Bionics เทคโนโลยีเปลี่ยนโลก

Bionics เทคโนโลยีเปลี่ยนโลก
Bionics มาจากคำว่า Biology + Electronics (Jack E. Steele) หรือบางสำนักใช้ Mechanics สำหรับในภาษาไทยนั้น คำที่ใกล้เคียงที่สุดน่าเป็น ชีวจักรกล เป็นเทคโนยีที่ประยุกต์ระหว่าง หมอกับวิศวกร(กรณีที่ใช้กับมนุษย์) หรือ นักวิทยาศาสตร์กับวิศวกร โดยการนำศาสตร์ความรู้ทางเครื่องจักร, Robot, วงจรไฟฟ้า และ AI มาประยุกต์ใช้กับมนุษย์, สิ่งมีชีวิต, สัตว์ รวมถึงพืชด้วย พืช

ตัวอย่างที่เห็นง่ายและชัดเจนคือ แขนกล Bionic Arm ที่ใช้กับผู้พิการแขนขาด สามารถสั่งงานโดยสัญญาณประสาทบริเวณแขนของผู้ใช้งานเอง หรือที่ตอนนี้ฮิตกันมากๆ Exoskeleton อุปกรณ์สวมใส่กับคนปกติ(Wearable robot) ที่ใส่แล้วทำให้คนมีพลังมากขึ้น ลดความเหนื่อยล้าในการ ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตที่คนงานต้องออกแรงเยอะๆ หรือแม้แต่ในวงการทหารที่ทำให้ผู้ใส่กลายเป็นยอดมนุษย์ยกจรวดหลัก 100Kg ได้ เรื่องน่าตืนเต้นในหนัง Scifi พวกมนุษย์ไซบอร์กจะไม่เป็นแค่จิตนาการอีกต่อไป

นอกจากในมนุษย์ Bionics ยังประยุกต์ใช้ในสัตว์เช่น แมลง Bionic Insect เช่นการติด Sensor Tracking การเคลื่อนที่และการดำรงชีวิตของผึ้ง เพื่อศึกษาการลดจำนวนลงของผึ้ง ล่าสุดมีการทดลองติดวงจรรับสัญญาณโดยตรงจากสมองกับลิงพิการ โดยลิงใช้สมองบังคับรถวีลแชร์ให้เคลื่อนที่ได้โดยตรง

Bionics Bugs มีทั้งเลียนแบบการทำงานของแมลง และแบบติดตั้งในตัวของแมลง

โดยนักวิจัยที่ MIT ได้นำเอาท่อนาโนคาร์บอนใส่เข้าไปในเซลล์พืช แล้วทำให้พืชสามารถสังเคราะห์แสงได้มีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิม นอกจากนั้น ยังมีงานวิจัยที่ใช้วงจรอิเล็กทรอนิกส์ไปเชื่อมต่อกับระบบการสื่อสารระหว่างเซลล์ในพืช เพื่อใช้พืชเป็นอุปกรณ์เซ็นเซอร์ตรวจจับสิ่งผิดปรกติ ผมเคยเห็นงานวิจัยชิ้นหนึ่ง ที่ทำให้พืชเป็นสิ่งมีชีวิตกึ่งหุ่นยนต์ โดยเชื่อมต่อระบบเคลื่อนที่ของหุ่นยนต์เข้าไปกับพืช เพื่อทำให้พืชสามารถเคลื่อนที่ไปหาแสง หรือ แหล่งน้ำได้ … เป็นการเอาชนะธรรมชาติเดิมของพืช ที่มันเป็นสิ่งมีชีวิตที่เคลื่อนที่ไม่ได้

ในบทความนี้จะพูดถึง Bionics หรือ ชีวจักรกลที่เกี่ยวกับมนุษย์เราเป็นหลัก

exoskeleton ช่วยผู้ป่วยเดินไม่ได้ให้กลับมาเดินได้อีกครั้ง

Bionics ในปัจจุบัน
มีหลายปัจจัยบวกที่ทำให้ Bionics มีความนิยมและใช้ในวงกว้างมากขึ้น เนื่องจากเทคโนโลยีมีราคาถูกลง การขึ้นต้นแบบและการผลิตสามารถทำได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องมีการผลิตต่ำขั้นจาก 3D Printer แบตเตอรี่มีขนาดเล็กลงและมีความจุมากขึ้น รวมถึงการมาของ IoT เมื่อทุกอย่างสามารถเชื่อมต่อเข้ากับเนตเวิร์ค บังคับการใช้งานทางไกล

Aging Society สังคมผู้สูงอายุ ปัจจุบันโลกเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุคนมีอายุมากขึ้น โดยเฉพาะในประเทศไทยอายุขัยของประชากรมากขึ้น คนแก่อยู่ด้วยตัวเองและพึ่งพาตัวเองมากขึ้น Bionics แบบสวมใส่จะช่วยให้คนแก่เหล่านี้ใช้ชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น เช่นชุด ExoSkeleton ทำให้คนแก่เดินได้คล่องตัว หรือช่วยให้มีกำลัง หรือ ตัวซัพพอร์ตเข่าทำให้คนแก่สามารถนั่งยองแล้วลุกขึ้นยืนง่าย

ปัจจุบัน 3D Printer มีความนิยมมากขึ้น และมีราคาถูกลงอย่างมาก มีส่วนช่วยอย่างมากในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ Bionics ล้วนเกี่ยวของกับบุคคล และบุคคลแต่ละคนนั้นมีขนาดไม่เท่ากัน (ขนาดแขนซ้ายและขวายังมีขนาดไม่เท่ากัน) เมื่อก่อนมีข้อจำกัดในการสร้างเนื่องจากเป็นของที่ Custom made ทำให้ต้นทุนสูงใช้เวลาในการผลิตนาน มาปัจจุบันมีเทคโนโลยี 3D Scanning, 3D Printing ซึ่งลดต้นทุนและประหยัดเวลาเป็นอย่างมาก

ส่วนประกอบต่างๆจาก Bionics Arm มาจากเครื่องพิมพ์ 3มิติ

ความปลอดภัยของการทำงานเป็นกฏหมายบังคับใช้ในหลายๆประเทศ อุตสาหกรรมแรกๆที่ใช้ ExoSkeleton (ชุดที่ใสแล้วช่วย Support ร่างกาย ลดการบาดเจ็บในการทำงาน) คืออุตสาหกรรมรถยนต์ บริษัทผลิตรถยนต์หลายแห่งให้พนักงานของตนใช้ Bionic devices ช่วยในการทำงาน ลองนึกภาพว่าพนักงานในสายการผลิตต้องเงยหน้าทั้งวันในการเช็คสภาพรถและไขน็อต หากไม่มีอุปกรณ์ Support อาจจะทำงานได้น้อย หรือบาดเจ็บจากการทำงานได้ง่ายๆ บริษัทที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเช่น Ford Motor, BMW, Hyundai (บางแห่งของจากพัฒนาและให้พนักงานตัวเองใช้แล้ว ยังเอามาขายกับคนข้างนอก)

การปรับตัวของมหาวิทยาลัยก็มีส่วนสำคัญ ผลักดันให้ Bionics มีความนิยมมากขึ้น เช่นในไทย รพ.รามาฯ เปิดหลักสูตร “แพทย์-วิศวะ” เรียน 7 ปี ได้สองปริญญา ปั้น “แพทย์นวัตกร” สาขาวิชาที่เป็นการประยุกต์แพทย์+วิศวะ ชีวการแพทย์ เทรนดังกล่าวมีมาช่วงนึงแล้ว เนื่องจากเทคโนโลยี Robotic กับมนุษย์มีความนิยมมากขึ้น การวิจัยที่เกี่ยวกับ Bionics มีมากขึ้น

หลักสูตรที่เปิดร่วมระหว่าง แพทย์รามา-วิศวะมหิดบ

Bionics ในอนาคต
ปัจจุบัน Bionics ยังอยู่ในรูป อุปกรณ์ส่วมใส่(wearable robotics) หรืออุปกรณ์ทดแทน(Prosthetic devices) แต่ในอนาคตอันใกล้เราจะเข้าใกล้หนัง Scifi มากขึ้น หลายๆคนคงรู้จักหนังดังอย่าง The Metrix การเชื่อมต่อคนเข้ากับคอมพิวเตอร์ ผ่านสมองโดยตรง
ล่าสุด Elon Musk เปิดตัว Neurallink โครงการนี้จะฝั่งเส้นสัญญาณขนาดเล็กมากเข้าไปในสมอง ปัจจุบันอาจจะติดเรื่องกฏหมายเรื่องการทดลองในมนุษย์ แต่นักวิทยาศาสตร์บอกว่าเรื่องนี้เป็นไปได้และได้ทดลองกับสัตว์ทดลองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

A : การต่อสายสัญญาณกับสมองโดยตรง B : output สัญญาณออกเป็นช่อง USB-C ดูน่ากลัวพิลึก แต่เรื่องดังกล่าวจะใกล้ตัวเรามากในอนาคต

Bionics กับการใช้งาน แบ่งการใช้งานหลักๆได้ดังนี้

  • Health Care
    การใช้งาน ชีวจักรกลเพื่อการแพทย์ การรักษาผู้ป่วย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ ReWalk เป็น ExoSkeleton เพื่อการสวมใส่สำหรับผู้ป่วย Stroke หรือกำลังทำกายภาพบำบัดอยู่ ลักษณะเหมือนเป็นหุ่นยนต์ช่วยเดิน แบบสวมใส่ ช่วยพยุงตัวคนใช้งาน ส่งเสริมการทำกายภาพบำบัด
    หรืออีกตัวอย่างนึง Open Bionics ทำแขนกลสำหรับผู้พิการแขน โดยสามารถสั่งงานการหยิบจับ ผ่านประสาทสัมผัสที่ต้นแขน โดยผู้ใช้สามารถเลือกสี รูปแบบ รวมถึงออกแบบ แขนกลดังกล่าวด้วยตนเองได้

