหมือนดินเหนียวที่ยังไม่แห้งสนิท เราทำได้โดยให้ชิ้งงาน Cure สนิท ง่ายที่สุดคือนำชิ้นงานไปตากแดด (กรณีไม่มีเครื่องพิมพ์) หรือจะให้ดีหน่อยใช้เครื่องอบ UV Curing Machine จะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าทางเคมี เนื่องจากมีฉายแสงอย่างทั่วถึงทุกด้าน และมีการเป่าลมร้อน (เรซิ่นแต่ละชนิดมีเวลา Set ตัวไม่เท่ากันและอุณหภูมิที่ใช้ก็ไม่เท่ากัน)

งานที่ได้หลังอบชิ้นงานจะมีควาามแข็งแรง ได้คุณสมบัติเติมตามชนิดเรซิ่นนั้นๆ เทคนิคนิดหน่อยที่แนะนำ ถ้าต้องการขัดหรือแต่งชิ้นงานทำได้ก่อน หรือ หลังอบ UV ได้ทั้งคู่แต่ก่อนอบ UV ชิ้นงานจะมีความนิ่มมากกว่า

อบ UV // หากใครไม่มีตากแดดก็ได้ครับ
แขน และหัว
ขา เกร็ดและอื่นๆมาครบ
เมื่ออบแล้วสีของชิ้นงานจะเข้มขึ้นคิดหนึ่งแต่ละแข็งขึ้นมาก

6. ต่องาน เก็บงาน

ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ยาก และ สนุกที่สุดของผมเพราะชิ้นงานจะสำเร็จแล้ว ที่ว่ายากคือการต่อชิ้นงานนั้นจะให้สวย เนียนสนิทยากมากๆ ซึ่งเราก็ไม่ได้เก่งขั้นทำให้ชิ้นไม่มีรอยต่อเลย ที่ทำได้คือพอใช้+เทคนิคที่ดูใน Youtube ช่วย นั้นคือการเชื่อมชิ้นงานด้วยเรซิ่นของมันเอง โดยเราจะลงลึกเรื่องนี้ในอีกบทความนึงครับ โดยการติดกาวที่ชิ้นงานด้วยกาวธรรมดาก่อน แล้วการเก็บรอยต่อด้วยการฉีดเรซิ่นไปที่รอยต่อนั้นด้วยเรซิ่นที่ใช้พิมพ์เลย เช่นตย.นี้ให้สีเทา Washable ให้หลอดฉีดยา ตอนแรกซื้อเข็มมาด้วยแต่ใช้ไม่ได้ดูดไม่ขึ้น เลยต้องใช้หลอดเปล่าๆ ฉีดไปที่รอยต่อและเอาแสง UV เชื่อมเลยมันดีมาก ติดกันแถบไม่เห็นรอยต่อ และที่แนะนำมากกว่านั้นใช้ไฟฉาย UV เพราะการให้กล่อง UV ที่ตั้งอยู่นิ่งๆนี้เป็นอะไรที่ยากมากต้องจับโมเดลเอียงทางนู้นทีทางนี้ที ท่ายากและเมื่อยมาก

ลำดับการต่อมีความสำคัญมากๆ อันนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละคน ผมเลือกต่อส่วนที่เป็นหางและขาก่อน เพราะจะได้ตั้งโมเดลด้วยขาได้ ใครจะต่อหัวก่อนก็ได้ ไม่มีผิดถูกให้ทำงานสบายก็แล้วกันครับ  ในที่สุดก็ออกมาเป็นตัว ภูมิใจที่ได้ทำและจะไม่เนียนที่สุด และก็รู้สึกดีที่ได้ทำเองครับ

โมเดลนี้มีการพ่นสีรองพื้นด้วย ใช้สเปร์ยตัวไปรองพื้นครับ อันนี้ส่วนตัวคิดว่าพลาดไม่น่าพ่นครับ ไม่พ่นสวยกว่า

