FlshPrint 3.20.0

FlshPrint 3.20.0

FlashPrint 3.20.0

วันนี้ทาง Flashforge ได้มีการปรับปรุงโปรแกรม FlashPrint เป็นรุ่น 3.20.0 โดยมีการแก้ไข พัฒนา และเพิ่มเติมคุณสมบัติต่างๆ ดังนี้

  1. สำหรับเครื่อง DLP Flashforge Hunter เพิ่มคำสั่งเปลี่ยนรูปร่างของ Raft จากเดิมเป็นรูปสี่เหลี่ยม เป็นรูปร่างเดียวกับตัวชิ้นงาน

    Image 2
    raft แบบ Projection of model
    Image 1
    raft แบบ rectangular
  2. สำหรับเครื่อง DLP Flashforge Hunter เพิ่มคำสั่งปรับแต่งความหนา และขนาดของ Raft
    Image 4 Image 3
  3. สำหรับเครื่อง DLP Flashforge Hunter เพิ่มคำสั่ง “bottom support only” ให้ทำ support เฉพาะส่วนใต้โมเดล

    Image 8
    Bottom only on
    Image 5
    Bottom only off
  4. สำหรับเครื่อง DLP Flashforge Hunter เพิ่มคำสั่งยกโมเดลให้ลอยจากพื้น

    Image 7
    ยกโมเดล
    Image 8
    ไม่ยกโมเดล
  5. สำหรับเครื่อง DLP Flashforge Hunter เพิ่มคำสั่งเปลี่ยนรูปแบบจุดปลายของ support ให้เป็นลูกกลม เพื่อให้ติดกับโมเดลได้มั่นคงขึ้น
    Image 10
    Image 9
  6. สำหรับเครื่อง DLP Flashforge Hunter เพิ่มคำสั่งเปลี่ยนแปลงองศาของปลาย support ได้
    Image 11
  7. เพิ่มชั้น solid layer ที่ support แบบ Linear ก่อนถึงตัวโมเดลเพื่อให้ผิวงานดีขึ้น ใน expert mode
    Image 13
    ไม่มี solid layer
  8. เพิ่มคำสั่งการตั้งค่าระยะห่างระหว่าง raft กับ model ได้ทำให้แกะง่ายขึ้นใน expert mode
  9. เพิ่มคำสั่งการตั้งค่า support โดยอัตโนมัติสำหรับการใช้เส้นพลาสติกแบบละลายได้ใน expert mode
    Image 14
  10. เพิ่ม function ส่งความคิดเห็นกลับไปยังผู้พัฒนาในเมนู help
  11. กด double-click ที่เมาส์ ที่กรอบของพื้นที่เพื่อเปลี่ยนมุมมองได้อย่างรวดเร็ว
    Image 15 Image 17
  12. เพิ่มคำสั่งกำหนดระยะห่างระหว่างโมเดลหลายๆ ชิ้น ในการจัดวางโมเดลแบบอัตโนมัติ
    Image 16
  13. สามารถโหลดโมเดลจากหลายๆ format เช่น obj, stl, 3mf, หรือ slc ได้ในคราวเดียวกัน
  14. แก้ bug ที่ support เปลี่ยนขนาดเองเมื่อบันทึกเป็น fpp ในบางกรณี
  15. แก้ bug ที่ slice แล้วไม่สำเร็จในงานชิ้นใหญ่
  16. ปรับปรุงการพิมพ์ brim ช่วยให้การพิมพ์สำเร็จได้มากขึ้น
  17. ปรับปรุงภาษาเยอรมัน
  18. แก้ bug และปรับปรุงการทำงานอื่นๆ

สามารถดาวน์โหลดได้จากที่นี่ 

ในอนาคตก็จะมีการปรับปรุง และพัฒนาต่อไปอีกอย่างไม่หยุดยั้ง

โปรเจคพ่อบ้าน: 3D Printer ซ่อมแซมของใช้ในบ้าน

โปรเจคพ่อบ้าน: 3D Printer ซ่อมแซมของใช้ในบ้าน

วันนี้อยู่ดีๆ มีดทำครัวที่ใช้มานานเกิดหมดความอดทนต่อการใช้งานที่หนักหน่วง ด้ามไม้ที่ดูแข็งแรงมีอันต้องหักไป ด้วยความเสียดาย ไม่อยากทิ้งให้เป็นขยะล้นโลก เลยลองคิดดูว่าเครื่องพิมพ์สามมิติที่มีอยู่จะช่วยอะไรได้บ้าง

20171014_165547

ก่อนอื่นก็ต้องแกะเอาด้ามเก่าออกไปก่อน ปรากฏว่าใบมีดก็หักไปบางส่วนด้วย จุดที่จะยึดด้วยหมุดก็เหลือจุดเดียว ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการยึดใบมีดใหม่โดยใช้ตัวด้ามเป็นตัวบังคับไม่ให้ใบขยับได้ เริ่มจากการวัดขนาดของใบมีดส่วนที่ต้องเข้าไปอยู่ในด้าม พร้อมทั้งตำแหน่งรูหมุดยึด

20171014_165645

จากนั้นก็ไปเขียนแบบด้ามที่ต้องการ ผมใช้โปรแกรม 123D Design ในการออกแบบ มันใช้ง่าย และที่สำคัญคือฟรี ในการออกแบบผมอยากได้แบบที่จับถนัดมือกว่าเดิม ก็เลยขยายขนาดความหนาให้เหมาะกับมืออ้วนๆ ของผม (555) เนื่องจากช่องที่ใส่ใบมีดอยู่ด้านในจึงยากจะที่จะตรวจสอบแก้ไขตอนที่พิมพ์เสร็จแล้ว ดังนั้นจึงต้องแม่นยำพอสมควร จึงใช้การลอกเส้นรอบรูปของใบมีดลงบนกระดาษ แล้วเผื่อประมาณ 0.2 มม ก่อนจะนำตัวเลขไปขึ้นแบบสามมิติ

การทำแบบก็ทำอย่างง่ายๆ โดยสร้างด้วยกล่องสี่เหลี่ยม แล้วก็เว้าโน่น เว้านี่ไปตามเรื่อง แล้วก็ใส่ Fillet ให้ดูมนๆ ไม่บาดมือก็พอแล้ว

123D Design

20171014_165646

พอได้แบบแล้วก็นำมาพิมพ์โดยใช้โปรแกรม FlashPrint (ตอนออกแบบพยายามไม่ให้มีส่วนที่เป็น Overhang ก็จะได้ไม่ต้องมี Support) กำหนดให้ผนังหนา 3  ชั้น และเพิ่ม infill เป็น 20% จะได้ทนมือหน่อย

FlashPrint 2017-10-14_195105-1

* ในการหลีกเลี่ยง Support อีกวิธีหนึ่งคือลด Layer Height ลง เพราะเมื่อ layer ชิดกันมากขึ้นเนื้อพลาสติกส่วนที่ยื่นก็จะน้อยลง โอกาสที่พลาสติกจะหลุดจาก layer ก็น้อยลงไปด้วย

Overhang-VS-Layerheight

ใน FlashPrint สามารถเลือก Layer Height ในจุดต่างๆ ได้ ผมจึงเลือกลด Layer height ตามตำแหน่งที่มี overhang ตามรูป โดยส่วนที่เป็นสีเหลือหมายถึงลด Layer Height ลง 50% ส่วนอื่นๆ ก็ใช้ตามปรกติ ทำให้ไม่ต้องพิมพ์ความละเอียดมากๆ ทั้งงาน ทำให้เสร็จเร็วขึ้ โดยงานนี้ใช้เวลาไม่ถึงสามชั่วโมง

Image 2

20171014_192103

เอาละครับ กลับมาที่งานของผมดีกว่า พอพิมพ์เสร็จแล้วก็จัดการประกอบร่าง มันเป็นงานเล็กๆ น้อยๆ ในบ้านที่เอาเครื่องพิมพ์สามมิติมาช่วยแก้ปัญหา และช่วยประหยัดเงินได้ไม่มากก็น้อย

20171014_192417

ขอบคุณที่ทนอ่านมาถึงตรงนี้ พบกันใหม่ในโปรเจคหน้าครับ

 

เจาะลึก Function ใหม่ๆ ใน FlashPrint 3.19.0

เจาะลึก Function ใหม่ๆ ใน FlashPrint 3.19.0

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา Flashforge ได้อัพเดท FlashPrint เป็นรุ่น 3.19.0 ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก โดยได้เพิ่มคำสั่งที่มีความสำคัญในการช่วยให้เครื่องพิมพ์ Flashforge ทุกรุ่นสามารถพิมพ์งานได้ดีขึ้น โดยที่การปรับปรุงทั้งหมดมีรายละเอียดดังนี้

