fbpx

6ขั้นตอน พิมพ์โมเดล3D Hi-Def ขนาดใหญ่50cm จากต้นจนจบ

6ขั้นตอน พิมพ์โมเดล3D Hi-Def ขนาดใหญ่50cm จากต้นจนจบ

มีหลายคนชอบโมเดลสัตว์ประหลาด หาซื้อไม่ได้ พิมพ์ด้วยตัวเองได้ครับ บทความจะมาเจาะขั้นตอนการพิมพ์จากต้นจนจบโมเดล Kaiju ขนาด 50cm รายละเอียดสูง (แค่ไฟล์ 3D เองก็ 2GB แล้ว) โดยจะแบ่งขั้นตอนเป็น  6 ขั้น ใช้เครื่องพิมพ์ MSLA 3D Printer รุ่น Flashforge Foto13.3 พิมพ์ทั้งหมด 8 ชิ้นแล้วมาต่อกันตอนหลัง ที่เลือกใช้ระบบนี้เพราะได้งานที่ละเอียดสูงที่สุด ที่ไม่เลือกพิมพ์เป็นชิ้นเดียวเพราะอยากได้ชิ้นใหญ่เอามาต่อเองที่หลังดีกว่า เรซิ่นที่ใช้เป็น Washable Resin สีเทา เพื่อลดขั้นตอนการล้างและการทำความสะอาดให้ทำงานได้เร็วขึ้นเยอะ โดยรวมงานชิ้นนี้จากหัวถึงหางยาวประมาณ 50cm ใช้งบไปทั้งหมดประมาณ 2000-2200บาท (จะหาซื้อโมเดลละเอียดขนาดนี้หายากอยู่ และราคาแพงกว่าแน่นอน)

ซื้อโมเดลจาก Myminifactory.com
พิมพ์งานใหญ่ขึ้น 150% หัวถึงหางประมาณ 50cm
พิมพ์เสร็จชอบ รายละเอียดอย่างงี้หาซื้อไม่ได้ง่ายๆ เราพิมพ์เองก็ไม่ได้จากเย็นอะไรนัด ทุนประมาณ 2000-2200บาท

1. เลือกไฟล์

ขั้นตอนนี้แล้วแต่ความชอบเลยครับ ส่วนตัวยังไม่เคยพิมพ์งานใหญ่ๆแล้วมีรายละเอียดสูง จำพวกสัตว์ประหลาดมีเกร็ดผิวหนังมี Texture เยอะๆกะว่าจะลองเครื่องด้วยเลย เลือกพวก Kaiju ครับโดยมากแล้วโมเดลดีๆทำไฟล์มาสวยๆจะเสียเงิน น้อยมากที่จะฟรี คราวนี้เลือกแบบเสียเงินครับ แนะนำเวบไซต์ที่มีทั้งฟรี และเสียเงินอย่าง MyMiniFactory.com อุดหนุนศิลปินให้เค้าสร้างสรรค์ชิ้นงานมาเพิ่ม คราวนี้ผมเสียเงินไป 25USD – 800บาท เพราะใช้ไฟล์ฟรีมาเยอะแล้ว

เค้าทำไฟล์มาให้ค่อนข้างดีครับ โดยแยกชิ้นส่วนมาให้อย่างละเอียด มีทั้งแบบติด Support มาให้แล้ว และแบบไฟล์ 3D ดิบๆ มีทั้งแบบทั้งตัวเลย และแยกเป็นชิ้นย่อย (พิมพ์งานรายละเอียดสูงพวก Hi-def แนะนำให้แยกพิมพ์ครับ ไม่งั้น Support จะติดหนืบแกะอย่างไงก็ไม่สวย) ไฟล์ที่มา 2GB+

ส่วนใครมีความสามารถ เก่งเรื่อง 3D สร้างไฟล์กันได้เลยครับ หากเป็นงาน Art Freeform ซอฟแวร์ยอดนิยมคงหนี้ไม่พ้น Zbrush, Blender

โมเดลมีให้เลือกมากมาย แบบฟรีก็มี เสียเงินก็มี ตัวอย่างนี้เสียเงินงานค่อนข้าง Hi-End
ตัวอย่างไฟล์ที่ไปซื้อมา ถ้าเป็นแบบซื้อจะแยกไฟล์มาให้อย่างดี มีทั้งแบบเต็ม และแยกเป็นส่วนๆ และแบบติด Support มาให้แล้ว

2. เตรียมไฟล์

การเตรียมไฟล์แล้วแต่เครื่อง 3D Printer ที่ใช้ ในบทความนี้ใช้เครื่องระบบ SLA วัสดุตั้งต้นเป็นของเหลว ซอฟแวร์ที่นิยมใช้มีหลายตัว ผมเลือกใช้ ChituBox เพราะเห็นว่าง่ายดี ส่วนตัวชอบ Interface ของน้องชิตู เนื่องจากคิดอยู่แล้วว่าอยากพิมพ์ให้ใหญ เลือกปรับขนาดให้เป็น 150% ทุกชิ้นส่วนครับ รวมๆแล้วชิ้นงานทั้งหมดใหญ่กว่า 50 cm เลือกพิมพ์แยกชิ้นทั้งหมด 8 ชิ้น เพราะติดเรื่องเครื่องพิมพ์ใหญ่ไม่ได้ขนาดนั้น และอีกอย่างแบ่งๆเป็นชิ้นๆสามารถเลือกตำแหน่ง Support ได้ง่ายกว่า ควบคุมคุณภาพได้ดีกว่า

หากใครสนใจวิธีการใช้ ChituBox แบบละเอียดขึ้นลองดูในบทความนี้เพิ่มเติมครับ

งานทั้งหมดแบ่งพิมพ์ทั้งหมด 3ครั้ง ตามตัวอย่างข้างล่าง

ชิ้นส่วนนี้ใหญ่สุดพิมพ์ชิ้นแรกเลย จัดยกส่วนเกร็ดแผงหลังยกขึ้นเพื่อเลี่ยง Support ติด Support ให้อยู่ด้านท้องที่เห็นได้ยากกว่าแทน
พิมพ์ส่วนหาง และ ขา เลือกที่เอาขาชี้ขึ้นมุมเงยให้เล็บอยู่เหนือสุดไล่ไป เพื่อเลี่ยง Support เช่นเดียวกันกับหาง ดูมุมเงบของเกร็ด
พิมพ์ส่วนโคนหาง มือ และ แขนเจ้ากิ้งก่าน้อยของเรา

3. พิมพ์จริง

เมื่อได้ไฟล์พิมพ์ เชคงานกันเรียบร้อยแล้วก็มาถึงขั้นตอนการพิมพ์ ในบทความนี้ใช้เครื่องพิมพ์เรซิ่นระบบ LCD หรือ MSLA โดยเลือกวัสดุที่พิมพ์เป็นเรซิ่นแบบ Washable HD เป็นเรซิ่นที่เอาล้างออกได้ด้วยน้ำเปล่า การพิมพ์แต่ละครั้งใช้เวลาราวๆ 9-12ชม. รวมแล้วเวลาในการทำทั้งหมดใช้เวลา 2 วันเฉพาะพิมพ์ โดยในบทความนี้เลือกพิมพ์ที่ 100um ถ้าใครต้องการงานสวยกว่านี้เลือกพิมพ์ที่ 50um ได้แต่ Workflow ทั้งหมดจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวตามความละเอียดที่เพิ่มขึ้น

ขนาดพิมพ์จริงออกมาใหญ่ใช่เล่น
หนักใช้ได้เลยทีเดียว
ขาก็มา เหมือนน่องไก่เลย

4. ล้างงาน แกะ Support

เมื่อพิมพ์งานเสร็จ ก็มาถึงขั้นตอนการล้างงาน ใช่!! พิมพ์เรซิ่นเสร็จทุกครั้งต้องล้างงานให้สะอาดและแกะ Support งานที่พิมพ์เสร็จใหม่ๆจากเครื่องเลอะเรซิ่น ปกติจะใช้ Isopropyl Alcohol (IPA) ในการล้างเรซิ่นออกเนื่องจากเรซิ่นไม่ทำละลายในน้ำเปล่า แต่เราใช้ Washable Resin เลยลดทอนขั้นตอนการใช้ IPA ไป โดยหลักๆแล้วเราจะแช่ชิ้นงานลงในภาชนะขนาดใหญ่กว่าชิ้นงาน ในที่เราใช้ถังเติ่มน้ำเปล่าไว้ เอาชิ้นงานลงล้าง ใครจะฉีดน้ำก็ได้ เทคนิคอีกอย่างคือเมื่อเอาชิ้นงานไปแช่ใน IPA หรือกรณีน้ำเปล่า Support จะอ่อนตัวเป็นจังหวะที่ดีที่เราจะแกะเจ้า Support ออกในขั้นตอนนี้ ก่อนเอาไปเป่าลม และตากให้แห้ง

หลังจากล้าง แกะ Support แล้ว แนะนำใครมีเครื่องเป่าลม ให้เอามาเป่าชิ้นงาน จะช่วยให้งานสวยขึ้นไล่เรซิ่นที่อาจจะติดอยู่บางๆออกด้วย รายละเอียดชิ้นงานจะสวยขึ้น

นำชิ้นงานไปล้างทำความสะอาด ในที่นี้ใช้เรซิ่นที่ล้างด้วยน้ำเปล่าได้ ในขั้นตอนนี้อาจจะใช้วิธีแช่ทิ้งไว้ไปเลย Support จะนิ่มขึ้นแกะในขั้นตอนนี้เลยก็ได้ครับ
เป่าลม ปั๋มลมไม่ต้องใหญ่มากก็ได้ เป็นการไล่ละอองเรซิ่นที่เกาะอยู่ทำชิ้นงาน ทำงานคมเนียนขึ้น จริงๆแกะ Support ก็มาเป่าลมก็ได้ครับ แต่ที่ถ่ายแบบนี้จะได้ให้คนเห็นง่าย
ซ้ายไปขวา ถาดพิมพ์ ชิ้นงานที่ต้องการ Supportที่ไม่ได้ใช้
เรซิ่นที่พิมพ์ทั้งหมดใช้ไปประมาณ 930g โดยเป็นโมเดล 678g Support 258g หรือคิดเป็น 27% ของทั้งหมดที่ต้องทิ้ง

5. ตากแห้ง และ อบ UV

ขั้นตอนต่อมาหลักจากแกะ Support และเราต้องทำให้ชิ้นงานแห้งและแข็งตัวอย่างเต็มที่ โดยงานที่พิมพ์ออกมาจากเครื่องยังมีคุณสมบัติทางเคมีไม่เป็น Polymer ที่สมบูรณ์โดยแสง UV ในเครื่องจะทำให้เกิด Bonding 50-60% เพียงเท่านั้น เมื่อจับชิ้นงานจะรูปสึกนิ่มๆเหนียวๆอยู่เหมือนดินเหนียวที่ยังไม่แห้งสนิท เราทำได้โดยให้ชิ้งงาน Cure สนิท ง่ายที่สุดคือนำชิ้นงานไปตากแดด (กรณีไม่มีเครื่องพิมพ์) หรือจะให้ดีหน่อยใช้เครื่องอบ UV Curing Machine จะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าทางเคมี เนื่องจากมีฉายแสงอย่างทั่วถึงทุกด้าน และมีการเป่าลมร้อน (เรซิ่นแต่ละชนิดมีเวลา Set ตัวไม่เท่ากันและอุณหภูมิที่ใช้ก็ไม่เท่ากัน)

งานที่ได้หลังอบชิ้นงานจะมีควาามแข็งแรง ได้คุณสมบัติเติมตามชนิดเรซิ่นนั้นๆ เทคนิคนิดหน่อยที่แนะนำ ถ้าต้องการขัดหรือแต่งชิ้นงานทำได้ก่อน หรือ หลังอบ UV ได้ทั้งคู่แต่ก่อนอบ UV ชิ้นงานจะมีความนิ่มมากกว่า