    บ้านพักคนชราที่ญี่ปุ่นเริ่มการใช้ Exoskeleton กันแล้ว
  • Work
    การใช้ Bionics ในโรงงานอุตสหกรรม คลังสินค้า เครื่องมือช่วยดังกล่าวให้พนักงานทำงานได้ยาวนานขึ้น ลดความเมื่อยล้าในการทำงานลง โดยปัจจุบันใจใน line การผลิตของรถยนต์ Ford, Hyundai หรือในคลังสินค้าอย่างใน Amazon ตัวอย่างต่อไปในประเทศญี่ปุ่น มีจำนวนผู้สูงอายุมากขึ้น แต่กับมีผู้ดูแลหรือนางพยาบาลน้อยลง Bionics ที่ใช้สวมใส่ จำพวก ExoSkeleton มีการใช้งานมากขึ้น ในบ้านพักคนชรา ทำให้พยาบาลผู้ดูแลยกคนชราขึ้นเตียงได้ เป็นต้น

    ในสายการผลิตรถยนต์ หรือในคลังสินค้า มีการ wearable robotics อย่างแพร่หลาย
  • Military
    เป็นวงการที่มีเงินลงทุนเยอะที่สุด เรื่องของ Super Soldier มีมานานมากแล้ว เป็นอุปกรณ์ที่สวมใส่ แล้วเพื่อพลังให้ทหารให้ ยกของได้มากขึ้น วิ่งได้เร็วขึ้น และอื่นๆ อาจจะเรียกว่าชุดเกราะทางทหารก็ว่าได้

    เมื่อใส่แล้วทหารวิ่งเร็วขึ้น, สามารถยกของได้มากขึ้น
    เหมือนในหนัง Scifi Exoskeleton มาในการทหารมากขึ้นรวมกับ Robotics

Bionics ประเภทต่างๆตามการสวมใส่

  • แบบส่วมใส่ อาจจะมาในรูปแบบเสื้อ ใส่ที่แขน สวมที่ขา
  • แบบทดแทน ใส่แทนแขนที่เสียไป หรือ ใส่แขนขาที่ถูกตัดไปจากอุบัติเหตุ
  • แบบปลุกถ่าย (จำพวก Neuralink) อันนี้อาจจะดูล้ำหน้า แต่อนาคตอันใกล้เราน่าได้เห็น Bionics แบบปลูกถ่ายในร่างกายเราเลย เชื่อมต่อโดยตรงกับสมองของ อาจจะมาเป็นรูปแบบคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลแบบฝั่งในร่างกายมนุษย์

Bionics กับ 3D Printer
3D Printer เป็นเครื่องมือผลิตชิ้นงาน แบบ Customize ได้ไม่จำเป็นต้องผลิตแบบเดียวกันเป็นหลักพัน หลักหมื่นชิ้นอีกต่อไป ดังนั้นการสร้างชิ้นงานให้เหมาะกับบุคคลนั้นๆ(personalize) จึงไม่ยากและราคาแพงอีกต่อไป เมื่อวัดขนาดทางกายภายของบุคคลนั้นๆด้วยเครื่องมือวัด หรือ 3D Scanner >> สามารถออกแบบชิ้นงานใน CAD ให้เหมาะกับคนนั้นๆ >> สุดท้ายสามารถพิมพ์ชิ้นส่วนพลาสติก หรือ โลหะให้เหมาะกับขนาดคนนั้นๆต่อด้วย 3D Printer เป็นการลดเวลาและต้นทุนการผลิต อีกทั้งยังแม่นยำพอดีกับคนนั้นๆอีกด้วย

Bionics แบบง่ายๆด้วยเครื่องพิมพ์ 3มิติ
Exiii จากญี่ปุ่นใช้ 3D Printer ขั้นสูงในการผลิต
สาวน้อยพิการทั้งสองแขน ใช้ Bionics Arm จาก openbionics
Bionics ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

Links เพิ่มเติม

https://www.print3dd.com/3d-solutions/medical/ 3D Print/Scan กับงานทางการแพทย์
https://thematter.co/science-tech/lex-bionic-chair/61771 คนไทย ทำ KickStarter
https://www.print3dd.com/open-bionics-to-worlds-first/ Bionics Arm
https://mgronline.com/qol/detail/9620000099374?fbclid=IwAR2Jv0US-ueUOO6yBNqgovSrZdmJG8KFW2x5JriAniw2Ni6eS3WmYjhHseQ แพทย์นวัตกร / มหิดล-รามา

ซื้อ 3D Printer ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 2.5เท่า

สรรพากรฉีดยาแรงกระตุ้นเศรษฐกิจเดินเครื่องลดหย่อนเครื่องจักรใหม่ 2.5 เท่า

สรรพากรเตรียมออกกฎหมายสนองมาตรการการเงินการคลังเพื่อสนับสนุนการลงทุนในประเทศปี 2563 หลังจากคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบมาตรการภาษีฯ ที่กระทรวงการคลังเสนอ เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2563 ผู้ประกอบการนำรายจ่ายลงทุนในเครื่องจักรมาหักภาษีได้มากถึง 2.5 เท่า

นางสมหมาย ศิริอุดมเศรษฐ ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี (กลุ่มธุรกิจพลังงาน) ในฐานะโฆษกกรมสรรพากร เผยถึงสาระสำคัญของมาตรการภาษี เพื่อส่งเสริมการลงทุนในประเทศว่า กำหนดให้บริษัท หรือ ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสามารถนำรายจ่ายจากการลงทุนในเครื่องจักร ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้เป็นจำนวน 2.5 เท่า โดยแยกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 จำนวน 1.5 เท่า (ของรายจ่ายตามจำนวนที่จ่ายจริง) เป็นการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล และส่วนที่ 2 จำนวน 1 เท่า เป็นการ หักค่าสึกหรอ และค่าเสื่อมราคา ทั้งนี้ ไม่รวมถึงกรณีที่เป็นบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการให้เช่าแบบลีสซิ่ง และลงทุนในเครื่องจักร เพื่อให้เช่าเครื่องจักรนั้นแบบลีสซิ่ง) โดยผู้ประกอบการจะได้รับสิทธิประโยชน์นี้ในกรณีที่ได้ลงทุนซื้อเครื่องจักรภายในวันที่ 1 มกราคม 2563 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563 เท่านั้น และเครื่องจักรมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขประกอบดังต่อไปนี้
1. ไม่เคยผ่านการใช้งานมาก่อน
2. หักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาได้ และอยู่ในสภาพพร้อมใช้การได้ ภายใน 31 ธันวาคม 2563
3. อยู่ในราชอาณาจักร
4. ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ตามพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในประมวลรัษฎากรฉบับอื่น ๆ

จากการออกมาตรการดังกล่าว คาดว่าจะเป็นการช่วยกระตุ้นให้เกิดการลงทุนเพิ่มในภาคเอกชนกว่า 110,000 ล้านบาท อีกทั้งยังช่วยให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยมีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

กรมสรรพากร สำนักงานเลขานุการกรม ส่วนประชาสัมพันธ์
โทร. 0 2272 9529-30 โทรสาร 0 2617 3324
หรือศูนย์สารนิเทศสรรพากร 1161 (RD Intelligence Center)

Additive Manufacturing AM คืออะไร?

Additive Manufacturing AM คืออะไร?

Additive Manufacturing (AM) แปลตรงตัวเลย การผลิตแบบเติมเข้าไป บางครั้งอาจจะใช้คำว่า 3D Printing, Rapid Prototype ล้วนมีความหมายเดียวกัน เป็น CAM(Computer Aided Manufacturing)เครื่องมือ เครื่องจักรในการสร้างชิ้นงานโดยการเพิ่มเนื้อวัสดุเข้าไปที่ละชั้น ชิ้นประกอบด้วยชั้นวันวัสดุหลายๆชั้น โดยไฟล์ที่ใช้ในการพิมพ์นั้นเกิดจากการออกแบบ, สแกน หรือ สร้างจาก CAD(Computer Aided Design) ซอฟแวร์จำพวก SolidWord, Maya, Fusion360 เป็นต้น โดยมาไฟล์ที่ใช้จะมีนามสกุลชื่อ .STL เป็นไฟล์มาตรฐานในการพิมพ์ 3มิติ

ก่อนหน้านี้ AM จะใช้คำว่า Rapid Prototype เนื่องการใช้งานเครื่องช่วงแรกๆนั้น จะใช้ในหน่วยงาน R&D การวิจัยออกแบบ และ พัฒนา ต่อมาเครื่อง Additive Manufacturing มีการใช้งานที่หลากหลายมากขึ้น ระบบที่ออกมาหลังๆ นอกจะพิมพ์เพื่อเป็น ต้นแบบ Prototype แล้ว วัสดุที่พิมพ์ออกมาสามารถใช้ได้จริง ทดแทนการผลิตในรูปแบบเก่า จึงนี้นิยมใช้คำว่า 3D Printing, AM มากกว่าในปัจจุบัน