1. เพิ่มความสามารถในการกำหนด layer height หลายๆ ค่าในหนึ่งโมเดลได้โดยอิสระ
2. เพิ่มการพิมพ์ Bridge ช่วยให้จุดที่โมเดลลอยตัวพิมพ์ได้ดีขึ้น
3. เพิ่มตัวเลือกในการระบายความร้อนมากขึ้น ทำให้ทำงานในจุดเล็กๆ ได้โดยไม่เกิดการย้วย
4. สามารถแสดง Thumbnail ของไฟล์ประเภท .fpp, .gx or .svgx ใน Windows
5. เพิ่มฟังก์ชั่นการคำนวนน้ำหนักของวัสดุที่ใช้พิมพ์โมเดลนั้นๆ
6. เพิ่มภาษา อาหรับ และเยอรมัน
7. เพิ่มคำสั่งหมุนไฟล์ประเภท .slc ในแนวแกน Z และ พลิก 180 องศาในแนวแกน X และ Y
8. สนับสนุนการพิมพ์แบบ Ditto ในเครื่อง Creator Pro
9. คำนวณเวลาในการพิมพ์งานของเครื่อง DLP ให้แม่นยำยิ่งขึ้น
10. การปรับปรุง และแก้ไขข้อบกพร่องอื่นๆ

เราจะมาดูคำสั่งเด่นๆ สักสามข้อที่เพิ่มขึ้นมาว่าช่วยอะไรเราได้บ้าง

Variable Layer Height:

จากเดิมที่เราสามารถตั้งค่าความสูงระหว่างชั้นได้เพียงค่าเดียวทั้งโมเดล ทำให้บางครั้งเมื่อต้องการความละเอียดสูงๆ ก็ต้องใช้เวลานานเกินไป หรือถ้าต้องการพิมพ์ให้งานเสร็จเร็ว ก็ต้องแลกด้วยความละเอียดที่น้อยลง แต่คำสั่ง Variable Layer Height จะช่วยให้เรากำหนดให้เครื่องพิมพ์ลดความละเอียดลง หรือเพิ่มความละเอียดให้มากขึ้นในส่วนที่เราต้องการในโมเดลเดียวกันนั้นได้อย่างง่ายดาย

วิธีกำหนดก็ไม่ยาก ก่อนอื่นต้องแน่ใจก่อนว่าเราเปิดใช้งานในโหมด Expert Mode แล้ว โดยคลิกที่เมนู File > Preferences จากนั้นเลือกที่แถบ Print ตรงบรรทัดที่เขียนว่า Printing Window Type ให้เปลี่ยนจาก Basic Mode ให้เป็น Expert Mode แล้วกด OK

Image 1

Image 2

เมื่อเตรียมโมเดลให้พร้อมพิมพ์แล้ว ให้กดปุ่ม [Print] หน้าต่างคำสั่งในการสั่งพิมพ์จะแสดงขึ้นมา จากนั้นให้เปลี่ยน Fixed Layer Height เป็น Variable Layer Height ดังนี้

Image 3

ถึงตรงนี้ปุ่ม [Edit Variable Layer Height] จะสามารถกดได้แล้ว ก่อนอื่นเราต้องตั้งค่า Layer height สูงสุดที่ต้องการก่อน เพราะเมื่อกดปุ่มนี้เราจะไปกำหนด Layer Height โดยคิดเป็น % ของค่าตั้งต้นนี้ พอกดปุ่มแล้วจะมีหน้าต่างใหม่ขึ้นมา เราจะกดปุ่ม [Add/Delete] เพื่อเพิ่มหรือลบตำแหน่งและความสูงของ layer ได้ตามต้องการ จากรูปเรากำหนดให้เมื่อพิมพ์ถึงความสูง 20 ม.ม. ให้เหลือ 85% ของความสูงตั้งต้น

Image 6

Image 8

เมื่อกำหนดเรียบร้อยแล้วโปรแกรมจะแสดงผลให้เห็นบนหน้าจอทันที ถ้าตั้งค่าเรียบร้อยแล้วก็กดปุ่ม Done เพื่อปิดหน้าต่างนี้ เมื่อดู Preview จะเห็นว่า layer ในแต่ละจุดไม่เท่ากันตามที่ตั้งไว้

Image 15

Image 10

เมื่อพิมพ์เสร็จแล้วจะเป็นแบบนี้

D7K_0815 small

Cooling:

นอกจากการตั้งค่าความสูงของ layer ได้หลายๆ ค่าแล้ว เรายังตั้งค่าการระบายความร้อน (Cooling) ที่ความสูงของโมเดลในตำแหน่งต่างๆ เพื่อไม่ให้เกิดความร้อนมากเกินไป (overheat) ได้ตามที่ต้องการได้ด้วย วิธีการก็คล้ายๆ กัน โดยเปิดเมนู Print แล้วเลือกแถบ Cooling

ในส่วนแรก Decelerate/Delay for Filament Cooling คือการกำหนดพื้นที่เป็นตารางมิลลิเมตร เมื่อพื้นที่ในการพิมพ์น้อยกว่านี้เครื่องจะลดความเร็วลงเพื่อให้มีเวลาระบายความร้อน หากยังไม่พอเราสามารถกำหนดค่าอีกอันหนึ่งในบรรทัดที่สอง เมื่อพื้นที่พิมพ์น้อยกว่าที่กำหนดนั้น เครื่องจะย้ายหัวพิมพ์ออกจากโมเดล และเรายังกำหนดเวลาที่ให้เครื่องรอนานเท่าไหร่ก่อนจะกลับมาพิมพ์ต่อ

นอกจากนี้เรายังกำหนดให้เครื่องพิมพ์เปลี่ยนค่าอุณหภูมิตามตำแหน่งที่ต้องการ เช่นเมื่อพิมพ์ถึงจุดที่มีพื้นที่เล็กๆ ก็ลดความร้อนลงเพื่อให้งานไม่ย้วย

เมื่อไม่ร้อนเกินไป ก็จะไม่มีการย้วย โมเดลออกมาสวยงามอย่างที่ต้องการ

D7K_0805 small

Bridge:

เป็นคำสั่งสุดท้ายที่เราจะมาดูกัน บางครั้งเมื่อโมเดลมีส่วนที่ลอยกลางอากาศ และมีลักษณะเหมือนสะพาน การสร้าง support มารับก็น่าจะเป็นทางออกที่ดี แต่หากเราไม่ต้องการสร้าง support ก็จะมีทางเลือกอีกทางหนึ่งคือการใช้คำสั่ง Bridge

โดยเลือกแถบ Others ในเมนูสั่งพิมพ์ จะมีตัวเลือกสามบรรทัดคืิอ เลือกเปิดใช้คำสั่ง Bridge หรือไม่ กำหนดพื้นที่ๆ คำสั่งนี้จะเริ่มทำงาน (ถ้าพื้นที่มากกว่าที่กำหนด) และความเร็วในการพิมพ์ช่วงที่ทำ Bridge

Image 17

การทำ Bridge ช่วยให้ลดการใช้ support ลงได้ แต่ก็อาจจะแลกมาด้วยพื้นผิวข้างใต้อาจจะไม่เรียบบ้าง

20171004_161958

20171004_173807

*************************************

 

การออกแบบไขควงเพื่อประยุกต์ใช้กับงานจริงจาก Autodesk Fusion360

การออกแบบไขควงเพื่อประยุกต์ใช้กับงานจริงจาก Autodesk Fusion360

ครั้งนี้เราจะมาสร้างเครื่องมือช่างที่สร้างสามารถนำมาใช้งานได้จริง โดยการพิมพ์แบบ 3D จากเครื่อง Flashforge Guider 2 โดยพลาสติกเส้นที่เราจะนั้นเป็น PLA (Poly Lactic Acid) ซึ่งในส่วนการออกแบบ Model 3D เราจะใช้โปรแกรม Autodesk Fusion 360 เป็นโปรแกรมที่ประกอบไปด้วย CAD CAM และ CAE ไว้ภายในโปรแกรมเดียวเลย และการเก็บข้อมูลเป็นแบบระบบคลาวด์เบส ทำให้สามารถดึงไฟล์งานมาออกแบบได้ทุกที่ ทุกเวลาที่  เหมาะสำหรับงานพัฒนาผลิตภัณฑ์ ด้านเครื่องกลและอุตสาหกรรม การจำลองสถานการณ์ต่างๆ (Simulation) การขึ้นรูปชิ้นงาน (Machining)  ส่วนในเรื่องของเครื่องมือภายในโปรแกรม Fusion 360 มีความสะดวกรวดเร็ว ง่ายต่อการออกแบบชิ้นงาน และสามารถทำความเข้าใจได้ง่ายด้วยตนเองได้