พิมพ์ออกมาแปดชิ้นพร้อมติด ประกอบ
ทางกาว ผมใช้กาวยางนะใครจะใช้กาวร้อนก็ได้ แต่ต้องมือแน่จริงๆ ติดแล้วติดเลย
หยอดเรซิ่นส่วนที่เป็นรอยต่อ
ฉายแสงให้งานเชื่อมกันจะได้เนียนๆ
ขนาดพอดีมือ
ต่อเสร็จออกเป้นตัวแล้ว
ฉีดสเปร์ยรองพื้น
จะเห็นว่าส่วนที่ฉีด(ซ้าย) จะเงากว่าด้านที่ยังไม่ฉีด(ขวา)
ลวดลายมาครบเห็นรอยต่อบ้างแต่ไม่น่าเกลียดต้องขอบคุณวิธีการเชื่อมด้วยเรซิ่นของตัวเอง
เกร็ดเป็นเกร็ด
งานเก็บอย่างเนียน มีรอย Support ที่ใต้คอให้เห็นบ้าง

สรุป และ แนะนำ

ที่ทำมามีอะไรให้พัฒนาต่ออีกหลายอย่างครับสรุปได้อย่างงี้

  • การจะเชื่อมชิ้นงานด้วยเรซิ่นของตัวเองแนะนำให้ใช้ไฟฉาย อย่าใช้กล่อง UV ต้องมาเก้ๆกังๆจับชิ้นงานฉายแสง สู้ไฟฉายจี้ไปจุดนั้นเลย
  • ง่ายกว่านั้นก็พิมพ์ชิ้นเดียวไปเลยด้วยเครื่องใหญ่เลย พวก 60cm / 170cm แต่เป็นเครื่องเป็นล้านครับ
  • ถ้าจะเลือกลำดับการต่อใหม่ จะต่อชิ้นส่วนเล็กที่สุดก่อน ค่อยไล่ไปชิ้นส่วนใหญ่ๆยาวๆ ให้การทำงานง่ายขึ้น
  • ถ้าเลือกได้คราวหน้าไม่พ่นสเปร์ยรองพื้น ส่วนตัวคิดว่าไม่สวย ไม่พ่นสวยกว่า
ไฟฉาย UV มีขายตาม Lazada Shopee

ส่งท้ายด้วยมีม และ Gag ขำๆนะครับ

Flashforge Dreamer กับที่แขวนเส้นสำหรับม้วนขนาด1Kg

Flashforge Dreamer กับที่แขวนเส้นสำหรับม้วนขนาด1Kg

Flashforge Dreamer จะมีฟังก์ชั่นในการใส่เส้นพลาสติกไว้ในเครื่องได้แต่จะเป็นม้วนเส้นพลาสติกขนาด500gนะ วันนี้เราจะมาแก้ปัยหานี้กันให้ผุ้ใช้เครื่องFlashforge Dreamerได้ใส่เส้น1Kgไว้ใช้กันอย่างสบายใจเพียงแค่ปริ้นไฟล์นี้เท่านั้น

ดาวน์โหลดที่แขวนเส้น ที่นี่👉👉👉 Download file

ปริ้นให้Dreamer ก็ต้องให้Dreamerปริ้นสินะ

หลังจากปริ้นเสร็จแล้วก็ไม่ยาก ถอดของเก่าออกเอาของใหม่ใส่แทนได้เลย แค่ไขน็อตสองตัวเท่านั้น

มีให้ปรับระดับทั้งหมด3ระดับขึ้นอยู่กับขนาดของม้วนเส้นพลาสติก
มาพร้อมแกนกลางให้ม้วนเส้นลื่นไหลไม่สะดุด
1Kg เต็มๆม้วนก็ไม่มีปัญหา สบายมาก

Q:แล้วมันต่างอะไรกับการแขวนเส้นไว้ข้างนอกเครื่องล่ะ?
A: 1.ระหว่างที่พิมพ์ภายในเครื่องจะมีความร้อนอยู่ ตัวเครื่องพิมพ์เองก็จะมีหน้าที่เหมือนตู้อบเส้นไปในตัว
     2.จะดูเป็นระเบียบเรียบร้อยมากขึ้นและเคลื่อนย้ายเครื่องได้ง่ายดาย

