รีวิว+แกะกล่อง Formlabs Form3

รีวิว+แกะกล่อง Formlabs Form3

Formlabs Form2 เปิดตัวปี 2015 เป็นเครื่องพิมพ์ 3มิติ ระบบ SLA ที่ได้รางวัลมากมาย ประสบความสำเร็จอย่างมาก มีการพัฒนาเรซิ่นต่อเนื่องมาเรื่อยปัจจุบันมีมามากกว่า 20+ ชนิดที่ใช้ทั่วๆไป(เทา/ขาว/ดำ/ใส) เรซิ่นเชิงวิศวกรรม(High Temp/Rigid/Tough/Durable) เรซิ่นทางการแพทย์-ทันตกรรม(Detal Resin/Clear LT Resin/Surgical Guide Resin)เรซิ่นที่ผ่านการับรองจาก FDA USA ปลายปี 2019 มีการเปิดตัว Formlabs Form3 (Print Size 145*145*185mm) (เป็นรุ่นพัฒนาต่อจาก Form2 ขนาดใกล้เคียงตัวเดิมสูงขึ้นมา 10mm) และรุ่นใหญ่ Form 3L ทีมีขนาดพิมพ์ใหญ่ขึ้นมาเป็นเป็น 335*200*300mm

Formlabs Form3 มีการพัฒนาเพิ่มขึ้นมาหลายๆส่วน ที่สำคัญสุดคงจะเป็นการเปลี่ยนระบบเลเซอร์ตกกระทบเป็นแบบ Low Force Stereolithography (LFS) จากเดิมที่ใช้ระบบ SLA ที่มีตัวกัลวานอมิเตอร์วาดภายในแนว XY ทำให้แสงเลเซอร์ที่ยิงไปที่เรซิ่นตั้งฉากตลอดเวลา งานที่ได้จึงคมขึ้น คุณภาพดีขึ้น นอกจากนั้นมีการเปลี่ยนการออกแบบดูหน้าตาทันสมัยขึ้น มี Sensor ในการตรวจกับเหตุขัดข้องต่างๆได้ดีขึ้น เรามาลงรายละเอียดกันต่อไปในบทความนี้คับ

Form3 ด้านซ้ายมือพัฒนาต่อมาจาก Form2 ส่วน Form 3L ด้านขวามือเป็นตัวใหญ่พิมพ์ได้ใหญ่ 335*200*300mm

แกะกล่อง

เริ่มที่ขนาดกล่องก่อนเลย กล่องของ Form3 มีขนาดใหญ่กว่าเดิมค่อนข้างมาก แพคมาค่อนข้างดีแน่นหนามีโฟมหุ้มทุกด้าน ตัวเครื่องมีขนาดกว้างขึ้นกว่า Form2 ตัวเครื่องด้านนอกเปลี่ยนจากวัสดุอลูมิเนียมมาเป็นพลาสติกฉีดขึ้นรูป ในกล่องของ Form3 ประกอบต้วยตัวเครื่อง, คู่มือการใช้งานเบื้องต้น, สายไฟ, สาย connect ต่างๆ และ แผ่นปรับระดับตัวเครื่อง (ตัวเครื่องมีเครื่องวัดระดับน้ำ Build In มาให้อยู่แล้ว เอาแผ่นตัวนี้มาปรับ)

มีโฟมประกบส่วนบนและล่าง มีกระบะจับดึงขั้นมากจากกล่องได้
กล่อง Form3 ด้านขวา กล่อง Form2 ด้านซ้าย
จะเห็นว่าใหญ่กว่าชัดเจน

รูปร่างภายนอก

ตัวเครื่อง Form3 มีขนาดกว้างขี้นเล็กจากรุ่นก่อนหน้า ตัวเครื่องมีการออกแบบให้เอียงเงยหน้าขึ้น แปลกตาทันสมัย เอียงราบไปพร้อมกันระหว่างตัวเครื่องสีดำกับฝาปิดสีส้มใส ตัวเครื่องเปลี่ยนจากเดิมวัสดุอลูมิเนียม เป็นวัสดุพลาสติกฉีดขึ้นรูป หน้าจอใหญ่ขึ้น ละเอียดมากขึ้น Logo Formlabs ติดแสดงสถานะเครื่องพิมพ์ มีลำโพงเพิ่มขึ้นมาเป็นแจ้งเตือนสถานะเครื่อง เมื่อเปิดฝาสีส้มไปสุดฝาหลังจะไปสุดที่แนวระดับเดียวกับเครื่อง (Form2 เมื่อเปิดฝาเครื่องแล้วจะยื่นออกมาจากตัวเครื่อง) ทำให้สามารถวางชิดพนังได้เลย หรือ เหมาะกับตั้งเป็น Farm Printing (โรงงานพิมพ์ 3มิติ ที่ติดตั้งเครื่องจำนวนมาก)

เมื่อเปิดฝาเครื่อง สังเกตุว่า Form3 ระดับของฝาจะพอดีเป็นระดับเดียวกับด้านหลัง ในขณะที่ของ Form2 จะยื่นออกมาจากตัวเครื่อง
ด้านหลังของเครื่อง Form3 และ Form2
หน้าจอสัมผัส ไฟโลโก้แสดงสถานะ

ด้านบนของตัวเยื้องมาทางด้านหลังเป็นช่องใส่ ตลับเรซิ่น Resin Cartridge มีไฟติดแสดงสถานะการพิมพ์ ด้านบน (สามารถมองเห็นจากด้านหลังของตัวเครื่อง กรณีเครื่องอยู่ห่าง มองเห็นไฟสถานะดังกล่าวได้จากด้านหลัง)

ด้านบนของตัวเครื่อง มีช่องใส่ตลับเรซิ่น และไฟฟ้าแสดงสถานะ

ด้านหลังมีช่องเสียบสายไฟ (ใช้ไฟบ้านทั่วไป 220v), ช่องสาย LAN, ช่อง USB Port และช่องใสสาย Lock

