เคล็ดลับในการใช้โหมด FreeScan ในจุดที่สแกนได้ยาก

เคล็ดลับในการใช้โหมด FreeScan ในจุดที่สแกนได้ยาก

ในการสแกนวัตถุที่มีร่องลึกหรือรอยแยก เป็นการสแกนที่ท้าทายความสามารถอย่างมาก เพราะโหมด FreeScan จะใช้การจับ target แต่ในกรณีที่ target มีพื้นที่น้อยๆ เครื่องสแกนจะไม่สามารถจับพื้นผิวได้ดี และอาจจะหลุด (tracking lost) บ่อยๆ ดังตัวอย่างข้างล่าง จะเห็นว่าในส่วนที่เป็นครีบของตัวงานมีความบาง และอยู่ลึก 

จากภาพด้านล่างจะเห็นว่าเครื่องสแกนเก็บข้อมูลวัตถุได้เพียงบางส่วน ในจุดที่มีความยากลำบากในการเข้าถึง ทำให้เมื่อสแกนแล้วไฟล์สามมิตินั้นก็ไม่สามารถนำเอาไปดำเนินการต่อเช่นการทำ reverse engineering หรือการ inspection ได้

วิธีการแก้ไข เราใช้แผ่นเหล็กฉากตามรูปด้านล่าง ติด marker จำนวนด้านละ 3 ดวง ไปวางรอบๆ ชิ้นงานที่จะสแกนในตำแหน่งที่เครื่องสแกนมองเห็น 

มันจะช่วยให้เครื่องสแกนสามารถเพิ่มโอการในการจับชิ้นงานได้ดีขึ้น และสามารถเก็บข้อมูลพื้นผิวได้มากขึ้น โอกาสที่จะหลุดน้อยลงในส่วนที่จับผิวได้ยาก

งานสแกนที่ได้มีความสมบูรณ์ขึ้นมาก เมื่อสแกนเสร็จแล้วคุณสามารถลบเหล็กฉากเหล่านั้นออกไปได้โดยง่าย  

มินิรีวิว Flashforge Creator 3 + eSun ePA-Carbon Fiber

มินิรีวิว Flashforge Creator 3 + eSun ePA-Carbon Fiber

Carbon Fiber เป็นวัสดุในฝันของผู้ใช้ 3D printer หลายๆ คน เพราะมันช่วยให้งานที่พิมพ์ออกมามีความแข็งแรงขึ้น สำหรับผู้ที่ยังไม่รู้ว่า Carbon Fiber เป็นอย่างไร เราลองมาดูกัน

เส้น Carbon Fiber คืออะไร?

ก่อนอื่นต้องไม่สับสนระหว่างเส้น Carbon Fiber Filament กับ Carbon Fiber ที่ใช้ทำรถแข่ง จักรยานราคาแพง หรือยานอวกาศ ซึ่งเป็น Carbon Fiber ชนิดเส้นยาวถักทอเป็นผืนใหญ่ เคลือบด้วยอีพ๊อกซี่เป็นชั้น ๆ

ส่วน Carbon Fiber Filament จะเป็นการนำ Carbon Fiber ใยสั้นผสมลงในพลาสติกฐาน เช่น PolyCarbonate, ABS, PLA, Nylon, PETG เป็นต้น ซึ่งลักษณะของ Carbon Fiber จะแข็ง แต่เปราะมาก ดังนั้นการนำไปผสมกับพลาสติกฐานมักจะผสมกับพลาสติกที่มีความเหนียว เช่น Nylon หรือ PETG เพื่อชดเชยลักษณะด้อยของ Carbon Fiber เอง

คุณสมบัติเด่นๆ ของเส้น Carbon Fiber คือ ขณะพิมพ์ไม่มีกลิ่น ผิวด้าน ความแข็งแรงทนทานสูง ทนต่อการเสียดสี และสึกหรอ ทนความร้อนสูงถึง 120°C อัตราการหดตัว และบิดตัวต่ำ และติดไฟยาก

FlashForge Creator 3

เป็นเครื่องที่สามารถพิมพ์เส้นชนิด Carbon Fiber ได้ เนื่องจากหัวพิมพ์เป็นโลหะ Stainless Steel ชุบแข็ง ซึ่งจะทนการกัดกร่อนของ Carbon Fiber ได้ดี เพราะ Carbon Fiber สามารถกัดกร่อนหัวพิมพ์ชนิดทองเหลืองให้พังได้อย่างรวดเร็ว อาจจะไม่ถึงครึ่งม้วนเสียด้วยซ้ำ

นอกจากนี้หัวพิมพ์ยังทำความร้อนได้ถึง 300 องศา ทำให้พิมพ์พลาสติกวิศวกรรมได้อีกหลายชนิด

eSun ePA-CF เส้น Polyamine-Carbon Fiber

Polyamine (PA) หรือชื่อในทางการค้าว่า Nylon เส้น  ePA-CF ของ eSun มี Carbon Fiber ผสมอยู่ถึง 20% ราคาไม่แพง ประมาณ 50-60 USD ในขณะที่บางยี่ห้อราคาสูงถึง 250 USD

มาลองพิมพ์กันเลยดีกว่า

เราเลือกบันไดจักรยานมาเป็นหนูทดลอง


ตั้งอุณหภูมิการพิมพ์อยู่ที่ 250°C และที่แท่นพิมพ์ 80°C ใช้เวลาพิมพ์ประมาณ 7 ชั่วโมง

จะสังเกตได้ว่าจะมีเส้นใยเยิ้มออกมามาก ซึ่งเป็นลักษณะที่ปรกติของเส้น Carbon Fiber ส่วนที่พื้นจะไม่มีการเด้งงอ หรือหลุดจากฐานเลยแม้แต่น้อย

เมื่อพิมพ์เสร็จแล้วก็ถึงตอนแกะ support การแกะก็ไม่ได้ยากนัก แต่มันจะเหนียวๆ หน่อย สามารถใช้คีมช่วย ในส่วนที่เป็นเศษเล็กๆ ก็ใช้มีดคัตเตอร์ปาดออกได้ไม่ยากนัก

ในส่วนของ overhang เครื่อง FlashForge Creator 3 ทำได้ดี ทีเดียว

เทคนิคการพิมพ์ด้วยเส้น Carbon Fiber

เป็นโบนัสสำหรับคนที่ทนอ่านมาถึงตรงนี้ การพิมพ์ด้วยเส้น Carbon Fiber ไม่ง่าย และไม่ยากจนเกินไป เรามีเคล็ดลับในการพิมพ์ให้สำเร็จดังนี้

  • อย่างที่บอกไว้ข้างต้น หัวพิมพ์ควรจะต้องเป็นโลหะแข็ง เช่นสเตนเลส เพื่อให้ทนต่อการสึกกร่อนจาก Carbon Fiber ซึ่งมีความรุนแรงมาก (ซ้ายทองเหลือง-ขวาสเตนเลสสตีล)
  • ลดค่า retraction ลง เนื่องจากการดึงเส้นกลับไปมามากๆ จะทำให้เกิดการสะสมของ Carbon Fiber ซึ่งไม่ละลายในความร้อน ภายในหัวพิมพ์ทำให้เกิดการอุดตันได้ง่าย
  • พิมพ์ให้ช้าลงประมาณ 20%-50% เพื่อช่วยให้ Carbon Fiber ที่อาจจะติดอยู่ในหัวพิมพ์หลุดออกไปได้ง่ายขึ้น ลดการอุดตันของหัวพิมพ์
  • ใช้หัวพิมพ์ที่ใหญ่ขึ้น จะช่วยลดโอกาสอุดตัน
  • เส้นพลาสติกจะค่อนข้างเปราะ หักง่ายเมื่อเกิดการงอ หรือมีการหักเลี้ยวในองศาที่แคบๆ แนะนำให้ใช้ท่อนำเส้นพลาสติกเพื่อลดโอกาสเส้นหัก
  • การเก็บเส้น Nylon-Carbon Fiber ควรเก็บในถุงซิป และใส่สารดูดความชื้นไว้ด้วย เนื่องจาก Nylon ดูดความชื้นได้ดีมาก หากเส้นชื้นไปแล้ว (สังเกตจากเวลาพิมพ์จะมีเสียงน้ำเดือด เปาะแปะ ๆ) ให้นำไปอบในเตาอบที่อุณหภูมิประมาณ 80°C ประมาณ 4-6 ชั่วโมง