ศึกษาข้อมูลการแก้ปัญหาเพิ่มเติมที่นี่ Flashforge Dreamer Support

ลองทำเหยื่อปลอมสำหรับคนชอบตกปลาด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ

ลองทำเหยื่อปลอมสำหรับคนชอบตกปลาด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ

วันนี้เราจะมาทำเหยื่อตกปลาที่มีลักษณะคล้ายๆ ปลาจริงกัน ซึ่งนักตกปลามักจะใช้เหยื่อพวกนี้ตีล่อปลาที่อยู่ตามแหล่งน้ำต่างๆ อาจจะเป็นปลาช่อน ปลาชะโด ปลากระสูบ ปลายกราย ปลากระพงและอื่นๆ อีกมากมาย การตกปลานั้นจะมีปลายรูปแบบไม่ว่าจะใช้เหยื่อสด เช่น ไส้เดือน ไส้ เนื้อหมู กุ้ง ฯลฯ แบบใช้เหยื่อหมัก รำ ผลไม้ ขนมปัง และมีอีกเหยื่อเยอะมากมายที่นักตกปลาชอบใช้กันแล้วแต่ชนิดของปลาที่เลือกตก ส่วนเหยื่อปลอมที่เสมือนลูกปลาหรือปลาเล็กเป็นๆ นั้นจะนำมาตกปลาที่มีนิสัยเป็นนักปลาขนาดเล็ก โดยทั่งโลกนิยมเป็นอย่างมากที่เลือกตกปลาในรูแปบบนี้ถือว่าเป็นกีฬาชนิดหนึ่งเลย มีการจัดแข้งขันขึ้นด้วยทั้งในประเทศ และจ่างประเทศ ซึ่งเหยื่อปลอมนั้นปกติแล้วนักตกปลาจะใช่เป็นไม้กันซึ่งจะมีน้ำหนักที่เบาและแข็งแรง สามารถขัดแต่งได้ตามที่ตนเองต้องการบางชนิดก็เป็นยางที่เน้นความอ่อนไหว นิ่ม ดูพริวไหวระหว่างที่อยู่ในน้ำแต่ถ้านำเครื่องพิมพ์ 3 มิติเข้ามาช่วยทำล่ะจะได้ไหม!!  จะต้องมีความรู้อะไรเพิ่มเติมบ้างวันนี้เราจะมาอธิบายกัน และข้อแตกต่างของวัสดุทั้ง 2 ชนิดนี้แตกต่างกันไหม

เครื่องมือที่ต้องมีในการสร้างเหยื่อปลอม
1. เครื่องพิมพ์ 3 มิติ รุ่น Creator Pro 2
2. Fialment ABS
3. สีสเปร์ย (สีแล้วแต่ตามต้องการ)
4. Software 3D ออกแบบ
5. กระดาษ (เบอร์ 100, 400, 1000)
6. คีม
7. ตะกั่ว หรือลูกปืน
8. กาวร้อน
9. ลวด
10. ตะขอเบ็ด 3 ทาง