  • Design ใหม่ ทรงเอียงขึ้น ตัวเครื่องสีดำเงา เวลาเปิดฝาจนสุด จะพอดีระนาบเดียวกับด้านหลังตัวเครื่อง
  • ตัวเครื่องกว้างขึ้น เพราะต้องใส่ LPU ข้างใน
  • วัสดุเปลี่ยนจาก ตัวเคลื่องอลูมิเนียม เป็นพลาสติกฉีดขึ้นรูป
  • มีลำโพงเสียงใส่เข้ามาบอกสถานะ
  • ด้านบนตัวเครื่องมีช่องใส่เรซิ่น กับไฟบอกสถานะด้านบน (มาสถานะเห็นจากด้านหลังของตัวเครื่อง)

การติดตั้งเครื่องคร้้งแรก

เมื่อติดตั้งเครื่องครั้งแรก จะมีเมนูแสดงไว้ในจอ LCD แสดงขั้นตอนการติดตั้งอย่างละเอียดให้ทำตามลำดับขั้นตอน

  • ถอดน็อตที่ล็อก LPU ออก (ตัวล็อคนี้ป้องกันไม่ใช้ LPU เครื่องที่ขณะขนส่ง
  • เชื่อมต่อ Wifi
  • ปรับระดับน้ำตัวเครื่อง เครื่องมีเครื่องวัดระดับน้ำ Digital มาให้อยู่แล้ว ให้ใช้จานปรับระดับที่แถมมาปรับระดับขาตั้งสี่ของเครื่อง
  • ใส่ถาดพิมพ์ Resin Tank
  • ใส่ฐานพิมพ์ Build Platform
  • ใส่ตลับเรซิ่น (ให้เขย่าก่อน) ใส่แล้วเปิดฝาตลับ

ระบบ Low Force Stereolithography (LFS) – Light Processing Unit(LPU)

Form3 มีระบบการฉายเลเซอร์ใหม่คือระบบดังกล่าวว่า Low Force Stereolithography เป็นการฉายเลเซอร์ให้ตั้งฉากกับถาดน้ำยาตลอดเวลาโดย การกวาดเลเซอร์ดังกล่าวจะทำที่แกนเดียว คือ แกน Yแทนที่จะกวาดทั้งสองแกนเหมือน Form2 โมดูลที่เคลื่อนที่อยู่บนแกน X นี่เองเรียกว่า Light Processing Unit (LPU) โดย LPU จะทำหน้าที่ฉายแสงและกวาดถาดพิมพ์ไปพร้อมๆกัน (ฟิล์มของถาดพิมพ์หย่อนและไม่ได้สัมผัสชิ้นงานตลอด เพื่อลดแรงสูญญากาศ)

เริ่มต้นในการฉายแสงที่เลเยอร์นั้นๆ โดยการที่ LPU เคลื่อนที่ในแนวแกน X (ซ้าย-ขวา) ด้วยมอเตอร์ ขณะเคลื่อนที่ไปนั้นจะ LPU จะยิงแสงเลเซอร์ขึ้นมาในแนวแกน Y (ด้านลึกของตัวเครื่อง) ด้วยกัลวานอมิเตอร์ การทำงานมอเตอร์และกัลวานอมิเตอร์นี่เองทำให้เกิดการถาดในแนว X-Y และยังทำให้ชิ้นงานตั้งฉากตลอดเวลา — ขอดีของแสงที่ตั้งฉากนั้นจะเป็นการควบคุมแสงที่มีคุณภาพมากกว่าแบบเก่า โดยเฉพาะส่วนขอบของการกวาดเลเซอร์ กัลวานอมิเตอร์แบบ X-Y นั้นแสงที่กึ่งกลางของพื้นที่พิมพ์จะตั้งฉาก แต่ยิ่งจากจากกึ่งกลางเท่าไรแสงจะยิ่งทแยงเท่านั้น เมื่อแสงทแยงคุณภาพจะลดลง ไม่คม จากการหักเหของแสง

Note : Form2 เป็น galvanometer XY จะมีจุดเลเซอร์อยู่ที่ 140um ส่วน Form3 เป็น galvanometer Y อย่างเดียวจึงมีจุดเลเซอร์อยู่ที่ 85um ซึ่งเล็กกว่าละเอียดกว่า

หน้าที่อีกอย่างของ LPU คือการดันฟิลม์ให้ตึง ณ จุดที่พิมพ์ เมื่อผ่านจุดที่พิมพ์ ฟิลม์ที่จุดนั้นหย่อนลง ลดแรงดึงสูญญากาศ Vacuum Force

แสดงให้เห็นการทำงาน LPU เคลื่อนที่แกน X ระหว่างเคลื่อนที่จะกวาดแสงเลเซอร์ในแกน Y ฟิล์มจะหย่อนและไม่ได้สัมผัสชิ้นงานตลอด ทำให้ลดแรงดึงสูญญากาศ
จะเห็นว่าแสงเลเซอร์ตกกระทบกับกระจกโค้ง(ทรงพาลาโบลา) แสงที่ยิ่งไปยังถาด จะตั้งฉากตลอดเวลา

 

ถาดน้ำยา Form3 Resin Tank

Form3 Resin Tank มีการออกแบบใหม่ หากแกะกล่องออกมาจะประกอบด้วย 3 ส่วน

  • กล่องพลาสติกที่ไว้เก็บถาดที่ใช้แล้ว เก็บได้มิดชิด
  • ตัวถาด ก้นถาดมีลักษณะเป็น ฟิล์ม
  • Mixer ก้านสีดำพร้อมแถบแม่เหล็ก ทำหน้าที่กวาดชิ้นงาน

การใช้ร่วมกันกับ Form2

Form3 สามารถใช้ ฐานพิมพ์ (Build Platform) และ Resin Cartridge ตัวเดียวกับ Form2 ได้โดยมีรายละเอียดดังนี้ >>List ของเครื่องเรซิ่นที่ใช้ได้<<  นอกจากนี้ Form3 ยังสามารถใช้งานร่วมกับ Form Wash, Form Cure, Finish Kit แบบเดียวกับ Form2 ได้

