fbpx

โมเดลกายภาพกับงานทางด้านการแพทย์ สำคัญแค่ไหน???

โมเดลกายภาพกับงานทางด้านการแพทย์ สำคัญแค่ไหน???

โมเดลกายภาพกับงานทางด้านการแพทย์ สำคัญแค่ไหน???
เป็นที่รู้อย่างแน่นอนว่า การมีโมเดลกายภาพนั้นสำคัญต่อการแพทย์มากๆ
ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนการผ่าตัดล่วงหน้า หรือใช้เพื่อการศึกษา และด้วยเหตุผลที่ว่า
ร่างกายของมนุษย์นั้นไม่เหมือนกัน เพราะฉนั้นโมเดลร่างกายแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน
และการผ่าตัดเกี่ยวกับโครงสร้างกระดูกของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน

งานส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปจะเป็นการออกแบบและการผลิตแบบจำลองกายวิภาค
ซึ่งใช้สำหรับการตัดสินใจของแพทย์ในการวางแผนการผ่าตัด ช่วยให้ศัลยแพทย์มองเห็นขั้นตอนที่จะเกิดขึ้นได้ แน่นอนว่าในอดีตทางแพทย์มีการสร้างภาพ 3 มิติอยู่แล้ว
แต่เป็นภาพ3มิติที่อยู่ในหัวของเขาก่อนเริ่มการผ่าตัด เพื่อวางแผนการผ่าตัดของพวก แต่การสร้างภาพการผ่าตัดในปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่ลงมือสัมผัสได้จริง
ทำให้การตัดสินใจการลงมือผ่าตัดของแพทย์นั้นเร็วและไว เนื่องจากมีแบบจำลองทางกายภาพของกระดูกหักในมือก่อนเริ่มงานผ่าตัด

การสร้างกระดูกที่พิมพ์ 3 มิติ ส่วนใหญ่จะใช้พิมพ์แบบจำลองกระดูกที่หักและผิดรูปด้วย 3DD PETG Pro 1.75mm Filament และ 3DD PLA Pro 1.75mm Filament เพื่อให้ความรู้แก่แพทย์เกี่ยวกับปัญหากระดูกต่างๆ
และอย่างแน่นอนว่ามนุษย์เรามีชิ้นส่วนภายในร่างกายที่มาก และมีขนาดใหญ่ ทำให้เครื่องพิมพ์3มิติ ที่มีขนาดเล็ก ไม่สามารถสร้างการพิมพ์3มิติได้
ซึ่งหน่วยแพทย์หลายๆหน่วยเลือกใช้และไว้ใจใน Flashforge Guider2/Guider2s 3D Printer และ Flashforge Creator3

ผลสรุปที่ได้คือ ปริมาณงานที่สูงขึ้น/ต้นทุนที่ต่ำลง
ด้วยเครื่อง3มิติที่ใหญ่ขึ้น และเส้นที่ใช้พิมพ์ที่ใช้ง่าย ทำให้การสูญเสียในการผลิตชิ้นงานนั้น มีน้อยลง ทำให้ประหยัดต้นทุนในการผลิต
และด้วยทั้งหมดนี้หมายความว่านักวิจัยสามารถให้บริการที่รวดเร็วสำหรับแพทย์ด้วยต้นทุนที่ต่ำ โดยใช้เครื่องพิมพ์3มิติ ในการช่วยร่นระยะเวลาของงานผ่าตัด

 


3D Printer Formlabs ได้ร่วมมือกับทางการแพทย์สร้างอุปกรณ์ตรวจโควิด-19

3D Printer Formlabs ได้ร่วมมือกับทางการแพทย์สร้างอุปกรณ์ตรวจโควิด-19

ในปีที่ผ่าน สถานการณ์โควิด -19 เริ่มแผร่ระบาดทั่วโลก จึงทำให้ประเทศอเมริกาได้เริ่มคิดค้นผลิตอุปกรณ์ทดสอบผลการติดโควิด-19
ที่ใช้สอดเข้าไปในช่องจมูก และมีการเร่งการผลิตเพื่อใช้ทั่วโลก ให้ตอบสนองความต้องการได้ โดยการทุ่มเงินไปมากถึง700ล้านดอลลาร์

และในที่สุด Dr. Lockwood ก็ได้คิดค้นจากการพิมพ์ 3มิติโดยเป็นวิธีการแก้ปัญหาขาดแคลยอุปกรณ์ได้ไวที่สุด และทำการแจกจ่ายอย่างเร่งด่วน
เพื่อสุขภาพขอบทุกคน โดยเริ่มทดสอบแบบเป้าหมายที่ชัดเจน โดยที่ก่อนหน้านี้ Dr. Lockwood ก็เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงจากการคิดค้นอุปกรณ์การผ่าตัดต่างๆผ่านการพิมพ์3มิติ

ด้วยประสบการ์ณที่มีความเชี่ยวชาญในการใช้พิมพ์ 3มิติ ในงานของทางการแพทย์ จึงใช้เครื่อง Formlabs ที่ใช้มาหลายๆผลงานในการพิมพ์ทำให้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ในการทดสอบผลของโควิดเสร็จทันและรวดเร็ว
โดยแพทย์เริ่มการทดสอบกับอาสาสมัครหลายคน และได้ค้นพบในที่สุด โดยใช้เวลาทั้งหมด12วัน ในการคิดค้นและผลิต รวมถึงการสร้างไฟล์ 3มิติ

และปัจจุบันถึงแม้จะมีการคิดค้นถึงวัคซีนที่ช่วยบรรเทาของเชื้อโควิด-19แล้วแต่ก็ยังมีอีกหลายๆประเทศที่มีการเข้าถึงต่อวัคซีนที่ช้า และไม่เพียงพอ
เพราะฉะนั้นวิธีที่ป้องกันตัวเองได้ดีที่สุดในตอนนี้คือ
1) รักษาระยะห่าง ไม่เข้าใกล้ผู้อื่น (Social Distancing)
2) ใส่แมสตลอดเวลา ปลอดภัยที่สุด
3) ล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ
4) หากจามหรือไอใช้กระดาษทิชชู่ปิดปากและจมูก
5) ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
6) หมั่นสังเกตด้วยตัวเอง
7) ห่างไกลจากพื้นที่แออัด
8) ดูแลสุขภาพตัวเอง

