fbpx

สายรัดนาฬิกาใหม่ใช้ได้จริงด้วย 3D Printer

สายรัดนาฬิกาใหม่ใช้ได้จริงด้วย 3D Printer

FMD 3D Printer เป็นเครื่องพิมพ์สามมิติประเภทที่ราคาถูกที่สุดในทุกชนิดและความสามารถของมันแทบจะครอบจักรวาลแล้วเพราะด้วยตัววัสดุที่หาง่ายและมีความหลากหลายมากที่สุดอีกทั้งยังสามารถใช้จริงได้อีกด้วย(ขึ้นอยู่กับวัสดุที่ผู้ใช้เลือกด้วยนะ)

ครั้งนี้เราได้ลองทำสายนาฬิกาข้อมือใช้กับของแบรนด์Casio เพื่อที่จะทดแทนของเก่าที่ชำรุดจนดูไม่ได้แล้ว ในเมื่อเรามีเครื่องพิมพ์อยู่แล้วก็ใช้เครื่องเรานี่แหละทำของมาใช้เอาซะเลย

ของเก่าที่หมดสภาพพร้อมขาดได้ทุกเมื่อ

อุปกรณ์ที่เราจะใช้วันนี้ประกอบด้วย FDM 3D printer ระบบ Direct drive (เราเลือกFlashforge Finder น้องเล็กสุดเพราะงานไม่ใหญ่มาก) กับเส้นพลาสติกประเภทFlexible โดยใช้ esun eFlex

พิมพ์เรียบร้อยใช้เวลาไม่ถึง2ชั่วโมง
แกะหมุดออกจากของเก่ามาแล้วใส่ของใหม่เข้าไปแทน

Q:สายที่ทำจากครื่องพิมพ์จะใช้ได้จริงหรอ จะทนทานพอมั้ย?
A:เส้นFlexibleที่นำมาใช้นั้นมีความแข็งอยู่ที่ 87A ของ Shore hardness ซึ่งมีความแข็งเทียบเท่ากับส้นของรองเท้าอย่างดีคู่นึงเลยทีเดียว อีกทั้งยังมีความยืดหยุ่นทนทานต่อการบิดงอแน่นอน เผลอๆอาจดีกว่าของเก่าด้วยนะ

**เหนียวแค่ไหนให้ภาพมันเล่าเรื่องเอาดีกว่า

งานPrototypeที่ใช้วัสดุประเภทยางมาทำนั้นสามารถพิมพ์ได้ไม่ยากและทดสอบได้จริง ใช้งานได้จริง

FDM ระบบ Direct Drive ที่ใช้ได้กับงานที่หลากหลาย

Reverse Model Vs Real Model การเปรียบเทียบชิ้นงานจริงกับชิ้นงานที่พิมพ์มาใหม่

Reverse Model Vs Real Model การเปรียบเทียบชิ้นงานจริงกับชิ้นงานที่พิมพ์มาใหม่

สวัสดีครับ วันนี้พวกเรา Print3DD ขอนำมาเสนอ การนำไฟล์ที่ได้จากการ Reverse Engieering มาพิมพ์งานใหม่ โดยเริ่มต้นจากการนำชิ้นงานหรือโมเดลงาน ที่ได้จากการสแกนด้วย เครื่องสแกน 3 มิติ โดยครั้งนี้เราได้ใช้เครื่องสแกนรุ่น Einscan Pro 2×2020 หลังจากนั้นเรานำไฟล์ มาผ่านกระบวณการ Reverse Engineering ด้วยโปรแกรม Solid Edge 2021 หลังจากนั้นนำไฟล์ที่ได้นำไปพิมพ์ด้วยเครื่อง Formlabs รุ่น Form3 แล้วนำ โมเดลที่ได้มาเปรียบเทียบขนาดว่าแตกต่างกันมากน้อยเพียงใด

สแกน3มิติ ด้วยเครื่อง Einscan Pro 2X2020
สแกน3มิติ ด้วยเครื่อง Einscan Pro 2X2020

หลังจากนั้นนำไฟล์ทีได้ มา Reverse Engineering บนโปรแกรม Solid Edge 2021 ไปชมคลิปวิดิโอกันเลยครับ

Reverse File Vs Scan File : เปรียบเทียบชิ้นงานบนโปรแกรม Solid Edge 2021 ครับ
Reverse File Vs Scan File : เปรียบเทียบชิ้นงานบนโปรแกรม Solid Edge 2021 ครับ
Reverse File Vs Scan File : เปรียบเทียบชิ้นงานบนโปรแกรม Solid Edge 2021 ครับ
นำไฟล์ไปพิมพ์กับเครื่องพิมพ์ 3 มิติ : Formlabs Form3
นำไฟล์ไปพิมพ์กับเครื่องพิมพ์ 3 มิติ : Formlabs Form3
ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง พิมพ์เสร้จแล้วครับ
ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง พิมพ์เสร้จแล้วครับ

** ครั้งนี้เราได้ใช้ Wax Resin ในการพิมพ์งาน เป็น Resin ชนิดพิเศษ เมื่อพิมพ์เสร้จแล้ว สามารถนำไปผ่านกระบวณการ Casting หรือกระบวณการหล่อ ได้เลยครับ **

เปรียบเทียบงานจริงกับงานที่พิมพ์มาใหม่ครับ
เปรียบเทียบงานจริงกับงานที่พิมพ์มาใหม่ครับ

สรุปขั้นตอนทั้งหมด
1. สแกนโมเดล ด้วย เครื่องสแกน 3 มิติ – Einscan Pro 2×2020
2. นำไฟล์ที่ได้จากการสแกน มา Reverse Engineering บน SolidEdge 2021
3. นำไฟล์ที่ได้จากการ Reverse Engineering ไปพิมพ์บนเครื่องพิมพ์ Formlabs Form3
4. นำชิ้นงานที่พิมพ์ใหม่ (Wax Resin) มาเปรียบกับชิ้นงานจริง

** หลังจากที่นำชิ้นงานทั้ง 2 มาเปรียบความแตกต่างกันแล้ว ขนาดมีความคลาดเคลื่อนกันน้อยมากๆ ซึ่งถ้ามองด้วยตาเปล่า อาจจะไม่เห็นถึงความแตกต่างกันเลย แล้วถ้าลองเอาเครื่องมือมาวัดขนาดของทั้งสองแล้ว ก็แทบจะไม่คลาดเคลื่อนเลยครับ โดยทั้งหมดนี้ เรื่องของขนาดและความคลาดเคลื่อน มีผลตั้งแต่การเริ่มสแกน3มิติ , Reverse Engineering , การพิมพ์พ์งาน เลยครับ
สรุปกระบวณการทั้งหมด สามารถทำให้ชิ้นงานความเคลื่อนได้ ต้องระมัดระวังกันมากๆ เลยหล่ะครับ

แก้ไขอะไหล่ชำรุดง่ายๆ ด้วย SolidEdge – Creator Pro 2

แก้ไขอะไหล่ชำรุดง่ายๆ ด้วย SolidEdge – Creator Pro 2

สวัสดีครับ วันนี้ทาง Print 3DD จะมานำเสนอ กระบวณการออกแบบชิ้นงานง่ายๆ ไม่ยากมากนัก แล้วนำไฟล์ที่เราเขียนเอง นำไปพิมพ์กับเครื่องพิมพ์ 3 มิติ โดยครั้งนี้เราได้ นำชิ้นส่วนอุปกรณ์ชนิดหนึ่ง ที่ชำรุด หรือบิดเบี้ยวไปจากเดิม ซึ่งเรานำมาวาดใหม่ทั้งหมด โดยใช้โปรแกรม Solid Edge 2021 ในการออกแบบ และกำหนดขนาดให้ใกล้เคียงกับของจริงมากที่สุด และหลังจากนั้น Save File เป็น นามสกุล .STL แล้วนำไปมาพิมพ์เครื่องพิมพ์ Creator Pro 2 โดยใช้โปรแกรม FlashPrint นั่นเอง โดยสรุปขั้นตอน การออกแบบจนไปถึงการพิมพ์นั้น เราจะไปเริ่มกันที่
1. ออกแบบ วาด 3D ในโปรแกรม Solid Edge 2021
2. Export File จาก Solid Edge 2021 เป็น .STL
3. นำไฟล์ .STL มาเปิดในโปรแกรม FlashPrint
4. ตั้งค่าความละเอียดการพิมพ์ วัสดุที่ใช้ แล้วสั่งพิมพ์ได้เลย
5.รอเวลาพิมพ์เสร็จ จบขั้นตอนครับ