อบ UV // หากใครไม่มีตากแดดก็ได้ครับ
แขน และหัว
ขา เกร็ดและอื่นๆมาครบ
เมื่ออบแล้วสีของชิ้นงานจะเข้มขึ้นคิดหนึ่งแต่ละแข็งขึ้นมาก

6. ต่องาน เก็บงาน

ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ยาก และ สนุกที่สุดของผมเพราะชิ้นงานจะสำเร็จแล้ว ที่ว่ายากคือการต่อชิ้นงานนั้นจะให้สวย เนียนสนิทยากมากๆ ซึ่งเราก็ไม่ได้เก่งขั้นทำให้ชิ้นไม่มีรอยต่อเลย ที่ทำได้คือพอใช้+เทคนิคที่ดูใน Youtube ช่วย นั้นคือการเชื่อมชิ้นงานด้วยเรซิ่นของมันเอง โดยเราจะลงลึกเรื่องนี้ในอีกบทความนึงครับ โดยการติดกาวที่ชิ้นงานด้วยกาวธรรมดาก่อน แล้วการเก็บรอยต่อด้วยการฉีดเรซิ่นไปที่รอยต่อนั้นด้วยเรซิ่นที่ใช้พิมพ์เลย เช่นตย.นี้ให้สีเทา Washable ให้หลอดฉีดยา ตอนแรกซื้อเข็มมาด้วยแต่ใช้ไม่ได้ดูดไม่ขึ้น เลยต้องใช้หลอดเปล่าๆ ฉีดไปที่รอยต่อและเอาแสง UV เชื่อมเลยมันดีมาก ติดกันแถบไม่เห็นรอยต่อ และที่แนะนำมากกว่านั้นใช้ไฟฉาย UV เพราะการให้กล่อง UV ที่ตั้งอยู่นิ่งๆนี้เป็นอะไรที่ยากมากต้องจับโมเดลเอียงทางนู้นทีทางนี้ที ท่ายากและเมื่อยมาก

ลำดับการต่อมีความสำคัญมากๆ อันนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละคน ผมเลือกต่อส่วนที่เป็นหางและขาก่อน เพราะจะได้ตั้งโมเดลด้วยขาได้ ใครจะต่อหัวก่อนก็ได้ ไม่มีผิดถูกให้ทำงานสบายก็แล้วกันครับ  ในที่สุดก็ออกมาเป็นตัว ภูมิใจที่ได้ทำและจะไม่เนียนที่สุด และก็รู้สึกดีที่ได้ทำเองครับ

โมเดลนี้มีการพ่นสีรองพื้นด้วย ใช้สเปร์ยตัวไปรองพื้นครับ อันนี้ส่วนตัวคิดว่าพลาดไม่น่าพ่นครับ ไม่พ่นสวยกว่า

พิมพ์ออกมาแปดชิ้นพร้อมติด ประกอบ
ทางกาว ผมใช้กาวยางนะใครจะใช้กาวร้อนก็ได้ แต่ต้องมือแน่จริงๆ ติดแล้วติดเลย
หยอดเรซิ่นส่วนที่เป็นรอยต่อ
ฉายแสงให้งานเชื่อมกันจะได้เนียนๆ
ขนาดพอดีมือ
ต่อเสร็จออกเป้นตัวแล้ว
ฉีดสเปร์ยรองพื้น
จะเห็นว่าส่วนที่ฉีด(ซ้าย) จะเงากว่าด้านที่ยังไม่ฉีด(ขวา)
ลวดลายมาครบเห็นรอยต่อบ้างแต่ไม่น่าเกลียดต้องขอบคุณวิธีการเชื่อมด้วยเรซิ่นของตัวเอง
เกร็ดเป็นเกร็ด
งานเก็บอย่างเนียน มีรอย Support ที่ใต้คอให้เห็นบ้าง

สรุป และ แนะนำ

ที่ทำมามีอะไรให้พัฒนาต่ออีกหลายอย่างครับสรุปได้อย่างงี้

  • การจะเชื่อมชิ้นงานด้วยเรซิ่นของตัวเองแนะนำให้ใช้ไฟฉาย อย่าใช้กล่อง UV ต้องมาเก้ๆกังๆจับชิ้นงานฉายแสง สู้ไฟฉายจี้ไปจุดนั้นเลย
  • ง่ายกว่านั้นก็พิมพ์ชิ้นเดียวไปเลยด้วยเครื่องใหญ่เลย พวก 60cm / 170cm แต่เป็นเครื่องเป็นล้านครับ
  • ถ้าจะเลือกลำดับการต่อใหม่ จะต่อชิ้นส่วนเล็กที่สุดก่อน ค่อยไล่ไปชิ้นส่วนใหญ่ๆยาวๆ ให้การทำงานง่ายขึ้น
  • ถ้าเลือกได้คราวหน้าไม่พ่นสเปร์ยรองพื้น ส่วนตัวคิดว่าไม่สวย ไม่พ่นสวยกว่า
ไฟฉาย UV มีขายตาม Lazada Shopee

ส่งท้ายด้วยมีม และ Gag ขำๆนะครับ

ตัวอย่างงาน Laser Marking บนปืน ซองปืน เพิ่มมูลค่า

ตัวอย่างงาน Laser Marking  บนปืน ซองปืน เพิ่มมูลค่า

รวมรูป ผลงาน Marking Laser โดยเครื่อง RayMark คราวนี้มีลูกค้ามาให้ลอง เลเซอร์บนปืนโดยทดลองบนปืน BB ก่อนจะไปแกะบนปืนจริง เครื่องสามารถสร้างลวดลายได้ตามความต้องการ สามารถปรับพลังของเลเซอร์ เพื่อให้งานออกมาเข้ม, อ่อน, ลึก หรือ ตื้นแตกต่างกัน โดยการแกะสลักมาร์คกิ้งทั้งหมดนี้ใช้ไฟล์ Vector จาก Illustrator ในการยิง เนื่องจากจะได้งานที่คมชัด และ ลวดเร็วกกว่า (รูป Jpg ก็ใช้ได้แต่ให้คุณภาพต่ำกว่า หากมีแต่รูป Bitmap, Jpeg, Png แนะนำให้แปลงเป็น Vector ใน Illustrator ก่อนนะครับ)

โดยทั่วไป ไฟเบอร์เลเซอร์มาร์คกิ้งจะใช้อยู่ใน 3 หมวด คือ Frost Mark, Dark Mark และ Deep Mark

  • Frost Mark – ทำให้ผิวเป็นฝ้าขาว นิยมทำบนพื้นผิว ทั่วไป เช่น เหรียญ, ทำลวดลายภาพเหมือน, ระบุข้อมูลสินค้า การสร้างลวดลายแบบนี้จะใช้พลังงานต่ำ เวลาทำรูปต้องการ Invert (กลับดำเป็นขาว, ขาวเป็นดำ)
  • Dark Mark – ใช้พลังงานสูงกว่า ให้พื้นผิวไหม้เป็นสีเข้น นิยมทำสลักตัวเลขซีเรียล ข้อมูลสินค้า BarCode, QR Code
  • Deep Mark / Surface Remove – ใช้พลังงานสูง และทำการยิงเลเซอร์หลายรอบ เอาพื้นผิวโลหะออก สามารถทำได้หลายมิลลิเมตร ขึ้นกับความแรงของเครื่อง Fiber Laser Marking
สามารถ Mark ได้หลายแบบขึ้นอยู่กับการตั้งค่ากำลัง และความเร็ว โดยหลักๆแล้วจะแบ่งเป็น 3หมวด คือ Frost Mark, Dark Mark, Deep Mark
ชิ้นงานที่จะมาลอง มาร์คกิ้งกับเครื่อง RayMark

Glock17 — Polymer / Metal Marking

สร้างลายหัวกระโหลกที่ Red Dot Sight
สร้างลวดลายที่ แมคกาซีน ชิ้นส่วนนี้เป็นโลหะ
ชิ้นงานที่ได้มีความละเอียดสูง ใช้เพิ่มมูลค่าในกับชิ้นงานได้
แกะสลักในส่วน Polymer พลาสติก
ความเข้มที่ระดับต่างๆ ปรับได้โดยปรับกำลังแสงเลเซอร์ ตัวอย่างจากซ้ายไปขวา 80%, 60%, 40% ตามลำดับ


Submachine Gun — Polymer / Metal Marking

แมคกาซีนตัวนี้เป็น Polymer เลือกที่จะสลักเป็นลายอ่อนๆ
แมคกาซีน บ่อแมค เป็น Polymer ส่วนก้านปลอดแมคเป็นโลหะ

สลักเป็นลวดลาย Pattern ได้เช่นกัน

รวมรูปงาน Fiber Laser Marking พื้นผิวโลหะเงา RayMark

รวมรูปงาน Fiber Laser Marking พื้นผิวโลหะเงา RayMark

Video และ รูปงานจากเครื่อง Fiber Laser Mark เครื่องมาร์คกิ้งบนพื้นโลหะ ในโพสนี้จะนี้ไปที่วัสดุเงาเช่น Stainless และ อัลลอย โดยมากจะเลเซอร์เพื่อเพิ่มมูลค่าของสินค้า เช่น ทำลวดลายบนมีดเพื่อเพิ่มมูลค่า, หรือ แสดงข้อมูลสินค้า ยี่ห้อ, แบรนด์สินค้า หรือ แม้กระทั้ง Barcode และ QR Code

โดยทั่วไป ไฟเบอร์เลเซอร์มาร์คกิ้งจะใช้อยู่ใน 3 หมวด คือ Frost Mark, Dark Mark และ Deep Mark

  • Frost Mark – ทำให้ผิวเป็นฝ้าขาว นิยมทำบนพื้นผิว ทั่วไป เช่น เหรียญ, ทำลวดลายภาพเหมือน, ระบุข้อมูลสินค้า การสร้างลวดลายแบบนี้จะใช้พลังงานต่ำ เวลาทำรูปต้องการ Invert (กลับดำเป็นขาว, ขาวเป็นดำ)
  • Dark Mark – ใช้พลังงานสูงกว่า ให้พื้นผิวไหม้เป็นสีเข้น นิยมทำสลักตัวเลขซีเรียล ข้อมูลสินค้า BarCode, QR Code
  • Deep Mark / Surface Remove – ใช้พลังงานสูง และทำการยิงเลเซอร์หลายรอบ เอาพื้นผิวโลหะออก สามารถทำได้หลายมิลลิเมตร ขึ้นกับความแรงของเครื่อง Fiber Laser Marking
สามารถ Mark ได้หลายแบบขึ้นอยู่กับการตั้งค่ากำลัง และความเร็ว โดยหลักๆแล้วจะแบ่งเป็น 3หมวด คือ Frost Mark, Dark Mark, Deep Mark

ตลับใส่รูป – Deep Mark


มีดทำครัว – Frost Mark


ตัวปืน – Frost Mark & Deep Mark

เปรียบเทียบความสวย FDM vs SLA ต่างกันขนาดไหน

เปรียบเทียบความสวย FDM vs SLA ต่างกันขนาดไหน

บทความนี้เรามาเน้นเจาะลึกเปรียบเทียบคุณภาพงาน ความคมชัดจาก 3D Printer 2ระบบ คือ ระบบเส้นพลาสติก FDM และ ระบบน้ำเรซิ่น SLA เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าระบบเรซิ่นนั้นมีความละเอียด สวยกว่า เก็บ Detail ได้ดีกว่า สวยกว่าขนาดไหนเรามาดูกันด้านล่าง แต่เราจะไม่ได้อวยอย่างเดียว จะให้เห็นจุดด้อยของระบบนี้ด้วยเช่นกัน ที่ทิ้งรอย Support เป็นตุ่มเป็นหลุม โอกาสพิมพ์ให้สำเร็จยาก ต้องตั้งชิ้นงานและ Support ให้ดีๆ