สุดท้าย Software Preform ทำงานเหมือนเดิม ที่ต่างไปคือ ระยะเวลาในการพิมพ์เร็วขึ้น รองรับ Support ขนาดเล็กลง

ทดลองพิมพ์ – เราทดลองพิมพ์ 2 ไฟล์

เราใช้ไฟล์ทดสอบเครื่องพิมพ์ โดยมีเสา 4 เสา และ ส่วนทดสอบรายละเอียดตรงกลาง ไฟล์ดังกล่าวเป็นการทดสอบความละเอียดในการพิมพ์ (ส่วนตรงกลาง) และความคาดเคลื่อนของการยิงแสง (เสาทั้งสี่) เสาทั้ง 4 นั้นจะประกอบด้วยเสาซ้อนๆกัน โดยระบุเป็นตัวเลข เลข1-5 มีการย้ำเลเซอร์จากน้อยไปมาก

Note : ธรรมดาไฟล์พิมพ์งานทั่วไปไม่ได้มีการย้ำหรือซ้อนชิ้นงานกันขนาดนี้ ไฟล์เทสนี้เป็นต้องให้เครื่องทำงานเกินความสามารถปกติของมัน

ไฟล์ Test ชิ้นงาน ตรงกลางดูรายละเอียด Detail การขึ้นรูป เสาทั้ง 4 ไว้ดูความคลาดเคลื่อน
เสา 1 ต้นประกอบด้วย ทรงสี๋เหลี่ยมย่อยหลายๆก้อน ยิ่งส่วนที่เป็นเล็ก 5 จะมีก้อนสี่เหลี่ยมซ้อนกันถึง 9 ชั้น
ดูความละเอียดที่เครื่องทำได้ เสาเล็กสุดมีความเล็กขนาดเส้นผม

เมื่อลองพิมพ์ดุเราเชค ความใสของชิ้นงานที่พิมพ์ออกมา และ Detail ที่ได้ ปรากฏว่า Form3 ทำได้ดี Detail ครบโดยชิ้นงานยังมีความใสในระดับที่น่าพอใจ โปรดดูรูปประกอบ

เก็บได้ละเอียดได้ครบถ้วน เหลี่ยมเป็นเหลี่ยม ทรงกลมเป็นทรงกลม
พิมพ์ออกมาได้ใส Shape เป็นเหลี่ยมตรง รอยเลเยอร์น้อยกว่า
ทดสอบความเป็นเหลี่ยม และความใส

ไฟล์ที่สองเป็นการพิมพ์เต็มขนาดที่เครื่องพิมพ์ Formlabs Form3 ทำได้คือขนาด 145*145*185mm โดยเราตั้งความละเอียดในการพิมพ์ต่อชั้นหยาบที่สุดคือ 100Micron มาดู Video การทำงานแบบ Timelapse กับครับด้าน เราใช้ไฟล์นี้เครื่องทดสอบความเร็วในการพิมพ์ โดยค่า Estimate โดย Software บอกว่าชิ้นนี้เราต้องใช้เวลาในการพิมพ์ 25ชม. แต่เอาเข้าจริงตอนกดสั่งพิมพ์เป็น 21ชม. หากเทียบกับแล้ว เราพิมพ์ไฟล์นีักับ Form2 ใช้เวลาในการพิมพ์ 28ชม. สรุปจากการทดสอบเบื้องต้น Form3 พิมพ์ไฟล์นี้ได้ใหญ่กว่า และเร็วกว่าประมาณ 30% เนื่องจากไม่ต้องมีขั้นตอนกวาดเรซิ่นทุกๆชั้นเหมือนกับ Form2

นอกจากนี้มีการทดสอบอีกมาก เช่นการทดสอบพิมพ์ชิ้นงานและซัพพอท เนื่องจากเลเซอร์ตกกระทบตั้งฉากเป็นมีขนาดเล็ก Support จึงมีขนาดเล็กตาม แกะง่าย แต่งชิ้นงานตอนสุดท้ายง่าย

สรุป

จากการได้ทดลองใช้เครื่องทางทีมงานสรุปว่า Formlabs Form3 เป็นเครื่องพิมพ์ที่น่าใช้มาก เครื่องสวย, ออกแบบมาให้ใช้ง่าย คิดมาให้ End User เยอะ (ธรรมดาเครื่องพิมพ์ระบบเรซิ่นจะใช้งานค่อนข้างยากและเลอะเทอะ) สรุปเป็นข้อๆได้ดังนี้

ข้อเด่น

  • ออกแบบมาดี ใช้ง่าย คิดเผื่อคนใช้เยอะ
  • ระบบ Low Force Stereolithography ทำให้พิมพ์ชิ้นงานได้ ละเอียดขึ้น ใสขึ้น
  • Support มีขนาดเล็กลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้แกะชิ้นงานได้ง่าย
  • ความเร็วในการพิมพ์เร็วขี้น (จากที่เราทดสอบไฟล์ 2 ไฟล์ประมาณ 20-30%)
  • มีเรซิ่นให้เลือกใช้เยอะ ทั้งแบบการแพทย์ / วิศวกรรม / Jewelry
  • ใช้งานร่วมกับ Form Wash และ Form Cure ได้

จุดด้อย

  • วัสดุตัวเครื่องเป็นพลาสติกฉีดขึ้นรูป (Form1, Form2 ตัว Body เป็นอลูมิเนียม)
  • เครื่องใหญ่ ไปหน่อยคับ

ข้อมูลเพิ่มเติม

coming soon

พิมพ์เส้น Flexible กับเครื่อง Adventurer3

พิมพ์เส้น Flexible กับเครื่อง Adventurer3

วันนี้เห็นทาง Flashforge Canada ทดลองพิมพ์งานจากเครื่องพิมพ์ Flashforge Adventurer 3 ด้วยเส้น Flexible ตอนแรกคิดว่าไม่น่าจะเป็นไปได้เพราะเครื่อง Adventurer 3 เป็นการป้อนเส้นพลาสติกแบบ Bowden ซึ่งมอเตอร์ขับเส้นกับหัวพิมพ์จะอยู่ห่างกันมาก จึงมีโอกาสที่เส้น Flexible จะงอติดอยู่ในท่อส่ง ทำให้มอเตอร์ไม่สามารถดันเส้นพลาสติกไปยังหัวพิมพ์ได้ 