วัสดุจากเครื่อง AM 

วัสตุที่สามารถสร้างขึ้นมาได้จากเครื่อง AM หรือ 3D Printer มีหลากหลายชนิด ตั้งแต่พลาสติก, เหล็ก หรือ แม้กระทั่งเซลล์ ปัจจุบันวัสดุที่สร้างสรรค์จากเครื่อ Additive Manufacturing สามารถแบ่งเป็น 

  • Polymer พลาสติกต่างๆเช่น ABS, PLA, PET, Nylon (สารตั้งต้นอาจจะอยู่ในแบบ ของแข็ง, ของเหลว หรือ ผง ก็ได้)
  • Wax, Polymer Wax เพื่อใช้ในอุตสหากรรมการหล่อ
  • Metal โลหะชนิดต่างๆ เช่น Stainless, Copper, Titanium
  • ปูนหรือซีเมนต์ บ้านจาก 3D Printing เป็นต้น
  • Bio Material ในอนาคตอันใกล้ เราจะได้เห็นการพิมพ์อวัยวะจากเซลล์ของเราเอง

Subtractive VS Additive Manufacturing

หลายคนอาจจะยังคุ้นเคยกับการผลิตแบบ Subtractive Manufacturing  จำพวก CNC ซึ่งเป็นการขึ้นรูปชิ้นงานโดยการตัดวัสดุออกไป ระบบ Subtractive มีการใช้งานกันมานานแล้ว ยกตัวอย่างง่ายๆคือ “มีท่อนไม้หนึ่งท่อน ช่างแกะสลัก เอาเครื่องมือแกะเนื้อไม้ออกมาจนเป็นเรือ 1 ลำ” เครื่อง CNC มีหลักการทำงานเหมือนกันคือวัสดุตั้นต้นอาจจะเป็นก้อนอลูมิเนียมขนาดใหญ่ 1 ก้อนเครื่องจะใช้ดอกสว่าน หัวต่างๆตัดเนื้ออลูมิเนียมออกไปให้ได้ชิ้นงาน ระบบนี้ยังมีข้อจำกัดในการทำชิ้นงานที่ซับซ้อนอยู่ เช่นไม่สามารถคว้านส่วนที่เป็น Under cut ได้

Additive Manufacturing เป็นการเพิ่มวัสดุเข้าไปทีละชั้นเพื่อในเกิดชิ้นงาน ยกตัวอย่างเปรียบเทียบง่ายๆ “มีก้อนดินอยู่ ช่างปั้นเนื้อดินดังกล่าวเป็นโอ่งขนาดใหญ่” เป็นการเปลี่ยนรูปร่างวัสดุตั้งต้นเป็นรูปร่างอื่นๆ ปัจจุบันระบบที่มีค่าใช้จ่ายถูกที่สุดคือ ระบบ FFF (Fused Filament Fabrication) มีหลักการทำงานคือ เครื่องใช้งานร้อนหลอมพลาสติกให้เป็นของเหลวและพิมพ์ออกมา เหมือนปีนฉีดกาว โดยพิมพ์รูปแบบตามไฟล์ 3มิติที่เราตั้งค่าไว้ การฉีดพลาสติกจะพิมพ์ทีละชั้นขึ้นไปเรื่อยๆ จนได้เป็นรูปร่างตามต้องการ

ข้อดีของ Additive Manufacturing

  • ไม่ขึ้นข้อจำกัดในการออกแบบ สามารถสร้างชิ้นงานที่ซับซ้อนมากๆได้ เนื่องจากพิมพ์ทีละเลเยอร์ ทับไปเรื่อยๆ
  • ไม่ต้องมีการผลิตขั้นต่ำ สามารถผลิตชิ้นงานเดียวในโลกได้เลย สินค้าในอนาคตจะเป็นสินค้า Personalize มากขึ้นเรื่อยๆ 
  • เป็นเครื่องจักรในการผลิต จะแทนทีเครื่องจักรอื่นๆมากขึ้นในอนาคต เนื่องจากไม่ต้องผลิตขึ้นต่ำ สามารถ Customized ได้สูง AM จะอยู่ในโรงงานผลิตทุกๆที ไม่จำเป็นต้องเป็นโรงงานผลิตใหญ่ๆอีกต่อไป
  • สามารถพัฒนาต่อไปได้อีกมาก วัสดุหลากหลาย และท้ายที่สุด สามารถพิมพ์อวัยวะได้

ข้อเสียของ Additive Manufacturing 

  • ปัจจุบันยังข้อจำกัดในเวลาการพิมพ์อยุ่ คือ ใช้เวลานานในการพิมพ์ โดยจุดด้อยตรงนี้มีการพัฒนาอยู่ หรือ อาจแก้โดยการมีเครื่องไว้หลายๆเครื่องแทน

เครื่อง AM มีระบบอะไรกันบ้าง

เครื่องพิมพ์สามมิติแต่ละระบบทำงานอย่างไร

เครื่องพิมพ์สามมิติไม่ว่าจะเป็นระบบใดก็ตามจะสร้างวัตถุขึ้นมาจากไฟล์สามมิติทีละชั้น ๆ เพียงแต่ระบบหนึ่ง ๆ จะมีวิธีการเฉพาะตัว เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน เราทำ Infographic ของเครื่องพิมพ์ทุกระบบมาเปรียบเทียบให้เข้าใจได้ง่าย โดยจัดเป็นกลุ่ม ระบบ ชื่อระบบ วัสดุที่ใช้ และยี่ห้อที่มีจำหน่ายในท้องตลาด
additive-manufacturing-infographic--x-large

คลิ๊กที่รูปเพื่อขยาย

กับคำถามที่ว่าเทคโนโลยีแต่ละแบบทำงานอย่างไร และผลงานที่ได้ออกมาหน้าตาเป็นอย่างไร ระบบการพิมพ์แต่ละแบบมีข้อดี-ข้อด้อยอย่างไร?
ในบทต่อไปนี้จะแสดงให้เห็นว่าระบบต่างๆ ทำงานอย่างไรโดยละเอียด

Fused Filament Fabrication (FFF)

เป็นระบบที่นิยมใช้มากที่สุดสำหรับเครื่องพิมพ์ตั้งโต๊ะ ทำงานได้รวดเร็ว และต้นทุนถูกที่สุด

FFF เป็นการพิมพ์ที่เริ่มต้นจากวัสดุที่ทำมาเป็นเส้นยาว ๆ ซึ่งเรียกว่า Filament มันจะถูกดึงมาจากม้วนป้อนเข้าสู่ส่วนที่ทำความร้อนเพื่อทำให้วัสดุละลาย เมื่อมันละลายแล้วก็จะถูกฉีดออกมาจากหัวพิมพ์ซึ่งจะลากไปตามแบบที่กำหนดจากโปรแกรม ในขณะที่วัสดุถูกฉีดออกมาเป็นชั้นๆ มันก็จะเย็นลง และแข็งตัวเพื่อรองรับวัสดุที่จะซ้อนในชั้นต่อๆ ไปจนกระทั่งเสร็จสิ้นทั้งชิ้นงาน
fdm-technologyนอกจากจะเป็นระบบที่ต้นทุนถูกที่สุดแล้ว ยังมีวัสดุ และสีให้เลือกมากมาย ทั้งวัสดุ ABS, PLA, Nylon หรือวัสดุแปลกๆ เช่นเส้นที่ผสมคาร์บอน บรอนซ์ หรือไม้
FDM เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับงานที่ต้องการทำต้นแบบด้วยความรวดเร็ว และราคาถูก สามารถนำไปใช้ได้กับงานต่างๆ ได้อย่างกว้างขวาง การพิมพ์ในปัจจุบันมีความก้าวหน้ามาก สามารถพิมพ์ในส่วนที่เป็นกลไก และอิเลคทรอนิคส์ได้ด้วย เช่น โดรน แต่การออกแบบบางลักษณะ และข้อจำกัดของวัสดุ ดังนั้นจึงไม่แนะนำให้ใช้ระบบ FDM กับงานที่มีความละเอียด และซับซ้อนสูง

raspberrypi-case

กล่องใส่ Raspberry Pi B+ ออกแบบโดย walter

housingต้นแบบฝาครอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

drone Mini FPV Tricopter ออกแบบโดย EMaglio. Printed by Ken’s Hub

house-modelแบบจำลองบ้านพิมพ์ด้วยวัสดุ PLA และ เส้นพลาสติกผสมไม้

bronze-bustsรูปปั้นครึ่งตัวพิมพ์ด้วยเส้นพลาสติกผสมบรอนซ์ ทางขวาเป็นตัวที่ขัดแล้ว

Stereolithography and Digital Light Processing (SLA & DLP)

ระบบเรซิ่นเหลวที่ทำให้แข็งตัวโดยแสง ส่วนมากจะใช้ในงานที่มีรายละเอียดมากๆ งานปั้น และงานเครื่องประดับ