หลังจากปรับค่าการพิมพ์เล็กน้อย แล้วลองพิมพ์ใหม่อีกครั้งผลก็เป็นดังในภาพครับ หวังว่าคงได้ความรู้เล็กๆ น้อยๆ กลับไปบ้างนะครับ แล้วพบกันใหม่

ทำความรู้จักเครื่องพิมพ์สามมิติระบบ SLS

ทำความรู้จักเครื่องพิมพ์สามมิติระบบ SLS

การพิมพ์สามมิติแบบ Selective Laser Sintering (SLS) เป็นการผลิตแบบเพิ่มเนื้อวัสดุ หรือ additive manufacturing (AM) ซึ่งจะใช้แสงเลเซอร์ในการเผาผนึกผงพลาสติกให้เป็นก้อนแข็งตามรูปแบบไฟล์สามมิติที่เขียนขึ้นมา SLS เป็นระบบที่วิศวกรนิยมใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์มานานนับสิบปีแล้ว ด้วยต้นทุนที่ต่ำ ผลิตได้มาก และใช้วัสดุที่ช่วยให้ระบบนี้สามารถผลิตได้ตั้งแต่ต้นแบบที่ใช้งานได้ จนถึงการผลิตจำนวนน้อยๆ หรือผลิตสินค้าในช่วงรอยต่อก่อนการผลิตจำนวนมาก

ด้วยปัจจัยที่ทันสมัยของตัวเครื่อง ซอฟแวร์ และวัสดุพิมพ์ในปัจจุบัน ทำให้เครื่องพิมพ์ระบบ SLS สามารถเข้าถึงการผลิตในทุกกลุ่มธุรกิจ ทำให้หลายๆ บริษัทสามารถใช้เครื่องพิมพ์ระบบนี้ได้ง่ายกว่าเดิมที่กระจุกตัวอยู่แค่บริษัทหรือโรงงานขนาดใหญ่เท่านั้น

ในบทความนี้จะครอบคลุมถึงระบบการทำงานของ SLS รูปแบบต่างๆ วัสดุพิมพ์ และการเลือกงานที่เหมาะจะใช้ SLS มากกว่าเครื่องพิมพ์สามมิติระบบอื่น รวมถึงการผลิตแบบดั้งเดิม

จุดเริ่มต้นของระบบ SLS

Selective Laser Sintering (SLS) เป็นเทคนิคการพิมพ์แบบแรกๆ ของการผลิตแบบเพิ่มเนื้อวัสดุ ถูกพัฒนาขึ้นในช่วงกลางทศวรรษที่ 1980 โดย Dr. Carl Deckard และ Dr. Joe Beaman แห่งมหาวิทยาลัยเท็กซัส วิธีการของพวกเขาตอนนั้นตั้งใจจะจะทำงานกับวัสดุหลากหลายเช่นพลาสติก โลหะ แก้ว เซรามิก และวัสดุผสมต่างๆ ปัจจุบันเทคโนโลยีเหล่านี้ได้ถูกแบ่งแยกเป็นกลุ่มต่างๆ โดยเรียกรวมเป็นการหลอมผงวัสดุบนแท่นพิมพ์-การให้ความร้อนหลอมเหลวผงวัสดุเฉพาะจุดที่ต้องการ

การหลอมผงวัสดุบนแท่นพิมพ์ที่เป็นที่นิยมจะมีสองกลุ่มใหญ่ๆ คือกลุ่มที่ใช้พลาสติกเป็นวัสดุพิมพ์ จะเรียกว่า SLS และพวกที่ใช้ผงโละเป็นวัสดุพิมพ์ซึ่งจะเรียกว่า direct metal laser sintering (DMLS) or selective laser melting (SLM) ก่อนหน้านี้เครื่องพิมพ์ทั้งสองกลุ่มจะมีราคาสูงมาก และขั้นตอนการทำงานที่ยุ่งยาก จำกัดการทำงานอยู่กับการผลิตชิ้นส่วนที่ราคาแพงและจำนวนน้อยๆ เช่นชิ้นส่วนยานอวกาศ หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์

เครื่องระบบนี้มีการพัฒนาเพิ่มขึ้นอย่างมากในปัจจบัน มันกำลังตามเครื่องพิมพ์ระบบอื่นเช่น stereolithography (SLA) และ fused filament fabrication (FFF) เพื่อให้เกิดการใช้งานอย่างแพร่หลาย เข้าถึงได้ง่าย และกระทัดรัดมากขึ้น

SLS ทำงานอย่างไร

เครื่องพิมพ์สามมิติแบบ SLS ใช้ลำแสงเลเซอร์ในการหลอมละลายผงพลาสติกที่มีความละเอียดมาก

ขั้นตอนการพิมพ์

  1. ผงพลาสติกถูกแผ่ไปบนแท่นพิมพ์เป็นชั้นบางๆ
  2. เครื่องพิมพ์จะอุ่นผงพลาสติกให้ร้อนถึงอุณหภูมิที่ต่ำกว่าจุดหลอมเหลวของพลาสติกเพียงเล็กน้อย นี่จะช่วยให้เลเซอร์ใช้พลังงานเพียงเล็กน้อยเท่านั้นในการหลอมละลายผงพลาสติกในตำแหน่งที่ต้องการเพื่อให้แข็งตัว
  3. แสงเลเซอร์จะยิงเป็นรูปภาพตัดขวางของโมเดลไปที่ผงพลาสติก ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นจนถึงจุดหลอมเหลว ละลายผงพลาสติกเข้าด้วยกัน จนเกิดเป็นชิ้นส่วนของโมเดล ผงพลาสติกที่ไม่ถูกหลอมเหลวจะทำหน้าที่เป็นตัวรองรับส่วนอื่นๆ ของโมเดลไปในตัว ทำให้ไม่ต้องสร้างเสารองรับเพิ่มอีก
  4. จากนั้นแท่นพิมพ์จะขยับต่ำลงไป 1 ชั้น โดยทั่วไปจะมีระยะ 50 ถึง 200 ไมครอน ใบปาดจะเกลี่ยผงพลาสติกชั้นต่อไปทับบนชั้นที่พิมพ์เสร็จไปก่อนหน้า แล้วแสงเลเซอร์ก็จะยิงแสงไปหลอมละลายผงพลาสติกให้เป็นเนื้อเดียวกันกับชั้นล่าง
  5. กระบวนการจะดำเนินซ้ำไปอย่างนี้จนเสร็จสิ้น และต้องรอให้ผงพลาสติกเย็นตัวลงก่อนภายในเครื่องพิมพ์
  6. เมื่อเย็นแล้ว จะนำถังบรรจุโมเดลและผงพลาสติกไปแยกส่วน ทำความสะอาดผงที่เกินมา

SLS ใช้การยิงแสงเลเซอร์เพื่อหลอมละลายผงพลาสติกเพื่อขึ้นรูปวัตถุสามมิติ

การตกแต่งงานพิมพ์และขั้นตอนหลังจากการพิมพ์

ขั้นตอนหลังจากพิมพ์เสร็จแล้วใช้เวลาและแรงงานไม่มากนัก ทำให้เกิดความเสถียรของงานในกรณีที่พิมพ์เป็นจำนวนมาก

เมื่อการพิมพ์เสร็จสิ้นลงชิ้นงานจะถูกนำออกจากเครื่องพิมพ์ แยกออกจากภาชนะบรรจุผงพลาสติก ล้างผงส่วนที่ยังติดกับชิ้นงานออกไป ซึ่งโดยทั่วไปจะทำเสร็จในจุดเดียวโดยใช้ลมเป่า หรือเครื่องยิงทราย

ชิ้นงานที่พิมพ์จากเครื่องพิมพ์ SLS จะมีผิวที่ค่อนข้างหยาบ พอๆ กับกระดาษทรายความละเอียดปานกลาง วัสดุไนลอนสามารถทำงานต่อหลังจากพิมพ์เสร็จได้หลายอย่างเช่น การขัด ย้อม ลงสี เคลือบสี เคลือบโลหะ เชื่อมประกอบ และเคลือบกำมะหยี่