เริ่มขั้นตอนการออกแบบ
1. การออกแบบด้วย Software 3D หรือถ้าโดยปกติคือการเขียนวาดแบบด้วยดินสอหรือปากกา เพื่อนำไปทำชิ้นงานต่อ แต่อีกทางเลือกก็สามารถใช Software เข้ามาช่วยได้ซึ่งสำหารับหัวข้อนี้จะต้องทำการฝึกฝน แต่สำหรับคนที่เขียนแบบเป็นอยู่แล้วนั้นสบายมากๆ แต่คนที่ๆม่เคยก็ไม่ได้อยากมากให้เลือก Software สักตัวที่ตนเองถนัดนแล้วเริ่มการออกแบบได้เลย อาจจัทำการเขียนแบบขึ้นมาจากรูปภาพตัวอย่างหรือวาดลงบนกระดาษก่อนก็ได้ โดยที่ด้านในของเหยื่อปลอมนั้นจะต้องมีช่องที่ไว้ใส่ตะกั่วถ่วงน้ำหนักหรือสร้างเสียง และใส่ลวดเพื่อไว้แขวนตะขอเบ็ด 3 ทางการออกแบบนั้นจะต้องคำนึงถึงน้ำหนักที่ต้องการด้วยเพราะขนาดและน้ำหนักของเหยื่อปลอมนั้นมีผลต่อการล่อปลาให้มากินและสนใจ เมื่อเราออกแบบเสร็จแล้วนั้นจะต้องแบ่งให้เหยื่อปลอมนั้นออกเป็น 2 ส่วน ซ้ายและขวา ที่จริงนั้นเราจะใช้แค่ด้นาเดียวแต่ให้ง่ายต่อการออกแบบก็จะต้องออกแบบมาทั้ง 2 ด้านในครั้งเดียวแล้วนำมาตัดแบ่งครึ่งแทนส่วนแบบที่ผมนำมาทำนั้นจะดาวน์โหลดมาจากเว็ป www.thingiverse.com  ซึ่งเป็นเว็ปที่แจกไฟล์ 3 มิติแบบฟรีๆ ที่มีมากมายเลยทีเดียว

 

การออกแบบด้วย Software 3D ในการสร้างต้นแบบของเหยื่อ
การออกแบบด้วยการเขียนแบบลงบนกระดาษในการสร้างต้นแบบของเหยื่อ

2. การพิมพ์ชิ้นงานต้นแบบพลาสติก หรือถ้าโดยปกติแล้วจะทำโดยการตัด ขัด ไม้เพื่อให้เป็นรูปร่างชิ้นงานออกมาและนำไปตัดแบ่งครึ่ง แต่เมื่อเรานำเครื่องพิมพ์ 3 มิติ เข้ามาช่วยในการสร้างชิ้นงานแค่นำไฟล์ที่ได้จาก Software มาตั้งค่าการพิมพ์ วัสดุที่เลือกใช้งานจะเป็น ABS เพราะจะมีความแข็งแรงและทนความร้อนได้ดีกว่า PLA เพราะเมื่อเรานำเหยื่อปลอมได้่ใช้งานนั้นจะต้องโดนแดด มีทั้งความร้อน บางทีจะต้องทนต่อการกัดของปลาด้วยจะตั้งค่าการพิมพ์ที่ความละเอียด 0.2 mm/ชั้น ความเร็วที่ใช้พิมพ์ 50 mm/s ใช้เวลาในการพิมพ์อยู่ที่ประมาณ 1 ชั่วโมง วัสดุที่ใช้ยาว 6 เมตร น้ำหนัก 16 กรัม(รวมเนื้อ support ที่ต้องแกะทิ้ง) เครื่องที่เลือกใช้งานจะเป็น Flashforge Creator Pro 2 ซึ่งเป็นรุ่นใหม่มี 2 หัวฉีดที่ทำงานแยกกันหรือพูดง่ายๆ คือสามารถพิมพ์แบบ copy และ mirror กันได้นั้นเองช่วยลดเวลาในการพิมพ์ลงได้ในการพิมพ์งานที่มีรูปบบเหมือนกันเท่านั้นเพราะจะต้องขยับแกน y ในแนวเดียวกัน มีพื้นที่ในการพิมพ์อยู่ที่ 200*150*150 mm.

การสร้างชิ้นโดยใช้ไม้และร่างแบบบนกระดาษนำมาติดลงบนชิ้นไม้
วัสดุที่เลือกใช้พิมพ์เป็น ABS เพื่อเน้นแข็งแรง เวลาในการพิมพ์อยู่ที่ 1 ชั่วโมง
ขั้นตอนการสร้างชิ้นงานี้ด้วยเครื่องพิมพ์ Flashforge Creator Pro 2 พิมพ์แบบ Mirror สร้างชิ้นงาน 2 ชิ้น โดยใช้เวลาเท่าชิ้นเดียว

 