เราจึงคิดว่าน่าจะทดลองทำดูบ้างว่าเครื่อง Flashforge Adventurer 3 จะทำได้จริงไหม และยากง่ายอย่างไร อย่างที่ทราบกันดีว่าเส้น Flexible มีความอ่อนตัวมาก มีโอกาสจะคดงอได้ง่าย ไม่แนะนำให้ใช้กับเครื่องแบบ Bowden แต่ท่อส่งเส้นของ Adventurer 3 มีขนาดค่อนข้างพอดีกับเส้นพลาสติก จึงทำให้ไม่มีช่องว่างให้เส้นบิดงอ เป็นการบังคับให้เส้นพุ่งไปข้างหน้าอย่างสะดวก 

ในที่นี้จะใช้เส้น TPU ของ eSun ซึ่งมีชื่อทางการค้าว่า e-Flex มีความยืดหยุ่นสูง เหนียว การเชื่อมติดกันของเลเยอร์ดีมาก พิมพ์ง่ายติดแท่นดีมาก 

ข้อควรระวังอันหนึ่งก็คือรูปร่างของโมเดลไม่ควรมีส่วนยื่นมากนัก และไม่ควรมี Overhang เพื่อหลีกเลี่ยงการมี support ในส่วนของหัวพิมพ์ควรใช้หัวพิมพ์ใหม่เพราะหัวพิมพ์เก่าอาจจะมีเศษพลาสติกเกาะอยู่ ทำให้ขวางทางเดินเส้นพลาสติก แล้วมอเตอร์ก็จะดันเส้นไม่ไป ม้วนพลาสติกควรคลายเส้นออกมาก่อน เพื่อไม่ให้เกิดการติดขัดระหว่างพิมพ์ 

การตั้งค่าการพิมพ์สามารถใช้โปรไฟล์ของ PLA ได้เลย แล้วปรับสามจุดนี้

  1. ปรับ retraction เป็น 0 เพื่อไม่ให้มีการดึงเส้นไปมา เป็นการลดโอกาสเส้นบิดงอ
  2. ปรับความเร็วของหัวพิมพ์ลงให้ใช้ประมาณ 20 มม./วินาที
  3. ปรับความร้อนที่หัวพิมพ์ตามที่กำหนดที่ม้วน ในที่นี้จะใช้ 220 องศา ส่วนความร้อนที่แท่นพิมพ์จะเปิดหรือปิดความร้อนก็ได้

คราวนี้ก็มาเริ่มพิมพ์กันเลย

ลุ้นๆ

สำเร็จแล้ว มีเส้นใยเล็กน้อย ใช้มีดคัตเตอร์ปาดออกไม่ยาก 

สรุปคือ Flashforge Adventurer 3 พิมพ์เส้นพลาสติกนิ่มๆ TPU ได้ครับ

ประยุกต์การใช้งาน Section Line กับชิ้นงานที่มีความซับซ้อน

ประยุกต์การใช้งาน Section Line กับชิ้นงานที่มีความซับซ้อน

หลายครั้งการ sketch ชิ้นงานต้องอาศัยปัจจัยหลายๆอย่าง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ต่างทำให้เกิดข้อผิดพลาด โดยปกติแล้วในการวัดจะมีความแตกต่างระหว่างที่วัดได้กับจริงเสมอ ไม่ว่าเครื่องมือวัดจะมีความถูกต้องเพียงใดชนิดและลักษณะของความผิดพลาดสามารถจำแนกได้ 3 ประเภทหลักๆ
1.ความผิดพลาดจากผู้วัด (Human Error or Gross Error)
2.ความผิดพลาดจากระบบ (Systematic Error)
3.ความผิดพลาดแบบแรนดอม (Random Error)
โดยชิ้นงานเสื้อสูบได้ใช้เครื่อง Einscan pro2x ในการสแกนใน Fix mode

          งานทุกงานต้องเกิดจากการวัดขนาดขึ้นมาก่อนแล้วจากนั้นจึงทำการวาดแบบตามขนาดนั้นๆ ซึ่งการวัดขนาดก็มีปัจจัยภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้องทำให้เกิดความไม่เที่ยงตรงในการวัดชิ้นงาน และใช้เวลาในการวัดต่อหนึ่งชิ้นงานค่อนข้างที่จะนานทำให้ทุกคนอาจจะเบื่อหน่ายกับวิธีเดิมๆ แต่ในปัจจุบันเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทำให้สามารถลดระยะเวลาในการทำงานได้อีกด้วยและสามารถกำหนดค่า Error ได้อย่างชัดเจน ปกติชิ้นงานชิ้นงานหนึ่งจะใช้เวลาในการที่จะทำให้เป็น Post processing ใช้เวลานานมาก แต่วันนี้ผมมาชี้แนวทางให้เพื่อนๆได้ทำงานได้ง่ายขึ้นโดยรู้จักกับ Section line ถ้าเกิดใช้คำสั่งนี้ใน software ที่ชื่อว่า Solidedge จะชื่อว่า Intersection และถ้าใช้คำสั่งนี้ใน Geomagic Essential จะชื่อว่า Create by section โดยทั่วไปไม่ว่าจะเป็น CAD Software ประเภทไหนก็ต้องอาศัยหลักการทำงานในลักษณะนี้เพื่อทำให้ชิ้นงานทำงานได้ง่ายขึ้น และช่วยลดระยะเวลารวมของการทำงาน ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเวลาที่ใช้ในการทำงานมีผลเป็นอย่างมาก ยิ่งสามารถลดเวลาได้มากเท่าไรยิ่งทำให้ลดต้นทุนในการทำงานได้มากขึ้น