ทั้งระบบ Stereolithography (SLA) และ Digital Light Processing (DLP) สร้างชิ้นงานสามมิติขึ้นจากเรซิ่นเหลว (photopolymer) ใช้แสงที่ส่องเป็นรูปร่างชิ้นงานทำให้มันแข็งตัวเป็นชั้นๆ
ในการขึ้นรูปชิ้นงาน แท่นพิมพ์จะจุ่มลงไปในถาดโปร่งแสงที่มีน้ำเรซิ่นอยู่ เมื่อแท่นพิมพ์จุ่มลงไปถึงก้นถาดเครื่องกำเนิดแสง จะฉายภาพชิ้นงานทีละชั้นทะลุผ่านถาดมาทำให้เรซิ่นแข็งตัว เมื่อเรซิ่นแข็งตัวแล้วแท่นพิมพ์จะขยับสูงขึ้นไปเท่ากับความสูงของชั้นถัดไป น้ำเรซิ่นใหม่ก็จะไหลเข้ามาแทนที่ แล้วเครื่องกำเนิดแสงก็จะฉายภาพของชั้นถัดไป เป็นแบบนี้ทีละชั้นไปเรื่อยๆ จะกระทั่งเสร็จงาน ปัจจุบันเครื่องพิมพ์ระบบนี้มีอยู่สองลักษณะ แตกต่างกันด้วยแหล่งกำเนิดแสงซึ่ง SLA จะใช้แสงเลเซอร์ ในขณะที่เครื่องระบบ DLP จะใช้แสงจากเครื่อง projector

sla-technology
แผนภาพแสดงการทำงานของเครื่องพิมพ์สามมิติระบบ SLA

เทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติประเภทนี้มีอยู่ในเครื่องตั้งโต๊ะด้วย วัสดุที่ใช้ได้ขณะนี้จำกัดอยู่ที่เรซิ่นเท่านั้น แต่ก็กำลังจะมีวัสดุหลากหลายอย่างที่มีการผลิตออกมาเพื่อเพิ่มความแข็งแรง และความยืดหยุ่นของชิ้นงาน

เครื่องพิมพ์สามมิติทั้ง SLA และ DLP เป็นระบบมีความละเอียดสูง ได้ผิวงานที่เนียนเรียบ มักใช้กับงานที่มีรายละเอียดมากๆ เช่นงานประติมากรรม เครื่องประดับ งานต้นแบบ โดยปรกติเครื่องพิมพ์ชนิดนี้มีพื้นที่พิมพ์ขนาดเล็ก จึงไม่สามารถพิมพ์งานขนาดใหญ่ได้

part-prototypeการประกอบงานต้นแบบ ใช้เรซิ่นความแข็งแรงสูง (สีน้ำเงิน) กับเรซิ่นปกติ โดยใช้เครื่องของ Formlabs

propeller-prototype ใบพัดเทอโบชาร์จเจอร์ ใช้เรซิ่นความแข็งแรงสูง

planetary-gears ชุดเกียร์ ประกอบกับส่วนที่เคลื่อนไหวได้ ออกแบบโดย aubenc. พิมพ์โดย Diederik’s Hub

ninja-turtleรูปปั้นพิมพ์ที่ความละเอียด 25 ไมครอน ให้รายละเอียด และความเรียบเนียนของพื้นผิวสูง ออกแบบโดย Robin Brockötter

jewelryเครื่องประดับพิมพ์จากเรซิ่นชนิดหล่อตรง และแหวนที่หล่อสำเร็จแล้ว ออกแบบและพิมพ์โดย Formlabs

ระบบ Selective Laser Sintering (SLS)

การขึ้นรูปพลาสติกโดยใช้เลเซอร์ความเข้มสูง เหมาะสำหรับต้นแบบที่นำไปใช้งานได้ และชิ้นส่วนที่มีความสลับซับซ้อน

Selective Laser Sintering (SLS) เป็นการใช้แสงเลเซอร์ไปทำละลายและขึ้นรูปชิ้นงานจากผงวัสดุที่ใส่เข้าไป

เครื่องพิมพ์ระบบนี้จะมีแท่นพิมพ์อยู่สองส่วน เมื่อเริ่มพิมพ์เครื่องจะยิงแสงเลเซอร์ลงไปที่ผงวัสดุ เป็นรูปร่างตามแบบที่กำหนด เมื่อวัสดุละลาย หลอมเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว แท่นพิมพ์ส่วนที่สร้างชิ้นงานจะเลื่อนลง ในขณะที่แท่นพิมพ์ส่วนที่บรรจุผงวัสดุจะเลื่อนขึ้น ลูกกลิ้งก็จะกลิ้งเอาผงวัสดุมาทับบนส่วนที่พิมพ์ไปแล้ว แสงเลเซอร์ก็จะยิงแสงเป็นรูปร่างของชั้นต่อไป จนกว่างานจะเสร็จ

sls-technologyแผนภาพแสดงการทำงานของเครื่องพิมพ์สามมิติระบบ SLS

เครื่องพิมพ์ระบบนี้มักใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตามในปัจจุบันเครื่องระดับตั้งโต๊ะก็มีให้เห็นแล้ว และกำลังถูกผลักดันให้เป็นระบบหลักของการพิมพ์สามมิติ วัสดุที่ใช้ได้มีหลากหลายเช่น polyamides (หรือ nylon), polystyrenes และ thermoplastic elastomers
ระบบ SLS ถูกใช้อย่างแพร่หลายในการทำต้นแบบที่ใช้การได้จริง รวมถึงผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปเลยทีเดียว ข้อได้เปรียบประการสำคัญของระบบนี้คือเราสามารถออกแบบได้อย่างอิสระ เนื่องจากผงวัสดุที่ไม่ได้ถูกหลอมจะทำหน้าที่เป็น support ให้กับเนื้องาน ดังนั้นงานที่มีความสลับซับซ้อน มีส่วนยื่น หรือ overhang ก็ไม่มีความจำเป็นต้องสร้าง support เพิ่มเติม เนื่องจากระบบนี้ต้องการเวลาในการระบายความร้อนค่อนข้างนาน จึงทำให้ต้องใช้เวลารวมทั้งกระบวนการนานกว่า

bracketข้อต่อหลักของเครื่องยนต์เจ็ท สามารถลดเนื้อวัสดุลงได้ 78% ออกแบบโดย GE

goproอุปกรณ์เสริมของ GoPro ออกแบบโดย Alan Nguyen

jet-engineแบบจำลองแสดงภาพตัดภายในเครื่องยนต์เจ็ทขอบริษัท GE สามารถเคลื่อนไหวได้ด้วย

beagleboardกล่องใส่คอมพิวเตอร์จิ๋ว BeagleBone พร้อมกับ breadboard ขนาดครึ่งเดียว เพื่อทำเป็นห้องทดลองแบบพกพา

t-rexหุ่นจำลองโครงกระดูกของ Tyrannosaurus rex

Material Jetting (PolyJet and MultiJet Modeling)

ระบบที่มีความแม่นยำ และเสมือนจริงมากที่สุด มีความละเอียด และความเรียบเนียนของพื้นผิวที่ดี
Material Jetting (หรือที่บริษัท Stratasys เรียกว่า PolyJet และ 3D Systems เรียกว่า MultiJet Modeling) เป็นระบบที่คล้ายกับเครื่องพิมพ์ inkjet แต่แทนที่มันจะพ่นหมึกพิมพ์ลงบนกระดาษ มันจะพ่นโพลีเมอร์เหลวลงบนแท่นพิมพ์ จากนั้นแสง UV จะทำให้มันแข็งตัวในทันที
กระบวนการสร้างชิ้นงานจะเริ่มจากการที่เครื่องพิมพ์พ่นของเหลวลงบนแท่นพิมพ์ตามด้วยแสง UV เพื่อให้ของเหลวแข็งตัว จากนั้นชั้นบางๆ ของโพลีเมอร์ก็จะถูกทับซ้อนกันขึ้นไปเรื่อยๆ จนเสร็จ ในส่วนที่เป็น overhang ซึ่งต้องการ support เครื่องจะพ่นวัสดุที่เหมือนเจลเพื่อสร้าง support ชั่วคราว และสามารถเอาออกได้โดยง่ายหลังจากพิมพ์เสร็จ

polyjet-technology
ผังการทำงานของระบบ Material Jetting

ระบบนี้มักใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม วัสดุพิมพ์จะประกอบด้วยโพลีเมอร์ไวแสงแบบเหลว มีให้เลือกหลายชนิดตามความต้องการ เช่นความแข็งแรง ความใส ความยืดหยุ่น ข้อได้เปรียบที่สำคัญคือสามารถฉีดวัสดุได้หลากหลายชนิดพร้อมกัน เพื่อให้ได้ลักษณะและสีตามความต้องการ
Material Jetting มีข้อได้เปรียบมากมายในการทำงานต้นแบบ มันช่วยให้ผู้ใช้งานสร้างสรรค์งานที่เหมือนจริง และสามารถใช้งานได้ด้วย และยังมีความละเอียด เที่ยงตรง แม่นยำ เป็นระบบการพิมพ์สามมิติที่ให้ความเที่ยงตรงที่สุดในปัจจุบัน มันพิมพ์ได้ถึง 16 ไมครอน ซึ่งบางกว่าเส้นผมของคนเรา

toothbrushต้นแบบแปรงสีฟัน ที่มีขนแปรงเป็นวัสดุอ่อนนิ่ม ด้ามแปรงแข็ง เหมือนการฉีดพลาสติกแบบ Overmold

injection-moldสร้างแม่พิมพ์โดยใช้วัสดุคล้าย ABS ทำได้รวดเร็ว เที่ยงตรงสูง และประหยัด ใช้เป็นแม่พิมพ์ในการฉีดพลาสติกจำนวนไม่มาก ประมาณ 10-100 ชิ้น

medical-visualizationแบบจำลองตับ ที่ใส มองเห็นภายในเพื่อการศึกษาของมหาวิทยาลัยโกเบ ใช้พลาสติกใสในการพิมพ์

turboท่อแยกหลายทางในเครื่องเทอร์โบ เพื่อทดสอบการติดตั้ง
iphone-caseกรอบใส่โทรศัพท์มือถือ ได้แรงบันดาลใจจากคลื่นน้ำทะเล พิมพ์ด้วยวัสดุเสมือน Polypropylene