การนำผงพลาสติกกลับมาใช้ใหม่

ผงพลาสติกส่วนที่ไม่ได้ถูกใช้งานจะถูกนำไปกรองเพื่อนำเศษชิ้นใหญ่ๆ ออกไปแล้วนำกลับไปใช้ใหม่ได้ แต่คุณสมบัติจะด้อยลง จึงควรผสมผงพลาสติกใหม่เข้าไปเมื่อใช้งานไปได้สักระยะ การที่มันสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ทำให้ระบบ SLS เป็นระบบการผลิตที่ทำให้เกิดการสูญเสียน้อยที่สุดระบบหนึ่ง

SLS แบบต่างๆ

เครื่องพิมพ์ระบบ SLS ทุกเครื่องจะมีโครงสร้างเดียวกันกับที่อธิบายไปแล้วข้างต้น ความแตกต่างหลักจะอยู่ที่ชนิดของเลเซอร์ และขนาดที่พิมพ์ได้ แต่ละเครื่องจะมีระบบควบคุมอุณหภูมิ การเกลี่ยผงวัสดุ และการสร้างเลเยอร์ที่ต่างกัน

SLS จะมีการควบคุมที่แม่นยำและเที่ยงตรงอย่างสูง อุณหภูมิของผงวัสดุในส่วนของชิ้นงาน (ที่ยังพิมพ์ไม่เสร็จ) จะถูกควบคุมไว้ให้ไม่เกิน 2 °C ในระหว่างขั้นตอนการให้ความร้อนล่วงหน้า การขึ้นรูป และการจัดเก็บก่อนการนำออกมาจากเครื่อง เพื่อป้องการบิดตัว ลดแรงเค้น และการเสียรูปจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ

SLS ระดับอุตสาหกรรม

เครื่องพิมพ์ SLS ระดับอุตสาหกรรมถูกใช้ในการผลิตสินค้าที่หลากหลายตั้งแต่อะไหล่สำหรับโรงงานผลิตรถบรรทุกระดับโลก จนถึงชิ้นส่วนสั่งทำสำหรับเสื้อผ้า เครื่องพิมพ์ขนาดใหญ่ที่สุดสามารถพิมพ์ได้ถึงขนาด 1 เมตรเลยทีเดียว

เครื่องพิมพ์ SLS ระดับอุตสาหกรรมอาจจะใช้หัวเลเซอร์คาร์บอนไดออกไซด์กำลังสูงหัวเดียว หรือหลายหัวก็ได้ ยิ่งขนาดพิมพ์ที่ใหญ่ขึ้น ระบบต่างๆ ก็จะมีความสลับซับซ้อนมากขึ้นตาม เครื่องพิมพ์ SLS ระดับอุตสาหกรรม ต้องการสภาพแวดล้อมในการพิมพ์ที่อยู่ในสภาวะเฉื่อย โดยใช้ก๊าซเฉื่อยเช่นไนโตรเจน หรือก๊าซชนิดอื่นเพื่อป้องกันวัสดุเกิดการทำปฎิกิริยากับอ็อกซิเจน และเสื่อมสภาพลง ดังนั้นเครื่องพิมพ์ SLS ระดับอุตสาหกรรมจึงต้องมีระบบจัดการก๊าซที่เหมาะสม รวมทั้งการใช้กำลังไฟฟ้าอย่างมากอีกด้วย แม้แต่เครื่องที่เล็กที่สุดของเครื่องพิมพ์ SLS ระดับอุตสาหกรรมก็ต้องการพื้นที่วางเครื่อง 10 ตารางเมตรเป็นอย่างน้อย

SLS แบบตั้งโต๊ะ

SLS แบบตั้งโต๊ะสามารถพิมพ์งานได้คุณภาพเทียบเท่าเครื่องระดับอุตสาหกรรม ในขนาดที่กระทัดรัดกว่าและจัดการได้ง่ายกว่า

SLS แบบตั้งโต๊ะไม่จำเป็นต้องมีระบบพื้นฐานพิเศษใดๆ และสามารถตั้งอยู่บนโต๊ะทำงานได้เลย

SLS แบบตั้งโต๊ะใช้เลเซอร์แบบไดโอด หรือแบบไฟเบอร์ แทนการใช้เลเซอร์แบบ CO2 เนื่องจากให้คุณภาพแสงเทียบเท่ากันแต่ต้นทุนถูกกว่า

ด้วยขนาดที่เล็กกว่าจึงใช้พลังงานในการทำความร้อนน้อยกว่า และด้วยการที่ใช้เวลาในการยิงแสงน้อยกว่าจึงไม่จำเป็นต้องใช้ก๊าซเฉื่อย และอุปกรณ์พิเศษในการควบคุมก๊าซใดๆ โดยภาพรวมการใช้พลังงานน้อยทำให้สามารถใช้ไฟฟ้าที่มีอยู่ในบ้านได้เลย

SLS แบบตั้งโต๊ะจะพิมพ์งานได้เล็กกว่า และช้ากว่าเล็กน้อย เมื่อเทียบกับเครื่องพิมพ์ขนาดเล็กที่สุดของเครื่องระดับอุตสาหกรรม แต่ก็จะได้เปรียบเรื่องพื้นที่ตั้งเครื่องที่น้อยกว่า และต้นทุนที่ถูกกว่า

การเปรียบเทียบเครื่องพิมพ์ SLS

เปรียบเทียบจากเครื่อง Formlabs Fuse 1 แบบตั้งโต๊ะ กับเครื่อง SLS ระดับอุตสาหกรรมของ EOS และ 3D Systems

Nylon: วัสดุสำหรับต้นแบบและผลิตภัณฑ์

วัสดุหลักที่ใช้ในเครื่อง SLS คือ nylon เป็นพลาสติกวิศวกรรมที่นิยมใช้อย่างแพร่หลายเนื่องด้วยน้ำหนักที่เบา แข็งแรง ยืดหยุ่นได้ มีความคงตัวต่อแรงแรงกระทำ สารเคมี อุณหภูมิ แสงยูวี น้ำ และความสกปรก

Nylon เป็นวัสดุในอุดมคติในการผลิตสินค้าต่างๆ ตั้งแต่งานวิศวกรรม สินค้าอุปโภค จนถึงผลิตภัณฑ์ด้านดูแลสุขภาพ

Nylon เป็นเทอร์โมพลาสติกที่สังเคราะห์ขึ้น เป็นพลาสติกในตระกูลโพลีอามายด์ มีสองชนิดที่ใช้ในเครื่องพิมพ์ SLS คือ Nylon 11 and 12, หรือ PA11 and PA12

PA เป็นตัวย่อของ Polyamind และตัวเลขหมายถึงจำนวนอะตอมของคาร์บอนในวัสดุนั้น ทั้งคู่มีคุณสมบัติเหมือนกัน PA11 จะมีความยืดหยุ่น และทนแรงกระทำได้ดีกว่าเล็กน้อย ในขณะที่ PA12 แข็งแรงกว่า ทนการเสียดสีได้ดีกว่า และมีความเข้ากันได้กับเนื้อเยื่อในร่างการ

คุณสมบัติของ Nylon ที่ใช้กับเครื่องพิมพ์ SLS

Nylon 11 และ 12 เป็นผงวัสดุเดี่ยว แต่เครื่องพิมพ์ SLS สามารถพิมพ์ 2 วัสดุได้ เช่นผงที่มีการเคลือบ หรือผงที่ผสมสารอื่น Nylon ที่ผสมด้วย aluminide หรือคาร์บอน หรือแก้ว ถูกพัฒนามาเพื่อให้เกิดคุณสมบัติด้านความแข็งแรง ความแกร่ง หรือความยืดหยุ่น การใช้สองวัสดุผสมนี้ วัสดุที่มีค่า Glass transition ที่ต่ำกว่าจะหลอมเหลวและเชื่อมวัสดุทั้งสองเข้าด้วยกัน

ทำไมจึงควรใช้ SLS?