ชิ้นงานที่เราจะมาออกแบบในครั้งนี้ขอเลือกเป็น Screwdriver ที่เป็นเครื่องมือที่ใช้งานโดยทั่วปอยู่แล้วสำหรับการใช้ไขน๊อตสกรูต่างๆ ซึ่งการออกแบบสามารถทำตามคลิปวีดีโอนี้ได้เลย

เมื่อทำการออกแบบชิ้นงานเสร็จแล้วให้ทำการเลือกแถบเมนูด้านบน Make > 3D Print > จากนั้นแถบเครื่องมือด้านข้างขวามือ โดยจะมีขั้นตอนดังนี้ตามรูปภาพที่ 1

– Selection เลือกตัวชิ้นงาน

– Refinement เลือกตามความเหมาะสม High, Medium, Low และ Custom

– Print Utility ให้เลือกเป็น Custom เพื่อที่จะเลือกโปรแกรมที่เราะทำการสั่งพิมพ์งาน 3D

– Application ให้ทำการเลือกโปรแกรมที่ใช้งานกับเครื่องพิมพ์ 3D ส่วนทางเราจะขอเลือกเป็นโปรแกรม FlashPrint ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ใช้กับเครื่อง Flashforge Guider 2

– กด OK

1

ภาพที่ 1

จากนั้นโปรแกรม Autodesk Fusion 360 จะทำการดึงข้อมูลของไฟล์ 3D ภายในโปรแกรม ไปเปิดในโปรแกรม FlashPrint ทันที ต่อจะเป็นขั้นตอนของการตั้งค่าภายในโปรแกรม FlashPrint ก่อนที่จะสิ่งพิมพ์ 3D จากเครื่อง Flashforge Guider 2 ในขั้นตอนต่อไป ขั้นตอนแรกให้เราทำการจัดวางชิ้นงานให้เหมาะสมต่อการพิมพ์ ตามภาพที่ 2 จะจัดวางชิ้นงานให้อยู่บน Platform และให้มี Support น้อยที่สุด เพื่อช่วยลดพลาสติกที่ใช้ในการพิมพ์ชิ้นงาน และประหยัดเวลาในการพิมพ์ชิ้นงานได้

2

ภาพที่ 2

ต่อมาจะทำการตั้งค่า Support ให้กับตัวชิ้นงาน Support คือส่วนที่ช่วยให้ชิ้นงานสามารถขึ้นรูปได้สำเร็จตามแบบที่ได้ออกแบบไว้ Support จะสร้างขึ้นเมื่อมีส่วนของชิ้นงาน ณ จุดนั้นเอียงทำมุมเกินที่เราได้เลือกตั้งค่าไว้ ค่าที่เราใช้จะเป็นดังนี้ ตามภาพที่ 3

-เลือก Supports Options

-Support Type : Linear

-Overhang Thresh : 45 องศา

-Pillar Size : 1.0 มิลลิเมตร

-เลือก OK

-เลือก Auto Supports

3

ภาพที่ 3

 

จากนั้นจะเป็นตั้งค่าก่อนที่จะนำงานที่ออกแบบมาพิมพ์กับเครื่อง Flashforge Guider 2 ให้เลือกไปที่เมนู Print แล้วจะจอหน้าต่างเด้งขึ้นมา และ ค่าที่เราเลือกใช้สามารถกำหนดตามภาพที่ 4 – 8 ได้เลย

4

ภาพที่ 4

5

ภาพที่ 5

6

ภาพที่ 6

7

ภาพที่ 7

8

ภาพที่ 8

จากนั้นเมื่อทำการกำหนดค่าที่จะพิมพ์งานเสร็จแล้วให้เลือกกด OK เพื่อตกลงที่จะบันทึกงานเท่านี้ก็สามารถนำไฟล์งานไปสั่งพิมพ์ที่เครื่อง Flashforge Guider 2 ได้เลย  ซึ่งเมื่อโปรแกรมทำการบันทึกเสร็จแล้วจะแสดงรายละเอียดของการพิมพ์ชิ้นงานในแต่ละ Layer ที่พิมพ์ทั้งหมด เวลาที่ใช้ และรวมทั้งปริมาณของพลาสติกเส้นที่ใช้ไปด้วย ตามรูปภาพที่ 9 เราสามารถเลื่อนดูชิ้นงานก่อนพิมพ์ใน Layer ต่างๆ ได้ ถือเป็นการตรวจสอบชิ้นงานก่อนพิมพ์ว่าสามารถขึ้นรูปได้หรือไม่

9

 

จากภาพการประมวลผลของโปรแกรม FlashPrint บอกว่าชิ้นงานนี้ ใช้เวลาในการพิมพ์ 1 ชั่วโมง 32 นาที ใชพลาสติกเส้นยาว 5.64 เมตร และชิ้นงานมี Layer ทั้งหมด 505 ชั้น ตัวอย่างชิ้นที่เมื่อพิมพ์เสร็จ และนำไปประยุกต์ใช้งานจะเป็นดังภาพต่อไปนี้

10

11

12

13

14

 

 

เทคนิคประหยัดเรซิ่นกว่า 50% ในการพิมพ์ DLP/SLA 3D Printer

เทคนิคประหยัดเรซิ่นกว่า 50% ในการพิมพ์ DLP/SLA 3D Printer

เทคการประหยัดเรซิ่น

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วครับว่า เรซิ่นนั้นราคาค่อนข้างสูงตั้งแต่ 4บาท/กรัม ตัวแพงๆอาจจะราคาถึง 17บาท/กรัม ดังนั้นวิธีการลดต้นทุนเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับพิมพ์เรซิ่น
บทความนี้จะว่าด้วยวิธีการ ประหยัดเรซิ่นกว่า 50% จากการพิมพ์ปกติ นอกจากนี้ยังยืดอายุการใช้งานถาดพิมพ์อีกด้วยนะเออ ที่สำคัญที่สุดวิธีการนี้สามารถใช้ได้กับเครื่อง DLP, SLA ทุกเครื่องในท้องตลาดไม่ล็อคยี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่ง

จากรูปจะเห็นองค์พระหนักเพียง 20g จากปกติต้องใช้เรซิ่นถึง 50g ประหยัดเรซิ่นกว่า 60%
จากรูปจะเห็นองค์พระหนักเพียง 20g จากปกติต้องใช้เรซิ่นถึง 50g ประหยัดเรซิ่นกว่า 60%

สิ่งที่ต้องเตรียม
– เครื่อง DLP หรือ SLA Printer ของท่านรุ่นใดๆก็ได้ (ในบทความนี้ ผมใช้ Flashforge Hunter)
– Software MeshMixer (Free Software จาก AutoDesk) Download จาก http://www.meshmixer.com/
เอาไว้ทำวัตถุกลวง Hollow เจาะรู และ จัดการไฟล์อื่นๆ
– Software FlashPrint (Free Software จาก Flashforge) Download จาก http://www.flashforge.com/
เอาไว้ตัดชิ้นงาน สร้าง Support แล้วออก Save ออกมาเป็นไฟล์ STL (อย่างลืมเลือก Machine เป็น FF Hunter)

วิธีที่ 1 (ใช้ได้กับทุกเครื่อง DLP, SLA) ทำให้กลวง เจาะรูให้น้ำไหล สร้าง Support ช่วงค้ำยัน ทั้งนอกและและในชิ้นงาน
1.1 เตรียมไฟล์ STL ของเราไว้ ในบทความนี้เราใช้ไฟล์จาก thingiverse รูปพระพุทธรูป https://www.thingiverse.com/thing:2156108 Credit : Strong Hero
หากนำไฟล์นี้มาพิมพ์เลยโดยตรงจะเป็นการพิมพ์ตัน

โดยทั่วไปการทำไฟล์ 3มิติ นิยมทำเป็นโมเดลตัน
โดยทั่วไปการทำไฟล์ 3มิติ นิยมทำเป็นโมเดลตัน

1.2 เอาไฟล์ที่เราได้มาเปิดใน MeshMixer ปรับขนาดชิ้นงานที่ต้องการพิมพ์ตามที่เราต้องการ ในที่นี้ให้ชิ้นงานสูง 70mm ใช้ฟังก์ชั่น Hollow ให้ทำให้ชิ้นงานกลวง โดยปกตินั้นผมจะใช้ค่า offset ให้ชิ้นงานมีความหนา 3mm ขึ้นไปเพื่อความแข็งแรง