Drawing IGES File

วิธีการ Import IGES File to Solidedge

1.Browse IGES File
2.เลือก Option เพื่อทำการใส่รายละเอียดที่ต้องการ
3.จะปรากฏหน้าต่างนี้ขึ้นมาจากนั้นกด Next
4.ให้เลือกรูปแบบที่ต้องการตามช่องสีแดง ส่วนที่เหลือไม่ต้องทำการเปลี่ยนแปลงใดๆ
5.เลือกรายละเอียดที่ต้องการ แนะนำให้นำช่อง Group Curveออก แล้วมา Group ใน Software ทีหลัง
6.เลือก copy to เพื่อทำสำเนาไฟล์ที่เราทำการตั้งค่าใหม่
7.เมื่อเรียบร้อยแล้วโปรแกรมจะแสดงหน้าต่างนี้ขึ้นมา
8.จากนั้นเลือก open เป็นการสิ้นสุดขั้นตอนการ Import
จากการ Import เรียบร้อยแล้วจึงทำการ Group Curve ต่อใน Solidedge Software

ประโยชน์ของการทำ Section line 

  1. สามารถลดระยะเวลาในการทำงานทั้งหมดได้
  2. วาดชิ้นงานใหม่โดยอ้างอิงจากเส้น section line ได้เลยเนื่องจากเส้นติดกับชิ้นงานเรียบร้อยแล้วครับ ในทำนองเดียวกับการ Draft ชิ้นงานเพื่อดึงความหนา

นอกจากการที่เราทำ Section Line มาเพื่อ CAD Software แล้วเราสามารถที่จะทำเป็น NURB ได้ด้วยซึ่งสามารถนำไปแก้ไขในโปรแกรมที่ใช้สำหรับการปั้น เช่น Maya,Meshmixer,Zbrush

 

คูปองแนวๆ เป็นรูปขนมปัง โดยใช้ 3D Scanner และ 3D Printer

คูปองแนวๆ เป็นรูปขนมปัง โดยใช้ 3D Scanner และ 3D Printer

เจ้าของร้านเบเกอรี่ใช้เครื่องสแกนสามมิติ Einscan SE เพื่อเปลี่ยนจากการใช้คูปองกระดาษธรรมดา เป็นคูปองสามมิติรูปขนมทองคำ

 นิโคล เป็นเจ้าของร้านเบเกอรี่ในมณฑลซูโจว เธอจบการศึกษาด้านการออกแบบอุตสาหกรรม เธอมีไอเดียที่จะทำคูปองให้กับลูกค้าพิเศษ โดยใช้เครื่องพิมพ์สามมิติที่เธอซื้อไว้ตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษา เพื่อให้คูปองของเธอดูเหมือนขนมปังจริงๆ แม้จะมีเครื่องพิมพ์ 3D อยู่แล้วแต่การที่จะเขียนโมเดลให้เหมือนจริงก็อาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย แล้วเพื่อนของเธอก็แนะนำให้เธอรู้จัก Einscan SE 3D scanner มาใช้ทำความตั้งใจให้สำเร็จ

ขั้นตอนการทำงาน

  1. จัดการสแกนขนม Croissant, brazen, scones, และอื่นๆ ด้วย Einscan SE เนื่องจากขนมมีขนาดเล็กเธอจึงใช้การสแกนในโหมด Auto โดยตั้งไว้บนแท่นหมุน

ในขณะที่ขนมปัง Baguette มีลักษณะที่ยาว และมีขนาดใหญ่ เธอจึงทำการสแกนด้วยโหมด Free Scan ซึ่งช่วยให้สแกนงานชิ้นใหญ่ได้

  1. หลังจากที่บันทึกข้อมูล 3D แบบความละเอียดสูงแล้ว นิโคลใช้โปรแกรมออกแบบ(3D modelling) เขียนราคาที่แตกต่างกันตามรูปแบบของขนมปัง

  1. จากนั้นใช้เครื่องพิมพ์สามมิติพิมพ์ออกมา และตกแต่งด้วยสีทอง

เพียงสามขั้นตอนง่ายๆ ก็สามารถทำโครงการให้สำเร็จได้แล้ว

นิโคลยังกล่าวเสริมอีกว่า “มันยากมากที่จะหาโมเดลสามมิติที่มีรูปร่างเหมือนกับขนมปังที่ฉันทำขาย และถ้าจะเขียนแบบขึ้นมาก็คงต้องใช้เวลานานแน่ๆ เลย ต้องของคุณ Einscan SE ที่ช่วยให้ฉันทำคูปองขนมปังแบบพิเศษนี้ได้สำเร็จ” นอกจากนี้นิโคลยังแนะนำเพื่อนๆ ให้ใช้ Einscan SE อีกด้วย เพราะมันเล็ก และใช้งานง่าย 

เรายังรูสึกดีใจที่ทราบว่าคูปองแสนพิเศษของนิโคลเป็นที่ถูกใจลูกค้าอย่างมาก และกลายเป็นของสะสมไปในที่สุด 

ข่าวดีสำหรับผู้ที่ใช้ Einscan Pro/Pro+ รุ่นเก่า Shining มีการอัพเดท Software EinScan Pro V.3.0 เปลี่ยน UI ใหม่

ข่าวดีสำหรับผู้ที่ใช้ Einscan Pro/Pro+ รุ่นเก่า Shining มีการอัพเดท Software EinScan Pro V.3.0 เปลี่ยน UI ใหม่

        ข่าวดีสำหรับผู้ใช้งานที่มีเครื่องสแกนเนอร์รุ่น Einscan Pro Series (Pro/Pro+) ซึ่งเป็นรุ่นเก่าก่อนที่จะปรับมาเป็น Einscan Pro 2X Series ตอนนี้ทาง Shining 3D ได้มีการแจ้งมาว่ามีการอัพเดท Software มาให้แล้วเป็น Version 3.0 ที่มีฟังก์ชั้นการทำงานเหมือนกับ Software ของเครื่องรุ่นใหม่ Einscan Pro 2X Series เลย ซึ่งหลายๆ คนที่เคยเห็นโปรแกรมของรุ่นใหม่แล้วอาจจะอิจฉาว่าอยากใช้งานโปรแกรมตัวใหม่นี้กับรุ่นเก่าด้วย ดีใจด้วยนะครับตอนนี้เป็นจริงแล้ว ซึ่งเจ้าโปรแกรมตัวใหม่นี้ใช้ชื่อว่า EinScan Pro V3.0 หน้าตาโทนสีด้านในโปรแกรมก็จะเปลี่ยนใหม่เหมือนคัดลอกโปรแกรม EXScan Pro V3 มาเลยละครับ เดี๋ยวเรามาดูกันเลยดีกว่าครับว่ามีอะไรบ้าง