Solid Edge 2021 : วาดชิ้นงาน 3D
Solid Edge 2021 : วาดชิ้นงาน 3D
Solid Edge 2021 : วาดชิ้นงาน 3D

โดยโปรแกรม Solid Edge สามารถ Export File ได้หลายนามสกุล แต่ครั้งนี้เรานำไปพิมพ์กับเครื่องพิมพ์ 3 มิติ แนะนำให้ Export File เป็น .STL ครับ

FlashPrint : สั่งพิมพ์งานโดยเลือกเป็น Creator Pro 2 แล้วตั้งค่าความละเอียดได้ตามต้องการเลยครับ
Creator Pro 2 : พิมพ์งานเสร็จแล้วครับ
Creator Pro 2 : ใข้วัสดุเป็น PLA และใช้เวลาพิมพ์งาน ประมาณ 30 นาทีครับ
เสร็จแล้ว นำมาเทียบกับชิ้นงานจริงกันครับ
เสร็จแล้ว นำมาเทียบกับชิ้นงานจริงกันครับ
เสร็จแล้ว นำมาเทียบกับชิ้นงานจริงกันครับ

ชิ้นงานที่ได้ ผู้ใช้งาน สามารถเลือกเปลี่ยนวัสดุที่พิมพ์ให้แข็งแรงขึ้น เช่น ABS – PC – Nylon ตามความต้องการได้เลย ส่วนการออกแบบนั้นเพื่อนๆสามารถ ออกแบบเองได้ตามความชอบได้เลย กระบวณการออกแบบไม่ยาก ไม่ง่าย แต่ขึ้นอยู่กับความชำนาญ ทางด้านใช้โปรแกรมด้วย ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อนๆลองไปทำกันดูนะคร้าบ

6ขั้นตอน พิมพ์โมเดล3D Hi-Def ขนาดใหญ่50cm จากต้นจนจบ

6ขั้นตอน พิมพ์โมเดล3D Hi-Def ขนาดใหญ่50cm จากต้นจนจบ

มีหลายคนชอบโมเดลสัตว์ประหลาด หาซื้อไม่ได้ พิมพ์ด้วยตัวเองได้ครับ บทความจะมาเจาะขั้นตอนการพิมพ์จากต้นจนจบโมเดล Kaiju ขนาด 50cm รายละเอียดสูง (แค่ไฟล์ 3D เองก็ 2GB แล้ว) โดยจะแบ่งขั้นตอนเป็น  6 ขั้น ใช้เครื่องพิมพ์ MSLA 3D Printer รุ่น Flashforge Foto13.3 พิมพ์ทั้งหมด 8 ชิ้นแล้วมาต่อกันตอนหลัง ที่เลือกใช้ระบบนี้เพราะได้งานที่ละเอียดสูงที่สุด ที่ไม่เลือกพิมพ์เป็นชิ้นเดียวเพราะอยากได้ชิ้นใหญ่เอามาต่อเองที่หลังดีกว่า เรซิ่นที่ใช้เป็น Washable Resin สีเทา เพื่อลดขั้นตอนการล้างและการทำความสะอาดให้ทำงานได้เร็วขึ้นเยอะ โดยรวมงานชิ้นนี้จากหัวถึงหางยาวประมาณ 50cm ใช้งบไปทั้งหมดประมาณ 2000-2200บาท (จะหาซื้อโมเดลละเอียดขนาดนี้หายากอยู่ และราคาแพงกว่าแน่นอน)

ซื้อโมเดลจาก Myminifactory.com
พิมพ์งานใหญ่ขึ้น 150% หัวถึงหางประมาณ 50cm
พิมพ์เสร็จชอบ รายละเอียดอย่างงี้หาซื้อไม่ได้ง่ายๆ เราพิมพ์เองก็ไม่ได้จากเย็นอะไรนัด ทุนประมาณ 2000-2200บาท

1. เลือกไฟล์

ขั้นตอนนี้แล้วแต่ความชอบเลยครับ ส่วนตัวยังไม่เคยพิมพ์งานใหญ่ๆแล้วมีรายละเอียดสูง จำพวกสัตว์ประหลาดมีเกร็ดผิวหนังมี Texture เยอะๆกะว่าจะลองเครื่องด้วยเลย เลือกพวก Kaiju ครับโดยมากแล้วโมเดลดีๆทำไฟล์มาสวยๆจะเสียเงิน น้อยมากที่จะฟรี คราวนี้เลือกแบบเสียเงินครับ แนะนำเวบไซต์ที่มีทั้งฟรี และเสียเงินอย่าง MyMiniFactory.com อุดหนุนศิลปินให้เค้าสร้างสรรค์ชิ้นงานมาเพิ่ม คราวนี้ผมเสียเงินไป 25USD – 800บาท เพราะใช้ไฟล์ฟรีมาเยอะแล้ว

เค้าทำไฟล์มาให้ค่อนข้างดีครับ โดยแยกชิ้นส่วนมาให้อย่างละเอียด มีทั้งแบบติด Support มาให้แล้ว และแบบไฟล์ 3D ดิบๆ มีทั้งแบบทั้งตัวเลย และแยกเป็นชิ้นย่อย (พิมพ์งานรายละเอียดสูงพวก Hi-def แนะนำให้แยกพิมพ์ครับ ไม่งั้น Support จะติดหนืบแกะอย่างไงก็ไม่สวย) ไฟล์ที่มา 2GB+

ส่วนใครมีความสามารถ เก่งเรื่อง 3D สร้างไฟล์กันได้เลยครับ หากเป็นงาน Art Freeform ซอฟแวร์ยอดนิยมคงหนี้ไม่พ้น Zbrush, Blender

โมเดลมีให้เลือกมากมาย แบบฟรีก็มี เสียเงินก็มี ตัวอย่างนี้เสียเงินงานค่อนข้าง Hi-End
ตัวอย่างไฟล์ที่ไปซื้อมา ถ้าเป็นแบบซื้อจะแยกไฟล์มาให้อย่างดี มีทั้งแบบเต็ม และแยกเป็นส่วนๆ และแบบติด Support มาให้แล้ว

2. เตรียมไฟล์

การเตรียมไฟล์แล้วแต่เครื่อง 3D Printer ที่ใช้ ในบทความนี้ใช้เครื่องระบบ SLA วัสดุตั้งต้นเป็นของเหลว ซอฟแวร์ที่นิยมใช้มีหลายตัว ผมเลือกใช้ ChituBox เพราะเห็นว่าง่ายดี ส่วนตัวชอบ Interface ของน้องชิตู เนื่องจากคิดอยู่แล้วว่าอยากพิมพ์ให้ใหญ เลือกปรับขนาดให้เป็น 150% ทุกชิ้นส่วนครับ รวมๆแล้วชิ้นงานทั้งหมดใหญ่กว่า 50 cm เลือกพิมพ์แยกชิ้นทั้งหมด 8 ชิ้น เพราะติดเรื่องเครื่องพิมพ์ใหญ่ไม่ได้ขนาดนั้น และอีกอย่างแบ่งๆเป็นชิ้นๆสามารถเลือกตำแหน่ง Support ได้ง่ายกว่า ควบคุมคุณภาพได้ดีกว่า