วิศวกรจะเลือกใช้ SLS เมื่อต้องการอิสระในการออกแบบ ผลผลิตจำนวนมาก ราคาต้นทุนต่อหน่วยต่ำ และมีอัตราการพิมพ์สำเร็จสูง

อิสระในการออกแบบ

ระบบการพิมพ์สามมิติส่วนใหญ่เช่น stereolithography SLA หรือ fused filament fabrication FFF ต้องมีการสร้าง support  เพื่อรองรับส่วนที่ยื่นไปในอากาศ หรือ overhang

SLS ไม่ต้องการโครงสร้าง support เนื่องจากผงพลาสติกรอบๆ ชิ้นงานที่ไม่ถูกแสงเลเซอร์จะทำหน้าที่เป็น support ไปในตัว SLS ช่วยให้พิมพ์งานที่ก่อนหน้านี้แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะพิมพ์ขึ้นมาเช่น ชิ้นส่วนที่เกี่ยวติดกัน หรือชิ้นส่วนที่ขยับได้ หรืองานออกแบบที่มีความซับซ้อนมากๆ

เฝือกมือที่ออกแบบเป็นรูปร่างซับซ้อนเพื่อลดน้ำหนักของตัวมัน

ปกติแล้ววิศวกรจะออกแบบโดยคิดถึงการกระบวนการผลิตในขั้นสุดท้ายไว้ล่วงหน้า หรือที่เรียกว่า design for manufacturing (DFM) เมื่อเครื่องพิมพ์สามมิติถูกใช้เพียงเพื่อสร้างต้นแบบเท่านั้น การออกแบบจึงถูกจำกัดด้วยวิธีการผลิตแบบดั้งเดิม

แต่เมื่อมีเครื่องพิมพ์แบบ SLS เริ่มจับต้องได้ และมีการใช้งานที่หลากหลายขึ้น จึงเป็นสิ่งที่จะปลดปล่อยข้อจำกัดในการออกแบบของวิศวกร SLS มีความสามารถที่จะพิมพ์งานที่มีความซับซ้อนมากๆ ได้ในการพิมพ์ครั้งเดียว ซึ่งโดยปรกติจะต้องผลิตเป็นจำนวนหลายชิ้นมาประกอบกัน ทำให้ลดจุดอ่อนในงาน และลดเวลาการประกอบได้มาก

SLS สามารถช่วยให้การออกแบบ generative design เป็นไปได้อย่างเต็มความสามารถ ด้วยโครงสร้างที่เบา มีความซับซ้อนของโครงสร้าง รูปร่างของชิ้นงาน ซึ่งไม่สามารถผลิตได้ด้วยกรรมวิธีการผลิตแบบดั้งเดิม

ผลผลิต และอัตราการผลิตต่อเนื่องที่สูงขึ้น

SLS เป็นระบบการพิมพ์สามมิติที่เร็วที่สุดสำหรับชิ้นส่วนที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ต้นแบบที่ทนทาน และผลิตภัณฑ์สำหรับลูกค้า แสงเลเซอร์ที่ใช้ในการพิมพ์มีความเร็วสูง ความแม่นยำสูงกว่าเครื่องพิมพ์แบบเส้นพลาสติกอย่างมาก

การพิมพ์ชิ้นงานจำนวนมากในคราวเดียวสามารถวางให้ชิดเกือบติดกันได้ ผู้ใช้งานสามารถกำหนดตำแหน่งของแต่ละชิ้นได้ในซอฟแวร์เพื่อให้พิมพ์ได้เต็มพื้นที่ และเหลือช่องว่างน้อยที่สุดได้

SLS ยอมให้วางชิ้นงานในห้องพิมพ์ให้ชิดกันเพื่อพิมพ์งานจำนวนมากในครั้งเดียวเพื่อลดเวลาการทำงาน

ผู้ใช้งานสามารถเพิ่มชิ้นงานในระหว่างที่เครื่องกำลังพิมพ์อยู่ได้ ช่วยให้เพิ่มโอกาสได้งานที่ถูกแก้ไขในนาทีสุดท้าย หรือเพิ่มชิ้นส่วนต่อเนื่องลงไป

วัสดุที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าคงทนยาวนาน

หัวใจสำคัญของการพิมพ์ SLS ให้ใช้งานได้และทนทานคือตัววัสดุ Nylon เป็นวัสดุที่ได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นพลาสติกที่มีคุณภาพสูง การใช้เลเซอร์หลอมละลายผงไนลอนทำให้ได้เนื้องานเต็มเกือบ 100% ใกล้เคียงกับการขึ้นรูปด้วยวิธีการฉีดพลาสติด (Injection moulding)

ฝาครอบสว่านพิมพ์ด้วย Nylon PA 12 สามารถทำการแต่งผิวเพื่อให้มีความเรียบ และดูมีราคา

Nylon เป็นวัสดุที่ดีมากที่ใช้ทดแทนพลาสติกในกระบวนการฉีดพลาสติก มันสามารถทำจุดหมุน บานพับที่ขยับได้ การประกบล็อก หรือข้อต่อเชิงกลแบบต่างๆ ไนลอนสามารถผลิตงานที่มีความคงทนที่ยาวนานกว่าการขึ้นรูปสามมิติด้วยระบบอื่นมาก

ราคาต้นทุนต่อชิ้นต่ำ

การคำนวณต้นทุนต่อชิ้นจะมี 3 องค์ประกอบคือ ความเป็นเจ้าของเครื่องมือ วัสดุ และแรงงาน

  • ความเป็นเจ้าของเครื่องมือ จำนวนชิ้นงานที่ผลิตได้มากกว่าตลอดอายุการใช้งานของมันจะมีผลให้ต้นทุนต่อหน่วยยิ่งลดลง และยิ่งทำให้คืนทุนได้เร็วขึ้น ความเร็วในการกวาดแสงเลเซอร์ การวางชิ้นงานที่ชิดกันมากๆ ได้ และขั้นตอนง่ายๆ การทำงานหลังจากการพิมพ์ทำให้ SLS มีผลผลิตที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับการพิมพ์สามมิติแบบอื่นๆ
  • วัสดุ ในขนณะที่เครื่องพิมพ์สามมิติส่วนใหญ่จะใช้วัสดุเฉพาะของตนเอง ไนลอนเป็นพลาสติกทั่วไปที่มีการผลิตจำนวนมากสำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ ดังนั้นมันจึงราคาถูกมาก นอกจากนี้ในการพิมพ์ยังไม่ต้องใช้ support และผงไนลอนก็สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ทำให้เกิดความสูญเสียน้อยที่สุด
  • แรงงาน จุดด้อยของการพิมพ์สามมิติระบบอื่นคือแรงงานที่ต้องใช้ภายหลังจากการพิมพ์ชิ้นงานเสร็จแล้ว ซึ่งมีขั้นตอนและใช้เวลามาก ทำให้ต้นทุนส่วนนี้ค่อนข้างสูง ส่วน SLS มีขั้นตอนง่ายๆ หลังจากพิมพ์เสร็จแล้ว

ลดขั้นตอนการพัฒนาสินค้า

SLS ช่วยให้วิศวกรทำต้นแบบงานในช่วงการออกแบบ จากนั้นก็ใช้เครื่องพิมพ์ และวัสดุเดิมเพื่อผลิตสินค้าสำหรับผู้บริโภคได้เลย SLS ไม่ต้องการอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องจักรราคาแพงที่ใช้เวลาเตรียมนานเหมือนการผลิตแบบดั้งเดิม การพัฒนาผลิตภัณฑ์สามารถเสร็จสิ้นได้ภายในเวลาไม่กี่วันเท่านั้น ทำให้ลดเวลาการพัฒนาสินค้าลงไปได้มาก

ด้วยเหตุผลต่างๆ ดังที่กล่าวมา เครื่องพิมพ์สามมิติระบบ SLS จึงสามารถเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการใช้เครื่องฉีดพลาสติกเพื่อผลิตสินค้า เพราะมันประหยัดกว่ามากในกรณีที่ผลิตจำนวนไม่มาก หรือระยะสั้นๆ

พบกับเครื่อง Fuse 1

เครื่อง SLS ถูกจำกัดการใช้งานด้วยราคาของตัวเครื่องที่สูงกว่า $200,000 แต่ด้วยเครื่อง Fuse 1 ทำให้ธุรกิจจำนวนมากเข้าถึงการใช้งานเครื่องพิมพ์ SLS ได้ง่ายขึ้น

นามบัตร 3D

นามบัตร 3D

นามบัตรเป็นสิ่งที่แสดงตัวตนของคุณได้เป็นอย่างดี มันช่วยให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์ในงานของคุณ หากยังคิดไม่ออก มาลองดูตัวอย่างนามบัตร 3D ที่พิมพ์ได้ง่ายๆ ทำให้คนที่ได้รับต้องร้องว้าว!