ปรับขนาดชิ้นงาน ไปที่ Edit>Transform ในตัวอย่างปรับให้สูง 70mm
ปรับขนาดชิ้นงาน ไปที่ Edit>Transform ในตัวอย่างปรับให้สูง 70mm
กดคำสั่ง Edit>Hollow โดยกำหนดค่าความหนาของผนังที่ offset เป็นหน่วยมม. ส่วนมากเราจะใช้ค่าอยู่ที่ 3มม. สั่งเกตุว่าเราสารถเจาะรูปชิ้นงานให้นำเรซิ่นไหลออกได้ที่ Generate Hole
กดคำสั่ง Edit>Hollow โดยกำหนดค่าความหนาของผนังที่ offset เป็นหน่วยมม. ส่วนมากเราจะใช้ค่าอยู่ที่ 3มม. สั่งเกตุว่าเราสารถเจาะรูปชิ้นงานให้นำเรซิ่นไหลออกได้ที่ Generate Hole หลังจากกำหนดค่าอะไรเสร็จกด Accept

1.3 หากชิ้นงานใหญ่อย่าลืมเจาะรูให้น้ำพลาสติกไหลออกด้วย (ในฟังก์ชั่น Hollow นั้นมีเครื่องมือเจาะรูชิ้นงานให้น้ำเรซิ่นไหลด้วยชื่อ Generate Hole สามารถเลื่อนตำแหน่งต่างๆบนพื้นผิวได้) จำเป็นต้องมีทางออกของน้ำเรซิ่นด้วย หรือ หากฐานไม่ใช่ส่วนสำคัญก็ตัดฐานออกใน Software FlashPrint ก็ได้
1.4 Export ไฟล์ออกมาเป็น STL เพื่อเราจะไปเปิดใน Flashprint ต่อ (เวลาใช้ FlashPrint อย่าลืมเลือกเครื่องพิมพ์เป็น Hunter ก่อนครับ)

เมื่อทำให้กลวงหรือเจาะรูแล้ว เราสามารถทำการ Export ไฟล์ออกมาเป็น STL ได้
เมื่อทำให้กลวงหรือเจาะรูแล้ว เราสามารถทำการ Export ไฟล์ออกมาเป็น STL ได้

1.5 เปิดไฟล์ใน Flashprint เพื่อสร้าง Support (บางคนคิดว่าไม่จำเป็น ส่วนตัวผมคิดว่าจำเป็นมากๆ เนื่องจากส่วนที่ทำให้กลวงนั้น โมเดลมีส่วนที่เป็น overhang ห้อยอยู่หลายส่วน)
1.5.1 หากฐานไม่เรียบหรือฐานไม่จำเป็นแนะนำให้ตัดฐานออกด้วย (ในบทความนี้จะตัดฐานออกให้เห็นการสร้าง Support ภายในครับ)

ตย.นี้จะขอตัดฐานออก เนื่องจากโมเดลฐานไม่เรียบ
ตย.นี้จะขอตัดฐานออก เนื่องจากโมเดลฐานไม่เรียบ
สร้าง Support แบบ Auto ด้วย FlashPrint
สร้าง Support แบบ Auto ด้วย FlashPrint

1.6 กรณีใช้เครื่องพิมพ์ Flashforge Hunter สามารถสั่งพิมพืต่อได้เลย กรณีใช้เครื่องพิมพ์ยี่ห้ออื่นๆ สามารถ Export ไฟล์ออกมาเป็น STL ไปใช้ครับเครื่องพิมพ์ของท่านๆได้เลย

สามารถ Export ไฟล์ออกมาเป็นโมเดล STL (กรณีใช้กับเครืองพิมพ์ยี่ห้ออื่นๆ) กรณี Hunter สามารถสั่งพิมพ์ต่อได้เลย
สามารถ Export ไฟล์ออกมาเป็นโมเดล STL (กรณีใช้กับเครืองพิมพ์ยี่ห้ออื่นๆ) กรณี Hunter สามารถสั่งพิมพ์ต่อได้เลย

วิธีที่ 2 (ใช้ได้กับเครื่อง Flashforge Hunter)
2.1 โยนไฟล์ 3มิติเปิดใน FlashPrint เวลาสั่งพิมพ์ให้เลือก infill เป็น 0% กรณีที่พิมพ์กลวง

สามารถปรับ % ความกลวงได้ 0% คือกลวง 5-15% คือมีโครงสร้างอยู่
สามารถปรับ % ความกลวงได้
0% คือกลวง 5-15% คือมีโครงสร้างอยู่
กรณีให้พิมพ์กลวงโดยมีผนังบาง 3มม.
กรณีให้พิมพ์กลวงโดยมีผนังบาง 3มม.

2.2 สามารถเลือก infill เป็น 5-15% ก็ได้เช่นกันเพื่อเพิ่มความแข็งแรง

กรณีกำหนดค่า infill เป็น 10%
กรณีกำหนดค่า infill เป็น 10%

ทั้งนี้ทั้งนั้นกรณีวิธีที่ 1 ดีที่สุดเพียงแต่มีหลายขั้นตอน วิธี 2.1 มีโอกาสที่ทำให้ชิ้นงานเสีย เนื่องจากกลวงแต่ไม่มีโครงสร้างภายในไม่มีโครงสร้างภายใน

Credit : Mamipoko Print3Dd

Update: FlashPrint 3.17.0

Update: FlashPrint 3.17.0

สำหรับท่านที่ใช้โปรแกรม FlashPrint อยู่ สัปดาห์นี้เพิ่งมีปรับปรุงเป็น Version 3.17.0 โดยมีรายการที่ปรับปรุงแก้ไขดังนี้

Capture

  1. ปรับปรุง Line-Support ให้แกะได้ง่ายขึ้น พร้อมเพิ่มตัวเลือกเพื่อปรับแต่งใน Expert Mode
  2. เพิ่ม Strength Infill ใน Expert Mode สามารถเพิ่มชั้นที่เป็นเนื้อพลาสติกเต็มพื้นที่ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับโมเดล
  3. เพิ่มความสามารถในการเคลื่อนย้าย และบันทึกไฟล์งานประเภท SLC พร้อมการแสดงผลที่ดีขึ้น
  4. ปรับปรุง Wall ให้ช่วยกำจัดเส้นพลาสติกที่ย้อยลงมาให้ดียิ่งขึ้น (ในการพิมพ์โดยใช้สองหัวพิมพ์พร้อมกัน
  5. ย้ายคำสั่ง Surface to Platform ไปยังปุ่ม Rotate
  6. พัฒนาความเร็วในการ Slice ให้เร็วขึ้นในไฟล์ที่มีรายละเอียดมากๆ โดยเฉพาะเครื่อง Flashforge Hunter
  7. ปรับปรุงการสร้าง Support ที่มากเกินไปของเครื่อง DLP ในบางไฟล์
  8. แก้ปัญหาหน้าจอตั้งต้นอยู่นอกพื้นที่โปรแกรม
  9. แก้ปัญหาของเครื่อง Inventor II .ใน Expert Mode
  10. แก้ปัญหาการ Update Firmware ของ Creator Pro
  11. แก้ปัญหาที่บางไฟล์ไม่สามารถบันทึกในรูปแบบ 3MF ได้
  12. ปรับปรุงและแก้ปัญหาอื่นๆ

ลองโหลดมาใช้กันดูครับ โหลดที่นี่

Capture 2

FlashPrint ตอนที่ 5

FlashPrint ตอนที่ 5

การทำภาพนูนต่ำ (Lithophane / Relievo)

2

ในการทำภาพนูนต่ำ ให้เลือกไฟล์รูปภาพที่เป็นแบบ png, jpg, jpeg หรือ bmp แล้วโปรแกรมจะทำการเปลี่ยนให้เป็นไฟล์ .stl จะมีหน้าต่างดังนี้ขึ้นมา ปรับค่าต่างๆ ตามความต้องการดังนี้

1

Shape เลือกเป็นแบบแผ่น ท่อ ถ้วย โคมไฟ

Mode กำหนดให้สีเข้มให้หนา หรือสีอ่อนให้หนา

Maximum thickness ความหนารวมของโมเดล

Bottom thickness ความหนาของฐาน

Height ความสูงรวม

Top diameter เส้นผ่าศูนย์กลางด้านบน

Bottom diameter เส้นผ่าศูนย์กลางด้านล่าง จากนั้นกดปุ่ม [OK]

จากรูปนี้เราจะได้โมเดลตามนี้

3
(Plane)
4
(Tube)
5
(Canister)
10
(Lamp)
7
(Seal)

Surface to Platform

8
9

ใช้กำหนดพื้นผิวที่ต้องการให้แนบกับแท่นพิมพ์ ให้เลือกโมเดลที่ต้องการก่อน แล้วเลือกเมนู [Edit]–[Surface to Platform] แล้วใช้เมาส์ชี้ไปที่พื้นผิวที่ต้องการ จะมีกรอบสีแดงให้เห็น จากนั้นกด Double-click พื้นผิวนั้นจะไปแนบกับแท่นพิมพ์ทันที