3. การประกอบ ขัด แต่งชิ้นงาน ก่อนทำการลงสี ในขั้นตอนนี้จะต้องใช้เครื่องมือค่อนข้างเยอะดัดลวดเพื่อจะใส่ไว้ในตัวของชิ้นงานโดยต้องสร้างห่วงไว้แขวนตัวเบ็ด จะเห็นได้ว่าที่ชิ้นงานระหว่างซ้านและขวาจะมีช่องว่างอันนี้ให้นำลูกปืน ลูกตะกั่วมาใส่ไว้เพื่อสร้างเสียงและถ่วงน้ำหนักให้กับตัวเหยื่อปลอม ส่วนเรื่องของการประกอบชิ้นงานด้านซ้ายและขวาจะใช้กาวร้อนในการติดชิ้นงานจากนั้นใช้ตัวหนีบขนาดใหญ่หน่อย เพื่อหนีบให้ชิ้นงานทั้ง 2 ด้านติดกันแน่นสนิทไม่มีช่องหรือรู ปล่อยไว้ให้แห้งและนำมาขัดผิวของชิ้นงานให้เรียบเพื่อให้ง่ายต่อการนำไปลงสีในขึ้นตอนต่อไป

การประกอบชิ้นงานด้านซ้าย และขวา ใส่ตะกั่วถ่วงน้ำหนัก
ขั้นตอนการขัดแต่งผิว และประกอบลวดตะขอสำหรับใส่ตัวเบ็ด

4. การลงสีรองพื้น และสีตัวงานจริง ในขั้นตอนนี้จะแล้วแต่ลวดลายของชิ้นงานที่ต้องการ สีที่ทางใช้จะเป็นสีกระป๋องแบบทั่วไปที่หาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาดร้านเครื่องมือช่าง โฮมโปร ไทวัสดุ เป็นต้น หรือถ้าจะให้ดีการลงสีได้ละเอียดมากยิ่งขึ้นแนะนำว่าหาเครื่องพ่น Airbrush ที่ต้องซื้อสีมาผสมและพ่นด้วยปั้มลมขนาดเล็กที่ให้การลงสีที่ละเอียดมากๆ ก่อนอื่นเลยหลังจากที่เราขัดผิวของชิ้นงานเรียบร้อยแล้วนั้นจะทำการลงสีรองพื้นก่อน 1-2 รอบ (ทางเราเลือกเป็นสีร้องพื้นพลาสติกใส) ต่อมาจะลงสีรองพื้นขาวหรือเทาเพื่อให้ง่ายต่อการลงสีอื่นๆ เช่น เหลือง เขียว ดำ เป็นต้น ตามลวดลายของเหยื่อที่ต้องการแต่อยากแนะนำว่าในการลงสีแต่ละกันนั้นอยากให้ลงสีรองพื้นเข้าไปด้วย เพราะจะทำให้สีของเหยื่อนั้นดูเป็นชั้นๆ แบบมีมิติมากยิ่งขึ้น เมื่อลงสีของเหยื่อนเรียบร้อยแล้วจะทำการเคลือบอีก 2-3 ชั้นเพื่อให้สีอยู่ทนมากยิ่งขึ้น

ขั้นตอนการลงสีให้กับตัวชิ้นงาน รองพื้น สีจริง และเคลือบ

5. การอบชิ้นงานให้แห้ง 100% ด้วยเครื่องอบ UV และ Temp การทำให้ชิ้นงานแห้งนั้นก็เป็นขั้นตอนที่สำคัญอย่างหนึ่งที่จะทำให้สีไม่เสียหายง่าย อาจจะนำไปตากแดดก็ได้เช่นกันแต่ทางเราจะใช่เครื่องอบชิ้นงานที่สามารถควบควมเรื่องของอุณหภูมิ และแสง UV ได้ โดยการตั้งเวลาในการอบก็จะทำให้สีแห้งได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น

การอบชิ้นงานด้วยเครื่อง Cure ที่สามารถควบคุม UV, Temp และ Time ได้

6. การใส่ตะขอเบ็ด และทดลองใช้งาน การทดลองใช้งานนั้นก็ต้องนำไปทดสอบกันอีกทีนะครับ อันนี้ทางเรายังไม่ได้ไปทดสอบว่าเป็นยังไงแต่พอนำตัวเหยื่อยไปลองชั่งน้ำหนักดูจะอยู่ที่ 20g ฏ้จะเหมาะกับคันเบ็ดที่มีความเเข็งขึ้นมาให้อีกระดับหนึ่งแต่พอใส่ตัวเบ็ดแล้วน่าจะเพิ่มน้ำหนักขึ้นมาอีก 1-2 g