นามบัตร 3D เป็นวิธีการโฆษณาชื่อเสียงบริษัทของคุณได้อย่างดี ดูมีเอกลักษณ์ และสร้างสรรค์ ลูกค้า หรือคู่ค้าของคุณจะมีความประทับใจอย่างมาก

ถึงแม้คุณจะไม่ได้อยากโฆษณาะุรกิจของคุณ แต่มันก็เป็นเรื่องสนุกที่ได้ทำ มันเล็ก พิมพ์ได้เร็ว ใช้วัสดุน้อย แต่ผลที่ได้น่าตื่นตาตื่นใจอย่างมาก

เราเอาตัวอย่างนามบัตรที่พิมพ์ด้วย 3d printer มาให้ดูเป็นไอเดียดังนี้

1. Velociraptor 

    

Velociraptor เป็นไดโนเสาร์ชนิดหนึ่ง แต่วันนี้มันมาอยู่บนนามบัตรแล้ว ไดโนเสาร์ตัวนี้มีรายละเอียดมากพอสมควรในขนาด 3.5×5 นิ้ว พิมพ์ได้ไม่ยากในเวลาเพียง 10-20 นาที ยิ่งน่าประทับใจเมื่อลองนึกภาพถึงตอนที่ประกอบเสร็จแล้ว

นามบัตรแบบนี้เหมาะกับทุกคน แต่ถ้าคุณต้องการใส่ข้อความลงไป ผู้ออกแบบก็ได้เผื่อพื้นที่ว่างตรงหางให้แล้ว โหลดที่นี่ https://www.thingiverse.com/thing:362357

2. Touring Bike 

    

เป็นนามบัตร 3D อีกแบบหนึ่งที่ดูเท่ไม่หยอก เมื่อประกอบแล้วจะได้จักรยานทัวริ่ง 1 คันมาตั้งโชว์ได้ เป็นโมเดลที่มีคนโหลดไปแล้วจำนวนมาก มันมีพื้นที่ว่างให้คุณโฆษณาธุรกิจของคุณได้เช่นกัน โหลดที่นี่ https://www.thingiverse.com/thing:714484

3. Bolt 

    

แบบนี้ก็เหมือนกับสองแบบด้านบนแต่ก็มีเอกลักษณ์ของมัน หลังจากที่แกะออกมาแล้วประกอบเข้าด้วยกันคุณจะได้สลักเกลียวที่หมุนได้จริงๆ เหมาะกับคนที่ชอบทำสิ่งที่สนุกและไม่ยากเกินไป โหลดที่นี่ https://www.thingiverse.com/thing:350487/

 

4. ปรับแต่งนามบัตรเอง https://www.thingiverse.com/thing:1713563

หากคุณไม่ชอบแบบที่เราแนะนำไปข้างต้น คุณก็สามารถสร้างแบบของคุณเองโดยไม่ต้องอาศัยความรู้ทางด้าน 3D มากมายอะไร เพียงแค่เข้าไปที่ link แล้วกดปุ่ม Open in Customizer จากนั้นก็ใส่ชื่อหน่วยงาน ชื่อคุณ หมายเลขโทรศัพท์ และอีเมลของคุณลงไป โปรแกรมจะทำการสร้างให้คุณในทันที สามารถดาวน์โหลดมาพิมพ์ได้เลย

เคล็ดลับในการพิมพ์ก็คือควรปรับระดับแท่นพิมพ์ให้ชั้นแรกพิมพ์ได้ดี จะช่วยให้ผลงานออกมาสวยขึ้น และปรับ retraction ให้มากหน่อยเพื่อไม่ให้เกิดเส้นใยยุ่งเหยิง

5. สร้างนามบัตรของคุณเองเลย

Creating a business card in TinkerCAD.

จากที่เราแนะนำแบบเท่ๆ 4 แบบให้ดาวน์โหลดแล้ว หากรู้สึกว่ายังไม่ถูกใจอีก ก็สามารถเขียนขึ้นเองให้เป็นแบบเฉพาะตัวคุณได้เลย วิธีการโดยละเอียดสามารถศึกศาได้ ที่นี่ https://all3dp.com/3d-printed-business-cards-how-to/ แต่ขั้นตอนคร่าวๆ เป็นดังนี้

 

  1. หากต้องการใส่รูปด้วยให้เอารูปไปทำเป็น Lithophane ก่อนที่นี่ Thingiverse model.
  2. ในโปรแกรม TinkerCAD สร้างนามบัตรแบบพื้นฐานก่อน แล้วใส่ข้อมูลของคุณ
  3. โหลด Lithophane ที่ทำก่อนหน้านี้เข้าไปในแบบนามบัตร
  4. พิมพ์นามบัตรของคุณได้เลย

ขอให้มีความสุขกับการพิมพ์

3D Print ตะแกรงพัดลม ตามใจชอบ

3D Print ตะแกรงพัดลม ตามใจชอบ

😯😯3D Print ตะแกรงพัดลม😛😛
เคยไหมมีตะแกรงพัดลมหลุดหาย หรือมีเสียงดังหึ่ง ไม่ต้องซื้อเปลี่ยนใหม่
เราสามารถพิมพ์ได้เอง เลือกแบบ เลือกสีได้ตามต้องการด้วย ใครชอบแบบไหนก็พิมพ์แบบนั้น ต้นทุนตกไม่ถึง 10บาท 🙂

ข้อแนะนำ
– ควรพิมพ์ด้วย PLA, PETG
– พิมพ์บนฐานเลยไม่เอา Raft ไม่เอา Brim
– ใช้ infill เยอะหน่อยซัก 30% ขึ้นไป

>>Download ไฟล์ได้ที่นี่คับ<<

Credit : https://www.thingiverse.com/thing:2802474

การอบรม Formlabs Partner Certification Program

การอบรม Formlabs Partner Certification Program

เพื่อเป็นการเพิ่มความสามารถในการบริการ และให้ความรู้แก่ลูกค้าอย่างเต็มที่  Print3dd เราได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปฝึกอบรมเทคนิคต่าง ๆ ในการใช้งานเครื่อง Form2 ทั้งตัวเครื่อง ซอฟแวร์ วัสดุพิมพ์ รวมถึงการซ่อมบำรุง ณ สำนักงาน Formlabs ในเมือง Shenzhen ประเทศจีน เป็นเวลา 2 วัน โดยเจ้าหน้าที่จะได้นำความรู้มาช่วยเหลือลูกค้าให้สามารถผลิตงานออกมาให้ได้สมบูรณ์ที่สุด  คุ้มค่าการลงทุนที่สุด

ประติมากรรม 4.0 กับ เทคโนโลยี 3D Scanner/Printer ตอน1/2 เครื่องสแกน 3มิติ

ประติมากรรม 4.0 กับ เทคโนโลยี 3D Scanner/Printer ตอน1/2 เครื่องสแกน 3มิติ


ประติมากรรม 4.0 กับ เทคโนโลยี 3D Scanner/Printer ตอน1/2 เครื่องสแกน 3มิติ
ประติมากรรม 4.0 กับ เทคโนโลยี 3D Scanner/Printer ตอน2/2 เครื่องพิมพ์ 3มิติ

ตัวอย่างแสดงภาพรวมการย่องาน ประยุกต์ 3D Printer กับ 3D Scanner 1.ชิ้นงานจริงขนาด 80cm 2. พ่นสเปร์ยแป้งเพื่อให้ได้งานสแกนที่ดีขึ้น 3.ไฟล์ที่ได้จากการสแกน 4. เอาไฟล์ที่ได้มาพิมพ์ให้เล็กลง

ปัจจุบันมีการประยุกต์การใช้งาน 3D Scanner/Printer กับงานประติมากรรม จากแต่ก่อนการปั้นการแกะสลักสามารถสร้างชิ้นงานนั้นๆได้ชิ้นเดียวหรือแบบเดียว หากต้องการทำโมเดลเดียวกันแต่มีขนาดแต่กัน หรือ แม้กระทั้งการวางท่าทางที่แตกต่างกัน ก็ต้องปั้นงานชิ้นนั้นๆขึ้นมากใหม่ เสียเวลาในการสร้างเป็นอาทิตย์เป็นเดือน 3D Scanner เข้ามาช่วยในจุดนี้ (สแกนสามมิติเหมือนการถ่ายรูป เพียงจะเป็นจากการถ่ายรูป 2มิติ มาเป็นการเก็บโมเดล 3มิติ มีขนาด กxยxส มีความลึกและมิติ) เหมือนกับการถ่ายรูปเราสามารถนำไฟล์ที่ได้มาแต่ง รีทัช ตัดต่อ (ใน 2D เราใช้ Software พวก Photoshop, Lightroom) ส่วนในงานสามมิติ เราทำต่อได้หลายอย่างเช่นกัน เช่น ปรับขนาดใหญ่-เล็ก, เพิ่มตัวอักษร, เพิ่มลายและ texture, ตัดต่อ, ดัดท่าทาง (ใน 3D เราใช้ Zbrush) ทำให้ประหยัดเวลาในการทำงานลง ได้ขนาดและสเกลที่ถูกต้องไม่ผิดส่วน งานที่ได้มีคุณภาพและสมจริงมากขึ้น