        Show Status/Color Tone โปรแกรม EinScan Pro V3.0 จะเป็นโทนสีดำทำให้ดูดุดันและน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น น่าใช้งานสุดๆ ดูเท่ขึ้นจากเดิมมาก การจัดวางชุดเครื่องมือในการใช้งานเหมือนกับตัวรุ่นใหม่ทุกอย่างตั้งแต่การแสดงสถานะเครื่องสแกนเนอร์ว่า Online หรือ Offline อยู่รึเปล่าหร้อมใช้งานไหม? และยังมีการแสดงให้เห็นการ Calibartion ครั้งล่าสุดไปเมื่อวันไหน เวลาเท่าไหร่ได้ด้วยทำให้ผู้ใช้งานรู้ว่าควรจะทำการ Calibartรนื ใหม่รึเปล่าก่อนที่จะสแกนงานเพราะการ Calibartion ควรจะทำบ่อยๆ เพื่อความแม่นยำในการสแกนชิ้นงานนั้นๆ แต่ผู้ใช้งานอาจจะไม่สะดวกในการทำจึงอาจจะเป็นนานๆ ครั้งก็ได้ครับ

        Data Lite Scans/Groups in Fixed Scan Mode โหมดการสแกนแบบ Fixed จะมีการแสดงข้อมูลการสแกนทั้งหมดที่เราทำการสแกนมาจะอยู่ด้านซ้ายมือของหน้าต่าง สามารถเปิดปิดเพื่อดูและลบ ข้อมูลได้บางทีชุดข้อมูลสแกนนั้นเกิดความคาดเคลื่อนเมื่อโปรแกรมทำการ Alignment Auto ให้เรา และที่ดีมากๆ เลยของโหมดนี้คือสามารถ Alignment แต่ละชุดข้อมูลได้บางข้อมูลอาจจะสแกนซ้ำจุดเดิมมาแล้วไม่ได้มีผมทำให้งานอะเอียดหรือว่าแม่นยำมากขึ้นก็ลบทิ้งไปได้เลย จะทำให้ Size File ที่ทำการเซฟออกมามีขนาดเล็กกว่าเดิมด้วย เมื่อเรานำไปใช้งานต่อในโปรแกรมต่างๆ จะทำงานได้ราบรื่นมากยิ่งขึ้น

        Filling Hole ฟังก์ชั่นการปิดรูต่างๆ บนผิวของงานสแกนสามารถเลือกปิดได้หลากหลายขึ้น เหมือนกับโปรแกรมของเครื่องตัวใหม่ ซึ่งจะมีให้เลือกเป็น Manual hole filling, Auto hole filling, Marker filling, Smooth, Sharpen, Simplification,  Texture remapping ซึ่งถ้าเป็นโปรแกรมตัวเก่ากว่า Version 3.0 จะไม่สามารถใช้ Manual hole filling แบบเฉพาะส่วนได้ จะเป็นการ Fill ทั้งหมดทั่วชิ้นงานแทน และตรงส่วนของ Sharpen, Smooth จะสามารถปรับค่าได้ถ้าเป็นโปรแกรมตัวเก่าจะให้มีแค่เลือกว่าจะทำหรือไม่เท่านั้น ถือว่าโปรแกรมตัวใหม่นี้ออกแบบมาได้ดีมากๆ เลยครับ เพื่อให้ผู้ใช้งานเข้าใจและใช้งานได้ง่ายครบครันมากยิ่งขึ้นกับงานทุกๆ ด้านไม่ว่าจะเป็น วิศวกรรม การแพทย์ ประติมากรรม และอื่นๆ 

สามารถดาวน์โหลดมาใช้งานกันได้แล้วตอนนี้ที่ : https://www.einscan.com/einscan-software/einscan-software-download-new-2/ 

**ถ้าเปิดเข้าไปดาวน์โหลดไม่ได้ให้ใช้การเชื่อมต่อ Internet จากมือถือเอานะครับ 

 

วีดีโอตัวอย่างโปรแกรม

เครื่องพิมพ์ 3 มิติกับการผลิตชิ้นส่วนวิศวกรรมยานยนต์ สนับสนุนทีมลูกพระบิดา.

เครื่องพิมพ์ 3 มิติกับการผลิตชิ้นส่วนวิศวกรรมยานยนต์ สนับสนุนทีมลูกพระบิดา.

 

ทางเรา PRINT3DD ได้มีโอกาสสนับสนุนการผลิตชิ้นส่วนวิศวกรรมยานยนต์ ในส่วนของ  Intake Manifold ในรถ Formula เพื่อใช้ในการแข่งขัน 2019 Fumula SAE Japan – Monozukuri Design Compettition ระหว่างวันที่

24 สิงหาคม – 4 กันยายน 2562สนามแข่งมาตรฐาน ECOPA (Ogasayama Sports Park), Shizuoka Prefecture, Japan โดยใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติในการขึ้นรูปให้กับทาง ทีมลูกพระบิดา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และนำไปใช้จริงของส่วนประกอบดังกล่าว ซึ่งส่วนประกอบดังกล่าวนั้นเป็นวัสดุ ABS สีดำโดยใช้เครื่องพิมพ์ไซต์ใหญ่ที่ทางเรามีคือรุ่น CreatBot FullScale Max 450

 

 