เครื่องพิมพ์3มิติที่นักวิจัยและการแพทย์แนะนำ

บทบาทของเทคโนโลยี3DPrintในทางการแพทย์ช่วยให้หญิงวัย18ปีกลับมาเดินได้อีกครั้ง

บทบาทของเทคโนโลยี3DPrintในทางการแพทย์ช่วยให้หญิงวัย18ปีกลับมาเดินได้อีกครั้ง

บทบาทของเทคโนโลยี 3D Print ในทางการแพทย์ก่อนหน้านั้นได้มีการผลิตคู่มือการผลิตขาเทียม
ที่ลดต้นทุนและเวลาในการจัดหา รวมไปถึงการพัฒนาเทคนิคด้านทางทันตกรรมหรือฟัน
ของ Universidad Nacional de Asuncion Hospital de Clinicas ในปารากวัย

ปัจจุบัน ได้มีการพัฒนาในส่วนของผู้ป่วยที่ได้รับความเดือดร้อนจากความผิดปกติของสะโพกเนื่องจากการเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งมีเคสตัวอย่างเป็นผู้หญิงวัยรุ่นอายุ 18ปี คนนี้เกิดอุบัติเหตุจากการจราจร ทำให้เธอจะต้องใช้ไม้ค้ำยันในการเดินและยืน ทำให้การเคลื่อนไหวของเธอนั้น ถูกจำกัดอย่างรุนแรง และก็มาพร้อมกับความเจ็บปวดอยู่บ่อยๆฝ่ายแพทย์ได้แนะนำให้หญิงสาวเข้ารับการผ่าตัดแก้ไขสะโพกหลังจากการตรวจเอ๊กซเรย์ร่างกายแล้ว และการวิเคราะห์ผลของโครงสร้างร่างกายเพื่อช่วยเหลือในการผ่าตัด จากที่ความเจ็บปวดนั้นสะสมมานานทำให้แพทย์พบปัญหาต่างๆทำให้ต้องวางแผนการผ่าตัดให้ดีที่สุด โดย Dr Federico Espinola ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดที่ชอบวิจัยด้านการใช้เครื่อง 3D Printer ในการแพทย์ โดยเป็นการสร้างแบบจำลอง 3มิติ จากการสแกน CT SCAN เพื่อวางแผนการผ่าตัด

การใช้เครื่อง3D Printerในการแพทย์ โดยเป็นการสร้างแบบจำลอง 3มิติจากการสแกน CT SCANเพื่อวางแผนการผ่าตัด

 

Dr. Federico Espinola วิเคราะห์ไฟล์โมเดล 3D Print ของกระดูกสโพกของผู้ป่วยโดยวิเคราะห์ตาม CT SCANของผู้ป่วย จากนั้นใช้เครื่องพิมพ์ 3มิติในการสร้างแบบจำลองกระดูกสะโพกของเธอ ด้วยไซส์สเกลอยู่อยู่ 1:1

 

Dr. Federico Espinola ทำการผ่าตัดด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ โชคดีที่ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัด ขณะนี้ผู้ป่วยหายดีแล้วสามารถเดินได้ตามปกติ

 

สรุป
Dr. Federico Espinola ก็ทำการวิเคราะห์ขนาดการพิมพ์โดยการพิมพ์ผ่านเครื่องพิมพ์ Flashforge Creator 3 ที่สามารถ พิมพ์โมเดลได้อย่างแม่นยำภายในไม่กี่ชั่วโมง การประยุกต์ใช้การพิมพ์3มิติ
ที่ประสบความสำเร็จ ทำให้แพทย์ ยกย่อง Flashgorge Creator 3 เป็นเครื่องพิมพ์ที่ดีที่สุดและการใช้งานง่ายที่สุด แถมยังสามารถพิมพ์แบบจำลองที่ซับซ้อนและมีความละเอียด
ซึ้งเป็นประโยชน์ต่อการใช้งานในการแพทย์ได้อย่างมาก

 

 

3D Printer ของวงการแพทย์จีนปัจจุบันไปไกลถึงการปลูกถ่ายกระดูกสันหลังเทียม

3D Printer ของวงการแพทย์จีนปัจจุบันไปไกลถึงการปลูกถ่ายกระดูกสันหลังเทียม

โดยการใช้เทคโนโลยี Selective Laser Melting (SLM)
ซึ่งเป็นการเป็นการปลูกถ่ายกระดูกชนิดแรกที่ได้รับการรับรองจากรัฐจีนในระดับสูงสุด
และการรับรองของพวกเขาสามารถช่วยให้แพทย์สามารถรักษาอาการเจ็บป่วยได้ดีขึ้นเช่นกระดูกสันหลังเสื่อม
กระดูกหักและความผิดปกติ เป็นต้นนับว่าเป็นนวัตกรรมสำคัญมากๆสำหรับ 3D Printerในวงการแพทย์

Selective Laser Melting (SLM) คืออะไร ??
Selective Laser Melting (SLM) และ Electron Beam Melting (EBM) เป็นเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ
ด้วยโลหะที่นิยมใช้ที่สุด มีหลักการทำงานเหมือน SLS คือขึ้นรูปชิ้นงานจากวัสดุผงทีละชั้น โดยใช้เลเซอร์พลังสูง (SLM)
หรือลำแสงอิเล็กตรอน (EBM) เพื่อหลอมละลายโลหะ เนื่องจากโลหะมีจุดหลอมเหลวที่สูง จึงต้องใช้พลังงานสูงตามไปด้วย
การพิมพ์ชิ้นงานโลหะทั้งแบบ SLM และ EBM จำเป็นต้องพิมพ์ Support เพื่อยึดชิ้นงานกับฐานพิมพ์และเพื่อระบายความร้อน
การพิมพ์ด้วยโลหะถือเป็นจุดสูงสุดของการพิมพ์ 3 มิติ มีการใช้งานอย่างกว้างขวางในอุตสาหกรรม High-tech

สำหรับทำชิ้นงานที่มีมูลค่าสูง เช่นอวกาศยาน การบิน ยานยนต์ การแพทย์ การสร้างชิ้นงานโลหะด้วยการพิมพ์ 3 มิติ
สามารถช่วยลดจำนวนชิ้นส่วน ลดความซับซ้อนและลดน้ำหนักของเครื่องจักรต่างๆ

 