สแกนแล้วพิมพ์ องค์ใหญ่สุดเป็นแบบจากการปั้นมือ ชิ้นสีขาวเป็นการพิมพ์จากเครื่องระบบเส้น (FDM/FFF) องค์เล็กเป็นการพิมพ์จากระบบเรซิ่น (DLP/SLA)

ที่สำคัญที่สุดสามารถนำไฟล์ 3มิติ ที่ได้ไปพิมพ์ต้องด้วยเครื่องพิมพ์ 3มิติ หรือเครื่อง CNC ได้ ยกตัวอย่าง การสร้างโมเดลจ่าแซม ฮีโร่ถ้ำหลวง เกิดการจากปั้นโมเดลขนาดเล็กก่อน จากนั้นจึงใช้ 3D Scanner เก็บเป็นไฟล์ 3มิติ แล้วไปพิมพ์ต่อให้มีขนาดใหญ่ขี้นกว่าเดิมมาก จากแต่ก่อนต้องปั้นตัวเล็ก แล้วต้องไปปั้นตัวใหญ่อ้างอิงตาม Scale / Proportion (ซึ่งยากมากจากตรง ด้วย Human Error) ซึ่งหากใช้ 3D Scanner/ 3D Printer จะประหยัดเวลาไปมากจากหลายเดือนเป็นเพียงหลายอาทิตย์ ได้คุณภาพงานที่ดีขี้น ประหยัดทั้งเวลาและเงิน

หมายเหตุ
1. Video ใช้เครื่องสแกน EinScan Pro
2. การได้มาซึ่งไฟล์ 3มิติ ไม่จำเป็นต้องมาจาก 3D Scanner เท่านั้น เราสามารถสร้างขึ้นมาทั้งหมดเองได้เลยจาก Software เช่น ZBrush, Maya, Blender
3. อันนี้สำคัญที่สุด ผู้เขียนไม่แนะนำให้ไปเอางานของคนอื่นมาลอกแบบโดยการละเมิดลิขสิทธิ์

ข้อดีของการประยุกต์ 3D Scanner กับศิลปะกรรม ประติมากรรม 4.0
1. แปลงงานปั้น วัตถุ เป็นรูปแบบ Digital
2. สามารถนำไฟล์ที่ได้ดังกล่าวไป Process ต่อ เช่น แต่งให้คมขึ้น, เพิ่มตัวอักษร, ปรับขนาด, ตัดต่อ
3. สามารถนำไฟล์ไปสร้างสำเนา โดยใช้ 3D Printer / CNC
4. จัดเก็บชิ้นงานสำคัญทางประวัติศาสตร์ ในรูปแบบ Digital (จะเห็นได้จากพิพิธภัณฑ์ในหลายๆ ประเทศ มีการจัดแสดงชิ้นงานทาง Website หรือ ในรูปแบบ Digital รวมถึง VR แล้ว)

ตัวอย่างการสแกน 3มิติ รูปปั้นที่มีความซับซ้อน

แปลงงานเป็น Digital
ปัจจุบันเราสามารถสร้างโมเดลได้เลยใน software แต่หลายๆแห่งยังไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงหรือเปลี่ยนยังไม่ทัน การใช้สแกนเนอร์ 3มิติ เป็นการช่วยในส่วนนั้น เอาโมเดลมาตั้งและสแกนได้เลย ไฟล์ที่ได้นั้นจะเป็นไฟล์ STL, OBJ, PLY ซึ่งสามารถไปทำงานต่ออื่นๆได้ เช่น เอาไปพิมพ์ด้วยเครื่อง 3D Printer หรือ สแกนงานเพื่อไปใช้ทำงาน อะนิเมชั่น, เกมส์, VR เป็นต้น เนื่องจากเครื่อง 3D Scanner ในปัจจุบันราคาไม่แพงเชื่อว่าหลายคนสามารถซื้อได้
ตัวอย่าง 3D Scan จ่าแซม ฮีโร่ ถ้ำหลวง

นำไฟล์ไปปรับแต่งได้
ไฟล์ที่ได้นั้น จะมีอัตราส่วนเหมือนของจริงจะผิดพลาดกันเล็กน้อยตามแต่ Spec ของเครื่อง ไฟล์ดังกล่าวสามารถนำไป
– แต่งไฟล์ให้คมขึ้น เช่น ต้นฉบับหน้าไม่คมสามารถไปแต่งใน Software ให้คมขึ้น มีรายละเอียด Detail มากขึ้น
– ย่อ ขยาย ขนาด สามารถตั้งค่าไปได้ง่ายๆเลยใน Software นอกจากนี้ยังสามารถปรับให้ชิ้นงานให้กลวง เจาะรู เป็นต้น
– เพิ่มตัวอักษร และ เพิ่มลาย Texture สามารถเพิ่มตั้งอักษรลงบนชิ้นงานได้เลย หรือ เช่นไฟล์เป็นรูปงู สามารถเพิ่ม texture สร้างให้เกรดงูดูสมจริงมากขึ้นได้
– สามารถตัด ต่องานได้ได้ เช่น เพิ่มเครื่องประดับลงไปในโมเดล เพิ่มจำนวนแขนขึ้นมา / หรือ สามารถตัดชิ้นงานออกเป็นส่วนๆ เพื่อง่ายในการผลิต
– สามารถนำโมเดลมาดัดท่าทางได้

ตัวอย่างการพิมพ์ชิ้นงาน หลายๆขนาด จากไฟล์เดียว

นำไฟล์ไปใช้พิมพ์ 3D Printer / CNC
อันนี้น่าจะเป็นจุดประสงค์ต้นๆของการใช้เครื่อง 3D Scanner คือการนำไฟล์ที่ได้มาพิมพ์ต่อไม่ว่าจากเครื่อง
SLA 3D Printer ไว้พิมพ์งานเล็กๆ 1-15cm   ระบบนี้จะละเอียดที่สุดงานดีสุด (Industrial SLA ที่พิมพ์ได้ขนาดใหญ่ๆ ถึง 100cm สามารถดูได้ที่นี่)
FDM 3D printer ไว้พิมพ์งานขนาดกลางๆ 10-40cm
– CNC ไว้แกะงานขนาดใหญ่-ใหญ่มาก 100cm ขึ้นไป
ตัวอย่าง พระเมรุมาศ กับเครื่อง 3D Scanner 3D Printer

จัดเก็บรักษาชิ้นงานได้
พิพิธภัณฑ์หลายๆที่ในปัจจุบันมีการใช้ 3D Scanner ในการสแกนชิ้นงานที่จัดแสดง โดยนำไฟล์ที่ได้เก็บในรูปแบบ Digital ทั้งยังนำไฟล์ดังกล่าวไปแสดงใน Web หรือผ่านกล้อง VR (เคยไปพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ ญี่ปุ่น เอารูปปั้นนดินโบราณ มาสแกนในรูปแบบ Digital มาโชว์ในเด็กผ่าน interactive เด็กๆชอบกันมาก)

ตัวอย่างเครื่อง 3D Scanner
มีหลากหลายรุ่น ยกตัวอย่างรุ่นที่นิยมมาสองรุ่นครับ

ข้อดีมากของ EinScanPro คือ มือถือจับสแกนได้

EinScan Pro/Pro+ เป็นเครื่อง สแกนเนอร์แบบมือถือจับได้ สามารถสแกนผ่านขาตั้งกล้องได้ด้วย ใช้งานครอบคลุมได้หลากหลาย



HP 3D Scanner Pro S3 เป็นเครื่องสแกนเนอร์ใช้บนขาตั้งกล้องได้อย่างเดียว และ หากพูดถึงคุณภาพแล้วแล้วดีกว่า EinScan Pro ขาดแต่มือถือจับสแกนไม่ได้