น้ำหนักที่ชั่งได้อยู่ที่ 18g แต่ถ้าารวมตัวเบ็ดแล้วจะแยู่ที่ประมาณ 20g
ตัวเหยื่อหลังจากการลงสีและอบเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ตัวเหยื่อหลังจากการลงสีและอบเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ตัวเหยื่อหลังจากการลงสีและอบเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ตัวเหยื่อหลังจากการลงสีและอบเสร็จ ใส่ตัวเบ็ด
ตัวเหยื่อหลังจากการลงสีและอบเสร็จ ใส่ตัวเบ็ด

วีดีโอขั้นตอนการทำทั้งหมด

Review : FC3 UV Curing Box จากค่าย Flashforge

Review : FC3 UV Curing Box จากค่าย Flashforge

หลังจากที่ได้มีการเปิดตัวกันไปแล้วกับเครื่อง Flasgforge FOTO
ตอนนี้ได้ปล่อยออกมาติดๆกับ เครื่องอบงานเรซิ่น UV Curing Box FC3 SLA 3D Printer ระบบเรซิ่น คืออะไร มีกี่ชนิด??
ในตอนแรกตอนที่ยังไม่ได้ทำการรีวิว ทางแอดมินเองก็มีข้อสงสัยว่า เราจะใช้เครื่องอบไปเพื่ออะไร ใครบ้างที่ต้องการใช้
และมีประโยชน์อย่างไร และในที่สุดก็มีคำตอบสำหรับคำถามในหัว จะเป็นยังไงไปดูกัน

เครื่องสำหรับอบชิ้นงานด้วยแสง UV Curing Box FC3
ถ้าเอาใจแบบง่ายๆเลยคือเครื่องอบชิ้นงาน เพื่อให้ตัวชิ้นงานแข็งแรงขึ้น และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น งานพิมพ์จาก Flashforge Foto 6, 8.9, 13.3
ในส่วนภายนอกของตัวเครื่องมีสวิทช์ปิด/เปิด ที่ด้านข้าง และการออกแบบที่เป็นแบบฝาเปิดแบบแม่เหล็ก
ช่วยป้องกันไม่ให้ แสงยูวีภายในเครื่องลอดผ่านออกมาได้ และเมื่อทำการเปิดฝาขึ้นในขณะที่เครื่องยังทำงานอยู่ เครื่องนี้จะทำการหยุดการอบทันที
ด้วยดีไซน์นี้ทำให้ผู้ใช้ปลอดภัยต่อแสงยูวีที่ใช้อบชิ้นงาน

ในส่วนด้านการทำงานของเครื่อง
เครื่องนี้เป็นเครื่องอบแบบรอบทิศทาง ซึ่งมีตัวหลอดแสง UV มากถึง30 หลอด
โดยที่ด้านล่างมี6หลอด และด้านข้างอีก 24 หลอด สามารถอบได้ทั่วถึง แม้แต่จุดที่ซ่อนเร้น
พร้อมทั้งมีถาดรองชิ้นงานที่เป็นอลูมิเนียม ที่เป็นอลูมิเนียมจริงๆทั้งแผ่น เจ้าเครื่องนี้ใช้งานง่าย สามารถใช้งานมือเดียวได้เลย

ด้านในกว้าง เครื่องใหญ่ และมีน้ำหนัก
ลักษณะการหมุนอบของเครื่อง
สามารถอบทีละชิ้น หรืออบทีเดียวหลายๆชิ้น หากเป็นเรซิ่นชนิดเดียวกัน