ในปัจจุบันนี้ 3D Printer การปลูกถ่ายกระดูกสันหลังเทียมถูกนำมาปรับใช้ให้เหมาะสม
จากการทดลองการปลูกถ่ายทั้งหมด 108รายที่แตกต่างกัน โดยผลที่ออกมาเป็นที่ยอมรับจากโครงการของ
‘3D Printing Technology Application of Personalized Implant Device’
ผู้เชียวชาญและหลายๆสถาบันวิจัยชั้นนำที่มีการวิจัยรากเทียมได้ยอมรับถึงการวิจัยและการปลูกถ่ายกระดูกสันหลังเทียมแบบ 3D
SLM (Selective Laser Melting) หรือ Direct Matal Printer
เครื่องระบบนี้จะมีวัสดุตั้งต้นเป็นผงโลหะ เช่นผงไททาเนียม ผงสแตนเลส เป็นต้น ขึ้นรูปด้วยแสงเลเซอร์กำลังสูง ทำให้ผงโลหะ

 

แก้ปัญหาเกือกม้าอุดตันด้วย3D printing จาก Flashforge

แก้ปัญหาเกือกม้าอุดตันด้วย3D printing จาก Flashforge

Flashforge 3d printerได้ร่วมมือกับทางบริษัทผู้ผลิตรองเท้าในออสเตรเลีย Pegasus Shoeingเพื่อที่จะช่วยเหลือม้าแข่งในการสร้างอุปกรณืที่ช่วยป้องกันการบาดเจ็บที่บริเวณเท้าของม้า

ม้าที่ถูกนำมาใช้งานนั้นจะต้องผ่านการตอกเกือกม้าเพื่อติดกับเท้าของม้าก่อนเสมอ เกือกม้าจะทำหน้าที่เสมือนรองเท้าเพื่อไ่ม่ให้ม้ามีการบาดเจ็บจากการเดินวิ่งในระยะยาว แต่สำหรับม้าที่ต้องทำงานหนักๆเช่น ม้าแข่ง ม้าลากจูง เกือกม้านั้นอาจจะไม่เพียงพอ
ระหว่างที่ม้าเดินวิ่งไปในที่ต่างๆนั้นจะมีการเหยียบย่ำสิ่งต่างๆอยู่เสมอทั้งดินหินทรายต่างๆ ซึ่งระหว่างนั้นจะทำให้มีเศษเหล่านั้นมาสะสมอยู่ที่บริเวณเกือกม้าได้ซึ่งจะส่งผลให้ม้าเดินวิ่งได้ไม่ค่อยสะดวกนัก แต่หากสะสมเป็นเวลานานอาจจะทำให้มีเศษมากขึ้นจะทำให้ระหว่างเดินเหมือนกับการเดินบนดินตรงๆส่งผลให้บาดเจ็บได้

การทำรองเท้าให้ม้าในครั้งนี้ไม่ใช่การทำเพื่อทดแทนเกือกม้าแต่อย่างใด แต่เพื่อเสริมประสิทธิภาพของเกือกม้าและตัวม้าเองด้วย จึงต้องมาการออกแบบ ทดลองใช้งานและศึกษาวัสดุที่เหมาะสมมาใช้งานอยู่หลายครั้งกว่าจะได้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ

โจทย์ที่สำคัญสำหรับการออกแบบรองเท้าม้านี้คือ รูปทรงต้องกระชับกับเท้าม้าและเกือกม้าเพื่อไม่ให้ม้ารู้สึกไม่สบายระหว่างที่ใส่ มีความทนทานและมีน้ำหนักเบาด้วย

ขั้นแรกจะทำการออกแบบรองเท้าขึ้นมาโดยจะทำการสแกนเท้าของม้าก่อน แต่พวกเขาจะใช้เครื่องX-rayในการสแกนกีบม้าแล้วทำการวัดขนาดส่วนต่างๆจากนั้นก็นำข้อมูลที่ได้ไปทำการออกแบบรองเท้าขึ้นมา

จากนั้นก็จะทำการพิมพ์รองเท้านี้ขึ้นมา โดยวัสดุที่เลือกใช้จะเป็น Nylon carbon fiber(PA-CF) เพราะเป็นวัสดุเดียวที่มีทั้งความทนทานและน้ำหนักที่เบาในตัวเอง และทำการพิมพ์ด้วยเครื่องflashforge GuiderIIs และ flashforge Creator3

ชิ้นงานที่พิมพ์ออกมานั้นจะมีสองส่วนด้วยกันคือส่วนที่รองเกือกม้าด้านในและส่วนครอบด้านนอก นำชิ้นส่วนรองเกือกม้าด้านในใส่ก่อนจากนั้นก็ตอกเกือกม้าลงไป หลังจากติดแล้วจะมีช่องว่างจะทำการอุดด้วยวัสดุทางทันตกรรม(ในรูปจะเป็นสีชมพูเหมือนกาว) เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายคือจะพันด้วยเทปเคลือบไฟเบอร์กลาสเพื่อป้องกันเศษดินเข้ามาอุดันและให้รองเท้ากระชับกับเท้าม้า ทำให้ม้าสามารถใช้งานได้เต็มที่

 

3D Printer ในระบบFDM ยังคงเป็นทางเลือกการผลิตงานในหลายๆวงการ ถึงแม้จะไม่ได้มีความละเอียดสูงเท่ากับระบบอื่น แต่ประเภทวัสดุที่มีให้เลือกใช้นั้นมีหลากหลายมากตั้งแต่พลาสติกพื้นฐานอย่างPLAไปจนถึงพลาสติกเกรดอุตสาหกรรมอย่าง PA-CF(ไนลอน-คาร์บอนไฟเบอร์) ,PC(โพลีคาร์บอเนต) เป็นต้น

Flashforge 3D Printer มีเครื่องพิมพ์สามมิติที่รองรับพลาสติกเกรดอุตสาหกรรมในราคาเอื้อมถึง

Coronavirus: 3D printers save hospital with valves

Coronavirus: 3D printers save hospital with valves

บริษัทเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ในอิตาลีได้ออกแบบและพิมพ์วาล์วช่วยหายใจสำหรับช่วยชีวิต 100 ชิ้นใน 24 ชั่วโมงให้กับโรงพยาบาลที่ต้องการใช้งานวาล์วเชื่อมต่อผู้ป่วยในผู้ป่วยหนักกับเครื่องช่วยหายใจ โรงพยาบาลในเบรสเซียมีผู้ป่วยโคโรนาไวรัส 250 รายในผู้ป่วยหนักและวาล์วได้รับการออกแบบมาให้ใช้งานได้ครั้งละไม่เกินแปดชั่วโมง เวอร์ชันที่พิมพ์ 3 มิติมีราคาต่ำกว่า 1 ยูโร(37.32บาท) ในการผลิตแต่ละชิ้นและต้นแบบใช้เวลาในการออกแบบสามชั่วโมง