ในมิติความสวยต้องยกให้ SLA แต่ระบบนี้ก็มีความยุ่งยาก และข้อด้อยอยู่เหมือนกันด้านการดูแลรักษา , สกปรกเลอะเทอะ, สารเคมี ระบบเรซิ่น SLA จึงไม่ได้เหมาะกับทุกคน หากเป็นมือใหม่หรือใช้งานทั่วๆไปอย่างไงก็แนะนำให้ใช้ระบบ FDM หรือระบบเส้น ดูแลรักษาและใช้ง่ายกว่า เหมาะกับทุกคน ดูจะปลอดภัยกว่า หากต้องการตัดสินในเลือกซื้อระหว่าง FDM และ SLA บทความนี้น่าจะช่วยให้เข้าใจได้มากขึ้น FDM vs SLA 3D Printer เลือกระบบไหนดี เปรียบเทียบข้อดีข้อเสีย (update 2021)

ชิ้นงานที่เอาเปรียบเทียบในบทความนี้ ทั้ง FDM และ SLA หากมองไกลๆก็สวยเหมือนๆกัน

คุณภาพงานพิมพ์

หากเปรียบเทียบคุณภาพงานพิมพ์แล้ว SLA มีความคมชัดกว่ามากทั้งในมิติของแกน XY และ แกน Z เหตุผลมาจากกลไกการสร้างโมเดลที่ต้องกันชัดเจน FDM จะทำการละลายรูปของหัวฉีดไม่สามารถทำให้เล็กมากๆได้โดยมากจะอยู่ที่ประมาณ 0.4mm @XY ลักษณะการตั้งค่าของการพิมพ์ความหนาของแต่ละเลเยอร์ก็เช่นกัน FDM จะนิยมตั้งกันประมาณ 0.15-0.25mm/layer @Z ระบเรซิ่นไม่ติดปัญหาเรื่องขนาดของหัวฉีดจึงสามารถสร้างความละเอียดได้สูง โดยทั่วไปมีขนาด จุดเลเซอร์/Pixel อยู่ที่ 0.05-0.1mm @XY และนิยมพิมพ์กันที่ 0.025-0.1mm/layer @Z

  • FDM ข้อจำกัดขนาดหัวฉีด ทำให้เล็กมากไม่ได้ ไม่งั้นฉีดพลาสติกเหลวไม่ออก
  • FDM มีขนาดหัวฉีด 0.4mm @XY นิยมพิมพ์กันที่ 0.15-0.25mm/layer @Z
  • SLA มีขนาด Pixel ทั่วไปอยู่ที่ 0.05mm @XY นิยมพิมพ์กันที่ 0.05-0.1mm/layer @Z
สองโมเดลพิมพ์จากไฟล์เดียวกันที่ความละเอียดเท่ากันที่ 0.05mm ด้านซ้ายพิมพ์ด้วยเครื่องระบบเส้นพลาสติก FDM จะเห็นชั้นของเลเยอร์ค่อนข้างชัดเจน เมื่อ Zoom เข้าจะเห็นเส้นพลาสติกย้อยหลายๆจุด ส่วนของ SLA มองดีๆจะเห็นชั้นของเลเยอร์เหมือนกันแต่ดูเชื่อมกันเป็นเนื้อเดียวมากกว่า และเห็นเป็นชั้นๆน้อยกว่า
รูปนี้จะเห็นได้ชัดเจน การเก็บรายละเอียดและเชื่อมเป็นเนื้อเดียวกัน ระบบ SLA ทำได้ดีกว่า
ซ้ายมีด้วยระบบ FDM ที่ความละเอียด 0.1mm/layer ด้านขวาพิมพ์ด้วยระบบเรซิ่น SLA 0.05mm/layer ถึงแม้ว่าพิมพ์ระบบเส้นที่ความละเอียดหยาบกว่า เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีนัก แต่จะเห็นว่าการเก็บรายละเอียดต่างกันอย่างมาก
ตัวอย่างนี้ทั้งสองพิมพ์ด้วยความละเอียดเท่ากันที่ 0.1mm/layer แต่จะสังเกตุเห็นว่าด้านซ้าย FDM จะเห็นเลเยอร์ขึ้นอย่ากชัดเจน ส่วนหากเป็นระบบ SLA งานจะดูกลืนกันมากเห็นเป็นเลเยอร์เช่นกันแต่ดูน้อยกว่า

โครงสร้าง และ Support

เนื่องจากทั้งสองระบบมีการทำงานที่แตกต่างกัน โครงสร้างของโมเดลและการตั้งค่าจึงแตกต่างกัน มีข้อจำกัดตามกัน ซึ่งส่งผลกับคุณภาพของงานต่างกัน เช่น FDM แกะ Support ออกมาจะเป็นขุ่ยๆ ส่วน SLA แกะ Support ออกมาจะเป็นตุ่มๆ

  • FDM Support จะมีลักษณะเป็นแท่งแผงพลาสติกทรงเหลี่ยม, โครงสร้างภายในสามารถเลือกได้เป็นแบบ รังผึ้ง หรือ อื่นๆได้มากมาย — แข็งแรงตกไม่แตก
  • SLA Support จะมีลักษณะเป็นเป็นเส้นถักกันคล้ายต้นไม้ หรือ รั่ว, โครงสร้างภายในมักเจาะให้กลวงและเจาะรูหลายรูให้น้ำไหลออก — สวยแต่ไม่แข็งแรง ตกแล้วแตก
FDM ระบบเส้น โครงสร้างภายในมีหลายแบบ ตย.นี้เป็นรังผึ้ง Support มีลักษณะเป็นแท่งตรง
SLA นิยมทำให้กลวง และเจาะ โครงสร้างภายในเป็น Support โมเดลที่ได้มีความเปราะบาง
โครงสร้างภายในของ FDM จะเป็นโครงสร้าง ในรูปเป็นโครงสร้าง Hexagon
SLA นิยมทำให้ชิ้นงานกลวง เพื่อประหยัดเรซิ่น และลดแรงดึงชิ้นงาน โครงสร้างภายในจึงเป็น Support แบบเดียวกับภายนอก โดยหลักการแล้ว SLA กลวงแบบนี้เปราะตกแล้วแตก ไม่เหมือน FDM
ชิ้นงานเมื่อแกะ Support ออกแล้ว FDM จะทิ้งร่องรอยเป็นขุ่ยๆ สากๆ ส่วน SLA จะทิ้งรอย Support เป็นตุ่มๆหลุมๆ และมีรูที่เราเจาะให้เรซิ่นออก

Note : สำหรับเทคนิคการตั้งค่า SLA ผ่าน ChituBox มีขั้นตอน 7 ขั้นง่ายๆดังนี้

การเสียรูป

ทั่งสองระบบหากตัวชิ้นงาน หรือ วาง Support ไม่ดีอาจทำให้ชิ้นงานเสียรูปได้ทั้งคู่ แต่ระดับความยากในการ Set และพิมพ์ให้สำเร็จระบบ SLA มีความยากและการ Setting ที่ลึกอยู่กว่า (ความคิดเห็นส่วนตัว)

SLA ยิ่งร่องรอยตุ่ม หลุม ดูไม่สวยเลย เราต้องเลี่ยงให้มากที่สุดโดยต้องเลือกด้านที่ติดกับ Support เป็นด้านที่ต้องทำใจกับรอย Support ที่ไม่สวย
SLA วาง Support ไม่ดี ชิ้นงานเมื่อพิมพ์ออกมาโก่งตัว ผิดรูปได้ ต้องวาง Support เยอะไม่ให้โก่ง แต่หากวาง Support เยอะก็จะทิ้งรอยไว้อีก เป็นสิ่งที่ต้องชั่งใจดู
FDM จะเห็นรอยสานกันขอเส้นพลาสติกชัดเจน บางส่วนของชิ้นงานผิดรูป ขึ้นมาไม่คม SLA ขึ้นงานคมก็จริงแต่อาจเจอชั้นเลเยอร์จากแรงตึงในการพิมพ์บ้าง

พิมพ์ 3 มิติระบบเส้น ขนาดเล็ก (Small)
เครื่องพิมพ์ 3มิติ สำหรับนักเรียน ใช้ในโรงเรียน STEM, งานอดิเรก, เครื่องสำเร็จใช้งานง่ายๆไม่ยุ่งยาก

พิมพ์ 3 มิติระบบเส้น ขนาดกลาง (Medium)
เครื่องพิมพ์ 3มิติ สำหรับใช้ในบริษัท มหาวิทยาลัย หวังผลได้ เครื่องมีความสเถียร แข็งแรง คุณภาพสูง แผนก R&D


พิมพ์ 3 มิติระบบเรซิ่น LCD / MSLA ราคาเอื้อมถึง
เครื่องพิมพ์ 3มิติ ความละเอียดสูง ขึ้นรูปด้วยเลเซอร์ มีวัสดุรองรับมากมาย

พิมพ์ 3 มิติระบบเรซิ่น SLA Prosumer – รองรับเรซิ่น วิศวกรรม, การแพทย์ กว่า 40ชนิด
เครื่องพิมพ์ 3มิติ ความละเอียดสูง ขึ้นรูปด้วยเลเซอร์ มีวัสดุรองรับมากมาย

รีวิว Washable Resin HD เรซิ่นล้างด้วยน้ำเปล่า ไม่ง้อ IPA

รีวิว Washable Resin HD เรซิ่นล้างด้วยน้ำเปล่า ไม่ง้อ IPA

เรซิ่นสำหรับ 3D Printer ระบบ SLA ที่เราเจอทั่วไปในท้องตลาดต้องล้างด้วย IPA (Isopropyl Alcohol) เป็นตัวทำละลายและล้างคราบเรซิ่นที่ติดอยู่ที่ชิ้นงานออก ไอโซโพรพิลนั้นมีกลิ่นฉุนแรง และ เป็นวัตถุไวไฟ เหมือนแอลกอฮอล์ ต้องเก็บให้ดี ปัจจุบันมีเรซิ่นออกมาใหม่เป็น Washable HD Resin เรซิ่นที่ละลายได้ในน้ำเปล่า คุณสมบัติและการพิมพ์เหมือน FF Standard HD  โดยใช้ได้กับเครื่อง MSLA ทั่วไปที่ใช้ความยาวคลื่น UV 405นาโนเมตร

Note : การตั้งค่าแสงใน Standard HD กับ Washable HD ต่างกันเล็กน้อย — หากใช้ Flashforge Foto6, Foto8.9, Foto13.3 จะมีการตั้งค่า Preset มาให้แล้ว แต่หากไปใช้กับโมเดลอื่น ลองทดสอบค่าแสงกันดูอีกครั้ง

Note2 : งานในรูปพิมพ์ด้วย เครื่อง Foto8.9, Foto13.3 และใช้เรซิ่น Washable HD Resin สีส้มอิฐ หรือ Beige โดยใช้ความละเอียดในการพิมพ์ที่ 50um @XY และ 50um @Z  

Set ค่าพิมพ์ที่ Chitubox เอียงงานขึ้นนิดทั้งในแนวแกน x และ y
เมื่อพิมพ์ออกมาเหมือนเรซิ่นทั่วๆไป งานเก็บ Detail ได้ดีพอควรเนื่องจากสีด้าน ถ่ายรูปขึ้นอยู่
จุดที่แตกต่างเลย คือไม่ต้องใช้ IPA (Isopropyl Alcohol) ล้างสามารถล้างออกด้วยน้ำเปล่า สะดวกมากและไม่ต้องทนกลิ่นฉุนของ IPA และความเลอะเทอะของสารเคมี
เมื่อแกะ Support ออกแล้วตากให้แห้งไป ดูแล้วไม่ค่อยทิ้งคราบของเรซิ่น ล้างออกได้หมดกว่า IPA
เก็บรายละเอียดได้ดี