Binder Jetting

เครื่องพิมพ์สีธรรมชาติจากหินทราย ใช้กันอย่างกว้างขวางงานประติมากรรมรูปเหมือน และหุ่นจำลอง

เครื่องในระบบ binder jetting จะเหมือนกับระบบ SLS ในแง่ของการพิมพ์โดยใช้ผงวัสดุแล้วหลอมเข้าด้วยกัน เพียงแต่แทนที่จะใช้แสงเลเซอร์เพื่อหลอมผงวัสดุเข้าด้วยกัน มันจะใช้สารเหลวเพื่อเชื่อมให้ผงวัสดุติดกัน
กระบวนการพิมพ์จะเริ่มจากหัวพิมพ์ฉีดสารเหลวไปบนแท่นพิมพ์เพื่อเชื่อมผงวัสดุเข้าด้วยกัน เมื่อชั้นแรกเสร็จเรียบร้อย แท่นพิมพ์จะลดระดับลงเล็กน้อย และผงวัสดุชั้นต่อไปจะถูกเกลี่ยลงไปเป็นชั้นบางๆ แล้ววงจรการพิมพ์ก็จะดำเนินไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเสร็จสิ้น ได้ชิ้นงานออกมา
หลังจากที่นำชิ้นงานออกจากแท่นพิมพ์ มันจะต้องถูกนำไปล้างเอาผงวัสดุส่วนเกินออกไป และเคลือบด้วยกาวอีกทีหนึ่งเพื่อให้มันมีความแข็งแรง และป้องกันสีซีดจาง

binder-jetting-technology แผนผังแสดงการทำงานของเครื่องพิมพ์ระบบ Binder Jetting

ระบบ Binder Jetting ถูกใช้ในวงการอุตสาหกรรม วัสดุที่ใช้ปกติจะเป็นหินทราย ให้สีเหมือนธรรมชาติ ในราคาที่เอื้อมถึง เมื่อเทียบกับระบบ SLS เนื่องจากว่าระบบนี้ใช้พลังงานน้อยกว่า แต่งานที่ได้ก็มีความแข็งแรงน้อยกว่า
จากการที่มันพิมพ์งานได้สีตามจริงทำให้มันเป็นที่นิยมในงานแบบจำลองทางสถาปัตยกรรม และรูปปั้นเหมือนจริง ข้อดีข้อหนึ่งที่เหมือนกับระบบ SLS คือผงวัสดุที่ไม่ได้เป็นเนื้องานจะทำหน้าที่เป็น Support ไปในตัว ทำให้งานยากๆ มีส่วนยื่นเยอะๆ ทำได้ง่าย ไม่ต้องสร้าง support เพิ่มเติม

3dl-maisonแบบจำลองบ้าน

stadium-modelแบบจำลองสนามกีฬา AEK ในกรุงเอเธนส์

kitchen-modelแบบจำลองครัว

dinosaurรูปปั้น Tyrannosaurus rex

spraying-device
แบบจำลองเครื่องพ่น

การพิมพ์โลหะ (Selective Laser Melting and Electron Beam Melting)

การพิมพ์ในระบบอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง เพื่อผลิตงานที่ใช้งานได้จริง และสามารถใช้โลหะ และอัลลอยได้หลายชนิด

Selective Laser Melting and Electron Beam Melting (SLM and EBM) เป็นระบบที่ใช้กันเป็นปรกติสำหรับการพิมพ์โลหะ ลักษณะของมันจะเหมือนกับระบบ SLS ตรงที่ใช้ผงวัสดุเป็นวัตถุดิบในการขึ้นรูป แล้วหลอมวัสดุเหล่านั้นให้เป็นรูปร่างตามต้องการด้วยความร้อน แต่ด้วยวัสดุที่เป็นโลหะ ระบบนี้ต้องใช้พลังงานสูงมากในการหลอมโลหะ แสงเลเซอร์กำลังสูง (ในระบบ SLM) และแสงอิเล็กตรอน (ในระบบ EBM) จึงถูกนำมาใช้
ในการพิมพ์ด้วยระบบนี้ เครื่องพิมพ์จะเกลี่ยผงโลหะให้เป็นชั้นบางๆ บนแท่นพิมพ์ แล้วผงโลหะจะถูกหลอมละลายด้วยแสงเลเซอร์ (SLM) หรือลำแสงอิเล็กตรอน (EBM) จากนั้นแท่นพิมพ์ก็จะเลื่อนลงแล้วเครื่องก็จะเกลี่ยผงโลหะทับขึ้นไปเพื่อพิมพ์ชั้นต่อไป ทำซ้ำๆ ไปจนชิ้นงานเสร็จสมบูรณ์ ทั้งระบบ SLM และ EBM ต้องการ support เพื่อยึดตัวชิ้นงาน และรองรับส่วนยื่นให้ติดกับแท่นพิมพ์ และเพื่อระบายความร้อนจากตัวงานด้วย นอกจากนี้เวลาพิมพ์ ระบบ SLM จะต้องพิมพ์ในพื้นที่ที่มีออกซิเจนต่ำ และระบบ EBM ต้องพิมพ์ในสุญญากาศ เพื่อลดแรงเค้นจากอุณหภูมิ และลดการบิดงอด้วย
dmls-technology ebm-technology
ผังแสดงการพิมพ์ระบบ SLM                                                                                                                       ผังแสดงการพิมพ์ระบบ EBM
ระบบ SLM และ EBM ถูกใช้กันมากในโรงงานอุตสาหกรรม วัสดุที่ใช้ได้เป็นโลหะหลากหลายชนิด เช่นเหล็ก ไทเทเนียม อลูมิเนียม โคบอลต์-โครม และนิเกิล
การพิมพ์โลหะถือเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการพิมพ์สามมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการการบินอวกาศ อากาศยาน รถยนต์ และระบบดูแลสุขภาพ ครอบคลุมตั้งแต่สินค้าไฮเทค แต่ปริมาณน้อย จากงานต้นแบบไปถึงการพิมพ์เพื่อใช้งานจริง การพิมพ์ชิ้นส่วนโลหะทำให้การออกแบบชิ้นส่วนได้เป็นชิ้นเดียว ไม่จำเป็นต้องมีส่วนย่อยๆ มาประกอบกัน สามารถลดขนาดของชิ้นงาน และลดเนื้อวัตถุดิบได้ ระบบการพิมพ์นี้ได้พัฒนามาจนถึงจุดที่ผลงานสามารถเทียบได้กับสิ่งที่ผลิตจากเครื่องจักรโดยทั่วไปได้แล้ว ทั้งในแง่ของเนื้อวัสดุ และคุณสมบัติทางกายภาพ จนถึงระดับจุลภาคเลยทีเดียว

ge-3d-printed-fuel-nozzleชิ้นส่วนเครื่องยนต์ LEAP ของ GE จำนวน 19 ชิ้น ในส่วนของหัวฉีดน้ำมัน สามารถทำให้เครื่องบินรูปร่างเพรียวลมแบบเครื่องบินรุ่น Boeing 737MAX และ Airbus A320neo ทะยานไปได้

dental-copingครอบฟัน และสะพานฟันของคนไข้ พิมพ์ด้วยวัสดุผสม cobalt-chrome

airbusข้อต่อน้ำหนักเบาใช้ในเครื่องบิน Airbus A380

koenigsegg-turboเครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จน้ำหนักเบามาก ผลิตโดยบริษัทรถยนต์ในสวีเดน Koenigsegg

globeโล่รางวัลพิมพ์จากโลหะ stainless steel

ติดตามตอนต่อไปในเรื่องของวัสดุที่ใช้ในการพิมพ์

อนาคตของ 3D Printing เป็นอย่างไร? ในปี 2030

อนาคตของ 3D Printing เป็นอย่างไร? ในปี 2030

ในอีกสิบปีข้างหน้า หรือปี 2030 ระบบการพิมพ์ 3มิติ หรือ อุตสาหกรรม Additive Manufacturing(AM) จะมีทิศทางเป็นอย่างไง? ทาง 3dprintingindustry.com ได้มีการสัมภาษณ์ ผู้บริหารธุรกิจในสาย AM จำนวนหลายสิบคน ได้ความดังนี้ใน Link นี้ครับ https://3dprintingindustry.com/news/100-3d-printing-experts-predict-the-future-of-3d-printing-in-2030-167623/