FlashPrint ตอนที่ 4

FlashPrint ตอนที่ 4

Explanation of Expert Slicing settings

1

Preview: เลือกช่องนี้เพื่อดูการทำงานของเครื่องก่อนพิมพ์

Print When Slice Done: เลือกช่องนี้เพื่อพิมพ์งานทันที

Select Profile: เลือกชุดคำสั่งที่บันทึกไว้ล่วงหน้า

General:

Layer Height:

Layer Height: Layer Height: กำหนดความสูงของแต่ละชั้นของเส้นพลาสติก ค่าที่น้อยจะได้ชิ้นงานที่มีผิวเรียบเนียนกว่า

First Layer Height: กำหนดความสูงที่ชั้นแรกของโมเดล มักจะกำหนดให้สูงกว่าชั้นอื่นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ในการยึดเกาะกับแท่นพิมพ์ ไม่ควรเกิน 0.4 ม.ม. แนะนำว่าให้ใช้ค่าที่ให้มา

Speed:

Base Print Speed: ความเร็วระหว่างพิมพ์โมเดล ค่าความเร็วนี้จะเป็นฐานในการคำนวณความเร็วอื่นๆ ต่อไป

Travel Speed: ความเร็วขณะที่หัวพิมพ์ไม่ได้ฉีดพลาสติกออกมา

Minimum Speed: ความเร็วต่ำสุดขณะพิมพ์

First Layer Maximum Speed: ความเร็วสูงสุดในการพิมพ์ layer แรก ควรให้ช้าเพื่อช่วยให้ติดแท่นพิมพ์ได้ดีขึ้น – หากใช้ raft จะไม่นำค่านี้ไปใช้

First Layer Maximum Travel Speed: ความเร็วสูงสุดขณะที่หัวพิมพ์ไม่ได้ฉีดพลาสติกที่ layer แรก ควรให้ช้าเพื่อช่วยให้ติดแท่นพิมพ์ได้ดีขึ้น – หากใช้ raft จะไม่นำค่านี้ไปใช้

Temperature

Extruder’s temperature: อุณหภูมิที่หัวพิมพ์ขณะพิมพ์

Platform: อุณหภูมิที่แท่นพิมพ์ช่วยให้โมเดลติดแท่นพิมพ์ได้ดีขึ้น หากเครื่องพิมพ์เป็นรุ่น “Flashforge Dreamer/ Creator Pro/ Inventor” จะแสดงอุณหภูมิของหัวพิมพ์ ซ้าย-ขวา-แท่นพิมพ์ หากเครื่องพิมพ์เป็นรุ่น “FlashForge Finder/Guider”จะแสดงอุณหภูมิของหัวพิมพ์เท่านั้น

การกำหนดอุณหภูมิควรให้เหมาะกับชนิดของพลาสติกที่ใช้

หมายเหตุ: การใช้อุณหภูมิที่แตกต่างกันจะมีผลกับโมเดลที่พิมพ์ ควรปรับให้เหมาะสมกับโมเดลของคุณ

Retraction

Retraction length: ระยะทางที่มอเตอร์จะดึงเส้นพลาสติกกลับก่อนที่หัวพิมพ์จะเคลื่อนที่ผ่านช่องว่าง ซึ่งจะช่วยลดการเกิดเส้นใย และการเลอะของพลาสติก

Speed: ความเร็วในการดึงเส้นพลาสติกกลับ

Perimeter:

Thickness:

Shell Count: จำนวนรอบที่หัวพิมพ์จะฉีดพลาสติกในการสร้างผนังด้านข้าง จำนวนรอบมากขึ้นโมเดลจะมีความแข็งแรงมากขึ้นตาม

Maximum Path Overlap: กำหนดระยะทับซ้อนของเส้นพลาสติกในกรณีที่พิมพ์งานผนังบาง

Start Points:

Mode: กำหนดตำแหน่งจุดเริ่มต้นของ layer ซึ่งมีอยู่ 2 ตัวเลือกคือ

Closest to specific location: ทุก layer จะเริ่มที่จุดที่ใกล้ตำแหน่งที่ระบุมากที่สุด

Use random start points: จุดเริ่มต้นจะเป็นไปในลักษณะสุ่มตำแหน่ง

X : พิกัดในแกน X ที่หัวพิมพ์จะเริ่มพิมพ์ในแต่ละ layer

Y : พิกัดในแกน Y ที่หัวพิมพ์จะเริ่มพิมพ์ในแต่ละ layer

Speed:

Exterior Speed: ความเร็วในการพิมพ์ผิวด้านนอกของโมเดล คิดเป็น % ของ Base Print Speed ควรพิมพ์ให้ช้าเพื่อผิวงานที่สวยกว่า

Visible Interior Speed: ความเร็วในการพิมพ์ผิวด้านในของโมเดลในส่วนที่มองเห็น คิดเป็น % ของ Base Print Speed

Invisible Interior Speed: ความเร็วในการพิมพ์ผิวด้านในของโมเดลในส่วนที่มองไม่เห็น คิดเป็น % ของ Base Print Speed

Infill:

General

Top Solid Layers: ความหนาของพื้นด้านบน เกิดจากการปู layer ให้เต็ม ปกติจะปูเต็มหลายๆ layer เพื่อไม่ให้บางเกินไป

Bottom Solid Layers: ความหนาของพื้นด้านล่าง เกิดจากการปู layer ให้เต็ม ปกติจะปูเต็มหลายๆ layer เพื่อไม่ให้บางเกินไป

Fill Density: กำหนดปริมาณเนื้อพลาสติกที่เติมเข้าไปในช่องว่างภายในตัวโมเดล

Fill Pattern: รูปแบบของเส้นพลาสติกที่จะสร้างเป็นเนื้อด้านในโมเดล รูปหกเหลี่ยมจะแข็งแรงที่สุด เส้นตรงจะเร็วที่สุด สามเหลี่ยมจะให้การยึดเหนี่ยวระหว่าง layers.มากที่สุด

Start Angle: กำหนดองศาของรูปแบบที่พิมพ์ที่ layer แรก จะไม่มีผลกับแบบหกเหลี่ยม

Overlap Perimeter: กำหนดระยะทับซ้อนของ infill กับ shell เพื่อให้โมเดลมีความแข็งแรงไม่เกิดรู

Vase Mode: โหมดแจกัน เมื่อเลือกโหมดนี้ infill และ top solid layer จะไม่ถูกพิมพ์

Speed

Solid Speed: ความเร็วในขณะที่พิมพ์เต็ม (solid layer) จะตั้งค่าเป็น % ของ Base Print Speed

Sparse Speed: ความเร็วในขณะที่พิมพ์ infill

Combine Infill

Maximum Combine Layers: เลือกเพื่อรวมจำนวนชั้นของ infill เข้าด้วยกัน ทำให้งานเสร็จเร็วขึ้นโดยจะพิมพ์ชั้นสลับชั้น ตามจำนวนที่ชั้นที่เลือก และจะฉีดพลาสติกให้ออกมามากขึ้นแทน

Combine Mode: หาก Layer height ที่มากกว่า 0.1 ม.ม.แนะนำให้ใช้ Every “n” Layers นอกจากนั้นแนะนำให้ใช้ Every “n” Inner Layers

Support:

General

Enable Support: ตอบ Yes เพื่อให้เครื่องพิมพ์ support ที่สร้างมาแล้ว หากตอบ No จะไม่พิมพ์ แม้จะสร้างมาแล้วก็ตาม

Select Extruder: เลือกหัวพิมพ์ซ้าย หรือขวา เพื่อพิมพ์ support หากเครื่องรุ่น “FlashForge Dreamer/FlashForge Creator Pro/ FlashForge Inventor” จะสามารถเลือกได้ ตัวเลือก Automatch ซอฟแวร์จะเลือกหัวพิมพ์ให้โดยอัตโนมัติ หากใช้เครื่องรุ่น “FlashForge Finder/Guider”จะไม่สามารถเลือกได้.