เก็บรายละเอียดได้ดี สีด้าน ดูสวย รายละเอียดขึ้น ชัดเจน

ข้อดี

  • เด่นที่สุดเลยคือ ไม่ต้องทนกลิ่นของ IPA  ไม่ต้องทนเหนียวและเปื้อนสารเคมี เมื่อล้างได้ด้วยน้ำเราจะทำความสะอาดได้ง่ายขึ้นมากๆ ลดเวลาในการล้างเรซิ่นไปได้มาก
  • เมื่อเปื้อนเรซิ่นที่ตัว สามารถทำความสะอาดออกได้ง่าย

ข้อเสีย

  • เรซิ่นตกตะกอนได้ง่าย หากทิ้งไว้หลายวันจะตกตะกอนควรคนกันก่อนพิมพ์อีกรอบ

Note : แม้ทางผู้ผลิตบอกทำความสะอาดได้ง่าย เมื่อเปื้อนมือล้างได้สะดวก แต่เพื่อความปลอดภัยแนะนำให้ใส่ถุงมือทุกครั้งที่ใช้เรซิ่น

สียอดนิยมสีเทา และ สีส้ม
Grey and Beige

งานพิมพ์สวย เก็บรายละเอียดได้ครบ
งานอื่นๆ

งานทันตกรรม นิยมใช้สีนี้

7ขั้นง่ายๆใช้ Chitubox พิมพ์3มิติเรซิ่น MSLA printer

7ขั้นง่ายๆใช้ Chitubox พิมพ์3มิติเรซิ่น MSLA printer

บทความนี้จะมาสรุปขั้นตอน 3D Print ระบบเรซิ่น โดยใช้ Software กึ่ง Opensource อย่าง ChituBox ปัจจุบัน ChituBox ได้รับความนิยมสูงจากผู้ใช้งาน เนื่องจากปรับค่าได้หลากหลาย ปรับค่าแสงให้เหมาะกับแต่ละเรซิ่นได้ มาครบทั้งฟังก์ชั่น Hollow (ทำให้กลวง), Dig Hole (เจาะรูเพื่อให้น้ำระบายออกได้), ปรับ Support ได้หลากหลาย ตั้งค่าได้ลึก, มีเลือก Preset เครื่องดังๆหลายๆตัวมาให้เลือกแล้ว (เช่นจาก AnyCubic, Flashforge, Phrozen และ Manual ค่าเองได้เลย)

ปล. บทความนี้จะไม่ลงลึกถึง การ Set ทุกๆค่า แต่จะกล่าวเป็นภาพรวมให้ทำงานได้ – ถ้ามีเวลาทาง admin จะทำบทความแบบ expert อีกครั้ง


ขั้นตอนแบ่งสรุป 7 ขั้นตอนได้ดังนี้

  1. Hollow ทำชิ้นงานให้กลวง เพื่อประหยัดเรซิ่น
  2. Dig Hole เจาะชิ้นงานให้น้ำเรซิ่นไหลออกได้ ลดแรงดันภายในโมเดลขณะพิมพ์
  3. Rotate – Orientation หมุนชิ้นงาน ให้พิมพ์งาน เลี่ยงด้านที่สำคัญ ไม่ให้โดน Support
  4. Generate Support สร้าง Support ค้ำชิ้นงานให้สามารถขึ้นรูปได้
  5. Slice หั่นชิ้นงานเป็นชั้นๆ ตามค่าที่เรากำหนด
  6. Save and Print บันทึกไฟล์เพื่อไปพิมพ์ที่เครื่อง
  7. Wash and Cure อันนี้ไม่เกี่ยวกับ ChituBox เอาชิ้นงานออกจากเครื่องล้าง ทำความสะอาด และ อบชิ้นงาน

 

เตรียมไฟล์ 3D

ไฟล์ที่ใช้งานในการพิมพ์ ไฟล์ 3มิติของที่ใช้ใน ChituBox จะเป็น .STL, .OBJ เหมือน Software อื่นๆแหล่งมาของไฟล์ 3D มาจาก 3 แหล่งหลักดังนี้

  • สร้างเอง สามารถสร้างได้จาก Software 3D ทั่วๆไปทั้ง ZBrush, SolidEdge, SolidWork, Rhino
  • Scan มาจาก 3D Scanner ไฟล์ที่ได้จาก 3D Scanner จะอยู่ในรูปของ .STL, .OBJ อยู่แล้ว
  • โหลดไฟล์ไม่สร้างไว้แล้ว มีหลายแหล่งที่ขาย+แจกไฟล์ 3มิติฟรี เช่น  myminifactory.com, thingiverse.com

เปิดไฟล์ 3D ดังกล่าวด้วยคำสั่ง Open มีแนะนำนิด ให้ระวังเรื่องหน่วย (นิ้ว, ซม., มม.) หลายคนตกม้าตายมาแล้วเนื่องจากหน่วย หลังจากเปิดไฟล์ให้มาดูขนาดและปรับขนาด ตามที่เราต้องการ

1. Hollow – ทำชิ้นงานให้กลวง

ไฟล์ 3D โดยทั่วไปนั้นตัน การพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ 3มิติโดยทั่วไปนั้นจะไม่พิมพ์ตัน (ถ้าเป็น 3D Printer ระบบเส้น FFF นั้นจะพิมพ์แบบ infill 15-30% คือทักเป็นตาข่ายด้านในไม่พิมพ์ตันเช่นกัน) งานโมเดลที่พิมพ์ด้วยระบบเรซิ่นนิยมทำให้กลวงด้านใน โดยนิยมทำผนังให้หนา 1.2-2mm ด้วยเหตุผลดังนี้

  • ทำให้กลวง ประหยัดเรซิ่น 80-90%
  • ทำให้กลวง ลดปัญหาชิ้นงานหลุด และยืดอายุการใช้งานฟิลม์ที่ก้นถาด

ทั้งนี้ทั้งนั้นหากชิ้นงานเล็กอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องทำกลวงก็ได้ หรือ กรณีที่เป็นชิ้นส่วนทางวิศวกรรมที่ตั้งใจให้ตันบางจุด ก็ต้องเลี่ยงไปที่องศาการวางชิ้นงานแทน โดยพยายามไม่ให้พิมพ์เต็ม Layer หนึ่งๆมากเกินไป โดยคำสั่งดังกล่าวสามารถเลือกได้ว่าจะต้องการผนังหนาเท่าไหร่ (Wall Thickness) ค่ามาตรฐานจะอยู่ที่ 1.2mm แนะนำไม่ควรทำบางเกินไป-ชิ้นงานจะเสียเพราะโครงสร้างเปราะไป หนาเกินไป-เปลื้องเรซิ่นและมีโอกาสเสียจากแรงดึง เท่าที่รองค่าอยู่ประมาณ 1.2-2mm กำลังดี

ปล. โมเดล David อย่างในตัวอย่างหากพิมพ์ตันต้องใช้เรซิ่นถึง 500g แต่หากทำให้ผนังบางเพียง 1.2mm โมเดลจะเหลือนน.แค่ 89g เท่านั้น ประหยัดไปได้ 82.2%

2. Dig Hole – เจาะรูทางออกเรซิ่น ลดความดันในชิ้นงาน

หากทำขั้นตอนที่1 ทำให้ชิ้นงานกลวงแล้ว เราต้องเจาะรูให้เรซิ่นออกด้วย ไม่งั้นงานที่พิมพ์จะเหมือนภาชนะปิดและมีเรซิ่นเหลืออยู่ข้างใน ทิ้งไว้ระยะหนึ่งเรซิ่นที่ค้างไว้จะซึมออกมา สาเหตุที่เราต้องเจาะรู

  • ป้องกันภาวะ CUP (ถ้วยปิด) ศัพท์ทางเทคนิคของ 3D Printing เมื่อมีแล้วโมเดลเราเหมือนถ้วยคว่ำอยู่ทำให้เกิดแรงดันสูงทั้งตอนจุ่มลงเรซิ่น และ ดึงชิ้นงานขึ้นมา (นึกภาพเรา คว่ำแก้วน้ำและพยายามกดลง  จะต้องใช้แรงฝืนอย่างมาก) การเจาะรูจะลดเป็นภาวะ CUP มีทางให้อากาศออก
  • เจาะรูช่วยให้สามารถล้างชิ้นงานได้สะอาด เรซิ่นมีทางออก

ใน ChituBox การเจาะมีคำสั่งให้เก็บ ฝาปิดรูที่เจาะไว้ได้ Keep the Hold  สามารถพิมพ์ฝาปิด มาปิดโมเดลที่หลังได้ การเจาะรูควรเจาะ 2 รูขึ้นไปและแต่ชิ้นงานและประสบการณ์ของผู้ใช้ ควรคำนึงถึงหลักการ CUP ให้ดี จำไว้ว่าทุกๆ Layer ที่พิมพ์โมเดลควรจะมีรูให้อากาศเข้าออกได้

ปล. กรณีที่ชิ้นงานโมเดลเชิงวิศวกรรม ไม่สามารถเจาะรูได้ และมีบางส่วนที่ตันจริงๆ ต้องหลีกเลี่ยงพื้นที่หน้าตัดใหญ่ๆ (หน้าตัดใหญ่ๆจะเกิดแรงดึง สูญญากาศ Vacuum Force)

3. Rotate – Orientation หมุนชิ้นงาน พิมพ์สวยงานสำเร็จ อยู่ที่ขั้นตอนนี้

กระบวนการนี้สำคัญที่สุดเลยก็ว่าได้ จะพิมพ์สวย ไม่สวย, งานเสีย ไม่เสีย, เก็บงานง่าย ยาก อยู่ที่กระบวนการนี้ มือใหม่หลายคงอาจจะสงสัยว่าทำไม เวลาพิมพ์ชิ้นงานใน SLA, MSLA printer ทำไมไม่พิมพ์โมเดลตรงๆเลยทำไมต้องเองซ้ายเอียงขวา อย่าลืมว่าการพิมพ์ทุกครั้งต้องมี Support ซึ่งอยู่ในขั้นต่อไป การหมุนชิ้นงานมีผลโดยตรงกับการสร้าง Support ที่จะมาค้ำชิ้นงาน การหมุน Rotate หรือ Orientation มีหลักการดังนี้

  • ให้ส่วนรายละเอียดสำคัญอยู่บนสุด (อยู่ล่างก็ได้แต่ต้องเลี่ยง Support)
  • วางให้มี Overhang น้อยที่สุด Overhang คือส่วนที่ยื่นเกินออกมาของชิ้นงาน ตย.ง่ายมือโมเดลคน คือ แขน ขา
  • เลี่ยงพื้นที่หน้าตัดใหญ่ เราต้องทำอย่างไงก็ได้ ให้พื้นที่หน้าตัดแต่ละเลเยอร์น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อลด Vacuum Force ไม่ให้ทำที่เลเซอร์หนึ่งๆเยอะจนเกินไป ทำให้ชิ้นงานเสียได้ ให้นึกภาพ ดึงกระดาษ A4 ที่หล่นที่พื้นขึ้นตรงๆ ต้องใช้แรงอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ถ้าเป็นกระดาษชิ้นเล็กๆ เราไม่ต้องใช้แรงมากนัก
  • หมุนชิ้นงานอย่างน้อย 2 แกน (เลือกในแกน X, Y, Z) เพื่อลดการเกิดเลเยอร์ (จริงๆชั้นของเลเยอร์ยังเกิดอยู่ครับ เพียงแต่หลอกตาเอานั้นเอง หลากเอียงใน 2 แกนขึ้นไป) จะทำให้งานสวยขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ
โมเดลเดียกัน เวลาพิมพ์เท่าๆกัน การวางหน้าให้หงายขึ้นนิด ช่วยให้ส่วนหน้าของชิ้นงานไม่โดน Support เมื่อแกะชิ้นงานไม่ทิ้งรอยไว้ที่หน้า งานจึงดีกว่ามาก
(ซ้าย) ว่างชิ้นงานไว้ตรงๆไม่ได้มีการหมุนชิ้นงานแต่อย่างไร เมื่อพิมพ์ที่ Layer หนึ่งๆพบ พื้นที่หน้าตัดใหญ่ มีโอกาศเสียจากแรงดึง (ขวา) เอียงชิ้นงานในแนว X, Y ช่วยลดพื้นที่หน้าตัดชิ้นงานไปได้มาก โอกาสงานเสียน้อยกว่า อีกทั้งยังหลอกตาเมื่อพิมพ์เสร็จ สวยไม่เลเยอร์ดูน้อยลง