ทางเราสรุปเทรนด์ ในอีก 10 ปีข้างหน้าของ AM ไว้ดังนี้

  • 3D Printing จะค่อยๆมาแทนที่เครื่องจักรที่อยู่ในปัจจุบัน เช่นเครื่อง injection, CNC แต่ยังไม่สามารถแทนที่ได้ทั้งหมด (ปัจจุบันมูลค่าอุตสหากรรมการผลิตทั่วโลกมากถึง 12 ล้านล้านเหรียญ 3D Printing มีมูลค่าแค่ 1 หมื่นล้านเหรียญ จึงมี Gap ให้โตอีกมาก)
  • จะมีบริษัท Start up ที่ผลิตสินค้าของตัวเอง หรือ รับจ้างผลิตเกิดขึ้นอีกมากมาย Scale ของธุรกิจการผลิตไม่จำเป็นต้องเป็นโรงงานใหญ่ๆอีกต่อไป
  • การผลิตจาก 3D Printing จะกระจายตัวไปทุกๆที่ โรงงานผลิตจะไม่กระจุกตัวในจีนหรือในประเทศรับจ้างผลิต แต่จะกระจายไปทุกที่ทั่วโลกที่มีกลุ่มประชากรอาศัยอยู่ รวมถึงการผลิตจะกลับไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว เพราะต้นทุนค่าแรงลดน้อยลง
  • สินค้าที่ขายจะเป็นสินค้า Personalize (ขนาดเข้ากับบุคคลนั้นๆ) มากขึ้น ต่อไปสินค้าบางอย่างไม่มีการ Stock แบบ Physical อีกต่อไป จะมีในรูปแบบ Digital เมื่อมีซื้อจึงมีการผลิต
  • สินค้าที่เป็น Mass Production อาจจะให้เครื่องจักรอื่นในการผลิตเหมือนเดิม(ปั๊มของเหมือนๆกันออกมา) แต่ในส่วนของอะไหล่ทั้งหมดน่าจะไม่มีการ Stock โดยจะใช้ 3D Printing ผลิตตามคำสั่งซื้อแทน เพื่อลด inventory cost
  • Metal 3D Printer จะเข้ามาปฏิวัติอุตสาหกรรมการผลิต ราคาเครื่องจะถูกลงในอนาคต

CEO, Desktop Metal พูดได้น่าสนใจคับ

Ric Fulop, CEO & co-founder, Desktop Metal

การคาดเดาในอนาคต 3D Printing จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง ค่อยเป็นค่อยไป แต่จะไม่ถึงขนาดเพิ่มขึ้นหลายๆเท่าตัวต่อปี การเติบโตเรื่อยนี้จะเป็นไปอีกหลายสิบปี ทางคุณริก เปรียบเทียบกับรถยนต์ไฟฟ้า EV ใครๆก็รู้ว่ารถยนต์ไฟฟ้ามันดีอย่างไง ทั้งในแง่สิ่งแวดล้อม ความเร่ง และการตอบสนองที่ดี ทุกอย่างดีหมด แต่ตอนนี้การขายรถยนต์ไฟฟ้ายังน้อยมากหากเปรียบเทียบกับรถยนต์พลังงานสันดาป ใครๆก็รู้ว่าสุดท้าย EV จะเข้ามาแทนที่ แต่การจะเปลี่ยนรถยนต์ 500ล้านคันในท้องตลาดมาเป็น EV ยังต้องใช้เวลาเป็นสิบๆปี

เช่นเดียวกันกับ Additive Manufacturing มีการขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉลี่ยแล้วปีหนึ่งมากกว่า 20-30% โดยในปี 2015 มีมูลค่า 6พันล้านเหรียญ และ 9.8พันล้านเหรียญในปีที่แล้ว

เค้าเชื่อว่าในอนาคตอีก 10ปีจากนี้ สินค้าอย่างน้อย 10% ในท้องตลาดต้องมีส่วนประกอบจาก 3D Printing สรุปเค้าเชื่อมั่นในการมาของ 3D Printing จะมาแทนที่เครื่องจักรหลายๆส่วน และสินค้าในชีวิตประจำวันเราจะผลิตมากจาก 3D Printer

ตอบข้อสงสัย Form3 vs Form3B

ตอบข้อสงสัย Form3 vs Form3B

จัดเต็มเรื่องทันตกรรม!! Formlabs เปิดตัว Form 3B

Form 3B คืออะไร?
เครื่อง/Mechanic เหมือน Form 3 ทุกอย่าง ต่างกันที่ Firmware ซึ่งทำมาเพื่อ Optimize การทำงานทางทัตกรรม กับทางการแพทย์โดยเฉพาะ
แพงขึ้น หากเทียบกับ Form 3
 Form 3B พิมพ์ Bio Compatible หรือเรซิ่นทางการแพทย์ ที่ใช้โดยตรงกับร่างกายมนุษย์ได้ เช่น เรซิ่นฟันปลอม-Denture, เรซิ่นเพื่อการผ่าตัด-Surgical Guide, เรซิ่นครอบฟัน และอื่นๆในอนาคต
Form 3 ที่ซื้อใน 2019 จะได้ Firmware เป็น Form 3B (ใช้งานได้เหมือน Form 3B)
ตั้งแต่ 2020 Form3 พิมพ์เรซิ่นได้ทุกอย่าง(ยกเว้น Bio-Compatible) , Form3B พิมพ์เรซิ่นได้ทุกอย่าง (รวมถึง Bio-Compatible)

Form 3B มาเพื่อใคร?
👩‍🔬 โรงพยาบาล
👩‍🔬 Lab ทันตกรรม
👩‍🔬 คลีนิกทันตกรรม

สรุป
😁 คนที่จองเครื่อง Form 3 กับเราอยู่ ได้ผลประโยชน์ได้ Firmware เป็น Form 3B อัตโนมัติ
😁 คนที่ไม่ได้ใช้ทางการแพทย์ทันตกรรม ไม่ต้องสนใจก็ได้ เนื่องจาก Form 3 กับ Form 3B ต่างกันที่พิมพ์ Bio Compatible ได้กับไม่ได้เท่านั้น
😎Formlabs แยกเวบต่างหาก และพัฒนาเน้นเพิ่มเป็น line เฉพาะทางเครื่องพิมพ์ สามมิติทางการแพทย์

ตย.
สมมุติ มีเรซิ่่น 25 ตัว เรซิ่น Compatible 5 ตัว
Form 3 (ซื้อปี 2020) จะพิมพ์ได้ 25 ชนิด
Form 3B (Form 3 ที่ซื้อปี 2019) จะพิมพ์ได้ 25+5 ชนิด

ข้อสังเกตุ
อาจจะเจอ Form 3B ที่ตัวเครื่องเป็นสีดำ หรือ สีขาวก็ได้

หากมีข้อส่งสังติดต่อสอบถาม Print3DD ที่เบอร์ 096-140-0420 หรือ Line ID : @print3dd

Formlabs Form 3B (Dental/Medical)

Formlabs Form 3

รีวิว+แกะกล่อง Formlabs Form3

รีวิว+แกะกล่อง Formlabs Form3

Formlabs Form2 เปิดตัวปี 2015 เป็นเครื่องพิมพ์ 3มิติ ระบบ SLA ที่ได้รางวัลมากมาย ประสบความสำเร็จอย่างมาก มีการพัฒนาเรซิ่นต่อเนื่องมาเรื่อยปัจจุบันมีมามากกว่า 20+ ชนิดที่ใช้ทั่วๆไป(เทา/ขาว/ดำ/ใส) เรซิ่นเชิงวิศวกรรม(High Temp/Rigid/Tough/Durable) เรซิ่นทางการแพทย์-ทันตกรรม(Detal Resin/Clear LT Resin/Surgical Guide Resin)เรซิ่นที่ผ่านการับรองจาก FDA USA ปลายปี 2019 มีการเปิดตัว Formlabs Form3 (Print Size 145*145*185mm) (เป็นรุ่นพัฒนาต่อจาก Form2 ขนาดใกล้เคียงตัวเดิมสูงขึ้นมา 10mm) และรุ่นใหญ่ Form 3L ทีมีขนาดพิมพ์ใหญ่ขึ้นมาเป็นเป็น 335*200*300mm

Formlabs Form3 มีการพัฒนาเพิ่มขึ้นมาหลายๆส่วน ที่สำคัญสุดคงจะเป็นการเปลี่ยนระบบเลเซอร์ตกกระทบเป็นแบบ Low Force Stereolithography (LFS) จากเดิมที่ใช้ระบบ SLA ที่มีตัวกัลวานอมิเตอร์วาดภายในแนว XY ทำให้แสงเลเซอร์ที่ยิงไปที่เรซิ่นตั้งฉากตลอดเวลา งานที่ได้จึงคมขึ้น คุณภาพดีขึ้น นอกจากนั้นมีการเปลี่ยนการออกแบบดูหน้าตาทันสมัยขึ้น มี Sensor ในการตรวจกับเหตุขัดข้องต่างๆได้ดีขึ้น เรามาลงรายละเอียดกันต่อไปในบทความนี้คับ

Form3 ด้านซ้ายมือพัฒนาต่อมาจาก Form2 ส่วน Form 3L ด้านขวามือเป็นตัวใหญ่พิมพ์ได้ใหญ่ 335*200*300mm

แกะกล่อง

เริ่มที่ขนาดกล่องก่อนเลย กล่องของ Form3 มีขนาดใหญ่กว่าเดิมค่อนข้างมาก แพคมาค่อนข้างดีแน่นหนามีโฟมหุ้มทุกด้าน ตัวเครื่องมีขนาดกว้างขึ้นกว่า Form2 ตัวเครื่องด้านนอกเปลี่ยนจากวัสดุอลูมิเนียมมาเป็นพลาสติกฉีดขึ้นรูป ในกล่องของ Form3 ประกอบต้วยตัวเครื่อง, คู่มือการใช้งานเบื้องต้น, สายไฟ, สาย connect ต่างๆ และ แผ่นปรับระดับตัวเครื่อง (ตัวเครื่องมีเครื่องวัดระดับน้ำ Build In มาให้อยู่แล้ว เอาแผ่นตัวนี้มาปรับ)

มีโฟมประกบส่วนบนและล่าง มีกระบะจับดึงขั้นมากจากกล่องได้
กล่อง Form3 ด้านขวา กล่อง Form2 ด้านซ้าย
จะเห็นว่าใหญ่กว่าชัดเจน