Nunzia Vallini นักข่าวชาวอิตาลีแจ้งให้โรงพยาบาลติดต่อกับ Cristian Fracassi ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Isinnova หลังจากพบว่าซัพพลายเออร์เดิมไม่สามารถจัดหาวาล์วใหม่ได้อย่างรวดเร็ว เขาและวิศวกรเครื่องกล Alessandro Romaioli วิ่งไปที่นั่นเพื่อดูวาล์วด้วยตัวเองและสามชั่วโมงต่อมาก็กลับมาพร้อมกับต้นแบบ “พวกเขาทดสอบกับคนไข้คนหนึ่งและบอกเราว่ามันใช้งานได้ดีเราจึงวิ่งกลับไปที่สำนักงานอีกครั้งและเราก็เริ่มพิมพ์วาล์วใหม่” Mr Romaioli กล่าวกับ BBC News
จากนั้นทั้งคู่ก็เข้าร่วมกับ Lonati ซึ่งเป็นบริษัทเครื่องพิมพ์สามมิติ ในท้องถิ่นอีกแห่งเพื่อตอบสนองความต้องการเนื่องจาก Isinnova มีเครื่องพิมพ์หกเครื่องและอุปกรณ์ต่างๆใช้เวลาพิมพ์ประมาณหนึ่งชั่วโมงในแต่ละครั้ง

ที่มา: BBC.com

Filamentย่อยสลายได้100%

Filamentย่อยสลายได้100%

บริษัทผลิตFilamentสำหรับ3D printer ในประเทศสาธารณรัฐเช็คประสบความสำเร็จการผลิตFilamentที่ทำจากวัสดุย่อยสลายได้แบบ100% โดยที่เจ้าFilamentตัวนี้จะเกิดจากการผสมกันระหว่างโพลีแลคติก(PLA)กับโพลีไฮดรอกบิวทิเรต(PHB) ที่จะทำให้เส้นตัวนี้มีความแข็งแรงมากขึ้นและยังมีคุณสมบัติที่ทนต่ออุณหภูมิสุงได้ถึงขั้นเอามาทำแก้วกาแฟได้เลย และที่สำคัญFilamentนี้ยังสามารถนำมาใช้ซ้ำได้ทั้งหมด

***โพลีไฮดรอกบิวทิเรต(PHB)คือ พลาสติกที่สังเคราะห์มาจากสารประกอบคาร์บอนของวัสดุอินทรียสาร โดยดั้งเดิมนำมาจากเซลล์ของจุลินทรีย์ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสุงทำให้ไม่เป็นที่นิยมในบ้านเราและใช้งานเฉพาะด้านเท่านั้น ต่อมาได้ทำการใช้สารประกอบคาร์บอนจากผลผลิตทางการเกษตรแทน เช่น อ้อย มันสำปะหลัง(แหล่งกำเนิดเดียวกับPLA)

ก่อนหน้านี้ได้มีการวิจัยพลาสติกย่อยสลายได้โดยการสรา้งออกโซ-ไบโอพลาสติก ซึ่งเป็นพลาสติกธรรมดาที่เติมสารที่ทีให้ย่อยสลายได้เมื่อมีออกซิเจน แต่อย่างไรก็ตามยังไม่สามารถย่อยสลายได้หมดซึ่งอาจทำให้มีสารพิษตกค้างสู่พื้นดินและทะเล
การวิจัยในครั้งนี้ได้มีการร่วมมืแกันรหว่างผู้ผลิตกับมหาวิทยาลัยเทคนิคสโลวัคในประเทศสโลวาเกียเพื่อที่จะให้ได้ซึ่งพลาสติกที่สามารถย่อยสลายได้อย่าง100% โดยเป้าหมายหลักคือพลาสติกชนิดนี้ต้องสามารถนำไปใส่ในปุ๋ยหมักกับเศษอาหารจากโรงงานและจากครัวเรือนวึ่งการย่อยสลายจะเร็วกว่าPLAถึง3เท่าตัวเลยทีเดียว โดยสารPHBจะทำให้เกิดกระบวนการย่อยสลายได้เร็วขึ้น

Filament ชินดนี้ได้ใช้ในชื่อ NonOilen โดยคุณสมบัติเส้นชนิดนี้ทั่วๆไปนั้นมันคือPLAดีๆนี่เอง แต่สิ่งที่แตกต่างกันก็คือมีความแข็ง ความเหนียวที่เหนือกว่าถึงหลาเท่าตัวอีกทั้งยังสามารถทนความร้อนได้สูงถึง110องศาเซลเซียส(ABSทนได้อยู่ที่105องศาเซลซียส) และยังง่ายต่อการพิมพ์อย่างมากเพราะจะใช้อุณหภูมิที่180-195องศาเซลเซียส เมื่อพิมพ์ออกมาจะมีงานลักษณะเงาเป็นธรรมชาติ ชิ้นงานที่ถูกพิมพ์ออกมานั้นยังมีอายุที่ยาวนานและยังใช้กับอาหารได้ด้วย

ในการวิจัยFilamentชนิดนี้นั้นได้ทำการพิมพ์ชิ้นงานออกมาแล้วทำมาหลอมทำเส้นให่อีกครั้งอยู่หลายร้อยครั้งเลยทีเดียวก็ยังสามารถใช้ได้ แล้วเมื่อนำไปฝังกลบก็ยังสามารถย่อยสลายได้โดยที่ไม่มีสารพิษตกค้างอยู่ในดินเลย

จะเห็นว่าเส้นพลาสติกที่ผลิตจากกระบวนการรีไซเคิลหรือการใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมนั้นเริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆแต่ก็ยังมีขายเพียงน้อยชนิดเท่านั้น ซึ่งในอนาคต3D printerอาจจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ทุกบ้านมีไว้ก็เป็นได้ ก่อนจะถึงขั้นนั้นวัสดุที่ไร้พิษภัยจะต้องมีมาเพื่อให้ทุกคนสรา้งสรรค์งานได้อย่างสบายใจ