Treelike

Speed: ปรับความเร็วในการพิมพ์ support ใส่ค่าเป็น % ของ Base Print Speed

Space to Model(X/Y): ปรับระยะห่างที่น้อยที่สุดของ support กับโมเดล เพื่อให้สามารถแกะ support ได้โดยง่าย

Shell Count: จำนวนรอบในการพิมพ์ support

Linear

Speed: ปรับความเร็วในการพิมพ์ support ใส่ค่าเป็น % ของ Base Print Speed

Space to Model(X/Y): ปรับระยะห่างที่น้อยที่สุดของ support กับโมเดล เพื่อให้สามารถแกะ support ได้โดยง่าย

Space to Model (Z): ระยะห่างระหว่าง support กับโมเดลในแนวแกน Z เพื่อให้สามารถแกะ support ได้โดยง่าย

Path Space: ความถี่ของ support ยิ่งถี่มากก็จะรองรับได้ดีขึ้น แต่ใช้เวลานานมากขึ้นด้วย

Additions:

Raft:

Enable Raft: ตอบ Yes เพื่อให้เครื่องพิมพ์สร้าง raft ซึ่งจะช่วยให้โมเดลยึดติดกับแท่นพิมพ์ได้ดีขึ้น และยังช่วยปรับพื้นผิวแท่นพิมพ์ที่ไม่เรียบได้อีกด้วย

Select Extruder: เลือกหัวพิมพ์ซ้าย หรือขวา เพื่อพิมพ์ support หากเครื่องรุ่น “FlashForge Dreamer/FlashForge Creator Pro/ FlashForge Inventor” จะสามารถเลือกได้ ตัวเลือก หากใช้เครื่องรุ่น “FlashForge Finder/Guider”จะไม่สามารถเลือกได้.

Margin: กำหนดขนาดของ raft ว่าจะกว้างกว่าตัวโมเดลเท่าใด

Space to Model (Z): ระยะห่างระหว่าง raft กับโมเดลในแนวแกน Z เพื่อให้สามารถแกะ raft ได้โดยง่าย

Pre-extrusion

Enable Pre-extrusion: กำหนดให้เครื่องพิมพ์เส้นออกมาระยะหนึ่งเพื่อเตรียมหัวพิมพ์ให้พร้อม

Margin: กำหนดระยะให้ห่างจากโมเดลเท่าใด

Path Length: กำหนดว่าจะให้พิมพ์เส้นออกมายาวเท่าใด

Speed: ความเร็วในการพิมพ์เส้นนี้

Wall

Enable Wall: สร้างกำแพงรอบๆ โมเดล ทำหน้าที่เช็ดพลาสติกที่ไหลย้อยออกมาจากหัวพิมพ์ที่ยังไม่ได้ถูกใช้งาน ในกรณีที่พิมพ์สองหัวพร้อมกัน

Select Extruder: เลือกหัวพิมพ์ซ้าย หรือขวา เพื่อพิมพ์ support หากเครื่องรุ่น “FlashForge Dreamer/FlashForge Creator Pro/ FlashForge Inventor” จะสามารถเลือกได้ ตัวเลือก หากใช้เครื่องรุ่น “FlashForge Finder/Guider”จะไม่สามารถเลือกได้

Shell Count: จำนวนรอบในการพิมพ์ wall จำนวนรอบที่มากขึ้นผนังจะหนาและแข็งแรงขึ้น

Margin: กำหนดระยะห่างระหว่างโมเดล และ Wall

Speed: กำหนดความเร็วในการพิมพ์ Wall

Brim

Enable brim: กำหนดให้สร้างเส้นรอบรูปโมเดลที่ชั้นแรก สร้างเป็นครีบออกมาจากฐานโมเดลเพื่อช่วยในการยึดเกาะกับแท่นพิมพ์ป้องกันการยกตัวจากฐาน

Select extruder: เลือกหัวพิมพ์ซ้าย หรือขวา เพื่อพิมพ์ support หากเครื่องรุ่น “FlashForge Dreamer/FlashForge Creator Pro/ FlashForge Inventor” จะสามารถเลือกได้ ตัวเลือก หากใช้เครื่องรุ่น “FlashForge Finder/Guider”จะไม่สามารถเลือกได้

Margin: ความกว้างของครีบที่จะสร้าง ยิ่งกว้างมากก็ยิ่งยึดติดได้ดี

Brim Layer: จำนวนชั้นที่พิมพ์ Brim ยิ่งหลายชั้นจะยิ่งแข็งแรงขึ้น แต่จะแกะออกยากขึ้น

Advanced

Stepper Motor Voltage (Usually keep default) แนะนำว่าให้คงค่าเดิมไว้

X-Axis: ค่าความต่างศักย์ไฟฟ้าที่ใช้กับมอเตอร์แกน X ยิ่งสูงจะได้กำลังมาก แต่มอเตอร์จะร้อนมากขึ้น

Y-Axis: ค่าความต่างศักย์ไฟฟ้าที่ใช้กับมอเตอร์แกน Y ยิ่งสูงจะได้กำลังมาก แต่มอเตอร์จะร้อนมากขึ้น

Z-Axis: ค่าความต่างศักย์ไฟฟ้าที่ใช้กับมอเตอร์แกน Z ยิ่งสูงจะได้กำลังมาก แต่มอเตอร์จะร้อนมากขึ้น

A-Axis: ค่าความต่างศักย์ไฟฟ้าที่ใช้กับมอเตอร์หัวฉีด 1 ยิ่งสูงจะได้กำลังมาก แต่มอเตอร์จะร้อนมากขึ้น

B-Axis: ค่าความต่างศักย์ไฟฟ้าที่ใช้กับมอเตอร์หัวฉีด 2 ยิ่งสูงจะได้กำลังมาก แต่มอเตอร์จะร้อนมากขึ้น

Others

Extrusion Ratio: อัตราการฉีดเนื้อพลาสติกออกจากหัวพิมพ์

Path Width: ขนาดเส้นพลาสติกที่ฉีดออกจากหัวพิมพ์ 0.4 คือค่าที่เท่ากับขนาดรูหัวพิมพ์

Path Resolution: กำหนดความละเอียดของเส้นพลาสติกในกรณีที่โมเดลมีรายละเอียดมากเกินไป ตัวเลขที่มากขึ้นจะทำให้ตำแหน่งของเส้นพลาสติกมีความละเอียดลดลง แต่การความแม่นยำของการฉีดพลาสติกจะสูงขึ้น

Others

Cooling Fan Controls

Cooling Fan Controls: ควบคุมการเปิดปิดพัดลมระบายความร้อน มีตัวเลือกดังนี้

[“Always On” เปิดตลอดเวลา] [“Always Off” ปิดตลอดเวลา], [“ON (when raft printed)” เปิดเมื่อ พิมพ์ raft เสร็จ], [“ON (when to pre-set height)”เปิดเมื่อถึงระยะที่ตั้งล่วงหน้า] ซึ่งใช้ได้กับเครื่องรุ่น “FlashForge Dreamer/FlashForge Creator Pro/FlashForge Inventor” เท่านั้น

2

The Pre-set Fan On Height: กำหนดความสูงของโมเดลที่จะเปิดพัดลมล่วงหน้า

3

Pause Heights: กำหนดความสูงที่ให้เครื่องหยุดพิมพ์ชั่วคราว กำหนดได้หลายตำแหน่ง แต่ต้องไม่สูงกว่าตัวโมเดล

4

วิธีทำ-ให้กดปุ่ม [Edit] แล้วจะมีหน้าต่างดังรูปข้างล่าง ใส่ตัวเลขความสูงที่ต้องการแล้วกดเครื่องหมาย + หากต้องการลบให้เลือกจากบรรทัดที่สอง แล้วกดเครื่องหมาย – เรียบร้อยแล้วกดปุ่ม [OK]

6
Dimensional Adjustment

Enable Adjustments: เปิดใช้งานค่าชดเชยขนาดของโมเดลในกรณีที่ขนาดคลาดเคลื่อน

External Compensation: กำหนดค่าชดเชยขนาดของโมเดลในส่วนของขนาดภายนอก ค่าบวกจะทำให้ขนาดใหญ่ขึ้น ค่าลบจะทำให้ขนาดเล็กลง

Internal Compensation: กำหนดค่าชดเชยขนาดของโมเดลในส่วนของขนาดภายใน ค่าบวกจะทำให้ขนาดใหญ่ขึ้น ค่าลบจะทำให้ขนาดเล็กลง

Reset extruder temperature once reach to specific heights

Extruder: กำหนดว่าให้เปลี่ยนค่าความร้อนเป็นค่าที่กำหนดใหม่เมื่อโมเดลมีความสูงถึงระยะที่กำหนด

7

วิธีทำ-ให้กดปุ่ม [Edit] แล้วจะมีหน้าต่างดังรูปข้างล่าง ใส่ตัวเลขความสูง และอุณหภูมิที่ต้องการแล้วกดเครื่องหมาย + หากต้องการลบให้เลือกจากบรรทัดที่สอง แล้วกดเครื่องหมาย – เรียบร้อยแล้วกดปุ่ม [OK]