หากใครสนใจวิธีการใช้ ChituBox แบบละเอียดขึ้นลองดูในบทความนี้เพิ่มเติมครับ

งานทั้งหมดแบ่งพิมพ์ทั้งหมด 3ครั้ง ตามตัวอย่างข้างล่าง

ชิ้นส่วนนี้ใหญ่สุดพิมพ์ชิ้นแรกเลย จัดยกส่วนเกร็ดแผงหลังยกขึ้นเพื่อเลี่ยง Support ติด Support ให้อยู่ด้านท้องที่เห็นได้ยากกว่าแทน
พิมพ์ส่วนหาง และ ขา เลือกที่เอาขาชี้ขึ้นมุมเงยให้เล็บอยู่เหนือสุดไล่ไป เพื่อเลี่ยง Support เช่นเดียวกันกับหาง ดูมุมเงบของเกร็ด
พิมพ์ส่วนโคนหาง มือ และ แขนเจ้ากิ้งก่าน้อยของเรา

3. พิมพ์จริง

เมื่อได้ไฟล์พิมพ์ เชคงานกันเรียบร้อยแล้วก็มาถึงขั้นตอนการพิมพ์ ในบทความนี้ใช้เครื่องพิมพ์เรซิ่นระบบ LCD หรือ MSLA โดยเลือกวัสดุที่พิมพ์เป็นเรซิ่นแบบ Washable HD เป็นเรซิ่นที่เอาล้างออกได้ด้วยน้ำเปล่า การพิมพ์แต่ละครั้งใช้เวลาราวๆ 9-12ชม. รวมแล้วเวลาในการทำทั้งหมดใช้เวลา 2 วันเฉพาะพิมพ์ โดยในบทความนี้เลือกพิมพ์ที่ 100um ถ้าใครต้องการงานสวยกว่านี้เลือกพิมพ์ที่ 50um ได้แต่ Workflow ทั้งหมดจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวตามความละเอียดที่เพิ่มขึ้น

ขนาดพิมพ์จริงออกมาใหญ่ใช่เล่น
หนักใช้ได้เลยทีเดียว
ขาก็มา เหมือนน่องไก่เลย

4. ล้างงาน แกะ Support

เมื่อพิมพ์งานเสร็จ ก็มาถึงขั้นตอนการล้างงาน ใช่!! พิมพ์เรซิ่นเสร็จทุกครั้งต้องล้างงานให้สะอาดและแกะ Support งานที่พิมพ์เสร็จใหม่ๆจากเครื่องเลอะเรซิ่น ปกติจะใช้ Isopropyl Alcohol (IPA) ในการล้างเรซิ่นออกเนื่องจากเรซิ่นไม่ทำละลายในน้ำเปล่า แต่เราใช้ Washable Resin เลยลดทอนขั้นตอนการใช้ IPA ไป โดยหลักๆแล้วเราจะแช่ชิ้นงานลงในภาชนะขนาดใหญ่กว่าชิ้นงาน ในที่เราใช้ถังเติ่มน้ำเปล่าไว้ เอาชิ้นงานลงล้าง ใครจะฉีดน้ำก็ได้ เทคนิคอีกอย่างคือเมื่อเอาชิ้นงานไปแช่ใน IPA หรือกรณีน้ำเปล่า Support จะอ่อนตัวเป็นจังหวะที่ดีที่เราจะแกะเจ้า Support ออกในขั้นตอนนี้ ก่อนเอาไปเป่าลม และตากให้แห้ง

หลังจากล้าง แกะ Support แล้ว แนะนำใครมีเครื่องเป่าลม ให้เอามาเป่าชิ้นงาน จะช่วยให้งานสวยขึ้นไล่เรซิ่นที่อาจจะติดอยู่บางๆออกด้วย รายละเอียดชิ้นงานจะสวยขึ้น

นำชิ้นงานไปล้างทำความสะอาด ในที่นี้ใช้เรซิ่นที่ล้างด้วยน้ำเปล่าได้ ในขั้นตอนนี้อาจจะใช้วิธีแช่ทิ้งไว้ไปเลย Support จะนิ่มขึ้นแกะในขั้นตอนนี้เลยก็ได้ครับ
เป่าลม ปั๋มลมไม่ต้องใหญ่มากก็ได้ เป็นการไล่ละอองเรซิ่นที่เกาะอยู่ทำชิ้นงาน ทำงานคมเนียนขึ้น จริงๆแกะ Support ก็มาเป่าลมก็ได้ครับ แต่ที่ถ่ายแบบนี้จะได้ให้คนเห็นง่าย
ซ้ายไปขวา ถาดพิมพ์ ชิ้นงานที่ต้องการ Supportที่ไม่ได้ใช้
เรซิ่นที่พิมพ์ทั้งหมดใช้ไปประมาณ 930g โดยเป็นโมเดล 678g Support 258g หรือคิดเป็น 27% ของทั้งหมดที่ต้องทิ้ง

5. ตากแห้ง และ อบ UV

ขั้นตอนต่อมาหลักจากแกะ Support และเราต้องทำให้ชิ้นงานแห้งและแข็งตัวอย่างเต็มที่ โดยงานที่พิมพ์ออกมาจากเครื่องยังมีคุณสมบัติทางเคมีไม่เป็น Polymer ที่สมบูรณ์โดยแสง UV ในเครื่องจะทำให้เกิด Bonding 50-60% เพียงเท่านั้น เมื่อจับชิ้นงานจะรูปสึกนิ่มๆเหนียวๆอยู่เหมือนดินเหนียวที่ยังไม่แห้งสนิท เราทำได้โดยให้ชิ้งงาน Cure สนิท ง่ายที่สุดคือนำชิ้นงานไปตากแดด (กรณีไม่มีเครื่องพิมพ์) หรือจะให้ดีหน่อยใช้เครื่องอบ UV Curing Machine จะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าทางเคมี เนื่องจากมีฉายแสงอย่างทั่วถึงทุกด้าน และมีการเป่าลมร้อน (เรซิ่นแต่ละชนิดมีเวลา Set ตัวไม่เท่ากันและอุณหภูมิที่ใช้ก็ไม่เท่ากัน)

งานที่ได้หลังอบชิ้นงานจะมีควาามแข็งแรง ได้คุณสมบัติเติมตามชนิดเรซิ่นนั้นๆ เทคนิคนิดหน่อยที่แนะนำ ถ้าต้องการขัดหรือแต่งชิ้นงานทำได้ก่อน หรือ หลังอบ UV ได้ทั้งคู่แต่ก่อนอบ UV ชิ้นงานจะมีความนิ่มมากกว่า

อบ UV // หากใครไม่มีตากแดดก็ได้ครับ
แขน และหัว
ขา เกร็ดและอื่นๆมาครบ
เมื่ออบแล้วสีของชิ้นงานจะเข้มขึ้นคิดหนึ่งแต่ละแข็งขึ้นมาก

6. ต่องาน เก็บงาน

ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ยาก และ สนุกที่สุดของผมเพราะชิ้นงานจะสำเร็จแล้ว ที่ว่ายากคือการต่อชิ้นงานนั้นจะให้สวย เนียนสนิทยากมากๆ ซึ่งเราก็ไม่ได้เก่งขั้นทำให้ชิ้นไม่มีรอยต่อเลย ที่ทำได้คือพอใช้+เทคนิคที่ดูใน Youtube ช่วย นั้นคือการเชื่อมชิ้นงานด้วยเรซิ่นของมันเอง โดยเราจะลงลึกเรื่องนี้ในอีกบทความนึงครับ โดยการติดกาวที่ชิ้นงานด้วยกาวธรรมดาก่อน แล้วการเก็บรอยต่อด้วยการฉีดเรซิ่นไปที่รอยต่อนั้นด้วยเรซิ่นที่ใช้พิมพ์เลย เช่นตย.นี้ให้สีเทา Washable ให้หลอดฉีดยา ตอนแรกซื้อเข็มมาด้วยแต่ใช้ไม่ได้ดูดไม่ขึ้น เลยต้องใช้หลอดเปล่าๆ ฉีดไปที่รอยต่อและเอาแสง UV เชื่อมเลยมันดีมาก ติดกันแถบไม่เห็นรอยต่อ และที่แนะนำมากกว่านั้นใช้ไฟฉาย UV เพราะการให้กล่อง UV ที่ตั้งอยู่นิ่งๆนี้เป็นอะไรที่ยากมากต้องจับโมเดลเอียงทางนู้นทีทางนี้ที ท่ายากและเมื่อยมาก