นักวิจัยโชว์การพิมพ์ตับHi-Speed resin hydrogel

นักวิจัยโชว์การพิมพ์ตับHi-Speed resin hydrogel

SLA 3D Printing เป็นระบบที่กำลังจะเป็นอนาคตของวงการแพทย์จึงทำให้นักวิจัยด้านการแพทย์หรือที่เกี่ยวข้องศึกษาเกี่ยวกับการพิมพ์วัสดุททางการแพทย์(Bioprinting)เพื่อมาใช้ประกอบกับการรักษาหรือวินิจฉัยอาการป่วยให้แม่นยำมากขึ้น แม้แต่Formlabsก็มีน้ำยาเรซิ่นด้านการแพทย์อยู่หลายชนิดเช่นกัน
ทีมวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์กวิทยาเขตบัฟฟาโลได้ทำการพัฒนา 3D printer สำหรับการใช้งานเพื่อพิมพ์Hydrogelและ โชว์การพิมพ์อวัยวะและตัวอย่าเนื้อเยื่อด้วยHi-speed Resin Hydrogel โดยการพิมพ์ตัวอย่างชิ้นนี้จะใช้เวลาเพียง19นาทีเท่านั้น หากเทียบกับ3D Printerทั่วๆไปจะใช้เวลาถึง6ชั่วโมงเลยทีเดียว
จากรูปจะเป็นการเทียบสเกลกับ1เซนติเมตรเพื่อให้เห็นคร่าวๆว่าตัวงานมีขนาดประมาณไหน

ตัวอย่างงานที่พิมพ์ ที่ได้ทั้งความเร็วและความละเอียดที่สูงมาก(ประมาณขนาดโดยใช้สเกล1cmด้านบนขวา)

โดยงานนี้ได้อธิบายไว้ในงานวิจัยอย่างละเอียดในชื่อ” a study published in the journal Advanced Healthcare Materials.” ซึ่งศาสตราจารย์ Chi Zhou ได้บอกเกี่ยวกับงานวิจัยนี้ว่า “กระบวนการนี้ทำให้เราสามารถพิมพ์ชิ้นงานด้วยHydrogelในขนาดหลักเซนติเมตรได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น และยังทำให้ตัวชิ้นงานที่ได้จากการพิมพ์มีร่องรอยตำหนิน้อยลงด้วยอีกทั้งยังลดอาการบาดเจ็บของชิ้นงานจากสิ่งแวดล้อมได้ดีขึ้น เมื่อเทียบกับกระบวนการขึ้นรูปHydrogelแบบทั่วไป”

ตัวอย่างงานที่ทำการพิมพ์โชว์ โดยดูการพิมพ์ได้จากวิดีโอด้านล่าง

ซึ่งในวิดีโอที่ทางทีมวิจัยได้ทำการนำมาโชว์เรานั้นจะเป็นการพิมพ์ตัวอย่างตับ ซึ่งถ้าหากเราสังเกตด้านซ้ายของวิดีโอจะเห็นได้ว่าการพิมพ์งานชิ้นนี้ใช้เวลาไม่ถึง5นาทีเท่านั้น





3D Printing ยังคงเป็นเทคโนโลยีที่เป็นความหวังของทุกวงการในโลกที่จะพัฒนางานวิจัยและพัฒนาได้อย่างก้าวกระโดดมากขึ้น

Formlabs ผู้ผลิต3D Printerที่สามารถใช้งานทางการแพทย์และอื่นๆได้เป็นอย่างดี

สร้างเครื่องติดตามนกด้วย3D Printer

สร้างเครื่องติดตามนกด้วย3D Printer

บริษัท Anitra System จากรปะเทศสารธารณรัฐเช็าก มีภารกิจในการติดตามการเดินทางของเหล่านกหลกหลายสายพันธ์ุจากทั่วโลกที่ได้เดินทางข้ามถิ่นในแต่ละฤดูกาลหรือการเดินทางในชีวิตประจำวันของนกเหล่านั้นโดยการใช้เครื่องติดตามนก

ทางบริษัทได้เริ่มที่จะทำ Bird tracking หรือเครื่องติดตามนกโดยการใช้ 3D Printer ในระบบFDMในการผลิต

ทำไมต้องใช้3D Printer?
ด้วยความหลากหลายของสายพันธ์ุของนกจึงทำให้แต่ละตัวไม่สามารถใช้เครื่องแบบเดียวกันได้ ทำให้นกแต่ละสายพันธ์ุจะใช้เครื่องขนาดที่แตกต่างกัน ให้นกสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติโดยไม่ถูกเครื่องติดตามทำให้เกะกะจนเกินไป
จากที่ว่ามาเบื้องต้นนั้นทำให้การผลิตนี้จำเป็นต้องใช้เครื่อง3D Printer เพื่อให้สามารถรองรับการพัฒนาชิ้นงานได้อย่างต่อเนื่อง และยังรองรับการพิมพ์งานในหลากหลายรูปแบบ หลากหลายขนาดอีกทั้งยังทำให้ชิ้นงานที่พิมพ์ออกมามีน้ำหนักเบาด้วย

ในการออกแบบเครื่องติดตามนกนั้นต้องคำนึงถึงรูปทรงที่เมื่อนำไปติดแล้วต้องไม่ขัดขวางการขยับของนกและยังต้องมีรูปทรงที่สามารถกันฝนตกใส่ได้แล้วยังต้องติดแผงโซลาร์เซลล์อีกด้วย จึงทำให้3D printerตอบโจทย์มากเพื่อให้การพัฒนางานต้นแบบเป็ไปได้อย่างราบรื่น และเลือกเป็นระบบFDMนั้นก้เพื่อไม่ให้ต้นทุนการผลิตนั้นสูงมากและยังมีวัสดุที่หลากหลายอีกด้วย

โดยวัสดุที่เลือกใช้นั้นจะเป็น ASA เหตุผลก็คือเครื่องติดตามตัวนี้จะทำการติดบนหลังนกตลอดเวลานั่นหมายความว่าเครื่องติดตามนั้นจะโดนแดดโดนฝนอยุ่ตลอดเวลาจึงต้องใช้วัสดุที่มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมสูงและน้ำหนักยังเบาอีกด้วย
(ASA คือ ABS ในเวอร์ชั่นปรับปรุงสองตัวนี้เหมือนกันทุกอย่างแต่ASAจะดีขึ้นและราคาสูงกว่า)

เครื่องติดตามนกของAnitraนั้นจะใช้พลังงานจากแผงโซลาร์เซลล์ในการชาร์จแบตเตอรี่เพื่อให้การทำงานของเครื่องไม่ติดขัดและใช้งานได้อย่างยาวนาน ตัวเครื่องจะให้ความรู้สึกเหมือนสพายBackpackไปตลอดทางแต่จะมีขนาดเล็กมากนั่นเอง