ปล. ถ้าเป็นระดับ Expert แล้วการตัดแยกส่วนใส่ joint เป็นอะไรที่ให้งานพิมพ์ดีขึ้นเนียบขึ้น ดังตัวอย่าง >>youtube<<

 

4. Generate Support สร้าง Support ค้ำชิ้นงานให้สามารถขึ้นรูปได้

กระบวนการนี้เชื่อมโยงอย่างแยกไม่ออก กับการหมุนชิ้นงาน เหมือนไก่กับไข่ กระบวนการสร้าง Support มีความสำคัญอันดับ2 ลองจากการหมุนชิ้นงาน และเป็นกระบวนการที่ต่อจากการหมุน การสร้าง Support เป็นศาสตร์และศิลป์ ตามประสบการณ์การของผู้พิมพ์เอง “Supportน้อย-งานสวยแต่อาจเสีย” VS “Supportมาก-งานไม่สวยแต่ขึ้นงานได้” โดยหลักแล้ว หลากพื้นที่หน้าตัดมากๆมีแรง Vacuum Force กับ Overhang มากๆ ก็ต้อง Support เยอะ

หากจะให้แนะนำให้ลองกด Auto Generate “+All” ดู ว่าเราพอใจไหม และลดหรือเพิ่ม Support ส่วนที่เราไม่ต้องการอีกที ทั้งหมดนี้คือกับการทดลองของแต่ละคนเองไม่มีสูตรสำเร็จ

  • Support น้อยๆ งานออกมาสวยแกะ Support ทั้งรอยไว้น้อยกว่า ไม่ต้องมาแต่ง After Process มาก — แต่มีโอกาสที่งานเสียสูงด้วยเช่นกัน (ต้องสู้กับแรง Vacuum Force) เสีย พิมพ์ไม่สำเร็จเลย
  • Support มากๆ งานออกมาแกะทิ้งรอย Support เยอะ ไม่สวยต้องขัดเก็บชิ้นงานนาน — แต่โอกาสพิมพ์สำเร็จสูง ชิ้นงานขึ้นได้เพราะมีส่วนค้ำยันเยอะ

ปล. Parameter ในการสร้าง Support ใน ChituBox มีให้เลือกค่อนข้างเยอะและลึก ถ้าจะเขียนกันจริงๆต้องเขียนอีกบทความนึงเลย มือใหม่แนะนำให้ใช้

5. Slice หั่นชิ้นงานเป็นชั้นๆ ตามค่าที่เรากำหนด

เมื่อจัดวางชิ้นงาน ทำกลวง เจาะรู สร้างซัพพอร์ต มาถึงขั้นตอน Slice ชิ้นงานเป็นไฟล์พิมพ์ที่ใช้กับเครื่อง เครื่องแต่ละยี่ไฟล์ที่เอาไว้พิมพ์อาจชื่อไม่เหมือนกัน แต่ไส้ในเหมือนกันคือ “รูป Cross Section ทุกเลเยอร์” และ GCode ตย. บางยี่ห้อเป็น .zip, .fdg เป็นต้น

การ Slice หรือฝานชิ้นงานเป็นแผ่นนั้น Software จะนำค่าจาก Parameter ที่เราตั้งไว้มาใช้ ตัวอย่างเช่นค่า ความหนาของแต่ละเลเยอร์ เวลาในการฉายแสง UV เป็นต้น

1. ค่า Preset ที่ Chitubox มีมาให้แล้ว เช่นของยี่ห้อ Flashforge, Anycubic 2. ความละเอียดของหนาจอ กรณีเครื่องของเราไม่อยู่ใน List สามารถมา Set ค่าดังกล่าวเองได้ 3. ขนาดกว้างxยาวxสูงของเครื่องพิมพ์
1. ความหนาขอเลเยอร์แต่ละชั้น ค่ายิ่งน้อยชิ้นละเอียด อาจจะเรียกอีกชื่อได้ว่า Z resolution ค่านี้มีผลโดยตรงกับเวลาในการพิมพ์ ยิ่งบาง-จำนวนชั้นยิ่งเยอะ-ละเอียด-เวลาพิมพ์นานขึ้น 2. จำนวนเลเยอร์ของฐาน เป็นจำนวนเลเยอร์หนึ่งที่เราต้องการให้ฉายแสงนานเป็นพิเศษ ให้ฐานติดแน่นๆ 3. เวลาในการฉาย UV ให้เรซิ่นแข็ง เรซิ่นแต่ละชนิดมีค่านี้ไม่เท่ากัน ถ้าเกิดซื้อเรซิ่นชนิดอื่นๆมาแล้วไม่มี Preset ให้ทดสอบลองค่านี้ปรับขึ้น-ลงตามการทดลอง 4.เวลาในการฉายชั้นฐาน มักจะตั้งให้นานๆเลยเช่น 30-100sec ให้ชิ้นงานติดฐานแน่นๆ 5.ระยะความสูงในการยกชิ้นงาน (ส่วนตัวไม่ได้ปรับค่านี้) 6.ความเร็วในการยกชิ้นงาน (ส่วนตัวไม่ได้ปรับค่านี้เช่นกัน)
1. ปรับค่าลดรอยหยักของชิ้นงาน Anti-Aliasing Software จะเฉลี่ยแสงให้ขอเบลอ เพื่อพิมพ์ชิ้นงานสวยขึ้นลดรอยหยัก
รูปแสดงให้เห็นการไม่ใช้ และ ใช้ Anti-Aliasing เป็นการเพิ่ม Grey Pixel เข้าที่ขอบ ไล่ระดับ หรือทำให้ขอบเบลอนั่นเอง

6. Save and Print บันทึกไฟล์เพื่อไปพิมพ์ที่เครื่อง

เมื่อทำการ Slice ชิ้นงานแล้วตรวจสอบความเรียบร้อย เราสามารถ Save ไฟล์ไปพิมพ์ได้เลย เคยแต่ละเครื่องมีไฟล์นามสกุลเฉพาะตัวเช่น .zip, .fdg เซฟไส่ USB Drive หรือ SD Card ไปพิมพ์ที่เครื่องได้เลย เวลาพิมพ์ อาจจะดูหน่อยนะครับ

  • เทเรซิ่นลงเครื่องให้พอเหมาะกับงานที่พิมพ์
  • ฐานพิมพ์ได้ระดับ ถ้าไม่ได้ระดับให้ Calibrate
  • มั่นใจว่าไม่มีเศษชิ้นงานที่ ถาดเรซิ่น

ถ้าเชคทุกอย่างเรียบร้อยดีก็พิมพ์ได้เลย แวะไปดูชิ้นงานบาง ว่ามีอะไรผิดพลาดหรือไม่

7. Wash and Cure เอาชิ้นงานออกจากเครื่องล้าง ทำความสะอาด และ อบชิ้นงาน

กระบวนการนี้ไม่เกี่ยวกับ Chitubox แล้วเมื่อพิมพ์ชิ้นงานเสร็จ เราต้องแกะชิ้นงานออกจาก Build Platform ล้างชิ้นงาน เป่าชิ้นงาน ตากและอบชิ้นงาน (จะแกะ Support)

  • แกะแซะชิ้นงานออกจากฐาน (ค่อยๆทำนะครับ ขั้นตอนนี้ต้องใจเย็นหน่อย)
  • แกะ Support ส่วนที่ง่ายๆออกก่อนได้เลย
  • ล้างชิ้นงาน ด้วย Isopropyl Alcohol (IPA) สำหรับเรซิ่นปกติทีขาย รวมถึงเรซิ่น FF Standard HD, หรือ ปัจจุบันมีเรซิ่นแบบล้างได้ในน้ำเปล่า ก็สะดวกขึ้นในการใช้งาน FF Washable HD เพราะลดขั้นตอนและการสัมผัสสารเคมีไปได้เลย
  • เมื่อล้างชิ้นงาน Support จะอ่อนลงอีก เป็นโอกาสที่ดีจะแกะ Support ในขั้นตอนนี้
  • อาจจะล้างชิ้นงานอีกรอบ ให้ชิ้นงานสะอาด
  • เทคนิคนึงที่แนะนำ หากมีปั๊มลมให้ฉีดลมที่ชิ้นงาน เป่าให้แห้ง
  • เมื่อชิ้นงานแห้งแล้ว ให้ตากชิ้นงานกับ UV หากใครไม่มีตากแดดก็ได้
พิมพ์เสร็จแกะชิ้นงาน ออกด้วยความระวัง Support ส่วนไหนแกะง่าย แกะได้เลยในขั้นนี้
ล้างด้วย IPA เลอะเทอะหน่อย ล้างให้สะอาดในขั้นตอนนี้ / มีอีก Solution ใช้ Washable Resin ล้างในน้ำเปล่า จะลดความวุ่นวายลงได้
ได้ชิ้นงานที่สวยงาม

พิมพ์ 3 มิติระบบเรซิ่น LCD / MSLA ราคาเอื้อมถึง
เครื่องพิมพ์ 3มิติ ความละเอียดสูง ขึ้นรูปด้วยเลเซอร์ มีวัสดุรองรับมากมาย


สรุป

  • ChituBox ใช้งานค่อนข้างง่าย มี Function การทำงานครบ เช่น Hollow, Dig Hole
  • Support ปรับไปเยอะ และ ลึก เหมาะกับสาย Expert / แต่ก็ยังมีให้เลือกแบบ Preset Auto สำหรับมือใหม่
  • MSLA หรือเครื่องพิมพ์เรซิ่นแบบ จอ LCD เป็นเครื่องที่น่าสนใจ ราคาไม่แพง เครื่องเร็ว
  • MSLA ก็ยังมีขอเสียเรื่อง ต้องเติมเรซิ่นเอง ตั้งค่าทุกอย่างเอง และ จำนวนเรซิ่นที่รองรับ
  • หากดูระบบที่ดีขึ้นมา ตั้งค่าทุกอย่าง Auto ไว้แล้ว เรซิ่นให้เลือกเยอะๆหลายๆแบบ User Friendly ให้ลองเลือก Formlabs ดู ใช้งานดี แต่แลกมาด้วยราคาที่สูงขึ้น

งานพิมพ์จาก Flashforge Foto 6, 8.9, 13.3

งานพิมพ์จาก Flashforge Foto 6, 8.9, 13.3

งานพิมพ์จาก เครื่องพิมพ์ระบบเรซิ่น MSLA (LCD Mono) รูปทั้งหมดพิมพ์จากเครื่อง Foto6, Foto8.9, Foto13.3 โดยเรซิ่น Standard HD และ Washable HD จาก Flashforge แบรนด์ขึ้นชื่อที่ผลิต 3D Printer บริษัทชั้นนำอย่าง Bosch, Makerbot, Monoprice, Dremel

เรียงลำดับ Foto13.3, Foto8.9 และ Foto6 ตามลำดับ


SLA 3D Printer ระบบเรซิ่น คืออะไร มีกี่ชนิด??

SLA 3D Printer ระบบเรซิ่น คืออะไร มีกี่ชนิด??