  • โดยในส่วนของ Intake Mainfold นั้นก็คือส่วนของปลายท่อที่ติดกับเครื่องยนต์โดยในส่วนตรงนี้หลังจากที่ขึ้นรูปงานด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ CreatBot FullScale Max 450 เสร็จก็ได้มีการชั่งน้ำหนักโดยรวม 2 ชิ้น อยู่ที่ 1.8 กิโลกรัม โดยงานดังกล่าวยังไม่ได้มีการแกะ Support แต่หลังจากที่แกะ Support แล้วจะเหลือน้ำหนักโดยประมาณ 700 กรัม

งานที่ยังไม่ได้แกะ Support น้ำหนักโดยรวม 1.8 กิโลกรัม 2 ชิ้น

หลักจากแกะ Support ก็สวยงามและน้ำหนักเหลือเพียง 700 กรัม รวมกัน 2 ชิ้น

  • ชิ้นส่วนดังกล่าวจะนำไปใช้ประกอบและดัดแปลงเข้ากับรถฟอมูล่าที่ทาง ทีมลูกพระบิดา ได้สร้างขึ้นดังภาพต่อไปนี้ทางเราได้สอบถามที่หันมาทดลองใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติเนื่องจากต้องการลดน้ำหนักองค์ประกอบโดยรวมของรถ Formula ทั้งคันซึ่งการนำมาใช้ยังอยู่ในการทดสอบการใช้งานจริงอาจจะต้องนำมาปรับแก้หรือดัดแปลงองค์ประกอบบางส่วนอีกหลายๆอย่าง ซึ่งอนาคตอันไม่ไกลนี้เราอาจจะได้เห็นโครงสร้างรถ Formula ทั้งคันถูกพิมพ์ขึ้นด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ

  • PRINT3DD ยินดีและขอขอบคุณที่ทาง ทีมลูกพระบิดา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้เปิดโอกาสให้เครื่องพิมพ์ 3 มิติของทางเรามีส่วนร่วมในการผลิตชิ้นส่วนดังกล่าวและขอบคุณสำหรับโลโก้ PRINT3DD บนเสื้อที่ทาง ทีมลูกพระบิดา ได้ออกแบบมาในที่นี้ด้วยครับ

 

 

การประยุกต์ใช้งานเครื่องพิมพ์และเครื่องสแกนเนอร์ 3 มิติ ในการทำ Packaging แบบ Vacuum

การประยุกต์ใช้งานเครื่องพิมพ์และเครื่องสแกนเนอร์ 3 มิติ ในการทำ Packaging แบบ Vacuum

        หลายๆ คนที่กำลังมองหาเครื่องมือที่จะนำมาช่วยในการทำงานด้านบรรจุภัณฑ์ (Packaging) ต่างๆ อยู่นั้นทางเรามีวีธีการนำเครื่องมือที่เรียกว่าเทคโนโลยี 3 มิติ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ที่สามารถขึ้นรูปชิ้นงานที่มีความซับซ้อนได้เสมือนจริง แถมยังมีต้นทุนที่ต่ำอีก และเครื่องสแกนเนอร์ 3 มิติ ที่สามารถสแกนชิ้นงานจริงแล้วนำไฟล์ที่ได้มาแก้ไขให้เหมือนชิ้นงานต้นแบบตามที่เราต้องการได้ (Coppy Model) ซึ่งจะเหมาะกับผู้ใช้งานที่ไม่ได้เชียวชาญด้านการเขียนแบบ 3 มิติ สำหรับท่านที่ไม่มีความรู้ด้านนี้เลยก็สามารถใช้งานได้ วิธีการนี้อาจจะมีการประยุกต์ใช้กับโปรแกรมอื่นๆ ตามความเหมาะสม เช่น Autodesk Meshmixer และอื่นๆ ถ้าท่านใดที่มีความรู้ทางด้านเทคโนโลยีด้าน 3 มิติ อยู่แล้วจะง่ายมากๆ สำหรับนำไปใช้งาน แต่สำหรับผู้ที่ไม่มีความรู้เลยก็สามารถใช้งานได้เช่นกันทางเรายินดีให้คำปรึกษา และสอนการใช้งานตัวเครื่องอยู่แล้วนะครับ 

ซึ่งตัวอย่างนี้เราจะมาทำ Packaging พลาสติกของแก้วน้ำกันนะครับ ซึ่งจะมีขั้นตอนการทำงานตามลำดับดังนี้

     ขั้นตอนที่ 1 การปรับแต่งชิ้นงานให้เหมาะสมต่อการนำไปใช้ การปรับแต่งนั้นเป็นการปิดรู หรือรอยบนผิวของชิ้นงานที่เราไม่ต้องการออก เพราะว่าการทำ Packaging พลาสติกแบบแวคคั่มปั้มหรือสูญญากาศ (Vacuum) จะต้องปิดช่องหรือรูส่วนที่เราไม่ต้องการออกด้วยถ้าไม่อย่างนั้น เนื้อพลาสติกจะโดนดูดเข้าไปในช่องว่างของชิ้นงานนั้นๆ ทำให้แกะงานแม่แบบออกไม่ได้ การปิดรูนั้นก็แล้วแต่ความถนัดของแต่ละคนเลยว่าถนัดแบบไหน อันนี้เราจะใช้เป็น Blue Tape ปิดรูที่หูจับของแก้วน้ำ ดังภาพประกอบ นำเทปมาติดให้ดีและเนียนที่สุดเท่าที่จะทำได้นะครับ 

 

———————- วีดีโอ ขั้นตอนที่ 1 ———————-

 

     ขั้นตอนที่ 2 การใช้สแกนเนอร์ 3 มิติ สแกนชิ้นงานเพื่อนำไปพิมพ์เป็นบล๊อคแม่แบบในการทำแวคคั่มสูญญากาศ (Vacuum) ซึ่งเราได้ใช้เครื่องสแกนเนอร์เป็นรุ่น Shining Einscan Pro 2X Series ที่มีความแม่นยำสูง 40 ไมครอน ใช้ร่วมกับ Turntable Einscan Pro จะทำให้สแกนงานได้ที่มีขนาดไม่เกิน 200 mm ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เมื่อสแกนชิ้นงานเสร็จต้องนำไฟล์งานออกมาแล้วตั้ง Offset ให้งานให้เพราะ Packaging ของสินค้าก็จะมีขนาดที่ใหญ่กว่าสินค้านิดหน่อย งานที่ได้จาการสแกนจะเป็นไฟล์ .stl , .obj จะได้ไฟล์งานตามรูปภาพประกอบ