ลำดับการต่อมีความสำคัญมากๆ อันนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละคน ผมเลือกต่อส่วนที่เป็นหางและขาก่อน เพราะจะได้ตั้งโมเดลด้วยขาได้ ใครจะต่อหัวก่อนก็ได้ ไม่มีผิดถูกให้ทำงานสบายก็แล้วกันครับ  ในที่สุดก็ออกมาเป็นตัว ภูมิใจที่ได้ทำและจะไม่เนียนที่สุด และก็รู้สึกดีที่ได้ทำเองครับ

โมเดลนี้มีการพ่นสีรองพื้นด้วย ใช้สเปร์ยตัวไปรองพื้นครับ อันนี้ส่วนตัวคิดว่าพลาดไม่น่าพ่นครับ ไม่พ่นสวยกว่า

พิมพ์ออกมาแปดชิ้นพร้อมติด ประกอบ
ทางกาว ผมใช้กาวยางนะใครจะใช้กาวร้อนก็ได้ แต่ต้องมือแน่จริงๆ ติดแล้วติดเลย
หยอดเรซิ่นส่วนที่เป็นรอยต่อ
ฉายแสงให้งานเชื่อมกันจะได้เนียนๆ
ขนาดพอดีมือ
ต่อเสร็จออกเป้นตัวแล้ว
ฉีดสเปร์ยรองพื้น
จะเห็นว่าส่วนที่ฉีด(ซ้าย) จะเงากว่าด้านที่ยังไม่ฉีด(ขวา)
ลวดลายมาครบเห็นรอยต่อบ้างแต่ไม่น่าเกลียดต้องขอบคุณวิธีการเชื่อมด้วยเรซิ่นของตัวเอง
เกร็ดเป็นเกร็ด
งานเก็บอย่างเนียน มีรอย Support ที่ใต้คอให้เห็นบ้าง

สรุป และ แนะนำ

ที่ทำมามีอะไรให้พัฒนาต่ออีกหลายอย่างครับสรุปได้อย่างงี้

  • การจะเชื่อมชิ้นงานด้วยเรซิ่นของตัวเองแนะนำให้ใช้ไฟฉาย อย่าใช้กล่อง UV ต้องมาเก้ๆกังๆจับชิ้นงานฉายแสง สู้ไฟฉายจี้ไปจุดนั้นเลย
  • ง่ายกว่านั้นก็พิมพ์ชิ้นเดียวไปเลยด้วยเครื่องใหญ่เลย พวก 60cm / 170cm แต่เป็นเครื่องเป็นล้านครับ
  • ถ้าจะเลือกลำดับการต่อใหม่ จะต่อชิ้นส่วนเล็กที่สุดก่อน ค่อยไล่ไปชิ้นส่วนใหญ่ๆยาวๆ ให้การทำงานง่ายขึ้น
  • ถ้าเลือกได้คราวหน้าไม่พ่นสเปร์ยรองพื้น ส่วนตัวคิดว่าไม่สวย ไม่พ่นสวยกว่า
ไฟฉาย UV มีขายตาม Lazada Shopee

ส่งท้ายด้วยมีม และ Gag ขำๆนะครับ

Flashforge Dreamer กับที่แขวนเส้นสำหรับม้วนขนาด1Kg

Flashforge Dreamer กับที่แขวนเส้นสำหรับม้วนขนาด1Kg

Flashforge Dreamer จะมีฟังก์ชั่นในการใส่เส้นพลาสติกไว้ในเครื่องได้แต่จะเป็นม้วนเส้นพลาสติกขนาด500gนะ วันนี้เราจะมาแก้ปัยหานี้กันให้ผุ้ใช้เครื่องFlashforge Dreamerได้ใส่เส้น1Kgไว้ใช้กันอย่างสบายใจเพียงแค่ปริ้นไฟล์นี้เท่านั้น

ดาวน์โหลดที่แขวนเส้น ที่นี่👉👉👉 Download file

ปริ้นให้Dreamer ก็ต้องให้Dreamerปริ้นสินะ

หลังจากปริ้นเสร็จแล้วก็ไม่ยาก ถอดของเก่าออกเอาของใหม่ใส่แทนได้เลย แค่ไขน็อตสองตัวเท่านั้น

มีให้ปรับระดับทั้งหมด3ระดับขึ้นอยู่กับขนาดของม้วนเส้นพลาสติก
มาพร้อมแกนกลางให้ม้วนเส้นลื่นไหลไม่สะดุด
1Kg เต็มๆม้วนก็ไม่มีปัญหา สบายมาก

Q:แล้วมันต่างอะไรกับการแขวนเส้นไว้ข้างนอกเครื่องล่ะ?
A: 1.ระหว่างที่พิมพ์ภายในเครื่องจะมีความร้อนอยู่ ตัวเครื่องพิมพ์เองก็จะมีหน้าที่เหมือนตู้อบเส้นไปในตัว
     2.จะดูเป็นระเบียบเรียบร้อยมากขึ้นและเคลื่อนย้ายเครื่องได้ง่ายดาย

ศึกษาข้อมูลการแก้ปัญหาเพิ่มเติมที่นี่ Flashforge Dreamer Support

ลองทำเหยื่อปลอมสำหรับคนชอบตกปลาด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ

ลองทำเหยื่อปลอมสำหรับคนชอบตกปลาด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ

วันนี้เราจะมาทำเหยื่อตกปลาที่มีลักษณะคล้ายๆ ปลาจริงกัน ซึ่งนักตกปลามักจะใช้เหยื่อพวกนี้ตีล่อปลาที่อยู่ตามแหล่งน้ำต่างๆ อาจจะเป็นปลาช่อน ปลาชะโด ปลากระสูบ ปลายกราย ปลากระพงและอื่นๆ อีกมากมาย การตกปลานั้นจะมีปลายรูปแบบไม่ว่าจะใช้เหยื่อสด เช่น ไส้เดือน ไส้ เนื้อหมู กุ้ง ฯลฯ แบบใช้เหยื่อหมัก รำ ผลไม้ ขนมปัง และมีอีกเหยื่อเยอะมากมายที่นักตกปลาชอบใช้กันแล้วแต่ชนิดของปลาที่เลือกตก ส่วนเหยื่อปลอมที่เสมือนลูกปลาหรือปลาเล็กเป็นๆ นั้นจะนำมาตกปลาที่มีนิสัยเป็นนักปลาขนาดเล็ก โดยทั่งโลกนิยมเป็นอย่างมากที่เลือกตกปลาในรูแปบบนี้ถือว่าเป็นกีฬาชนิดหนึ่งเลย มีการจัดแข้งขันขึ้นด้วยทั้งในประเทศ และจ่างประเทศ ซึ่งเหยื่อปลอมนั้นปกติแล้วนักตกปลาจะใช่เป็นไม้กันซึ่งจะมีน้ำหนักที่เบาและแข็งแรง สามารถขัดแต่งได้ตามที่ตนเองต้องการบางชนิดก็เป็นยางที่เน้นความอ่อนไหว นิ่ม ดูพริวไหวระหว่างที่อยู่ในน้ำแต่ถ้านำเครื่องพิมพ์ 3 มิติเข้ามาช่วยทำล่ะจะได้ไหม!!  จะต้องมีความรู้อะไรเพิ่มเติมบ้างวันนี้เราจะมาอธิบายกัน และข้อแตกต่างของวัสดุทั้ง 2 ชนิดนี้แตกต่างกันไหม