8

  1. Save as new: บันทึกค่าการพิมพ์ต่างๆ เป็นไฟล์เก็บไว้ได้
  • วิธีทำ – หลังจากตั้งค่าต่างๆ เป็นที่เรียบร้อยแล้วกดปุ่ม [Save as new] จะมีหน้าต่างใหม่ขึ้นมา ให้ใส่ชื่อไฟล์ที่ต้องการแล้วกดปุ่ม [OK] เมื่อจะเรียกใช้ครั้งต่อไปให้เลือกจากช่อง [Select Profile]
  1. Remove
  • ใช้ลบค่าการพิมพ์ที่เคยบันทึกไว้ที่แสดงอยู่ในช่อง [Select Profile] ออกไป โดยการกดปุ่ม [Remove] จะมีข้อความให้ยืนยัน ตอบ [Yes] หากต้องการลบ หากต้องการยกเลิกให้กดปุ่ม [No]
  1. Restore Default: เมื่อต้องการเปลี่ยนค่าต่างๆ ให้กลับไปเป็นค่าเริ่มต้นให้กดปุ่มนี้
  2. Save Configuration: บันทึกค่าที่เปลี่ยนแปลงเข้าไปกับ profile ปัจจุบัน
  • สำหรับเครื่องพิมพ์ DLP 3D printer Hunter
  • ก่อนจะเริ่มพิมพ์ โมเดลของคุณต้องทำการ slice และแปลงข้อมูลเป็นรูปแบบของ svgx เสียก่อน โปรดดูวิธีการทำในหัวข้อ 2.8.1 ในการสร้าง svgx จะมีการตั้งค่าดังต่อไปนี้
  1. Print Preview: เลือกให้แสดงภาพก่อนพิมพ์ ควรเลือกไว้เสมอ
  2. Start to print after slice done: เลือกเพื่อให้เครื่องพิมพ์เริ่มทำงานทันทีหลังจากคำนวณเสร็จ
  3. Material type: มีตัวเลือกให้ใช้อยู่ 4 แบบ แบบที่เป็นค่าตั้งต้นคือ FH1100
  • Layer height: กำหนดความหนาของแต่ละ layer ค่าตั้งต้นอยู่ที่ 0.025 ม.ม.
  • Exposure time
  • Base Time: ระยะเวลาการฉายแสงของแต่ละ layer เรซิ่นแต่ละชนิดจะใช้เวลาแตกต่างกัน ปรับได้ตั้งแต่ 1-60 วินาที
  • Attach Time: ระยะเวลาการฉายแสงของ layer แรกเพื่อให้ติดกับฐานได้ดี ไม่หลุด
  • Raft: กำหนดให้พิมพ์แผ่นรองที่ฐานพิมพ์เพื่อช่วยให้โมเดลติดกับฐานได้ดีมากขึ้น
  • Size Adjust:
  • X adjust: เมื่อโมเดลที่พิมพ์เสร็จแล้วขนาดแกน X ผิดไปจากแบบ สามารถปรับขนาดได้ตั้งแต่ 50%-150%
  • Y adjust: เมื่อโมเดลที่พิมพ์เสร็จแล้วขนาดแกน Y ผิดไปจากแบบ สามารถปรับขนาดได้ตั้งแต่ 50%-150%
  • Infill
  • Infill Density: กำหนดความหนาแน่นของ infill กำหนดได้ตั้งแต่ 0%-100%
  • Shell thickness: กำหนดความหนาของผนังโมเดล กำหนดได้ตั้งแต่ 1-10 ม.ม.
  • Infill thickness: กำหนดความหนาของ infill กำหนดได้ตั้งแต่ 0.5-5 ม.ม.
  • Others:
  • Light Intensity: กำหนดความเข้มแสงที่ใช้ เรซิ่นแต่ละชนิดจะใช้ความเข้มแสงแตกต่างกัน

FlashPrint ตอนที่ 3

FlashPrint ตอนที่ 3

Printing

Select Machine Type

ก่อนที่จะเชื่อมต่อเครื่องพิมพ์เข้ากับคอมพิวเตอร์ ให้กดเมนู [Print]–[Machine Type] แล้วเลือกรุ่นของเครื่องพิมพ์ให้ถูกต้อง โปรแกรมจะปรับขนาดแท่นพิมพ์ และตัวเลือกในการพิมพ์ให้โดยอัตโนมัติ

1

Print

สร้างไฟล์ Gcode คุณจะต้อง slice โมเดลของคุณก่อนที่จะส่งไปพิมพ์ โดยทำตามขั้นตอนต่อไปนี้

  1. กดเมนู [Print]–[Print] หรือกดปุ่ม Print ที่อยู่ด้านบนของจอภาพ จะมีหน้าต่างใหม่ขึ้นมา
2
Flashforge Dreamer/Creator Pro
3
Flashforge Finder/Guider

 

  1. ตั้งค่าการพิมพ์ตามต้องการ จากนั้นกดปุ่ม [OK] จะมีหน้าต่างให้กำหนดชื่องาน และตำแหน่งที่จะบันทึกไฟล์ Gcode จากนั้นกดปุ่ม [Save] จะเห็นแถบสีเขียวด้านล่างของจอภาพแสดงความก้าวหน้าของการบันทึก คุณสามารถกด ปุ่ม [Abort] ก่อนที่จะทำเสร็จเพื่อยกเลิกการบันทึก

4

คำอธิบายการตั้งค่า

5

A–Preview: เลือกเปิด-ปิดการแสดงภาพก่อนพิมพ์

B–Print when slice done: เลือกให้พิมพ์ทันทีหลังจากกด [OK]

C–Material Left: เลือกวัสดุที่จะใช้พิมพ์ที่หัวพิมพ์ด้านซ้าย

D–Material Right: เลือกวัสดุที่จะใช้พิมพ์ที่หัวพิมพ์ด้านขวา

หมายเหตุ: เครื่อง Flashforge Dreamer/Creator Pro วัสดุที่มีให้เลือกคือ PLA, ABS, HIPS, Conductive filament, Flexible filament
สำหรับ Flashforge Guider / Finder จะมีให้เลือกเพียง 1 หัวพิมพ์เท่านั้น และจะใช้วัสดุ PLA, Conductive filament, Flexible filament

E–Supports: เลือกหัวพิมพ์ที่จะพิมพ์วัสดุที่จะใช้ทำ support (Dissolvable Filament) เลือกซ้าย หรือขวา หรือไม่พิมพ์เลยก็ได้ (Disable)

เฉพาะ Flashforge Guider / Finder จะมีให้เลือกเพียงเปิดหรือปิดการใช้งานเท่านั้น

F–Raft: คือตัวช่วยให้โมเดลติดกับแท่นพิมพ์ได้ดีขึ้น เลือกใช้หัวพิมพ์ด้านซ้าย หรือขวา หรือไม่พิมพ์เลยก็ได้

เฉพาะ Flashforge Guider / Finder จะมีให้เลือกเพียงเปิดหรือปิดการใช้งานเท่านั้น

H–Wall: เลือกเพื่อเปิดคำสั่งการสร้างผนังสำหรับเช็ดหัวพิมพ์เพื่อไม่ให้เลอะชิ้นงานในกรณีที่สั่งพิมพ์พร้อมกัน2หัว

I—Brim: เลือกเพื่อสร้างครีบที่ฐาน แผ่ออกไปเพื่อลดการแอ่นตัวของโมเดล

7
Raft
6
Brim

G—Resolution: เป็นการเลือกความละเอียดของโมเดล โดยมีตัวเลือกแบบสำเร็จรูปสี่แบบ คือ

    Low—ความละเอียดต่ำ แต่งานจะเสร็จเร็ว

    Standard—ความละเอียดปานกลาง

    High—ความละเอียดสูง ใช้เวลาพิมพ์นาน

    Hyper—ความละเอียดสูงมาก (เมื่อเลือกพิมพ์ PLA ที่หัวพิมพ์ด้านขวาของเครื่อง Flashforge Dreamer)

หากต้องการปรับตัวเลือกมากกว่านี้ให้กดปุ่ม [More options] เพื่อกำหนด Layers, Shells, Infill, Temperature, และอื่นๆ
8Layer

Layer Height: กำหนดความสูงของแต่ละชั้นของเส้นพลาสติก ค่าที่น้อยจะได้ชิ้นงานที่มีผิวเรียบเนียนกว่า

First Layer Height: กำหนดความสูงที่ชั้นแรกของโมเดล มักจะกำหนดให้สูงกว่าชั้นอื่นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ในการยึดเกาะกับแท่นพิมพ์ ไม่ควรเกิน 0.4 ม.ม. แนะนำว่าให้ใช้ค่าที่ให้มาShells: เป็นการกำหนดความหนาของพื้นผิวชิ้นงาน (หากเลือก vase mode ผิวด้านบนจะไม่พิมพ์)