นี่เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวดีๆจากการใช้งาน3D Printerเพื่อการวิจัยและศึกษาธรรมชาติของนกอย่างจริงจัง ทั้งหมดนี้ก็เพื่อรวบรวมข้อมูลความเป็นอยู่ของนกแต่ละสายพันธ์ุเอาไว้เพื่อที่จะศึกษาพฤติกรรมของนกทุกๆสายพันธุ์และยังเป็นการป้องกันการรุกล้ำเข้าไปในส่วนของธรรมชาติที่เป็นถิ่นอาศัยและแหล่งอาหารของบรรดานกให้ยังคงอยู่ต่อไป

3D Printing กับ วงการแพทย์ และกระดูกก้นกบ

3D Printing กับ วงการแพทย์ และกระดูกก้นกบ

สวัสดีครับนัก 3D print ทุกท่าน^^ วันนี้เรามีบทความและตัวอย่างชิ้นงาน 3D Printing ที่น่าสนใจมาฝากกันครับ…

คือต้องเกริ่นก่อนว่า หลายๆ งานที่ได้ทดลองการพิมพ์และนำมาลงทำบทความนั้นเกิดจากความสนใจและคิดว่าน่าจะนำมาเป็นประโยชน์ให้แก่ผู้ใช้เครื่องพิมพ์ 3มิติ ได้ไม่มากก็น้อย ซึ่งแต่ละอันอาจจะนำไปต่อยอดผลงานของแต่ละคนได้ หรือเป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในการใช้เครื่องพิมพ์ 3มิติ ได้อย่างมืออาชีพมากขึ้น โดยก็หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์อีกสักบทความหนึ่งแก่ทุกท่านครับ โดยเฉพาะทางด้านการแพทย์

จบท้ายคำเกริ่นมาขนาดนี้แล้ว “การแพทย์” คงไม่ต้องสงสัยแล้วละนะครับว่าบทความนี้กำลังพูดถึงอะไร (แต่เอาจริงๆแล้วก็น่าจะรู้ตั้งแต่ชื่อหัวข้อแล้วละนะครับ555) แต่ก่อนอื่นเลย ต้องขอบอกก่อนว่าหลังจากที่เราได้ทำบทความลงเว็บไซต์ของเราและช่องทางต่างๆ ตามโซเชียลมีเดียแล้ว ก็ได้ผลตอบรับที่ค่อนข้างดีและเรารู้สึกชื่นใจที่ใครหลายๆ คนได้นำบทความของเราไปใช้ในการทำงาน 3D Printing กันนะครับ แต่โดยส่วนมากนั้นที่เราลงมักจะเป็นบทความทางด้านงาน “วิศวกรรม” ซะส่วนใหญ่ ทั้งเทคนิกการพิมพ์ อะไหล่ต่างๆ การบำรุงรักษา ข่าวสารที่เกี่ยวกับงานวิศวกรรม การทดลองพิมพ์ชิ้นงานด้านวิศวะกรรมมากมายเหลือล้นแล้วละตอนนี้…

ตัวอย่างการพิมพ์ชิ้นงานรถยนต์ทั้งคัน

ทำให้ต้องกลับมามองว่าเครื่องพิมพ์ 3มิติ นี้สามารถใช้งานทางด้านวงการอื่นอีกมั้ย…วงการไหนที่ต้องการความแม่นยำและจำเป็นต่อการทำต้นแบบในงานวิจัยบ้าง เพราะคำว่า โมเดลต้นแบบ เป็น Object ที่แทบจะทุกวงการต้องทำเพื่อนำไปศึกษา วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของธุรกิจตัวเองซึ่งคิดไปคิดมาก็ได้ปิ๊งไอเดีย นั่นก็คือการพิมพ์ชิ้นงานต้นแบบเพื่อการศึกษา และจะศึกษาอะไรล่ะ งานด้านไหนต้องการใช้ศึกษามากที่สุด ซึ่งตัวเลือกที่ผุดขึ้นมาอย่างแรกเลยก็คือ “การแพทย์”

ใช่แล้วครับ งานด้านการแพทย์ มีส่วนสำคัญอย่างหนึ่งในการขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่างๆ ให้ก้าวไปข้างหน้าได้ แต่ต้องขอเล่าย้อนไปในสมัยที่ 3D Printer ยังไม่แพร่หลายเหมือนในสมัยนี้ แต่ก่อนการที่นักวิทยาศาสตร์หรือแพทย์หลายๆ ท่านได้เรียนในคลาสนั้น จำเป็นต้องเรียนรู้จากของจริง อวัยวะจริงๆ มีเนื้อมีหนังและกระดูกจริงๆ จับต้องได้ เพราะหากเรียนแต่ในหนังสือเราก็จะได้เห็นเพียงแต่รูปภาพและตัวหนังสือ เราจะไม่สามารถจินตนาการถึงสิ่งนั้นได้จริงๆ แต่ทุกอย่างที่ที่มีให้จับต้องนั้นย่อมมีต้นทุนที่สูงเพราะเนื่องจากเป็นของจริงจากสิ่งมีชีวิตจริงๆ ทำให้การเรียนการสอนนั้นค่อนข้างมีต้นทุนสูงและไม่สามารถใช้งานได้ตลอดทุกครั้ง เพราะมีการเสื่อมสภาพตามไปด้วย ทำให้นักศึกษาหรือบุคลากรหลายๆท่านไม่อาจเข้าถึงได้ง่าย

ตัวอย่างต้นแบบจากกระดูกของจริง ที่สมบูรณ์แปป

แต่ปัจจุบันก็ได้มีการพัฒนาออกมาเป็น “โมเดลพลาสติก” โดยผ่านการออกแบบและก๊อปปี้จากของจริง นำออกมาทำขายกันอย่างแพร่หลายทำให้ต้นทุนในการเข้าถึงนั้นง่ายขึ้นและราคาถูกลงเนื่องจากต้นทุนในการผลิตซึ่งทำการเม็ดพลาสติกนั้นราคาค่อนข้างถูก ทำให้เกิดการแพร่หลายของวงการแพทย์มากขึ้น ผู้คนที่มีทุนน้อยก็สามารถเข้าถึงการศึกษานี้ได้เยอะขึ้น ทำให้ประเทศสามารถพัฒนาไปได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น