บทความนี้เราจะมาทำความรู้จัก SLA Printer – เครื่องพิมพ์ 3มิติ ระบบเรซิ่น Stereolithography ระบบนี้จะขึ้นรูปด้วยน้ำเรซิ่นไวแสงโดนแสง UV ตรงจุดไหนก็แข็ง ระบบนี้จัดว่าเป็นระบบที่มีความละเอียดมากที่สุด แต่ก็มีความยุ่งยากในการทำงานเหมือนกันเพราะสารตั้งต้นเป็นของเหลว งานที่ออกมาต้องล้างทำความสะอาดกัน ระบบนี้แบ่งได้หลายประเภทเช่น ขึ้นรูปด้วยเลเซอร์UV (เรียก SLA), ขี้นรูปด้วยแสงโปรเจคเตอร์เรียก (เรียก DLP), ขึ้นรูปผ่านหน้าจอ LCD (เรียก MSLA – Masked Stereolithography)

พิมพ์งานได้รายละเอียดสวยงาม, ขึ้นรูปด้วยแสง UV, วัสดุตั้งต้นเป็นของเหลว PhotoResin

ประวัติคร่าวๆ SLA ถือว่าเป็นจุดกำเนิดของ 3D Printer เลยก็ว่าได้มีมาก่อนระบบเส้น FFF เสียอีก โดยจุดกำเนิดเกิดจากงานวิจัยของคุณ Hideo Kodama ที่นาโกย่าประเทศญี่ปุ่นในปี 1980 หลักการคือการทำให้เรซิ่นไวแสงแข็งเป็นชั้นๆ ซ้อนทับกันทำให้เกิดเป็นรูปร่าง 3มิติ ต่อมามีผู้เริ่มเอาความคิดดังกล่างจากเป็นเครื่องพิมพ์ 3มิติ (สมัยนั้นเรียก RP Rapid Prototype) มาขายจริงจังด้วย Brand 3D Systems ในปี 1984 โดยแรกใช้ในการวงการจากต้นแบบผลิตภัณฑ์ ระบบนี้พัฒนาต่อมาเรื่อยๆเป็นเวลา 30ปี เมื่อสิทธิบัตรหมดลงทำให้การพัฒนาเพิ่ม และราคาถูกลง แตกแขนงเป็นระบบ DLP จากขึ้นรูปด้วยเลเซอร์เป็นโปรเจคเตอร์ และน่าล่าสุดในปี 2018 มีการใช้จอ LCD ในการขึ้นรูปร่าง 3มิติ

คุณ Hideo Kodama นักวิจัยผู้ให้กำเนิด หลักการ SLA ปี1980
ผลงานวิจัยของคุณ Hideo Kodama / ถือได้ว่าเป็น 3D Model ชิ้นแรกๆของโลก
3D Printer เชิงพาณิชย์เครื่องแรกๆของโลก 3D Systems พิมพ์ล้อแมครถยนต์ ปี 1984

ระบบนี้มีเรซิ่นให้เลือกหลากหลาย บริษัทใหญ่ๆอย่าง Formlabs, 3D Systems, Envisiontec จะมีเรซิ่นหลายหมวดตั้งแต่ วิศวกรรม, การแพทย์, Jewelry โดยเปลี่ยนสารเคมีในสารเหลวตั้งต้น (monomer) เนื่องจากเรซิ่นเป็นของเหลว และการควบคุมจุดยิงแสงเลเซอร์ได้เล็กมากเช่น 20micron ทำให้การขึ้นรูปด้วยระบบนี้มีความละเอียดสูงมาก

หลักการทำงานของ ระบบ SLA

เช่นเดียวกับ เครื่องพิมพ์ 3มิติ ระบบอื่นๆหลักการทำงานคือการพิมพ์ชิ้นงานทีละชั้นไปเรื่อยๆ (Layer by Layer) โดยวัสดุตั้งต้นของระบบนี้คือเรซิ่น ที่มีส่วนผสมระหว่าง Monomer และ Photoinitiator สารที่ถูกแสง UV จะเชื่อม Monomer เป็น Polymer พลาสติกนั้นเอง เมื่อฉายแสง UV เฉพาะเจาะจงตามลวดลายที่ต้องการสามารถทำให้เกินแผ่นพลาสติกแข็งเป็นชั้น หลายๆชั้นต่อกันออกมาเป็นรูปร่าง 3มิติ โดยหลักๆแล้วเครื่องสามารถแบ่งได้ตามแหล่งกำเนิดแสง เช่นจากเลเซอร์เรียก SLA, จาก Projector เรียก DLP, ผ่านหน้าจอ LCD เรียก MSLA เป็นต้น สามารถแบ่งตามทิศทางการขึ้นรูป เช่น แสงอยู่ด้านบน จุ่มงานลงด้านล่าง เรียก Top Down SLA, แสงอยู่ด้านล่าง ดึงชิ้นงานขึ้นเรียก Bottom Up SLA เป็นต้น

เครื่องพิมพ์ 3มิติ ระบบ SLA ขนาดใหญ่นิยมใช้กันมากในปัจจุบัน เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์, ชิ้นส่วนเครื่องจักร, โมเดล

SLA เครื่องมีกี่ประเภท

  • Top Down SLA เป็นเครื่องพิมพ์ 3มิติระบบแรกที่ถือกำเนิด และ ยังนิยมใช้ถึงปัจจุบัน ระบบนี้จะขึ้นรูปด้วยเลเซอร์ UV ด้านบนยิงลงมาบนถังเรซิ่นด้านล่าง (ถังเรซิ่นจะจุเรซิ่นอยู่เต็ม 250Kg+ ขึ้นไป) เมื่อพิมพ์แต่ละชั้นเสร็จฐานพิมพ์จะจุ่มลงไปในไปถังลึกขึ้นเรื่อยๆ ชิ้นงานจะจมอยู่ในถังพิมพ์ จึงเรียกระบบนี้ว่า Top Down SLA ระบบนี้ให้คุณภาพงานสูงสุด พิมพ์งานได้ขนาดใหญ่ นิยมใช้ในอุตสาหกรรม ข้อเสียคือเครื่องใหญ่(ต้องมีถังใส่เรซิ่น) มีราคาสูง ราคาหลักล้านขึ้นไป หากมาหางานพิมพ์เกิน 60cm+ ขึ้นไปต้องเป็นระบบนี้ตัวเดียวจบ ระบบนี้พิมพ์ได้ใหญ่สุด คุณภาพดีสุด Support น้อย แต่เครื่องใหญ่ และราคาสูง
SLA Top Down จะมีถังน้ำเรซิ่นขนาดใหญ่ เลเซอร์จะยิงชิ้นงานให้แข็งที่ละชั้นๆ เมื่อพิมพ์เสร็จเครื่องจะจุ่มลึกลงไปในถังเรซิ่นเพื่อพิมพ์ชั้้นต่อไป

  • Bottom Up SLA เป็นเครื่องพิมพ์ ที่พัฒนาต่อมาจาก Top Down ซึ่งต้องการให้เครื่องมีขนาดเล็กลง ระบบนี้จะยิงแสงเลเซอร์ จากด้านล่าง ผ่านถาดพิมพ์ที่ด้านล่างใสให้แสงลดผ่าน ฐานพิมพ์จะดึงชิ้นงานขึ้นไปเรื่อยๆ ระบบนี้เป็นที่นิยมเพราะว่าเครื่องมีขนาดเล็กลง แต่ยังติดที่ข้อจำกัดที่ไม่สามารถพิมพ์ขนาดใหญ่ๆได้ (เช่น เกิน 30cm)ต้องสร้าง Support ขนาดใหญ่เพื่อรองรับนน.ชิ้นงาน และแรงดึงให้หลุดออกจากถาด วัสดุชิ้นเปลื้องของระบบนี้คือถาดพิมพ์ด้วย เพราะทุกครั้งที่ดึงชิ้นงานออกจากถาดจะเกิดการเสียดสี ถาดจะขุ่นขึ้นเรื่อยๆทุกครั้งที่ใช้งาน จึงต้องเปลี่ยนตามอายุการใช้งาน
SLA Bottom Up ขึ้นรูปด้วยเลเซอร์ แต่เครื่องมีขนาดเล็กลง ถาดใส่เรซิ่นไม่ต้องเต็ม แต่มีข้อจำกัดเมื่อพิมพ์ชิ้นงานใหญ่เกิน 30cm

  • DLP เป็นเครื่องระบบเรซิ่น ฉายแสงโดยเครื่องโปรเจคเตอร์ UV เวลาฉายแสงจะฉายทีละระนาบภาพตัดขวาง หรือ Cross Section ระบบนี้นิยมใช้กันช่วงหนึ่ง ก่อนที่จะมาพัฒนาต่อเป็นแบบ LCD ซึ่งเป็นแผ่นบางๆ และราคาถูกกว่า Projector  ระบบ DLP มีความเร็วในการพิมพ์สูงกว่า SLA ทั่วๆไปเนื่องจากฉายภาพทีละระนาบแทนการยิงลากแสงเลเซอร์

  • LCD / MSLA เป็นระบบที่มีการพัฒนาต่อมาจาก DLP โดยเปลี่ยนจากการฉาย Projector มาเป็นการเปิด-ปิดให้แสง UV ลอดผ่านโดยใช้หน้าจอ LCD แสง UV จะลอดผ่าน เริ่มแรกที่ใช้กันจะใช้ LCD ธรรมดา RGB ที่ใช้กันในวงการหน้าจอสี ที่มีปัญหาคือดำ/ขาวไม่สนิทอายุการใช้งานน้อย ต่อมาพัฒนามาใช้ LCD แบบ Mono ขาว-ดำ การใช้งานยาวนานและการพิมพ์เร็วขี้น แต่ยังติดข้อจำกัดขนาดของการพิมพ์เช่นกันกับระบบ Bottom Up อื่นๆ ยากที่จะพิมพ์ใหญ่กว่า 30cm+ เพราะติดเรื่องน้ำหนักชิ้นเมื่อดึงขึ้น

วัสดุตั้งต้นเรซิ่น มีหลายประเภท มีอะไรน่าสนใจ

  • เรซิ่นไวแสงแต่ละระบบอาจจะไม่เหมือนกันหลักๆมี  UV 405nm – ใช้เครื่องทั่วๆไป , UV 355nm ส่วนมากจะใช้กับ SLA แบบ Top down กรุณาเลือกเรซิ่นให้ถูกกับความยาวคลื่นของเครื่องด้วยครับ
  • เจ้าใหญ่ๆดีๆ จะมีเรซิ่นหลากหลาย เค้ามีทีมพัฒนาวัสดุศาสตร์ของตัวเองเลย ตัวเครื่องจึงแพงกว่าเจ้าที่พิมพ์เรซิ่นธรรมดา เช่น Formlabs
  • ทั้งแบบ Engineer (จาก Formlabs) – Rigid 10K แข็งพิเศษ, Tough เหนียวพิเศษ, High Temp ทนความร้อนสูง, Flexible วัสดุที่มีความยืดหยุ่น
  • เรซิ่นทางการแพทย์ Medical (จาก Formlabs) – Surgical Guide เรซิ่นสำหรับผ่าตัด, LT Clear เรซิ่นทางทันตกรรมในช่องปาก
  • มีเรซิ่นแปลกๆมีมากมาย เช่น Resin Ceramic เพื่อพิมพ์เสร็จเอาไปเข้าเตาอบความร้อนสูง เผาออกมาเป็นภาชนะ หรือ รูปทรงเซรามิกได้
  • เรซิ่นอีกตัวที่นิยมกันมากคือ Wax Resin ในใช้วงการ Jewelry เมื่อพิมพ์เสร็จออกมา นำชิ้นงานที่ได้ไปหล่อเป็น Lost Wax แทนที่ด้วยโลหะมีค่า เช่น เงิน ทองคำเป็นต้น