ข้อมูลเพิ่มเติ่มอื่นๆ

รูปภาพเพิ่มเติม การสแกน

สแกนคน จะเป็นว่ารอยยับของผ้า ซึ่งทำให้สมจริงยาก

การทำขาเทียมอย่างง่ายด้วยตัวเอง

การทำขาเทียมอย่างง่ายด้วยตัวเอง

ขาเทียม

หนึ่งในสิ่งที่เครื่องพิมพ์สามมิติสามารถทำประโยชน์ต่อมนุษยชาติก็คือการช่วยเหลือผู้ที่ด้อยโอกาสให้ใช้ชีวิตได้อย่างปรกติสุข มีโรงงานที่ผลิตอวัยวะเทียมจำนวนมากในโลกนี้ที่ผลิตออกมาจำหน่าย แต่ด้วยราคาที่สูงจนผู้คนจำนวนมากไม่อาจจะเอื้อมถึง จึงมีผู้ออกแบบอวัยวะเทียมแบบต่าง ๆ เพื่อให้สามารถพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์สามมิติซึ่งเริ่มเป็นที่แพร่หลาย และสามารถผลิตอวัยวะเทียมได้โดยไม่ยากเกินไป และมีค่าใช้จ่ายต่ำ เพื่อให้ทุกคนที่จำเป็นต้องใช้อวัยวะเทียมเข้าถึงและใช้งานได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น

นี่เป็นรูปแบบขาเทียมแบบหนึ่งที่สามารถใช้งานได้จริง และยังมีความสวยงาม การผลิตไม่ยากเกินไป อีกทั้งสามารถหาวัสดุได้ทั่วไป ซึ่งเราจะขอแนะนำการผลิตเป็นขั้นตอนดังนี้

ก่อนอื่นควรดาวน์โหลดไฟล์สำหรับการผลิตจาก https://www.thingiverse.com/thing:2754691 ในนี้จะมีไฟล์ STL และรูปประกอบตามนี้

Thingiverse thing_2754691

File list

จะมีไฟล์ STL ที่จะนำมาพิมพ์ทั้งหมด 11 ไฟล์ และไฟล์ PDF แสดงการประกอบ

เมื่อได้ไฟล์มาแล้วก็เริ่มพิมพ์กันเลย โดยเราจะใช้เครื่องพิมพ์ Flashforge Guider II ในการพิมพ์ชิ้นส่วนทั้งหมด ซึ่งใช้การพิมพ์เพียง 2 ครั้งก็ครบทุกชิ้นส่วน

unnamed2 unnamed

20180511_114425

20180510_155921

20180507_145934

เนื่องจากโปรเจคนี้เป็นเพียงการทดสอบ วัสดุที่ใช้จะเป็น ABS ทั้งหมด แต่หากใช้วัสดุที่แข็งแรงกว่านี้เช่นคาร์บอนไฟเบอร์ หรือโลหะได้ก็จะดีกว่ามาก การ setting จะกำหนดให้พิมพ์ผนังจำนวน 3 ชั้น infill 30% และ Layer height 0.15 มม. หรือ 150ไมครอน เพื่อความแข็งแรง รวมเวลาการพิมพ์ประมาณ 120 ชั่วโมง

เมื่อพิมพ์เสร็จแล้วก็จะมาถึงขั้นตอนการประกอบซึ่งจะต้องหาอุปกรณ์เพิ่มเติมดังนี้

  • สลักเกลียวขนาด M3 x 20 พร้อมน็อต จำนวน  5
  • สลักเกลียวขนาด M5 x 30 พร้อม-น็อต จำนวน  2
  • สลักเกลียวขนาด M6 x 40 พร้อมน็อต จำนวน  1
  • สกรูเกลียวปล่อย ขนาด 1” 4 ตัว
  • ท่อเหล็ก หรืออลูมิเนียม ตามความยาวที่ต้องการ ที่เห็นในภาพจะเป็นท่อตรงของงานประปา ขนาดวงนอก 31.75 มม. (ถ้าหาไม่ได้หรือต้องการใช้อย่างื่อนก็อาจจะต้องแก้แบบ)
  • สปริง เราจะใช้สปริงโช๊คอัพของมอเตอร์ไซค์มาตัดใช้แทน
  • เครื่องมือ เช่นไขควง ประแจหกเหลี่ยม

IMG_0064

IMG_0065

IMG_0066

IMG_0067

IMG_0068

IMG_0069

ในส่วนของเท้าเราจะใส่น็อตลงไปในร่องทั้งสองด้านก่อน

IMG_0070

 

จากนั้นนำเอาส่วนปลายเท้ามาประกบ เอาสลักเกลียวขนาด M5x30 มายึดทั้งสองด้าน

นำชิ้นส่วนต่อไป ยึดกับโดยยึดด้วยสกรูเกลียวปล่อยขนาด 1 นิ้ว 4 จุด ยึดตุ่มกันหงาย และสปริง

IMG_0073

 

ชิ้นต่อไปเป็นส่วนที่เหมือนข้อเท้า ยึดด้วยสลักเกลียวขนาด M6x40

IMG_0075

ดูชัดๆ จุดนี้เราจะไม่ขันให้แน่นมากเพื่อให้ขยับได้ ควรจะใช้น็อตแบบล็อกได้ เพื่อป้องกันการคลายตัว เท่านี้ส่วนของเท้าก็จะเสร็จแล้ว ต่อไปจะประกอบส่วนขา

IMG_0076

นำท่อโลหะมาสวมเข้ากับส่วนข้อเท้า แล้วใช้ตัวรัดยึดเอาไว้ ใช้สลักเกลียวขนาด M3x20

IMG_0078

สวมตัวยึดแผ่นหน้าแข้งและน่องเข้าไปในท่อ

IMG_0079

นำปิดแผ่นหน้าแข้งและน่องมาสวมเข้าไปในร่อง ขยับให้ได้ตำแหน่งที่สวยงามแล้วยึดให้แน่น

IMG_0081

IMG_0082

นำตัวยึึดเบ้าสวมเข้าไปในท่อ ตามด้วยตัวเบ้ายึดให้แน่น เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

IMG_0083

หมายเหตุ

จากที่ได้พิมพ์และลองประกอบแล้ว ชิ้นส่วนหนึ่งในรูปชื่อไฟล์ “CRE-04_Cryptec_Pattern_Leg_Prosthesis-clamp.stl” ขนาดวงแหวนจะเล็กเกินไป ต้องปรับแบบเล็กน้อย ซึ่งสามารถโหลดได้ที่นี่ Prosthesis-clamp

เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วก็สามารถนำไปใช้งานได้ทันที

** ท่อในภาพอาจจะดูยาวเกินไปไม่สมส่วน เป็นเพราะเราหาเลื่อยตัดให้พอดีไม่ได้ **

ลักษณะการทำงานจะใกล้เคียงเท้าจริง โดยสปริงจะทำหน้าที่ดีดเท้ากลับทำหน้าที่เหมือนข้อเท้า เวลาเดินจะดูเป็นธรรมชาติขึ้น

การใช้เครื่องสแกนสามมิติช่วยในการออกแบบรถแข่งของนักศึกษา

การใช้เครื่องสแกนสามมิติช่วยในการออกแบบรถแข่งของนักศึกษา

ความเป็นมา

มหาวิทยาลัย Zhejiang University of Technology (ZJUT) ได้เชิญบริษัท SHINING 3D เข้าร่วมโครงการ “Alumni Mentor Program” ในการเป็นพี่เลี้ยงให้กับนักศึกษาวิศวกรรมเครื่องกล โดยโครงงานแรกของพวกเขาคือช่วยทีมแข่งรถของมหาวิทยาลัยฯ ในการออกแบบรถแข่งตามจินตนาการของนักศึกษา โดยใช้เทคโนโลยีสามมิติทั้งเครื่องสแกนสามมิติ และเครื่องพิมพ์สามมิติ

โจทย์ที่ 1 – ออกแบบพวงมาลัยรถสำหรับคนขับ

ในการแข่งรถจำต้องใช้ทักษะในการควบคุมรถอย่างสูง การจับพวงมาลัยจะต้องจับได้ถนัด กระชับ ควบคุมพวงมาลัยได้อย่างใจ มิฉะนั้นอาจมีผลกับประสิทธิภาพของการขับรถ SHINING 3D ได้แนะนำ ให้ความรู้เกี่ยวกับการออกแบบโดยใช้เครื่องสแกน และเครื่องพิมพ์สามมิติ