เครื่องมือที่ต้องมีในการสร้างเหยื่อปลอม
1. เครื่องพิมพ์ 3 มิติ รุ่น Creator Pro 2
2. Fialment ABS
3. สีสเปร์ย (สีแล้วแต่ตามต้องการ)
4. Software 3D ออกแบบ
5. กระดาษ (เบอร์ 100, 400, 1000)
6. คีม
7. ตะกั่ว หรือลูกปืน
8. กาวร้อน
9. ลวด
10. ตะขอเบ็ด 3 ทาง

เริ่มขั้นตอนการออกแบบ
1. การออกแบบด้วย Software 3D หรือถ้าโดยปกติคือการเขียนวาดแบบด้วยดินสอหรือปากกา เพื่อนำไปทำชิ้นงานต่อ แต่อีกทางเลือกก็สามารถใช Software เข้ามาช่วยได้ซึ่งสำหารับหัวข้อนี้จะต้องทำการฝึกฝน แต่สำหรับคนที่เขียนแบบเป็นอยู่แล้วนั้นสบายมากๆ แต่คนที่ๆม่เคยก็ไม่ได้อยากมากให้เลือก Software สักตัวที่ตนเองถนัดนแล้วเริ่มการออกแบบได้เลย อาจจัทำการเขียนแบบขึ้นมาจากรูปภาพตัวอย่างหรือวาดลงบนกระดาษก่อนก็ได้ โดยที่ด้านในของเหยื่อปลอมนั้นจะต้องมีช่องที่ไว้ใส่ตะกั่วถ่วงน้ำหนักหรือสร้างเสียง และใส่ลวดเพื่อไว้แขวนตะขอเบ็ด 3 ทางการออกแบบนั้นจะต้องคำนึงถึงน้ำหนักที่ต้องการด้วยเพราะขนาดและน้ำหนักของเหยื่อปลอมนั้นมีผลต่อการล่อปลาให้มากินและสนใจ เมื่อเราออกแบบเสร็จแล้วนั้นจะต้องแบ่งให้เหยื่อปลอมนั้นออกเป็น 2 ส่วน ซ้ายและขวา ที่จริงนั้นเราจะใช้แค่ด้นาเดียวแต่ให้ง่ายต่อการออกแบบก็จะต้องออกแบบมาทั้ง 2 ด้านในครั้งเดียวแล้วนำมาตัดแบ่งครึ่งแทนส่วนแบบที่ผมนำมาทำนั้นจะดาวน์โหลดมาจากเว็ป www.thingiverse.com  ซึ่งเป็นเว็ปที่แจกไฟล์ 3 มิติแบบฟรีๆ ที่มีมากมายเลยทีเดียว

 

การออกแบบด้วย Software 3D ในการสร้างต้นแบบของเหยื่อ
การออกแบบด้วยการเขียนแบบลงบนกระดาษในการสร้างต้นแบบของเหยื่อ

2. การพิมพ์ชิ้นงานต้นแบบพลาสติก หรือถ้าโดยปกติแล้วจะทำโดยการตัด ขัด ไม้เพื่อให้เป็นรูปร่างชิ้นงานออกมาและนำไปตัดแบ่งครึ่ง แต่เมื่อเรานำเครื่องพิมพ์ 3 มิติ เข้ามาช่วยในการสร้างชิ้นงานแค่นำไฟล์ที่ได้จาก Software มาตั้งค่าการพิมพ์ วัสดุที่เลือกใช้งานจะเป็น ABS เพราะจะมีความแข็งแรงและทนความร้อนได้ดีกว่า PLA เพราะเมื่อเรานำเหยื่อปลอมได้่ใช้งานนั้นจะต้องโดนแดด มีทั้งความร้อน บางทีจะต้องทนต่อการกัดของปลาด้วยจะตั้งค่าการพิมพ์ที่ความละเอียด 0.2 mm/ชั้น ความเร็วที่ใช้พิมพ์ 50 mm/s ใช้เวลาในการพิมพ์อยู่ที่ประมาณ 1 ชั่วโมง วัสดุที่ใช้ยาว 6 เมตร น้ำหนัก 16 กรัม(รวมเนื้อ support ที่ต้องแกะทิ้ง) เครื่องที่เลือกใช้งานจะเป็น Flashforge Creator Pro 2 ซึ่งเป็นรุ่นใหม่มี 2 หัวฉีดที่ทำงานแยกกันหรือพูดง่ายๆ คือสามารถพิมพ์แบบ copy และ mirror กันได้นั้นเองช่วยลดเวลาในการพิมพ์ลงได้ในการพิมพ์งานที่มีรูปบบเหมือนกันเท่านั้นเพราะจะต้องขยับแกน y ในแนวเดียวกัน มีพื้นที่ในการพิมพ์อยู่ที่ 200*150*150 mm.

การสร้างชิ้นโดยใช้ไม้และร่างแบบบนกระดาษนำมาติดลงบนชิ้นไม้
วัสดุที่เลือกใช้พิมพ์เป็น ABS เพื่อเน้นแข็งแรง เวลาในการพิมพ์อยู่ที่ 1 ชั่วโมง
ขั้นตอนการสร้างชิ้นงานี้ด้วยเครื่องพิมพ์ Flashforge Creator Pro 2 พิมพ์แบบ Mirror สร้างชิ้นงาน 2 ชิ้น โดยใช้เวลาเท่าชิ้นเดียว

 

3. การประกอบ ขัด แต่งชิ้นงาน ก่อนทำการลงสี ในขั้นตอนนี้จะต้องใช้เครื่องมือค่อนข้างเยอะดัดลวดเพื่อจะใส่ไว้ในตัวของชิ้นงานโดยต้องสร้างห่วงไว้แขวนตัวเบ็ด จะเห็นได้ว่าที่ชิ้นงานระหว่างซ้านและขวาจะมีช่องว่างอันนี้ให้นำลูกปืน ลูกตะกั่วมาใส่ไว้เพื่อสร้างเสียงและถ่วงน้ำหนักให้กับตัวเหยื่อปลอม ส่วนเรื่องของการประกอบชิ้นงานด้านซ้ายและขวาจะใช้กาวร้อนในการติดชิ้นงานจากนั้นใช้ตัวหนีบขนาดใหญ่หน่อย เพื่อหนีบให้ชิ้นงานทั้ง 2 ด้านติดกันแน่นสนิทไม่มีช่องหรือรู ปล่อยไว้ให้แห้งและนำมาขัดผิวของชิ้นงานให้เรียบเพื่อให้ง่ายต่อการนำไปลงสีในขึ้นตอนต่อไป

การประกอบชิ้นงานด้านซ้าย และขวา ใส่ตะกั่วถ่วงน้ำหนัก
ขั้นตอนการขัดแต่งผิว และประกอบลวดตะขอสำหรับใส่ตัวเบ็ด

4. การลงสีรองพื้น และสีตัวงานจริง ในขั้นตอนนี้จะแล้วแต่ลวดลายของชิ้นงานที่ต้องการ สีที่ทางใช้จะเป็นสีกระป๋องแบบทั่วไปที่หาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาดร้านเครื่องมือช่าง โฮมโปร ไทวัสดุ เป็นต้น หรือถ้าจะให้ดีการลงสีได้ละเอียดมากยิ่งขึ้นแนะนำว่าหาเครื่องพ่น Airbrush ที่ต้องซื้อสีมาผสมและพ่นด้วยปั้มลมขนาดเล็กที่ให้การลงสีที่ละเอียดมากๆ ก่อนอื่นเลยหลังจากที่เราขัดผิวของชิ้นงานเรียบร้อยแล้วนั้นจะทำการลงสีรองพื้นก่อน 1-2 รอบ (ทางเราเลือกเป็นสีร้องพื้นพลาสติกใส) ต่อมาจะลงสีรองพื้นขาวหรือเทาเพื่อให้ง่ายต่อการลงสีอื่นๆ เช่น เหลือง เขียว ดำ เป็นต้น ตามลวดลายของเหยื่อที่ต้องการแต่อยากแนะนำว่าในการลงสีแต่ละกันนั้นอยากให้ลงสีรองพื้นเข้าไปด้วย เพราะจะทำให้สีของเหยื่อนั้นดูเป็นชั้นๆ แบบมีมิติมากยิ่งขึ้น เมื่อลงสีของเหยื่อนเรียบร้อยแล้วจะทำการเคลือบอีก 2-3 ชั้นเพื่อให้สีอยู่ทนมากยิ่งขึ้น