ด้านการใช้งานเมนูของเครื่อง

หน้าจอหลักจะมีอยู่ด้วยกัน 4ตัวเลือก

4 เมนูการใช้งาน และยังมีการบันทึกข้อมูลเวลาและอุณหภูมิสุดท้ายที่ใช้งานเครื่อง

ตัวเลือก 1 Start หรือเริ่มใช้งาน จะเป็นโหมดคำสั่งเริ่มต้นการใช้งาน

ตัวเลือก 2 Temp Set การตั้งค่าอุณหภูมิ เป็นโหมดคำสั่งการตั้งอุณหภูมิของเครื่อง โดยเครื่องนี้สามารถตั้งอุณหภูมิ ต่ำสุดอยู๋ 35-60องศา

ตั้งอุณหภูมิได้ตั้งแต่ 35-60องศา

ตัวเลือก 3 Time Set การตั้งค่าเวลาในการอบ เป็นโหมดคำสั่งการตั้งเวลาในการอบ เวลาในการตั้งสามารถตั้งเวลาได้ตั้งแต่ 0-300 นาที

ตั้งเวลาได้ตั้งแต่ 0-300 นาที

ตัวเลือก 4 Mode การเลือกโหมดความเข้มข้นในการอบ
เครื่องอบนี้จะมีทั้งหมด 2 โหมดก็คือ
1 Normal Mode : จะเป็นการอบแบบเรซิ่นทั่วไป หรือที่เรียกกันว่า Standard Resin
โดยการอบทั่วๆไปจะอยู่ที่ 5นาทีและความร้อนที่ 35องศา นอกนั้นจะขึ้นอยู่กับตัวชิ้นงาน
2 Strong Mode : เป็นโหมดสำหรับ “เรซิ่นชนิดพิเศษ หรือเรซิ่นที่เป็นเกรดอุตสาหกรรม”
โหมดนี้จะเป็นในตามชื่อของโหมดเพราะจะปล่อยแสง UV เข้มข้นกว่าและแรงกว่า Normal Mode

2โหมดการใช้งาน

สรุป
เครื่องอบเรซิ่น FC3 เหมาะกับหลากหลายงาน จำเป็นจะต้องใช้เนื่องจาก เราไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิความร้อนและสภาพอากาศได้จึงจำเป็นที่จะต้องมีเครื่องนี้
การอบเพื่อ”เพิ่มประสิทธิภาพของเรซิ่นก่อนการใช้งานจริง จำเป็นอย่างมาก” เพราะการอบสามารถอบได้ทั้งเกรดเรซิ่นทั่วไปและเกรดอุสาหกรรมโดยการใช้โหมด 2โหมดคือโหมด
1 Normal Mode : จะเป็นการอบแบบเรซิ่นทั่วไป หรือที่เรียกกันว่า Standard Resin
โดยการอบทั่วๆไปจะอยู่ที่ 5นาทีและความร้อนที่ 35องศา นอกนั้นจะขึ้นอยู่กับตัวชิ้นงาน
2 Strong Mode : เป็นโหมดสำหรับ “เรซิ่นชนิดพิเศษ หรือเรซิ่นที่เป็นเกรดอุตสาหกรรม”
โหมดนี้จะเป็นในตามชื่อของโหมดเพราะจะปล่อยแสง UV เข้มข้นกว่าและแรงกว่า Normal Mode
ความพิเศษที่ไม่เหมือนใคร
– Modeการใช้งาน ที่เหมาะสำหรับทุกการใช้งาน
– อุณหภูมิที่ถูกบันทึกเอาไว้อัตโนมัติ ต่อให้ปิดเครื่องไปแล้วอุณหภูมิที่เคยใช้ก็ยังอยู่
– LED UV ที่มีมากถึง 30หลอด ทั้งรอบด้านและด้านล่าง
– กระจกช่วยกระจายแสง รอบทิศ
– แผ่นฐานรองตัวงานที่เป็นอลูมีเนียม และการหมุนที่สม่ำเสมอ
ช่วยให้ตัวงานของคุณ ทั่วถึงทุกจุดแม้แต่จุดที่หลบซ่ออยู่อย่างแน่นอน
– เสียงเตือนเมื่อการอบงานเสร็จสิ้น