  1. ใช้ plasticine (คล้ายดินน้ำมัน) ในการปั้นที่จับให้เหมาะมือ

981f44_1c50d54c4ad44cb1b5eb9aaf1e5596a5_mv2_d_3456_2304_s_2

  1. ใช้สแกนเนอร์ EinScan-SE สแกนงานนั้น

981f44_2cf0ca7ea88a44569d46baee03f82b5b_mv2_d_3456_2304_s_2

3. จากนั้นนำข้อมูลจากเครื่องสแกน ไปตกแต่งให้เข้ากับพวงมาลัยรถ

981f44_aafef5be82974def9af7f75996200051_mv2_d_3456_2304_s_2

4. ใช้เครื่องพิมพ์สามมิติ พิมพ์ส่วนประกอบและติดตั้งเข้ากับพวงมาลัยนั้น

981f44_117d2f0ec37448bda21bfc15e02aef8c_mv2_d_3456_2304_s_2

ด้ามจับจากเครื่องพิมพ์สามมิติเข้ากับพวงมาลัยรถได้อย่างพอดี ช่วยให้นักแข่งใช้งานได้อย่างสะดวก คล่องตัว ในระหว่างการแข่งขันอันหฤโหด โดยไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการควบคุมรถและความเหนื่อยล้าจากการขับ

 

โจทย์ที่ 2 – งานพิมพ์ตัวถังรถส่วนหน้า

เพิ่มเติมจากการปรับปรุงพวงมาลัย สมาชิกในทีมได้พัฒนา ปรับปรุงตัวถังรถส่วนหน้าให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยใช้เทคโนโลยี 3D

  1. งานพิมพ์ 3D

พวกเขาใช้เครื่องพิมพ์สามมิติระดับอุตสาหกรรมในการพิมพ์ชิ้นส่วน

981f44_70c2e0c18fa243a183483ecd4873f9cb_mv2_d_3456_2304_s_2

  1. การเคลือบแข็ง และการตกแต่งผิว

หลังจากได้แม่พิมพ์เบื้องต้นแล้วก็ทำการขัดแต่ง และเคลือบแข็งจากนั้นแม่พิมพ์จะแข็งแรงพอที่จะทำการขึ้นรูป พร้อมกับตกแต่งขั้นสุดท้าย

  1. ปิดทับด้วยแผ่น Carbon Fiber

พื้นผิวของชิ้นงานจะถูกทาด้วย Wax และปิดทับด้วยแผ่น Carbon Fiber หลายๆ ชั้น ในแต่ละชั้นจะทา resin

981f44_e3c1df18830a47f99e5614ab2c098769_mv2_d_3456_2304_s_2

 

  1. การทำสุญญากาศ และการบ่ม

จากนั้นชิ้นงานจะถูกบรรจุลงในถุงพลาสติก และจะดูดอากาศออก ชิ้นงานจะถูกบ่มในถุงเป็นเวลา 24 ชั่วโมงเพื่อให้แน่ใจว่าชิ้นงานเซ็ทตัวเรียบร้อยแล้ว

981f44_e5624eddd5eb40b88025c60eb769711f_mv2_d_3456_2304_s_2

 

  1. การถอดแบบ

เมื่อครบ 24 ชั่วโมง ชิ้นงานจะถูกแกะออกจากถุงสุญญากาศ ชิ้นส่วนตัวถังรถก็พร้อมใช้งานทันที

981f44_129f25b3bda143109b47e0b14341dd8c_mv2

บทสรุป

การใช้เทคโนโลยีสามมิติ ทั้งการสแกน และการพิมพ์สามมิติ ช่วยให้ทีมนักแข่งจาก ZJUT ประสบความสำเร็จในการออกแบบ และผลิตชิ้นส่วนรถแข่งที่ต้องการได้โดยไม่ต้องทำแม่พิมพ์ ซึ่งมีราคาแพงและใช้เวลาทำนาน เทคโนโลยีนี้ยังช่วยให้นักศึกษาเกิดความคิดสร้างสรรค์ โดยปราศจากข้อจำกัดของขบวนการผลิตแบบเดิมๆ

รีวิวการใช้งานระบบ Polar cloud

รีวิวการใช้งานระบบ Polar cloud

สวัสดีครับ วันนี้ทาง print3dd มาแนะนำทำความรู้จัก polar cloud หรือเรียกง่ายก็คือระบบ cloud printing เราสามารถตั้งค่า สั่งพิมพ์ หรือแม้กระทั่งดูงานผ่านกล้องของเครื่องพิมพ์ได้ และที่สำคัญเพียงแค่มีอินเตอร์เนตเราก็สามารถสั่งพิมพ์งานจากที่ไหนก็ได้ ซึ่งเราสามารถใช้งานทั้งทางมือถือและคอมพิวเตอร์ จะเป็นอย่างไรไปดูกันเลย

01

เมื่อสมัครเสร็จแล้ว ให้คลิกที่ icon ด้านขวาบนของเว็บไซต์แล้วเลือก settings ในหน้านี้ให้เราจำ email และ pincode เพื่อไปใส่ที่ตัวเครื่องพิมพ์สามมิติ ในบทความนี้เราจะใช้เครื่อง Flashforge Adventerure3 ในการสาธิตวิธีใช้งานครับ

05

 

ต่อมาให้เปิด wifi ที่ตัวเครื่องพิมพ์สามมิติ และไปที่ polra cloud ในหน้านี้เราต้องใส่emailและ pincode ทีได้จากการสมัคร

(ทำการเปิดwifi)

3752

(เปิด PolarCloud เพีือใส่emailและpin code)

3751

เมื่อทำการตั้งค่าที่ตัวเครืองพิมพ์เสร็จแล้ว เราจะสามารถอัพโหลดงานผ่านระบบcloudได้แล้ว โดยเข้าหน้าเว็บไซต์ porlar cloud ให้เลือกที่ Explore และเลือก Objects 

888

คลิก upload โดยเราสามารถเลือกไฟล์จากเครื่องคอมพิวเตอร์หรือผ่าน Google Drive ก็ได้

55

ตรงนี้เราสามารถเลือกประเภทไฟล์ที่จะอัพโหลดได้ โดยให้กดตรงกรอบสีเหลี่ยมเพื่อเลือกไฟล์

02

(เลือกไฟล์เสร็จแล้วให้กดอัพโหลด)

03

เมื่ออัพโหลดเสร็จแล้ว ต่อมาให้ดูที่คำสั่งprintและกดตรงลูกศรในรูปเพื่อเลือกรุ่นเครื่องพิมพ์

07

คราวนี้เราสามารถตั้งค่าการพิมพ์ได้แล้ว โดนตรงนี้มีหลายส่วนที่สามารถตั้งค่าได้ดังนี้

-คำสั่งPLACEMENT ใช้เคลื่อนชิ้นงานปรับขนาดหรือหมุนตัวชิ้นงาน

08

-คำสั่งPRINT SETTINGS ใช้ตั้งค่าความละเอียดของตัวชิ้นงาน ตั้งความเร็วความร้อนของหัวฉีด ตรงนี้จะเหมือนกับเราใช้ Progarm Flashprint เลยครับ

09

-คำสั่งOPTIONS ในส่วนนี้จะมีการปรับUi Settingsของตัวเว็บได้ หรือแม้กระทั่งร้องขอให้ผู้อื่นพิมพ์งานให้โดยใช้ค่ำสั่งREQUEST

10

เมื่อตั้งค่าทุกอย่างเสร็จแล้วให้คลิกที่ PRINT ในหน้านี้เมื่อกด START ตัวเครื่องจะเริ่มพิมพ์งานทันที

13

จบไปแล้วนะครับ สำหรับการใช้งาน polar cloude ซึ่งเข้ามาช่วยให้การใช้งานเครื่องพิมพ์สามมิติสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น โดยด้านล่างนี้ผมจะแนบvdoการใช้งานระบบpolar cloudไว้ให้ เพืี่อไม่ให้พลาดข่าวสารใหม่ๆเพื่อนๆสามารถกดติดตามได้ที่ https://www.facebook.com/print3dd/ สำหรับวันนี้สวัสดีครับ