ขั้นตอนการลงสีให้กับตัวชิ้นงาน รองพื้น สีจริง และเคลือบ

5. การอบชิ้นงานให้แห้ง 100% ด้วยเครื่องอบ UV และ Temp การทำให้ชิ้นงานแห้งนั้นก็เป็นขั้นตอนที่สำคัญอย่างหนึ่งที่จะทำให้สีไม่เสียหายง่าย อาจจะนำไปตากแดดก็ได้เช่นกันแต่ทางเราจะใช่เครื่องอบชิ้นงานที่สามารถควบควมเรื่องของอุณหภูมิ และแสง UV ได้ โดยการตั้งเวลาในการอบก็จะทำให้สีแห้งได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น

การอบชิ้นงานด้วยเครื่อง Cure ที่สามารถควบคุม UV, Temp และ Time ได้

6. การใส่ตะขอเบ็ด และทดลองใช้งาน การทดลองใช้งานนั้นก็ต้องนำไปทดสอบกันอีกทีนะครับ อันนี้ทางเรายังไม่ได้ไปทดสอบว่าเป็นยังไงแต่พอนำตัวเหยื่อยไปลองชั่งน้ำหนักดูจะอยู่ที่ 20g ฏ้จะเหมาะกับคันเบ็ดที่มีความเเข็งขึ้นมาให้อีกระดับหนึ่งแต่พอใส่ตัวเบ็ดแล้วน่าจะเพิ่มน้ำหนักขึ้นมาอีก 1-2 g

น้ำหนักที่ชั่งได้อยู่ที่ 18g แต่ถ้าารวมตัวเบ็ดแล้วจะแยู่ที่ประมาณ 20g
ตัวเหยื่อหลังจากการลงสีและอบเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ตัวเหยื่อหลังจากการลงสีและอบเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ตัวเหยื่อหลังจากการลงสีและอบเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ตัวเหยื่อหลังจากการลงสีและอบเสร็จ ใส่ตัวเบ็ด
ตัวเหยื่อหลังจากการลงสีและอบเสร็จ ใส่ตัวเบ็ด

วีดีโอขั้นตอนการทำทั้งหมด

ที่เก็บรีโมทแอร์ ทำของใช้ให้ตัวเองด้วย3D Printer

ที่เก็บรีโมทแอร์ ทำของใช้ให้ตัวเองด้วย3D Printer

3D Printer เป็นอุปกรณ์ที่เรียกได้ว่าเพิ่มความสะดวกสบายให้กับชาวD.I.Y ได้เป็นอย่างมาก ด้วยการที่สามารถปริ้นอะไรออกมาก็ได้แล้วใช้งานได้จริง และของบางชิ้นก็อาจจะไม่จำเป็นต้องซื้อก็ได้แล้วใช้เครื่อง3D printer ปริ้นออกมาเอา แน่นอนว่าต้นทุนค่าวัสดุประหยัดมาก FDM 3D Printer เป็นเครื่องที่ตอบโจทย์สายD.I.Yได้เป็นอย่างดี เพราะเครื่องราคาไม่แรง ใช้ง่าย แถมพิมพ์เสร็จก็ใช้ได้เลยอาจมีแกะซัพพอร์ตบ้างบางงานหรือขัดแต่งตามความพอใจของผู้ใช้เอง

รีโมทแอร์ ของใช้เล็กๆที่บ้านที่มีแอร์รุ่นใหม่มักจะมีกันอยู่แล้วถึงแม้จะเป็นของเล็กๆก็ควรที่จะเก็บมันไว้ให้เป็นระเบียบหยิบใช้ง่ายไม่เกะกะ แต่โดยทั่วไปแล้วที่เก็บรีโมทก็มักจะแถมมาอยู่แล้วเวลาซื้อมาพร้อมกับเครื่อง แต่ถ้าหากมันหักล่ะ!!!! หรือที่เก่ามันไกลไปใช้ไม่สะดวกก็คงต้องมีอีกอันแต่จะหาซื้อให้ตรงรุ่นหรือพอดีก็คงหายากน่าดู ออกแบบเองแล้วปริ้นเลยดีกว่า

ขั้นแรกเราก็วัดขนาดรีโมทของเรา โดยวัดกว้าง ยาว สูงมาเลย(วัดเกินไปนิดนึงนะเวลาปริ้นมาจะได้ไม่คับเกินไป)

จากนั้นก็ออกแบบโดยใช้โปรแกรมขึ้นมาตามขนาดที่เราวัดมาเลย แต่จะลดความสูงลงมาซักหน่อย

ได้มาแล้วก็จัดการสั่งปริ้นด้วยFlashprintกันเลย

รองานเสร็จก็แกะออกมาใช้ได้ ตัวเอกของเราวันนี้คือ Flashforge Finder เครื่องเล็กน่ารักๆๆ

หลังพิมพ์ก่อนแกะSupport
หลังจากแกะSupportแล้ว

เครื่องFDM 3D Printer นั้นต่างจากเครื่องปริ้นกระดาษมาก ซึ่งไม่จำเป็นที่จะต้องปริ้นทุกวันเพื่อไม่ให้หัวตันแต่อย่างใด จะใช้เมื่อไหร่ก็ใช้ได้เลยซึ่งหลายคนยังกลัวตรงนี้อยู่บ้าง จึงแนะนำว่าการมีFDM 3D Printer อยู่บ้านนั้นจะมีประโยชน์เป็อย่างมากเลยทีเดียว

Flashforge 3D Printer เครื่องพิมพ์ระบบ FDM ที่เหมาะกับผู้เริ่มต้น ใช้งานง่ายดูแลง่ายไม่งอแง

เปรียบเทียบความสวย FDM vs SLA ต่างกันขนาดไหน

เปรียบเทียบความสวย FDM vs SLA ต่างกันขนาดไหน

บทความนี้เรามาเน้นเจาะลึกเปรียบเทียบคุณภาพงาน ความคมชัดจาก 3D Printer 2ระบบ คือ ระบบเส้นพลาสติก FDM และ ระบบน้ำเรซิ่น SLA เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าระบบเรซิ่นนั้นมีความละเอียด สวยกว่า เก็บ Detail ได้ดีกว่า สวยกว่าขนาดไหนเรามาดูกันด้านล่าง แต่เราจะไม่ได้อวยอย่างเดียว จะให้เห็นจุดด้อยของระบบนี้ด้วยเช่นกัน ที่ทิ้งรอย Support เป็นตุ่มเป็นหลุม โอกาสพิมพ์ให้สำเร็จยาก ต้องตั้งชิ้นงานและ Support ให้ดีๆ

ในมิติความสวยต้องยกให้ SLA แต่ระบบนี้ก็มีความยุ่งยาก และข้อด้อยอยู่เหมือนกันด้านการดูแลรักษา , สกปรกเลอะเทอะ, สารเคมี ระบบเรซิ่น SLA จึงไม่ได้เหมาะกับทุกคน หากเป็นมือใหม่หรือใช้งานทั่วๆไปอย่างไงก็แนะนำให้ใช้ระบบ FDM หรือระบบเส้น ดูแลรักษาและใช้ง่ายกว่า เหมาะกับทุกคน ดูจะปลอดภัยกว่า หากต้องการตัดสินในเลือกซื้อระหว่าง FDM และ SLA บทความนี้น่าจะช่วยให้เข้าใจได้มากขึ้น FDM vs SLA 3D Printer เลือกระบบไหนดี เปรียบเทียบข้อดีข้อเสีย (update 2021)