Perimeter Shells: ความหนาผนังแนวตั้ง สูงสุดคือ 10 ชั้น

Top Solid Layer: ความหนาผนังด้านบน สูงสุดคือ 10 ชั้น น้อยสุดคือ 1 ชั้น

Bottom Solid Layer: ความหนาผนังด้านบน สูงสุดคือ 10 ชั้น น้อยสุดคือ 1 ชั้นInfill กำหนดปริมาณ และรูปแบบเนื้อพลาสติกที่อยู่ในโมเดล

Fill Density ปริมาณเนื้อพลาสติกที่อยู่ภายในของตัวโมเดล

Fill Pattern รูปแบบของเนื้อพลาสติกที่พิมพ์ มีแบบหกเหลี่ยมจะแข็งแรงที่สุด สามเหลี่ยมจะให้การยึดตัวของแต่ละ layer ดี และเส้นตรงจะพิมพ์ได้เร็วที่สุด

Combine Infill เป็นการลดเวลาในการพิมพ์ โดยพิมพ์ infill แบบชั้นเว้นชั้น Layer height ที่มากกว่า 0.1 ม.ม.แนะนำให้ใช้ Every “n” Layers นอกจากนั้นแนะนำให้ใช้ Every “n” Inner Layers

9Speed ความเร็วในการพิมพ์ การพิมพ์ให้ช้าจะได้โมเดลที่สวยงามกว่า (ประมาณ 40 ม.ม./วินาที)

Print Speed ความเร็วระหว่างพิมพ์โมเดล

Travel Speed ความเร็วขณะที่หัวพิมพ์เคลื่อนข้ามช่องว่าง (ไม่ได้ฉีดพลาสติก) สำหรับ PLA แนะนำที่ 100

หมายเหตุ: การปรับค่าการพิมพ์เพื่อให้ได้ผลที่ดี จะแตกต่างในแต่ละโมเดลTemperature ตั้งค่าอุณหภูมิที่หัวพิมพ์ และแท่นพิมพ์

Right/Left Extruder ตั้งค่าอุณหภูมิที่หัวพิมพ์ทั้งสองด้าน สำหรับเครื่อง Finder / Guider จะมีช่องเดียว

Platform. ตั้งค่าอุณหภูมิที่แท่นพิมพ์ สำหรับเครื่อง Finder / Guider จะไม่มีค่านี้

หมายเหตุ: การใช้อุณหภูมิที่แตกต่างกันจะมีผลกับโมเดลที่พิมพ์ ควรปรับให้เหมาะสมกับโมเดลของคุณ

10Others อื่นๆ

Cooling Fan Controls: มีเฉพาะเครื่องรุ่น Flashforge Dreamer/Creator Pro ใช้สำหรับกำหนดการเปิด/ปิดพัดลม และยังกำหนดการเปิดพัดลมที่ความสูงใดๆ ของแกน Z ได้อีกด้วย

11

Pause at Heights: กำหนดให้เครื่องหยุดพิมพ์ชั่วคราวที่ความสูงใดๆ ของแกน Z สามารถกำหนดได้หลายๆ ตำแหน่ง โดยการกดปุ่ม [Edit] ใส่ความสูงที่ต้องการเป็น ม.ม. แล้วกด + หากต้องการลบค่าใด ก็เลือกค่านั้นแล้วกด –เรียบร้อยแล้วกดปุ่ม [OK]

1213

FlashPrint ตอนที่ 2

FlashPrint ตอนที่ 2

Cut-การตัดโมเดล

เลือกโมเดลที่ต้องการแล้วคุณสามารถตัดโมเดลที่อยู่บนแท่นพิมพ์นั้น:

11

กดปุ่ม [Cut] แล้วเลือกแนวแกนที่จะตัดได้ดังต่อไปนี้

Draw with mouse: กดปุ่มซ้ายที่เมาส์แล้วลากไปในทิศทางที่ต้องการเพื่อสร้างเส้นตัด ถ้าต้องการจะเปลี่ยนตำแหน่งของเส้นตัดให้กดเลือกเส้นตัดแล้วลากไปยังตำแหน่งที่ต้องการ หรือใส่ตัวเลขตำแหน่งที่ต้องการลงในช่องว่าง

10

ก่อนตัด                                       หลังตัด

9

X, Y หรือ Z Plane: เลือกว่าจะตัดในแนวแกน X, Y หรือ Z ในเมนู Direction กดเลือกโมเดล โปรแกรมจะสร้างเส้นตัดให้โดยอัตโนมัติ ถ้าต้องการจะเปลี่ยนตำแหน่งของเส้นตัดให้กดเลือกเส้นตัดแล้วลากไปยังตำแหน่งที่ต้องการ หรือใส่ตัวเลขตำแหน่งที่ต้องการลงในช่องว่าง จากนั้นกดปุ่ม [Start Cut] เพื่อทำการตัดโมเดล ถ้าต้องการให้วัตถุที่ถูกตัดแล้วอยู่ในตำแหน่งเดิม ให้กาถูกในช่อง Keep parts in place เอาไว้

ปรับแต่ง Supports

เมื่อโหลดโมเดลเข้ามาแล้ว กดเมนู [Edit]–[Supports] หรือ กดที่ไอคอน(  ) เพื่อเข้าสู่โหมดสร้าง Support เมื่อเสร็จแล้วให้กดปุ่ม [Back] เพื่อออกจากโหมดนี้

8

Auto Supports

กดปุ่ม [Auto Supports] โปรแกรมจะคำนวณตำแหน่งของ support ให้อัตโนมัติ และสร้างให้เห็นทันที หากมี support ปรากฏอยู่แล้วจะต้องถูกลบทิ้งเสียก่อนที่จะสร้างใหม่

7

Auto Supports

Clear Supports

เลือกปุ่มนี้เพื่อลบ support ทั้งหมดออกไป

Add Support

กดปุ่ม [Add] ด้านซ้ายของจอเพื่อเพิ่ม support ในตำแหน่งที่ต้องการ กดปุ่มซ้ายที่เมาส์เพื่อกำหนดตำแหน่ง กดเมาส์ค้างไว้เมื่อต้องการลากไปยังตำแน่งที่ต้องการ หากตำแหน่งที่สร้างสามารถทำได้จะเป็นสีเขียว หากเป็นสีแดงแสดงว่าไม่สามารถสร้างได้ โปรแกรมจะลบออกไปเอง

Delete Supports

หากต้องการลบ support ที่ไม่ต้องการออกให้กดปุ่ม [Delete] ที่ด้านซ้ายของจอแล้วกดเลือก support ที่จะลบ หาก support นั้นมีส่วนต่อก็จะถูกทั้งหมด

Supports Options

สำหรับเครื่อง FDM

กดปุ่ม [Supports Options] จะมีกล่องข้อความขึ้นมา จะมีตัวเลือกสองตัวคือ “treelike”และ “linear”

  • “treelike” จะเป็นการสร้าง support แบบกิ่งไม้ คุณสามารถเลือกองศาของโมเดลที่ต้องการ support ขนาดเสา ขนาดฐาน ความสูงของฐาน จากนั้นกด [OK]
  • “linear” จะเป็นแบบเส้นตรง คุณสามารถเลือกองศาของโมเดลที่ต้องการ support และขนาดเสา จากนั้นกด [OK]

6 5

ข้อสังเกต Overhang Thresh: เป็นการกำหนดองศาของความเอียงของโมเดล ในกรณีที่มีความเอียงลาดมากๆ จะทำให้เส้นพลาสติกหลุดออกจากชั้นก่อนหน้า จึงต้องมี support มารองรับ องศาที่มักจะเริ่มมีปัญหาจะอยู่ที่ 45° แต่คุณสามารถตั้งได้ตั้งแต่ 30°-60°
หากสร้าง support ไปก่อนหน้านี้แล้วจะต้องถูกลบและสร้างใหม่อีกครั้ง

2

  60°

3

30° 4

หากเลือกองศาที่มากกว่าเช่น 60° โมเดลในส่วนที่เอียงไม่ถึง 60° จะไม่มีการสร้าง support

สำหรับเครื่อง DLP

กดปุ่ม [Supports Options] จะมีกล่องข้อความ “Columnar Supports” ขึ้นมาคุณสามารถเลือกองศาของโมเดลที่ต้องการ support ขนาดจุดสัมผัส ขนาดเสา ขนาดฐาน ความสูงของฐาน และระยะห่างของเสา จากนั้นกด [OK] เลือก “Exterior Only” เพื่อให้โปรแกรมสร้าง support เฉพาะจุดที่ถูกสร้างจากพื้นเท่านั้น

1