ตัวอย่างโมเดลคนทั้งตัว ทำจากพลาสติก

แต่ก็ยังมีจุดสังเกตตรงที่เนื่องจากผู้ผลิตนั้นส่วนหนึ่งจัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาแต่อีกส่วนหนึ่งก็ต้องเข้าใจผู้ประกอบการด้วยว่า เขาทำธุรกิจ จึงทำให้ไม่สามารถออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆได้ตลอดเวลา แม้จะเป็นชิ้นส่วนแบบเดียวกันเช่น ขากรรไกรของมนุษย์ ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วมนุษย์มีหลากหลายรูปร่าง และสัดส่วนของแต่ละคนก็ต่างกันแล้ว ทำให้หากจะหาขากรรไกรที่มีขนาดต่างจากที่ขายทั่วไปเพียง 1cm. ก็ไม่อาจจะสามารถหาได้ง่าย เพราะการทำผลิตภัณฑ์ชิ้นหนึ่งนั้นจำเป็นต้องวางแผนแล้วใช้ต้นทุนสูงในการผลิตทีละมากๆ ออกมาขายทุกคนจึงจำเป็นต้องใช้เท่าที่มีขายในท้องตลาดหรือ หากต้องการจริงๆ เป็นงานวิจัยที่ต้องการความเฉพาะจริงก็จะสั่งทำพิเศษซึ่งก็จะต้องใช้เงินทุนมากกว่าเก่าหลายเท่านัก ซึ่งจุดนี้เป็นจุดที่เครื่องพิมพ์ 3มิติ สามารถเข้ามาแก้ไขได้อย่างสมบูรณ์

การใช้เครื่องพิมพ์ 3มิติ พิมพ์แขนเทียมสำหรับคนพิการ

เครื่องพิมพ์ 3มิติ ในสมัยนี้ จากแต่ก่อนที่ราคาสูงถึงหลักแสน ตอนนี้ได้ลดลงมาทำให้ผู้คนสามารถเข้าถึงได้ในราคาหลักหมื่นบาทแล้ว แต่ก็แล้วแต่ สเปคที่ต้องการด้วย ความสามารถของเครื่องพิมพ์ 3มิติ นั้นค่อนข้างหลากหลาย สามารถขึ้นมาเป็นชิ้นงาน 3มิติ ที่จับต้องได้ มองได้ทุกมุม 360องศา และใช้เวลาไม่นาน สามารถพิมพืกี่ชิ้นก้ได้ตามต้องการ ไม่มีขั้นต่ำ และอีกอย่างสามารถดัดแปลงไฟล์งาน เติมตัดแต่งไฟลืได้ไม่จำกัด (แต่จำเป็นต้องมีทักษะด้านการทำไฟลื 3D ด้วย ซึ่งก็มีหลากหลายโปรแกรมให้เลือกใช้งานกัน) มันจึงเหมาะอย่างมากกับการนำมาใช้ในงานวิจัยต่างๆ โดยเฉพาะงานที่ต้องการความ Custom พิเศษที่ไม่สามารถหาได้ตามท้องตลาดทั่วไป

ผมจึงได้ลองค้นหาไฟล์โมเดลต้นแบบ ที่สามารถพิมพ์ออกมาแล้วนำมาอธิบายถึงความสามารถของเครื่องพิมพ์ 3มิติ นี้ที่เข้ากับงานด้านการแพทย์ให้ได้มากที่สุด หาไปหามาก็ได้มาเจอกันไฟล์2ไฟล์ นั่นก็คือ กระดูกเชินกรานและกระดูกก้นกบ โดยเหตุผลที่ผมเลือกเจ้า 2 ตัวนี้ เนื่องจากมีความเกี่ยวเนื่องกันนั้นก็คือ ตัวกระดูกก้นกบนั้นเป็นส่วนที่ยึดติดต่อกับกระดูกเชิงกราน และอีกอย่างคือเป็นชิ้นโมเดลที่มีลักษณะ Free Form ซึ่งต่างจากชิ้นงานวิศวกรรมที่มีลักษณะ เป็น Mechanical เหลี่ยมมุม ทำให้สามารถนำมาเป็นข้อเปรียบเทียบระหว่าง 2 วงการนี้ได้อย่างชัดเจน

กระดูกเชิงกรานมุม Perspective
กระดูกเชิงกรานมุม Font
กระดูกเชิงกรานมุม Perspective ด้านหน้า
กระดูกเชิงกรานมุม Perspective ด้านหลัง

จากภาพเป็นไฟล์ที่ได้มากจากเว็บไซต์ : MyMiniFactory เป็นเว็บไซต์หนึ่งในหลายๆ เว็บไซต์ ที่ทุกคนสามารถโชว์ผลงานและอัปโหลดไฟล์งานของตัวเองเพื่อให้หลายๆคนเข้าไปโหลดและพิมพ์เล่นกันได้ฟรีๆ ซึ่งผมก็หาไฟล์งานกระดูกจากเว็บนี้ และนำมาพิมพ์งานจริงออกมา โดยต้องขอบอกก่อนว่าผมใช้เครื่องพิมพ์ 3มิติ ที่ชื่อว่า Form3 เป็นเครื่องพิมพ์ 3มิติ ระบบ SLA จากอเมริกา มาตรฐานระดับโลก เป็นแบรนด์เครื่องพิมพ์ 3มิติ ที่มีน้ำยาเรซิ่นซึ่งเป็นวัสดุสำหรับการพิมพ์ที่หลากหลายประเภทมากๆ มากกว่า 20 ประเภท โดยตัวอย่างที่ผมใช้ในการพิมพ์นั้นคือ Resin Clear เป็นเรซิ่นแบบใส โปร่งแสง โปร่งใส สามารถมองทะลุได้ และมีความแข็งแรงระดับหนึ่ง ไม่แตกหักง่าย

ทำไมต้องใช้เครื่อง Form3 กันละ??? เพราะเครื่องที่เป็นระบบ SLA นั้น แตกต่างจากเครื่องพิมพ์ FDM ทั่วไปที่ใช้เส้นพลาสติกตรงที่มี เครื่องระบบ SLA นั้นสามารถพิมพ์งานได้ละเอียดมากกว่า FDM หลายเท่า โดยเจ้าตัว Form3 นี้สามารถพิมพ์ละเอียดได้มากสุดถึง 25Microns หรือ 0.025 mm. ซึ่งถ้าเป็นเครื่อง FDM ทั่วไปแล้วจะอยู่ที่ 100Microns หรือ 0.1 mm. เท่านั้นเอง และการใช้งานก็ง่ายกว่า FDM มาก และเนื่องจากมันสามารถทำความละเอียดได้มากขนาดนี้ทำให้หากโมเดลต้นแบบอะไรก็ตามมีรายละเอียดเยอะ เล็ก และละเอียดมากๆ เจ้าเครื่องระบบ SLA นี้ก็สามารถทำได้สบายๆ

ภาพไฟล์งานที่คำนวนและตั้งเตรียมพร้อมสั่งพิมพ์เรียบร้อยในโปรแกรม Preform ซึ่งเป็นโปรแกรมเตรียมพิมพ์ของเครื่อง Form ทุกรุ่น
ชิ้นงานมีขนาดเล็ก แต่ก็สามารถพิมพ์จุดที่เข้าถึงยากได้ อย่างเช่น พวกร่องหรือรูเล็กๆ ต่างๆ

หลังจากที่เราได้ทำการตั้งค่าไฟล์สำหรับการพิมพ์แล้ว ทีนี้ก็ลงมือกดพิมพ์ชิ้นงานและรออย่างใจจดใจจ่อได้เลย!!!