สรุป

  • SLA หรือเครื่องพิมพ์ระบบเรซิ่น เป็นระบบที่พิมพ์แล้วสวยที่สุด มีวัสดุให้เลือกหลากหลายที่สุด
  • การใช้งานเลอะเทอะ เนื่องจากวัสดุตั้งต้นเป็นของเหลว เหนียวและเป็นสารเคมี แบรนด์ดีๆทำมาให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น เช่น Formlabs แต่ก็ยังใช้งานยากอยู่ดี
  • แม้เป็นระบบที่เก่าแก่ที่สุด ปัจจุบันนิยมใช้กันอยู่
  • LCD Printer หรือ MLCD เริ่มเป็นที่นิยม เพราะมีราคาถูก เอื้อมถึง คุณภาพโอเค แต่ยังมีข้อจำกัดเรื่องขนาดในการพิมพ์ ได้ใหญ่ประมาณ 30cm (ทั้งความละเอียดของหน้าจอ, Bottom Up ถ้าเครื่องขนาดใหญ่ไป จะสู้แรงตึงผิว น้ำหนักชิ้นงาน ไม่ได้)
  • SLA ขนาดใหญ่ 60cm+ จะมีแต่ในระบบ SLA Top Down นิยมใช้ในการทำชิ้นส่วนรถยนต์ เครื่องบิน ออกแบบผลิตภัณฑ์ งานพุทธศิลป์ งาน Event

แนะนำ เลือกซื้อ

  • ถ้าต้องการพิมพ์ 3D Printer ทั่วไปๆ หาไว้ใช้งาน ดูแลรักษาง่าย ปลอดภัยกว่า ไม่แนะนำ SLA Printer ให้เลือก FFF Printer เครื่องพิมพ์ระบบเส้นแทน
  • ถ้าคำนึงคุณภาพงาน ความเรียบความสวยงามเป็นหลัก เลือก SLA Printer
  • ถ้าต้องพิมพ์ชิ้นงานขนาดต่อชิ้นใหญกว่า 60cm+ แนะนำ SLA Printer Professional แพงหลักล้าน แต่งานจบ

พิมพ์ 3 มิติระบบเรซิ่น LCD / MSLA ราคาเอื้อมถึง
เครื่องพิมพ์ 3มิติ ความละเอียดสูง ขึ้นรูปด้วยเลเซอร์ มีวัสดุรองรับมากมาย


พิมพ์ 3 มิติระบบเรซิ่น SLA Prosumer – รองรับเรซิ่น วิศวกรรม, การแพทย์ กว่า 40ชนิด
เครื่องพิมพ์ 3มิติ ความละเอียดสูง ขึ้นรูปด้วยเลเซอร์ มีวัสดุรองรับมากมาย


พิมพ์ 3 มิติระบบเรซิ่น ขนาดใหญ่ Kings SLA Pro ถึง 1.7เมตร
เครื่องพิมพ์ 3มิติ เกรดอุตสาหกรรม ได้ทั้งความละเอียดสูง พิมพ์ได้ใหญ่ 600-1700mm สำหรับงานชิ้นส่วนรถยนต์, งานศิลปกรรม, งานประติมากรรม

แกะสลักขวดแก้วกัน CO2 Laser Engrave

แกะสลักขวดแก้วกัน CO2 Laser Engrave

บทความนี้เรามาแกะสลักขวดแก้วกัน โดยใช้เครื่อง Laser CO2 Ray6 เลเซอร์แบบซีโอทู นั้นเป็นยิงคลื่นความร้อนออกมาใช้ได้ดีกับวัตถุอโลหะต่างๆ รวมถึงแก้วด้วย ช่วงนี้กระแสกัญชา-กัญชง มาแรงเริ่มมีการอนุญาติ มีลูกค้าหลายเจ้าสนใจทำสินค้าที่เกี่ยวกัญชา-กัญชง Laser Engraving เป็นกระบวนการอย่างหนึ่งที่เพิ่มมูลค่าให้สินค้าได้ ในที่นี่เรามาแกะสลักขวดแก้วที่บรรจุสมุนไพรดังกล่าวกัน

  1. เริ่มต้นเลือกขวดแก้วครับ ถ้าขวดแก้วมีหน้าที่เป็นระนาบเรียบอยู่แล้ว ก็ทำได้เลย / ถ้าขวดเป็นรูปร่างทรงกระบอกอันนี้ใช้ Rotary เข้าช่วยครับ (ในบทความนี้ ใช้ขวดที่มีด้านเรียบด้านหนึ่งครับ)
  2. เลือกไฟล์ที่เราต้องการใช้ การแกะสลักแก้วไม่ควรเลือกลายที่ความซับซ้อนมากนัก

    เลือกโลโก้ง่ายๆ ไม่ซับซ้อนมากนัก
  3. แนะนำแปลงไฟล์รูป เป็น Vector สามารถทำได้ทั้งใน RD Work V8 และ Illustrator (ทำใน Illustrator ง่ายกว่าเห็นๆ ใช้คำสั่ง Image Trace จ้า)

    ทำรูปมาทำเป็น Vector ด้วย Image Trace ใน Illustrator
  4. Save ไฟล์เป็น .ai ได้เลยครับ แต่เน้นว่าต้องเป็น Version CS3 หรือต่ำกว่า เพื่อให้สามารถเปิดได้ใน RD Works.

    อย่าลืม Save Files เป็น CS3 นะครับ
  5. ใน RD Work V8 แบ่งการทำงานเป็น 2 Layer  Layer1 เป็นการ Scan แกะสลักที่ละแถว ปิดท้ายด้วย / Layer2 เป็น Cut วาดเลเซอร์เป็นขอบ Outline เพื่อให้ได้รูปที่คมชัดมากขึ้น

    ทำงานเป็น 2 Layer อันแรกเป็น Scan คือแกะสลักที่ละแถว และ Cut วาดเลเซอร์ตาม outline
  6. ทำการ Simulate ว่าทำงานตามแบบที่เราต้องการจริงๆหรือไม่

    Simulate การทำงานว่าลำดับตามที่เราต้องการหรือไม่ ถ้ามั่นใจแล้วค่อยไปยิงเลเซอร์
  7. เอาไฟล์ที่ Export ออกมา .rd ไปใช้  ในบทความนี้จะเซฟใช้ USB Drive ไปพิมพ์
  8. วางขวดแก้วดีๆ มั่นใจว่าได้ระนาบ คำสั่งหนึ่งก่อนพิมพ์ที่แนะนำให้ทำทุกครั้งคือ Frame (เครื่องจะทำการวาดพื้นที่ที่จะทำงานจริงๆ โดยยังไม่ยิงแสงเลเซอร์ออกมา ช่วยให้เรากะตำแหน่งได้แม่นยำมากขึ้น)
    เชคก่อนพิมพ์ หน้าจอ Ray6, 9, 13 มีพรีวิวให้เห็นและปรับที่หน้าจอได้เลย

    ตั้งหน้าตั้งตารออย่างตื่นเต้น

ข้อสังเกตุ : การแกะสลักกระจก ให้ระวังเรื่องความร้อนด้วยครับ ถ้าร้อนมากกระจกแตกได้ ในบทความนี้ใช้กำลัง 18% ที่ความเร็ว 100mm/s

รถไฟฟ้า EV ฝีมือคนไทย100% ด้วย 3D Printer ขั้นตอนการสร้าง

รถไฟฟ้า EV ฝีมือคนไทย100% ด้วย 3D Printer ขั้นตอนการสร้าง

กระแสการเปลี่ยนรถยนต์สันดาปเป็นรถยนต์ไฟฟ้า EV กำลังมาแรง การเปลี่ยนแปลงเลยเกิดขึ้น รถยนต์น้ำมันมีส่วนประกอบเครื่องยนต์หลักพัน-หมื่นชิ้น ผูกขาดกับผู้ผลิตไม่กี่เจ้าเท่านั้น แต่รถ EV มีส่วนประกอบที่น้อยกว่ามากๆทำให้มีผู้เล่นมากหน้าหลายตามากขึ้นแปลกๆ เช่น Sony, Apple แบรนด์ไทยก็เริ่มมีการผลิตเองอย่าง Mine Mobility, รถบัสไฟฟ้า อย่าง Sakun C เป็นต้น (ขณะที่เขียนบทความอยู่ มีบริษัทไทยหลายแห่งซุ่มทำ รถไฟฟ้าอยู่ครับ)

บทความนี้ 3DD จะมาพูดถึงขั้นตอนการออกแบบ การสร้างรถยนต์ต้นแบบ Concept Car โดยใช้ความสามารถของเครื่องพิมพ์ 3มิติ เข้ามาช่วยลดเวลาการสร้างจากเป็นปีๆ เป็นหลักอาทิตย์-เดือนเท่านั้น การออกแบบ-สร้าง เป็น Digital ทั้งหมดคือออกแบบใน CAD (Computer Aided Design) สร้างแบบ 3D ของตัวรถขึ้นมา ทดสอบ Aero Dynamics เบื้องต้นโดย Software ไปจนถึงการสร้างชิ้นงานจริงด้วย 3D Printer ระบบเรซิ่น SLA บทความนี้ใช้ Kings 1700Pro ออกแบบเพื่อพิมพ์งานรถยนต์โดยเฉพาะ (ปัจจุบันบริษัทรถยนต์ที่ให้อยู่เช่น Hyundia, Kia, Geely, BYD) ที่ใช้ระบบเส้นพลาสติกเพราะข้อจำกัดเรื่องคุณภาพชิ้นงาน ความสวย และ ความเร็ว ซึ่ง SLA ทำได้ดีกว่า

การประยุกต์ Digital Fabrication (3D Printer, 3D Scanner, Laser) กับการสร้างรถยนต์ EV อาจจะแบ่งเป็น 3 ประเภท

ปล1.ในบทความนี้เน้นเรื่องการออกแบบ Digital การพิมพ์ 3มิติ กับการสร้างรถยนต์จะไม่ลงลึก / ข้ามเรื่องเครื่องยนต์ไฟฟ้า ส่วนขับเคลื่อน
ปล2. ลูกค้าในบทความนี้ ทำงานในข้อ 2 อยู่ครับ คือทำชุดแต่งรถยนต์เช่นกันชนหน้า-หลัง ชุดแต่ง Hi-end ให้พวกรถ Super Car แต่สนใจทำธุรกิจ ข้อ 1.ออกแบบรถยนต์ขึ้นมาใหม่ ข้อ 3.เอารถคลาสิกเก่ามาทำเป็นรถใหม่

สร้างขึ้นมาใหม่เลย (New Design EV) 

การออกแบบขึ้นมาใหม่ ต้องทำงานเชื่อมโครงสร้าง การวางแผนเรื่องวางจุดศูนย์ถ่วงรถ ฐานล้อ ออกแบบการนั่ง ตำแหน่งวางมอเตอร์ แบตเตอรี่ และที่ยากที่สุดคือออกแบบออกมาอย่างไงให้สวยโดนใจลูกค้า ตย.ลูกค้าชอบรถที่ลุคสปอร์ต ไปทาง Super Car สมัยก่อนหลังการมีภาพร่างในใจแล้ว ก็จะเริ่มเอาดินมาปั่นเป็นภายนอกรถกันต่อ ต้องใช้ช่างที่มีความชำนาญการมากทั้งการปั้นให้ได้สมมาตรและอัตราส่วน ปัจจุบันมีเครื่องมือ CAD ก็ออกแบบใน Computer มี Software หลากหลายเช่น Solid Work, Rhino (ใครถนัดตัวไหนใช้ตัวนั้น) สามารถเห็นหน้าตาในจอก่อน พร้อมทดสอบ Simulate ทางวิศวกรรมต่างๆได้ จากนั้นเอาไปสร้างโดย SLA 3D Printer ในที่นี้เราใช้เป็น Kings 1700pro พิมพ์ได้ละเอียดและได้ใหญ่ถึง 1700mm*800mm จากสมัยก่อนการขึ้นรถมาหนึ่งคันใช้เวลาเป็นปี, ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยี 3D Printer, CAD ย่นเหลือ 2อาทิตย์-2 เดือน เท่านั้น