ชิ้นงานที่เอาเปรียบเทียบในบทความนี้ ทั้ง FDM และ SLA หากมองไกลๆก็สวยเหมือนๆกัน

คุณภาพงานพิมพ์

หากเปรียบเทียบคุณภาพงานพิมพ์แล้ว SLA มีความคมชัดกว่ามากทั้งในมิติของแกน XY และ แกน Z เหตุผลมาจากกลไกการสร้างโมเดลที่ต้องกันชัดเจน FDM จะทำการละลายรูปของหัวฉีดไม่สามารถทำให้เล็กมากๆได้โดยมากจะอยู่ที่ประมาณ 0.4mm @XY ลักษณะการตั้งค่าของการพิมพ์ความหนาของแต่ละเลเยอร์ก็เช่นกัน FDM จะนิยมตั้งกันประมาณ 0.15-0.25mm/layer @Z ระบเรซิ่นไม่ติดปัญหาเรื่องขนาดของหัวฉีดจึงสามารถสร้างความละเอียดได้สูง โดยทั่วไปมีขนาด จุดเลเซอร์/Pixel อยู่ที่ 0.05-0.1mm @XY และนิยมพิมพ์กันที่ 0.025-0.1mm/layer @Z

  • FDM ข้อจำกัดขนาดหัวฉีด ทำให้เล็กมากไม่ได้ ไม่งั้นฉีดพลาสติกเหลวไม่ออก
  • FDM มีขนาดหัวฉีด 0.4mm @XY นิยมพิมพ์กันที่ 0.15-0.25mm/layer @Z
  • SLA มีขนาด Pixel ทั่วไปอยู่ที่ 0.05mm @XY นิยมพิมพ์กันที่ 0.05-0.1mm/layer @Z
สองโมเดลพิมพ์จากไฟล์เดียวกันที่ความละเอียดเท่ากันที่ 0.05mm ด้านซ้ายพิมพ์ด้วยเครื่องระบบเส้นพลาสติก FDM จะเห็นชั้นของเลเยอร์ค่อนข้างชัดเจน เมื่อ Zoom เข้าจะเห็นเส้นพลาสติกย้อยหลายๆจุด ส่วนของ SLA มองดีๆจะเห็นชั้นของเลเยอร์เหมือนกันแต่ดูเชื่อมกันเป็นเนื้อเดียวมากกว่า และเห็นเป็นชั้นๆน้อยกว่า
รูปนี้จะเห็นได้ชัดเจน การเก็บรายละเอียดและเชื่อมเป็นเนื้อเดียวกัน ระบบ SLA ทำได้ดีกว่า
ซ้ายมีด้วยระบบ FDM ที่ความละเอียด 0.1mm/layer ด้านขวาพิมพ์ด้วยระบบเรซิ่น SLA 0.05mm/layer ถึงแม้ว่าพิมพ์ระบบเส้นที่ความละเอียดหยาบกว่า เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีนัก แต่จะเห็นว่าการเก็บรายละเอียดต่างกันอย่างมาก
ตัวอย่างนี้ทั้งสองพิมพ์ด้วยความละเอียดเท่ากันที่ 0.1mm/layer แต่จะสังเกตุเห็นว่าด้านซ้าย FDM จะเห็นเลเยอร์ขึ้นอย่ากชัดเจน ส่วนหากเป็นระบบ SLA งานจะดูกลืนกันมากเห็นเป็นเลเยอร์เช่นกันแต่ดูน้อยกว่า

โครงสร้าง และ Support

เนื่องจากทั้งสองระบบมีการทำงานที่แตกต่างกัน โครงสร้างของโมเดลและการตั้งค่าจึงแตกต่างกัน มีข้อจำกัดตามกัน ซึ่งส่งผลกับคุณภาพของงานต่างกัน เช่น FDM แกะ Support ออกมาจะเป็นขุ่ยๆ ส่วน SLA แกะ Support ออกมาจะเป็นตุ่มๆ

  • FDM Support จะมีลักษณะเป็นแท่งแผงพลาสติกทรงเหลี่ยม, โครงสร้างภายในสามารถเลือกได้เป็นแบบ รังผึ้ง หรือ อื่นๆได้มากมาย — แข็งแรงตกไม่แตก
  • SLA Support จะมีลักษณะเป็นเป็นเส้นถักกันคล้ายต้นไม้ หรือ รั่ว, โครงสร้างภายในมักเจาะให้กลวงและเจาะรูหลายรูให้น้ำไหลออก — สวยแต่ไม่แข็งแรง ตกแล้วแตก
FDM ระบบเส้น โครงสร้างภายในมีหลายแบบ ตย.นี้เป็นรังผึ้ง Support มีลักษณะเป็นแท่งตรง
SLA นิยมทำให้กลวง และเจาะ โครงสร้างภายในเป็น Support โมเดลที่ได้มีความเปราะบาง
โครงสร้างภายในของ FDM จะเป็นโครงสร้าง ในรูปเป็นโครงสร้าง Hexagon
SLA นิยมทำให้ชิ้นงานกลวง เพื่อประหยัดเรซิ่น และลดแรงดึงชิ้นงาน โครงสร้างภายในจึงเป็น Support แบบเดียวกับภายนอก โดยหลักการแล้ว SLA กลวงแบบนี้เปราะตกแล้วแตก ไม่เหมือน FDM
ชิ้นงานเมื่อแกะ Support ออกแล้ว FDM จะทิ้งร่องรอยเป็นขุ่ยๆ สากๆ ส่วน SLA จะทิ้งรอย Support เป็นตุ่มๆหลุมๆ และมีรูที่เราเจาะให้เรซิ่นออก

Note : สำหรับเทคนิคการตั้งค่า SLA ผ่าน ChituBox มีขั้นตอน 7 ขั้นง่ายๆดังนี้

การเสียรูป

ทั่งสองระบบหากตัวชิ้นงาน หรือ วาง Support ไม่ดีอาจทำให้ชิ้นงานเสียรูปได้ทั้งคู่ แต่ระดับความยากในการ Set และพิมพ์ให้สำเร็จระบบ SLA มีความยากและการ Setting ที่ลึกอยู่กว่า (ความคิดเห็นส่วนตัว)

SLA ยิ่งร่องรอยตุ่ม หลุม ดูไม่สวยเลย เราต้องเลี่ยงให้มากที่สุดโดยต้องเลือกด้านที่ติดกับ Support เป็นด้านที่ต้องทำใจกับรอย Support ที่ไม่สวย
SLA วาง Support ไม่ดี ชิ้นงานเมื่อพิมพ์ออกมาโก่งตัว ผิดรูปได้ ต้องวาง Support เยอะไม่ให้โก่ง แต่หากวาง Support เยอะก็จะทิ้งรอยไว้อีก เป็นสิ่งที่ต้องชั่งใจดู
FDM จะเห็นรอยสานกันขอเส้นพลาสติกชัดเจน บางส่วนของชิ้นงานผิดรูป ขึ้นมาไม่คม SLA ขึ้นงานคมก็จริงแต่อาจเจอชั้นเลเยอร์จากแรงตึงในการพิมพ์บ้าง

พิมพ์ 3 มิติระบบเส้น ขนาดเล็ก (Small)
เครื่องพิมพ์ 3มิติ สำหรับนักเรียน ใช้ในโรงเรียน STEM, งานอดิเรก, เครื่องสำเร็จใช้งานง่ายๆไม่ยุ่งยาก

พิมพ์ 3 มิติระบบเส้น ขนาดกลาง (Medium)
เครื่องพิมพ์ 3มิติ สำหรับใช้ในบริษัท มหาวิทยาลัย หวังผลได้ เครื่องมีความสเถียร แข็งแรง คุณภาพสูง แผนก R&D