ชิ้นงานที่พึ่งพิมพ์เสร็จใหม่ๆ ใช้เวลาไม่นาน
วางชิ้นงานเทียบขนาดกัน

จากภาพด้านบนจะเห็นได้ว่า ผมได้ขยายส่วนของกระดูกก้นกบให้ใหญ่ขึ้นจนเต็มพื้นที่แป้นพิมพ์ ทำให้สามารถมองเห็นรายละเอียดต่างๆของชิ้นงานกระดูกก้นกบได้อย่างชัดเจนมากขึ้น ซึ่งแตกต่างจากกระดูกเชิงกรานที่มีขนาการพิมพ์ที่เล็กกว่า (แต่ก็ขยายให้พิมพ์เต็มฐานเช่นกัน) หลังจากนั้นก็นำไปล้างด้วย IPA และเก็บซัพพอร์ตที่ติดอยู่ออกให้หมด ขัดแต่งนิดๆ หน่อยก็สวยงามพร้อมนำไปใช้ทำงานวิจัยและศึกษาต่อได้แล้ว

โมเดลกระดูกเชิงกรานที่พิมพ์ออกมาเรียบร้อย
กระดูกก้นกบที่พิมพ์ออกมาขนาดเท่าฝ่ามือ
มองเห็นรายละเอียด่างๆได้อย่างดี สามารถมองเห็นทะลุไปได้

จากภาพก็สามารถบ่งบอกได้แล้วว่าเราสามารถนำเทคโนโลยีเครื่องพิมพ์ 3มิติ นี้ได้อย่างไรบ้าง สามารถสร้างชิ้นงานตัวกระดูกก้นกบให้ใหญ่กว่าปกติเพื่อที่จะนำมาศึกษาเชิงลึกกว่าตัวกระดูกเชิงกรานทั้งหมด ทำให้เห็นสัดส่วนที่ชัดเจนขึ้นมา รูร่องต่างๆ สมจริงตามไฟล์ที่ได้มา ซึ่งนอกจากกระดูกก้นกบและกระดูกเชิงกรานแล้ว เราก็สามารถพิมพ์ชิ้นส่วนอวัยวะอื่นๆ ได้ไม่จำกัด หากเรามีไฟล์ 3D อะไรๆ ก็ง่ายไปหมด

ตัวอย่างเช่น…

ต้นแบบกระเพาะหมูที่พิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ 3มิติ ระบบ FDM และใช้เส้นพลาสติกแบบ Flexible ที่มีความยืดหยุ่นทำให้ลักษณะของกระเพาะมีความนิ่มคล้ายของจริง โดยขยายไซต์จากไฟล์เดิม25% เพื่อใช้ในการสอนสัตวแพทย์ต่อไป

หรือจะเป็นกระโหลดศรีษะ และ สมองที่ได้จากการ CT SCAN จากคนไข้ของจริง นำมาแปลงเป็นไฟล์ 3D พิมพ์ออกมา

ตัวอย่างโมเดลพิมพ์จากไฟล์3D ที่แปลงจากไฟล์สแกน
ภาพตอนกำลังพิมพ์โมเดลสมอง ซึ่งสามารถเก็บรายละเอียดรอยหยักของสมองได้ครบถ้วน

เครื่องพิมพ์ 3มิติ ระบบ FDM เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นใช้งาน

และที่เป็นที่นิยมสำหรับงานพิมพ์ด้านการแพทย์เลยคือ ทันตกรรม ที่มักจะเปลี่ยนวิธีการ Milling มาเป็น 3D Printing กันบ้างแล้ว ซึ่งสามารถตอบโจทย์คลินิกและโรงพยาบาลได้มากมาย เพระาสามารถพิมพ์พร้อมกันได้หลายชิ้นและแต่ละชิ้นก็แตกต่างกันไปตามคนไข้แต่ละคนด้วย

พิมพ์ด้วยเรซิ่น 2 ชนิด คือแบบ Dental สีเนื้อ และ Clear Dental ที่ทำเป็นที่ครอบฟัน
สามารถจัดเรียงพิมพ์ชิ้นงานได้จำนวนมาก ในการสั่งพิมพ์ครั้งเดียว

จะเห็นได้ว่าหลายๆ วงการแพทย์ก็สามารถนำเทคโนโลยีเครื่องพิมพ์ 3มิติ นี้ ไปใช้กับการทำงานของแต่ละท่านแต่ละสาขาได้ ซึ่ง มันจะสามารถช่วยงานการทำงานวิจัยต่างๆ เป็นไปได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้นมาเสียเวลากับการทำต้นแบบด้วยมือหรือจ้างโรงงานที่มีต้นทุนสูงเพียงทำต้นแบบไม่กี่ชิ้น

จากที่เล่ามาทั้งหมดนี้ บทความนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความสามารถของเครื่องพิมพ์ 3มิติ ซึ่งหากจะให้แยกย่อยหลักการทำงานนั้น คงจำเป็นต้องร่ายยาวหลายหน้าทีเดียว ซึ่งเดี๋ยวจะทยอยลงบทความที่พอเป็นประโยชน์แก่ทุกท่านที่ได้รับชมกันนะครับ

สุดท้ายนี้ก็อยากให้ทุกท่านได้ลองพิมพ์ชิ้นงานอะไรใหม่ๆที่อยู่นอกเหนือจากงานที่ทำอยู่ มันอาจจะทำให้เปิดโลกบางอย่างที่เราไม่อาจเคยคิดเคยสนใจเข้าเลยนะครับ ซึ่งไม่แน่สิ่งนั้นอาจจะนำมาปรับใช้กับงานของเราให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นก็เป็นได้ครับผม

ขอให้ทุกท่านโชคดีกับ 3D Print นะครับ^^