รูปร่างภายนอก

ตัวเครื่อง Form3 มีขนาดกว้างขี้นเล็กจากรุ่นก่อนหน้า ตัวเครื่องมีการออกแบบให้เอียงเงยหน้าขึ้น แปลกตาทันสมัย เอียงราบไปพร้อมกันระหว่างตัวเครื่องสีดำกับฝาปิดสีส้มใส ตัวเครื่องเปลี่ยนจากเดิมวัสดุอลูมิเนียม เป็นวัสดุพลาสติกฉีดขึ้นรูป หน้าจอใหญ่ขึ้น ละเอียดมากขึ้น Logo Formlabs ติดแสดงสถานะเครื่องพิมพ์ มีลำโพงเพิ่มขึ้นมาเป็นแจ้งเตือนสถานะเครื่อง เมื่อเปิดฝาสีส้มไปสุดฝาหลังจะไปสุดที่แนวระดับเดียวกับเครื่อง (Form2 เมื่อเปิดฝาเครื่องแล้วจะยื่นออกมาจากตัวเครื่อง) ทำให้สามารถวางชิดพนังได้เลย หรือ เหมาะกับตั้งเป็น Farm Printing (โรงงานพิมพ์ 3มิติ ที่ติดตั้งเครื่องจำนวนมาก)

เมื่อเปิดฝาเครื่อง สังเกตุว่า Form3 ระดับของฝาจะพอดีเป็นระดับเดียวกับด้านหลัง ในขณะที่ของ Form2 จะยื่นออกมาจากตัวเครื่อง
ด้านหลังของเครื่อง Form3 และ Form2
หน้าจอสัมผัส ไฟโลโก้แสดงสถานะ

ด้านบนของตัวเยื้องมาทางด้านหลังเป็นช่องใส่ ตลับเรซิ่น Resin Cartridge มีไฟติดแสดงสถานะการพิมพ์ ด้านบน (สามารถมองเห็นจากด้านหลังของตัวเครื่อง กรณีเครื่องอยู่ห่าง มองเห็นไฟสถานะดังกล่าวได้จากด้านหลัง)

ด้านบนของตัวเครื่อง มีช่องใส่ตลับเรซิ่น และไฟฟ้าแสดงสถานะ

ด้านหลังมีช่องเสียบสายไฟ (ใช้ไฟบ้านทั่วไป 220v), ช่องสาย LAN, ช่อง USB Port และช่องใสสาย Lock

  • Design ใหม่ ทรงเอียงขึ้น ตัวเครื่องสีดำเงา เวลาเปิดฝาจนสุด จะพอดีระนาบเดียวกับด้านหลังตัวเครื่อง
  • ตัวเครื่องกว้างขึ้น เพราะต้องใส่ LPU ข้างใน
  • วัสดุเปลี่ยนจาก ตัวเคลื่องอลูมิเนียม เป็นพลาสติกฉีดขึ้นรูป
  • มีลำโพงเสียงใส่เข้ามาบอกสถานะ
  • ด้านบนตัวเครื่องมีช่องใส่เรซิ่น กับไฟบอกสถานะด้านบน (มาสถานะเห็นจากด้านหลังของตัวเครื่อง)

การติดตั้งเครื่องคร้้งแรก

เมื่อติดตั้งเครื่องครั้งแรก จะมีเมนูแสดงไว้ในจอ LCD แสดงขั้นตอนการติดตั้งอย่างละเอียดให้ทำตามลำดับขั้นตอน

  • ถอดน็อตที่ล็อก LPU ออก (ตัวล็อคนี้ป้องกันไม่ใช้ LPU เครื่องที่ขณะขนส่ง
  • เชื่อมต่อ Wifi
  • ปรับระดับน้ำตัวเครื่อง เครื่องมีเครื่องวัดระดับน้ำ Digital มาให้อยู่แล้ว ให้ใช้จานปรับระดับที่แถมมาปรับระดับขาตั้งสี่ของเครื่อง
  • ใส่ถาดพิมพ์ Resin Tank
  • ใส่ฐานพิมพ์ Build Platform
  • ใส่ตลับเรซิ่น (ให้เขย่าก่อน) ใส่แล้วเปิดฝาตลับ

ระบบ Low Force Stereolithography (LFS) – Light Processing Unit(LPU)

Form3 มีระบบการฉายเลเซอร์ใหม่คือระบบดังกล่าวว่า Low Force Stereolithography เป็นการฉายเลเซอร์ให้ตั้งฉากกับถาดน้ำยาตลอดเวลาโดย การกวาดเลเซอร์ดังกล่าวจะทำที่แกนเดียว คือ แกน Yแทนที่จะกวาดทั้งสองแกนเหมือน Form2 โมดูลที่เคลื่อนที่อยู่บนแกน X นี่เองเรียกว่า Light Processing Unit (LPU) โดย LPU จะทำหน้าที่ฉายแสงและกวาดถาดพิมพ์ไปพร้อมๆกัน (ฟิล์มของถาดพิมพ์หย่อนและไม่ได้สัมผัสชิ้นงานตลอด เพื่อลดแรงสูญญากาศ)

เริ่มต้นในการฉายแสงที่เลเยอร์นั้นๆ โดยการที่ LPU เคลื่อนที่ในแนวแกน X (ซ้าย-ขวา) ด้วยมอเตอร์ ขณะเคลื่อนที่ไปนั้นจะ LPU จะยิงแสงเลเซอร์ขึ้นมาในแนวแกน Y (ด้านลึกของตัวเครื่อง) ด้วยกัลวานอมิเตอร์ การทำงานมอเตอร์และกัลวานอมิเตอร์นี่เองทำให้เกิดการถาดในแนว X-Y และยังทำให้ชิ้นงานตั้งฉากตลอดเวลา — ขอดีของแสงที่ตั้งฉากนั้นจะเป็นการควบคุมแสงที่มีคุณภาพมากกว่าแบบเก่า โดยเฉพาะส่วนขอบของการกวาดเลเซอร์ กัลวานอมิเตอร์แบบ X-Y นั้นแสงที่กึ่งกลางของพื้นที่พิมพ์จะตั้งฉาก แต่ยิ่งจากจากกึ่งกลางเท่าไรแสงจะยิ่งทแยงเท่านั้น เมื่อแสงทแยงคุณภาพจะลดลง ไม่คม จากการหักเหของแสง

Note : Form2 เป็น galvanometer XY จะมีจุดเลเซอร์อยู่ที่ 140um ส่วน Form3 เป็น galvanometer Y อย่างเดียวจึงมีจุดเลเซอร์อยู่ที่ 85um ซึ่งเล็กกว่าละเอียดกว่า

หน้าที่อีกอย่างของ LPU คือการดันฟิลม์ให้ตึง ณ จุดที่พิมพ์ เมื่อผ่านจุดที่พิมพ์ ฟิลม์ที่จุดนั้นหย่อนลง ลดแรงดึงสูญญากาศ Vacuum Force

แสดงให้เห็นการทำงาน LPU เคลื่อนที่แกน X ระหว่างเคลื่อนที่จะกวาดแสงเลเซอร์ในแกน Y ฟิล์มจะหย่อนและไม่ได้สัมผัสชิ้นงานตลอด ทำให้ลดแรงดึงสูญญากาศ
จะเห็นว่าแสงเลเซอร์ตกกระทบกับกระจกโค้ง(ทรงพาลาโบลา) แสงที่ยิ่งไปยังถาด จะตั้งฉากตลอดเวลา

 

ถาดน้ำยา Form3 Resin Tank

Form3 Resin Tank มีการออกแบบใหม่ หากแกะกล่องออกมาจะประกอบด้วย 3 ส่วน

  • กล่องพลาสติกที่ไว้เก็บถาดที่ใช้แล้ว เก็บได้มิดชิด
  • ตัวถาด ก้นถาดมีลักษณะเป็น ฟิล์ม
  • Mixer ก้านสีดำพร้อมแถบแม่เหล็ก ทำหน้าที่กวาดชิ้นงาน

การใช้ร่วมกันกับ Form2

Form3 สามารถใช้ ฐานพิมพ์ (Build Platform) และ Resin Cartridge ตัวเดียวกับ Form2 ได้โดยมีรายละเอียดดังนี้ >>List ของเครื่องเรซิ่นที่ใช้ได้<<  นอกจากนี้ Form3 ยังสามารถใช้งานร่วมกับ Form Wash, Form Cure, Finish Kit แบบเดียวกับ Form2 ได้

สุดท้าย Software Preform ทำงานเหมือนเดิม ที่ต่างไปคือ ระยะเวลาในการพิมพ์เร็วขึ้น รองรับ Support ขนาดเล็กลง

ทดลองพิมพ์ – เราทดลองพิมพ์ 2 ไฟล์

เราใช้ไฟล์ทดสอบเครื่องพิมพ์ โดยมีเสา 4 เสา และ ส่วนทดสอบรายละเอียดตรงกลาง ไฟล์ดังกล่าวเป็นการทดสอบความละเอียดในการพิมพ์ (ส่วนตรงกลาง) และความคาดเคลื่อนของการยิงแสง (เสาทั้งสี่) เสาทั้ง 4 นั้นจะประกอบด้วยเสาซ้อนๆกัน โดยระบุเป็นตัวเลข เลข1-5 มีการย้ำเลเซอร์จากน้อยไปมาก

Note : ธรรมดาไฟล์พิมพ์งานทั่วไปไม่ได้มีการย้ำหรือซ้อนชิ้นงานกันขนาดนี้ ไฟล์เทสนี้เป็นต้องให้เครื่องทำงานเกินความสามารถปกติของมัน