ขั้นตอนเริ่มต้นจากการออกแบบภายนอกด้วย Software CAM, นำไฟล์ 3D ที่ได้มาพิมพ์ออกมาเป็น ชิ้นส่วนตามที่เราออกแบบไว้, นำชิ้นส่วนต่างๆที่เราพิมพ์ทั้งหมดมาประกอบเข้าด้วยกัน แต่งงานโป้ว Reinforcement, ทำสี
  • หลักๆโครงรถเกิดจากการเชื่อมเหล็กเข้าด้วยกันเป็น Chassis การวางตำแหน่งที่นั้ง มอเตอร์ และ Battery (ส่วนนี้เราขอข้ามไปครับ)
  • เมื่อได้โครงรถส่วนที่รับน้ำหนักแล้ว ก็มาออกแบบภายนอกของตัวรถ การจำกัดความคำว่าสวยจะแตกต่าง Software CAD ที่ใช้เช่น Solid Work, Rhino, UX การออกแบบต้องคำหนึ่งถืงเครื่องมือ CAM ที่เรามีด้วย หากเครื่องมือ CAM ที่เรามีไม่สามารถสร้างชิ้นส่วนได้ใหญ่ ก็ต้องแบ่งเป็นหลายชิ้นส่วนมากขึ้น ตย.ในบทความ เครื่องที่ใช้พิมพ์ได้ใหญ่ 1700*800*600mm ออกแบบมาแล้วควรตัดชิ้นส่วนให้พิมพ์ออกมาง่ายที่สุด ประกอบกันน้อยชิ้นที่สุด
  • พิมพ์ชิ้นงานขึ้นมา ตย.เช่น ทั้งคันแบ่งเป็น 44 ชิ้น ลองมาประกอบเป็นส่วนๆก่อน
  • หากประกอบออกมาแล้วไม่สวยดังใจ หรือคิดว่าไม่แข็งแรง ต้อง Redesign และ พิมพ์ใหม่
  • เมื่อพิมพืชิ้นงานครบ เราชิ้นส่วนที่หมดมาประกอบกันบนโครงไม้ก่อน โดยโครงไม้จำลองขนาดจริง 1:1 มาจากโครงเหล็ก (เหตุที่ไม่ทำบนโครงไม้แยก สะดวกในการจับยึด ตัดต่อแก้ไข ได้ง่ายกว่า เอาโครงไม้เสริมความแข็งแรง)
  • ยึดทุกชิ้นเข้าด้วย น็อต Connector หรือ อื่นๆ และยึดเข้ากับโครงไม้
  • Reinforce โครงที่ยึดด้วยกัน แล้วแต่เทคนิคแต่ละคน เช่น ไฟเบอร์กลาส(ด้านใน)
  • โป้วพื้นผิวด้านนอก ขัด และ ทำสีเหมือนรถยนต์ทั่วไปได้เลย
  • เอาไปติดตั้งที่ตัวรถไฟฟ้า (โครงเหล็ก)
  • ลองเอาไปขับเล่นกัน 🙂
State 0 : ทำรถไฟฟ้าต้นแบบโครงเป็นแบบนี้
ออกแบบใน CAD แล้วแต่ความถนัด โดยชิ้นส่วนครอบนี้จะวางอยู่บนโครงสร้างของรถ อย่างลืมข้อจำกัดเรื่องเครื่อง CAM ของเราด้วย ถ้าใครมี 3D Printer เครื่องใหญ่ก็สบายหน่อย
ออกแบบเสร็จแยกชิ้นส่วนที่ต้องการพิมพ์ อันนี้เป็นศาสตร์และศิลป์ พิมพ์งานชิ้นเดียวกันการวางต่ำไม่เหมือนกันงานออกมาคนละแบบ ในรูปจะเห็นส่วนที่เป็นสีม่วงเข้มคือ Support ที่ Gen มาจากเครื่องพิมพ์ 3มิติ
ชิ้นส่วนจริงที่พิมพ์ออกมา
พิมพ์ต่อไปเรื่อยๆ หากชิ้นไหนคิดว่ายังไม่สวย หรือ ปรับแบบนิดหน่อย ก็พิมพ์ใหม่ได้ การพิมพ์ใช้เวลาต่อชิ้นแตกต่างกันออกไปตั้งแต่ 3ชม. – 2วัน
แกะ Support ออกจากชิ้นงาน เตรียมขั้นตอนต่อไป การประกอบ
ประกอบบนโครงไม้ เชื่อมต่อ ปรับจูน
มาดูด้านหลังกันต่อ เมื่อได้ที่ระดับหนึ่งต้อง Reinforce ด้วยวัสดุต่างๆในที่นี้ใช้ Fiber Glass
เมื่อได้ที่แล้วประกอบเข้ากันโครงรถจริง
ทดสอบ

สินค้าที่เกี่ยวข้อง


ทำชุดแต่งรถ 3D Scanner, CAD Design, CAM 3D Print, Assembly

สร้างชุดแต่งรถยนต์ ทั้งภายใน ภายนอก (Interior, Exterior Accessories)

ธุรกิจนี้บริษัทไทยทำกันเยอะครับ ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกชุดแต่งรถยนต์อันดับต้นๆของโลก โซนเอเซีย, จีน, Australia ลูกค้าในบทความนี้ก็มีธุรกิจนี้เป็นหลัก ส่วนตัวคิดว่ายังง่ายกว่าแบบแรก(ออกแบบใหม่) ชุดแต่งอาจเป็นเพียงการครอบตัวรถเดิม Attachment และ แบบถอดเปลี่ยนจากแบบดังเดิม ร่วมถึงทำอะไหล่ Replacement ในส่วนนี้พระเอกอีกตัวที่สำคัญคือ 3D Scanner ช่วยล่นเวลาในการวัดตัวรถ เพิ่มความแม่นยำในการทำงาน ทำ Customize รถให้ลูกค้าบางคันราคาหลายล้าน ไม่ต้องให้ลูกค้ารอ

  • เอารถที่เราต้องการทำชุดแต่งมาเตรียมผิวให้ดีก่อน ทำความสะอาด หากทำชุดแต่งลักษณะ Attachment ก็ไม่ต้องถอดชิ้นส่วนนั้นออก, หากต้องการทำในลักษณะสวมแทน Replacement ก็ถอดชิ้นส่วนออกเช่นถอดกันชนหน้าออก (เพื่อจะได้สแกน 2 ที ที่ตัวรถ และ ที่กันชน แยกกัน)
  • ใช้ 3D Scanner สแกนชิ้นส่วนที่ต้องการ การสแกน 3มิติจะได้ข้อมูลงานที่สแกนแบบ 1:1 มีความกว้างxยาวxสูง สามารถนำไฟล์มาวัดค่า, คำนวนตำแหน่ง, พื้นผิว, Inspec และ Reverse Engineer
  • ทำการ Reverse Engineer การ Reverse Engineer เป็นการไฟล์ที่ได้จากการสแกน .STL mesh file ไปปูผิวใหม่ให้เป็น CAD กระบวนการที่ทำนั้นใช้ Software ได้หลายตัว ในที่นี้แนะนำเป็น Geomagic Essentails
  • ทำการออกแบบ Design งานชุดแต่งจาก Reference 3D Scan ที่ได้มา ( สมัยก่อน ปั้นดิน หรือ Draft กับโดยการกะเอา / 3D Scanner เข้ามาช่วยตอบโจทย์ในส่วนนี้มาก )
  • เมื่อได้ไฟล์ CAD แล้วนำมาพิมพ์ด้วย CAM ในที่นี้รวมทั้ง CNC หรือ เครื่องพิมพ์ 3มิติ (บทความนี้เราใช้เครื่อง Kings 1700Pro)
  • เอาชิ้นงานที่พิมพ์ ติดให้ลูกค้าเลยหรือ ทำเป็น Prototype ทำเป็นแม่พิมพ์ เพื่อการผลิตจำนวนมากต่อไป
  • กระบวนการที่กล่าวมาขั้นต้นอาจจะแตกต่างกันไป ขึ้นกับเทคนิคของแต่ละบริษัท / การใช้ 3D Printing สามารถมาทำแม่พิมพ์ Carbon Fiber ได้ด้วยเช่นกัน
ตัวอย่างการสแกนภายนอก

พิมพ์ชิ้นส่วนที่ได้จาก 3D Printer
ตัวอย่างชิ้นส่วน FORD

สินค้าที่เกี่ยวข้อง


ทำรถคลาสิกเป็นรถ EV (Restoration / Make Over Classic car to EV)

ธุรกิจ Restoration เป็นธุรกิจที่น่าสนใจมาก และนิยมมากในต่างประเทศ ลูกค้ากระเป๋าหนัก พร้อมจ่ายให้กับรถที่ตัวเองรัก รถที่มีคุณค่าทางจิตใจ Restoration อาจจะทำทั้งหมด หรือ Make Over เลยก็ได้ รถคลาสิคหลายตัวไม่สามารถหาอะไหล่ หรือ ชิ้นส่วนทดแทนได้แล้ว ที่น่าสนที่สุดคือการนำรถ Classic ที่เครื่องไม่ค่อยดีแล้วมา Restoration เป็น รถคลาสิก EV (Classic Electric Car) เครื่องมือนอกจากจะต้องมี CAD, CAM(3D Printer, Laser, CNC) แล้วเครื่องมือที่ช่วยทุ่นแรงที่สุดน่าจะเป็น 3D Scanner สแกนรถเก่า > เอาไฟล์มาแต่ในคอม > วาดชิ้นส่วนในคอม > เอามา CAM/ 3D Printed ต่อไป

  • เอารถเก่าเตรียม ดูสภาพ ถอดชิ้นส่วนที่ต้องการสแกน หากเก่ามากการขัดสีออก ทำผิวให้เรียบอาจจะมีความจำเป็น
  • ใช้ 3D Scanner เก็บชิ้นงานส่วนต่างๆ หลักการคล้ายๆ ทำชุดแต่งรถ ต่างกันที่เอาเครื่องยนต์สันดาปออก ใช้มอเตอร์ไฟฟ้า และ แบตเตอรี่เข้าไปแทน
  • ทำการ Reverse Engineer การ Reverse Engineer เป็นการไฟล์ที่ได้จากการสแกน .STL mesh file ไปปูผิวใหม่ให้เป็น CAD กระบวนการที่ทำนั้นใช้ Software ได้หลายตัว ในที่นี้แนะนำเป็น Geomagic Essentails
  • ทำการออกแบบ Design งานชุดแต่งจาก Reference 3D Scan ที่ได้มา ( สมัยก่อน ปั้นดิน หรือ Draft กับโดยการกะเอา / 3D Scanner เข้ามาช่วยตอบโจทย์ในส่วนนี้มาก )
  • ออกแบบ จัดว่างมอเตอร์ไฟฟ้า, Control Box, แบตเตอรี่ เก็บงานให้สวยๆเนียนๆ ภายนอกเหมือนรถเก่าธรรมดา แต่ภายในเป็น EV
  • เมื่อได้ไฟล์ CAD แล้วนำมาพิมพ์ด้วย CAM ในที่นี้รวมทั้ง CNC หรือ เครื่องพิมพ์ 3มิติ (บทความนี้เราใช้เครื่อง Kings 1700Pro)
  • เอาชิ้นงานที่พิมพ์ ติดให้ลูกค้าเลยหรือ ทำเป็น Prototype ทำเป็นแม่พิมพ์ เพื่อการผลิตจำนวนมากต่อไป

EB-33

QQ Photo20160701144625

QQ Photo20160701085404

 

เอารถยุค 50’s มาทำเป็นรถ EV แต่ Make Over มากหน่อยนะ

เจ้าเด่นๆในต่างประเทศที่ Restoration Classic Car เช่น

สินค้าที่เกี่ยวข้อง