พิมพ์ 3 มิติระบบเรซิ่น LCD / MSLA ราคาเอื้อมถึง
เครื่องพิมพ์ 3มิติ ความละเอียดสูง ขึ้นรูปด้วยเลเซอร์ มีวัสดุรองรับมากมาย

พิมพ์ 3 มิติระบบเรซิ่น SLA Prosumer – รองรับเรซิ่น วิศวกรรม, การแพทย์ กว่า 40ชนิด
เครื่องพิมพ์ 3มิติ ความละเอียดสูง ขึ้นรูปด้วยเลเซอร์ มีวัสดุรองรับมากมาย

รีวิว Washable Resin HD เรซิ่นล้างด้วยน้ำเปล่า ไม่ง้อ IPA

รีวิว Washable Resin HD เรซิ่นล้างด้วยน้ำเปล่า ไม่ง้อ IPA

เรซิ่นสำหรับ 3D Printer ระบบ SLA ที่เราเจอทั่วไปในท้องตลาดต้องล้างด้วย IPA (Isopropyl Alcohol) เป็นตัวทำละลายและล้างคราบเรซิ่นที่ติดอยู่ที่ชิ้นงานออก ไอโซโพรพิลนั้นมีกลิ่นฉุนแรง และ เป็นวัตถุไวไฟ เหมือนแอลกอฮอล์ ต้องเก็บให้ดี ปัจจุบันมีเรซิ่นออกมาใหม่เป็น Washable HD Resin เรซิ่นที่ละลายได้ในน้ำเปล่า คุณสมบัติและการพิมพ์เหมือน FF Standard HD  โดยใช้ได้กับเครื่อง MSLA ทั่วไปที่ใช้ความยาวคลื่น UV 405นาโนเมตร

Note : การตั้งค่าแสงใน Standard HD กับ Washable HD ต่างกันเล็กน้อย — หากใช้ Flashforge Foto6, Foto8.9, Foto13.3 จะมีการตั้งค่า Preset มาให้แล้ว แต่หากไปใช้กับโมเดลอื่น ลองทดสอบค่าแสงกันดูอีกครั้ง

Note2 : งานในรูปพิมพ์ด้วย เครื่อง Foto8.9, Foto13.3 และใช้เรซิ่น Washable HD Resin สีส้มอิฐ หรือ Beige โดยใช้ความละเอียดในการพิมพ์ที่ 50um @XY และ 50um @Z  

Set ค่าพิมพ์ที่ Chitubox เอียงงานขึ้นนิดทั้งในแนวแกน x และ y
เมื่อพิมพ์ออกมาเหมือนเรซิ่นทั่วๆไป งานเก็บ Detail ได้ดีพอควรเนื่องจากสีด้าน ถ่ายรูปขึ้นอยู่
จุดที่แตกต่างเลย คือไม่ต้องใช้ IPA (Isopropyl Alcohol) ล้างสามารถล้างออกด้วยน้ำเปล่า สะดวกมากและไม่ต้องทนกลิ่นฉุนของ IPA และความเลอะเทอะของสารเคมี
เมื่อแกะ Support ออกแล้วตากให้แห้งไป ดูแล้วไม่ค่อยทิ้งคราบของเรซิ่น ล้างออกได้หมดกว่า IPA
เก็บรายละเอียดได้ดี

เก็บรายละเอียดได้ดี สีด้าน ดูสวย รายละเอียดขึ้น ชัดเจน

ข้อดี

  • เด่นที่สุดเลยคือ ไม่ต้องทนกลิ่นของ IPA  ไม่ต้องทนเหนียวและเปื้อนสารเคมี เมื่อล้างได้ด้วยน้ำเราจะทำความสะอาดได้ง่ายขึ้นมากๆ ลดเวลาในการล้างเรซิ่นไปได้มาก
  • เมื่อเปื้อนเรซิ่นที่ตัว สามารถทำความสะอาดออกได้ง่าย

ข้อเสีย

  • เรซิ่นตกตะกอนได้ง่าย หากทิ้งไว้หลายวันจะตกตะกอนควรคนกันก่อนพิมพ์อีกรอบ

Note : แม้ทางผู้ผลิตบอกทำความสะอาดได้ง่าย เมื่อเปื้อนมือล้างได้สะดวก แต่เพื่อความปลอดภัยแนะนำให้ใส่ถุงมือทุกครั้งที่ใช้เรซิ่น

สียอดนิยมสีเทา และ สีส้ม
Grey and Beige

งานพิมพ์สวย เก็บรายละเอียดได้ครบ
งานอื่นๆ

งานทันตกรรม นิยมใช้สีนี้

ทดสอบงานพิมพ์ MSLA ระดับ 4K ด้วยเครื่อง FOTO13.3

ทดสอบงานพิมพ์ MSLA ระดับ 4K ด้วยเครื่อง FOTO13.3

ในอดีตจนถึงปัจจุบันเครื่องพิมพ์ 3 มิติชนิด FDM (Fused Deposition Modeling) หรือ FFF(Fused Filament Fabrication) ยังคงเป็นระบบที่ได้รับความนิยมมากที่สุด
แต่ปัจจุบันยังมีเครื่องพิมพ์ 3 มิติด้วยระบบขึ้นรูปแสง UV บนน้ำเรซิ่น กำลังเริ่มเป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก เพราะเป็นระบบที่ให้ความละเอียดสูงที่สุด สวยสุด หากเทียบกับระบบอื่นๆ
ทั้งนี้ทางผู้ผลิตค่าย Flashforge ได้ผลิตเครื่องพิมพ์ระบบนี้มา 3 รุ่นด้วยกันคือ Flashforge FOTO:6 Flashforge FOTO:8.9 และ Flashforge FOTO:13.3
เรียงตามลำดับตามขนาดของฐานพิมพ์ สามารถฟังรายละเอียดเพิ่มเติมแต่ละรุ่นได้ตามลิ้งด้านล่างครับ


มาเริ่มกันเลยดีกว่า โดยการพิมพ์ครั้งนี้ทางเราได้ใช้ โปรแกรม CHITUBOX ในการพิมพ์และการปรับการตั้งค่าต่างๆ เช่น การปรับความละเอียดของชิ้นงาน การตั้งค่า Support หรือหน่วงเวลาฐานพิมพ์ต่างๆ ซึ่งใช้งานง่ายมากๆ ครับ CHITUBOX เป็นโปรแกรมที่ใช้งานง่าย สามารถฟังรายละเอียด 7 ขั้นตอนการใช้งานเบื้องต้นได้ตามคลิปด้านล่างครับ

และงานพิมพ์ครั้งนี้เราได้ใช้ความละเอียดที่ 50 ไมคอน ใช้เวลาพิมพ์ประมาณ 10 ขั่วโมง 28 นาที

แสดงชิ้นงานกับ Support ในโปรแกรม CHITUBOX ก่อนนำไปพิมพ์งานจริง

หลังจากที่เราปรับการตั้งค่าต่างๆ ตามความต้องการแล้ว ไปสั่งพิมพ์กันเลยครับ

เมื่อพิมพ์เสร็จแล้ว ล้างเอาเรซินส่วนเกินที่เคลือบอยู่บนผิวงานออก โดยการใช้แอลกอฮอล์ชนิด IPA
นำมาเป่าลมให้แห้ง เพื่อให้ผิวเรียบเนียน ขจัดคราบเรซิ่น และแอลกอฮอล์ ที่ยังหลงเหลืออยู่

ขั้นตอนสุดท้าย มาชมผลงานกันครับ

สรุปแล้ว ถึงแม้ว่างานจะมีความละเอียดระดับ 4K เครื่องพิมพ์ 3 มิติ Flashforge รุ่น FOTO13.3 ก็สามารถพิมพ์ได้อย่างละเอียด และสวยงามมากๆ ครับ