ไฟล์ Test ชิ้นงาน ตรงกลางดูรายละเอียด Detail การขึ้นรูป เสาทั้ง 4 ไว้ดูความคลาดเคลื่อน
เสา 1 ต้นประกอบด้วย ทรงสี๋เหลี่ยมย่อยหลายๆก้อน ยิ่งส่วนที่เป็นเล็ก 5 จะมีก้อนสี่เหลี่ยมซ้อนกันถึง 9 ชั้น
ดูความละเอียดที่เครื่องทำได้ เสาเล็กสุดมีความเล็กขนาดเส้นผม

เมื่อลองพิมพ์ดุเราเชค ความใสของชิ้นงานที่พิมพ์ออกมา และ Detail ที่ได้ ปรากฏว่า Form3 ทำได้ดี Detail ครบโดยชิ้นงานยังมีความใสในระดับที่น่าพอใจ โปรดดูรูปประกอบ

เก็บได้ละเอียดได้ครบถ้วน เหลี่ยมเป็นเหลี่ยม ทรงกลมเป็นทรงกลม
พิมพ์ออกมาได้ใส Shape เป็นเหลี่ยมตรง รอยเลเยอร์น้อยกว่า
ทดสอบความเป็นเหลี่ยม และความใส

ไฟล์ที่สองเป็นการพิมพ์เต็มขนาดที่เครื่องพิมพ์ Formlabs Form3 ทำได้คือขนาด 145*145*185mm โดยเราตั้งความละเอียดในการพิมพ์ต่อชั้นหยาบที่สุดคือ 100Micron มาดู Video การทำงานแบบ Timelapse กับครับด้าน เราใช้ไฟล์นี้เครื่องทดสอบความเร็วในการพิมพ์ โดยค่า Estimate โดย Software บอกว่าชิ้นนี้เราต้องใช้เวลาในการพิมพ์ 25ชม. แต่เอาเข้าจริงตอนกดสั่งพิมพ์เป็น 21ชม. หากเทียบกับแล้ว เราพิมพ์ไฟล์นีักับ Form2 ใช้เวลาในการพิมพ์ 28ชม. สรุปจากการทดสอบเบื้องต้น Form3 พิมพ์ไฟล์นี้ได้ใหญ่กว่า และเร็วกว่าประมาณ 30% เนื่องจากไม่ต้องมีขั้นตอนกวาดเรซิ่นทุกๆชั้นเหมือนกับ Form2

นอกจากนี้มีการทดสอบอีกมาก เช่นการทดสอบพิมพ์ชิ้นงานและซัพพอท เนื่องจากเลเซอร์ตกกระทบตั้งฉากเป็นมีขนาดเล็ก Support จึงมีขนาดเล็กตาม แกะง่าย แต่งชิ้นงานตอนสุดท้ายง่าย

สรุป

จากการได้ทดลองใช้เครื่องทางทีมงานสรุปว่า Formlabs Form3 เป็นเครื่องพิมพ์ที่น่าใช้มาก เครื่องสวย, ออกแบบมาให้ใช้ง่าย คิดมาให้ End User เยอะ (ธรรมดาเครื่องพิมพ์ระบบเรซิ่นจะใช้งานค่อนข้างยากและเลอะเทอะ) สรุปเป็นข้อๆได้ดังนี้

ข้อเด่น

  • ออกแบบมาดี ใช้ง่าย คิดเผื่อคนใช้เยอะ
  • ระบบ Low Force Stereolithography ทำให้พิมพ์ชิ้นงานได้ ละเอียดขึ้น ใสขึ้น
  • Support มีขนาดเล็กลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้แกะชิ้นงานได้ง่าย
  • มีเรซิ่นให้เลือกใช้เยอะ ทั้งแบบการแพทย์ / วิศวกรรม / Jewelry
  • ใช้งานร่วมกับ Form Wash และ Form Cure ได้

จุดด้อย

  • วัสดุตัวเครื่องเป็นพลาสติกฉีดขึ้นรูป (Form1, Form2 ตัว Body เป็นอลูมิเนียม)
  • เครื่องใหญ่ ไปหน่อยคับ

ข้อมูลเพิ่มเติม

>> สั่งซื้อ Formlabs Form 3 ที่นี่ <<

3D Printer ช่วยในการออกแบบรถเข็นไฟฟ้า

3D Printer ช่วยในการออกแบบรถเข็นไฟฟ้า

หลายๆคนคงรู้จัก “น้องฝ้าย” บิวตี้บล็อกเกอร์ไร้แขน น้องฝ้ายพิการแต่กำเนิด โดยไม่มีแขน และ ขาข้างหนึ่งสั้นกว่าปกติ วันหนึ่งเราได้รับโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือจาก Workpoint Entertainment ว่าต้องการให้ช่วยออกแบบรถเข็นไฟฟ้าและ Support ให้น้องฝ้าย โดยเธออยากได้รถเข็นไฟฟ้า เพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน ขับไปไหนมาไหนแถวบ้าน ที่มหาวิทยลัย และสถานที่ต่างๆ โจทย์ของเราคือ จากลักษณะพิเศษของน้องฝ้ายนั้นพิเศษ รถเข็นไฟฟ้านั้นออกแบบมาเพื่อให้ใช้มือบังคับ โดยลักษณะของการจับ Joy Stick คือใช้นิ้วชี้และนิ้วโป้งในการจับ ก้านคันบังคับจึงยากที่จะใช้เท้าบังคับ เนื่องจากน้องฝ้ายไม่มีมือ จึงเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องใช้ฝ่าเท้าบังคับ นิ้วเท้าไม่สามารถหนีบอะไรได้สะดวกเท่านิ้วมือ

สิ่งที่เราปรับรถเข็นไฟฟ้า พิเศษเพื่อน้องฝ้าย 1. ปรับระดับ Joy Stick มาด้านล่างเมื่อให้ใช้เท้าบังคับได้สะดวก ทำได้โดยเครื่องมือที่ทางร้านมีอยู่แล้ว + กับตัวจับยืดต่างๆ 2. ออกแบบคับบังคับใหม่ จากที่มีลักษณะเป็นแท่งตรงๆ เป็นกากาบาท (ดังรูป) เมื่อให้มีพื้นที่และมุมให้ใช้ฝ่าเท้าบังคับตัวรถเข็นไฟฟ้าได้

ในรูปด้านซ้ายคือคันบังคับปกติ, ด้านขวาคือคันบังคับพิเศษเพื่อน้องฝ้าย

ในขั้นตอนที่สองนั้นเราใช้ คอมพิวเตอร์ในการออกแบบไฟล์ 3มิติ (CAD Design) หลังจากนั้น จึงใช้เครื่องพิมพ์ 3มิติ (3D Printer) ในการสร้างชิ้นงานขึ้นมาจริงๆ แล้วไปใช้แทนคับบังคับเดิม จาก Feedback ที่ได้จากน้องฝ้าย ทำให้เราทราบว่า น้องสามารถใช้งานได้สะดวกขึ้น ตามหลักสรีระ ง่ามที่เป็นลักษณะเหมือนเครื่องหมายบวก สามารถใช้เทาดัน และดึงกลับได้

ออกแบบไฟล์ 3มิติ ในคอมพิวเตอร์ CAD Solid Edge
พิมพ์ไฟล์ 3มิติ ด้วยเครื่องพิมพ์ 3D Printer

ความสำคัญของสินค้า รถเข็นไฟฟ้าคือต้องสามารถปรับให้เข้ากับบุคคลแต่ละคนได้ เนื่องจากสรีระร่างกายของเราไม่เหมือนกัน เรารู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการออกแบบ ปรับแต่งรถเข็นไฟฟ้า เพื่อน้องฝ้าย เพื่อให้น้องฝ้ายเป็นกำลังใจเป็นแบบอย่างกับคนอื่นๆต่อไป

รูปเมื่อติดคับบังคับใหม่ และปรับระดับให้เหมาะกับร่างการน้องฝ้าย
ลักษณะของรถเข็นไฟฟ้า ปกติ
ปรับแต่ง เปลี่ยนตำแหน่ง Joy Stick เพื่อน้องฝ้าย

เครื่องพิมพ์ที่ใช้ Flashforge Finder

ร่วมเทิดไท้องค์ราชันย์ Print3Dd ภูมิใจเป็นส่วนหนึ่งในงานราชพิธี

ร่วมเทิดไท้องค์ราชันย์ Print3Dd ภูมิใจเป็นส่วนหนึ่งในงานราชพิธี

เรา Print3Dd มีความภูมิใจที่ได้มีส่วนหนึ่ง (ส่วนเล็กๆ) ในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก King Rama X Coronation ในส่วนการแปรตัวอักษรเทอดพระเกียรติ โดยเครื่องพิมพ์ 3มิติ ของเราเป็นส่วนหนึ่งในเครื่องผลิต สร้างสรรค์งานให้เกิดขึ้นมา จากการแปรอักษรด้วยอากาศยานโดรน 300 ตัว ชิ้นส่วนบางส่วนถูกออกแบบและพิมพ์ด้วยระบบพิมพ์ 3มิติ

Credit : ปตท จำกัดมหาชน, บจ. เอไอ แอนด์ โรโบติกส์เวนเจอร์ส
Tag : FF Creator Pro / FF Guider2s

ทั้งนี้ก่อนหน้า เราก็ได้มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งของพระราชพิธี >>งานราชพิธี ร.9 กับเครื่อง 3D Printer 3D Scanner<<

 

credit ภาพนิ่งและเคลื่อนไหวจาก : manager online, Thai PBS