 

———————- วีดีโอ ขั้นตอนที่ 2 ———————-

 

     ขั้นตอนที่ 3 การแก้ไขไฟล์ 3 มิติ ที่ได้จากการสแกน ขึ้นตอนนี้ง่ายมากๆ ยิ่งสำหรับคนที่ใช้โปรแกรมเขียน 3 มิติเป็นอยู่แล้วจะเข้าใจได้เร็วมากยิ่งขึ้น ซึ่งโปรแกรมที่เราใช้จะเป็นโปรแกรมฟรี Autodesk Meshmixer โปรแกรมนี้ส่วนมากเราจะใช้ในการทำ Hollow ชิ้นงาน ปรับผิวให้เรียบก่อนที่จะส่งพิมพ์กับเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ซึ่งขั้นตอนการทำให้ดูตามวีดีโอนะครับ เมื่อเราเปิดไฟล์เข้ามาในคำสั่ง Import ที่หน้าแรกเลยให้เราระบายสี (เป็นการเลือกพื้นผิวงาน) เพื่อจะทำการปรับผิวงานให้เรียบจะได้ง่ายต่อการทำแวคคั่มสูญญากาศ (Vacuum) คำสั่งที่เราใช้คือ Select >ระบายส่วนที่ตั้งการ >Deform >Smooth ในขั้นตอนการทำ Smooth นั้นจะมีคำสั่งให้เลือกปรับโดยจะเน้นไปที่การปรับ Smooth Scale ยิ่งค่ามากจะเรียบเนียนมากแต่ถ้ามากเกินไปจะทำให้รูทรงชิ้นงานเพี้ยนมากตามไปด้วนะครับ เมื่อได้ค่าที่เหมาะสมแล้วกด Accept ได้เลย ทีนี้เราก็จะได้ไฟล์ 3 มิติ ที่มีผิวงานเรียบเนียมแล้ว ส่วนการ Save งานออกมานั้นให้ใช้คำสั่ง Export > ตั้งชื่องาน นามสกลุที่ได้จะเป็น .stl ให้นำไฟล์ตัวนี้เปิดในโปรแกรมของเครื่องพิมพ์ 3 มิติได้เลยครับ

 

———————- วีดีโอ ขั้นตอนที่ 3-4 ———————-

 

     ขั้นตอนที่ 4 ตั้งค่าการพิมพ์งานกับเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ซึ่งเครื่องพิมพ์ 3 มิตินั้นจะมีโปรแกรมที่ใช้ในการตั้งค่าต่างๆ ที่จะใช้พิมพ์ชิ้นงานมากับตัวเครื่องด้วยตัวเครื่องที่เราใช้เป็นตัว Fullscale Max300 ที่มีขนาดพิมพ์งานอยู่ที่ 300x250x300 mm แต่ก่อนหน้านั้นเราจะใช้โปรแกรมของอีกเครื่องพิมพ์รุ่นหนึ่งในการปรับต่งไฟล์งานนิดหน่อยเพื่อให้ง่ายต่อการทำงาน คือโปรแกรม Flashprint ของเครื่องพิมพ์ยี่ห้อ Flashforge ในโปรแกรมนี้เราแค่โดนงานเข้ามาแล้วตัดบางส่วนที่ไม่ต้องการออกกับแบ่งครึ่งชิ้นงานเป็น 2 ชิ้นแค่นั้นเองครับ ดูวีธีการได้ตามวีดีโอ การพิมพ์งานนั้นเราจะใช้ความละเอียดของผิวชิ้นงานอยู่ที่ 200 ไมครอน (Layer Height) พิมพ์งาน 2 ชิ้นเป็นด้านซ้ายและขวา เพราะว่าจะนำมาแวคคั่ม (Vacuum) เป็น  Packaging ซ้าย/ขวา ความเร็วที่ใช้พิมพ์  60mm/s(Print Speed), ความร้อน 210-215 องศา(Temperature), ความหนาของงาน 3 ชั้น(Parameter shell) และเนื้อด้านใน 15% (Fill Density) ใช้วัสดุเป็นพลาสติก PLA (Polylactic acid) ใช้เวลาพิมพ์ประมาณ 9 ชั่วโมง เมื่องานพิมพ์เสร็จแล้วให้แกะออกมาจากนั้นก็สามารถนำไปเข้าเครื่องแวคคั่มแบบสูญญากาศ (Vacuum) ได้เลยครับ

 

     ขึ้นตอนที่ 5 การทำแวคคั่มแบบสูญญากาศ (Vacuum) เราจะใช้แผ่นพลาสติกที่มีความหนา 0.5 มิลลิเมตร เพื่อเน้นความแข็งแรงของตัว Packaging เอง ความร้อนที่ใช้นั้นจะอยู่ที่ 160 องศา เป็นเนื้อพลาสติก HIPS เมื่อความร้อนได้ตามที่เราตั้งแล้วเครื่องจะมีการแจ้งเตือนจากนั้นเราก็ดึงแผ่นพลาสติกลงมาแนบที่ชิ้นงานได้เลยจะเหมือนกับในวีดีโอด้านล่างครับ แล้วเครื่องจะเริ่มดูดอากาศที่อยู่ภายในออกจนหมดหรือให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ข้อควรระวังคือถ้าบางครั้งเราเลือกใช้ความร้อนกับเนื้อพลาสติกที่จะทำการแวคคั่ม (Vacuum)  นั้นไม่เหมาะสมหรือผิดค่าจะทำให้พลาสติกที่ใช้นั้นขาดได้ 

 

———————- วีดีโอ ขั้นตอนที่ 5 ———————-

———————- วีดีโอรวม ———————-

กระบวนการ Reverse Engineering ฉบับสมบูรณ์ : Geomagic Essential To Solid Edge

กระบวนการ Reverse Engineering ฉบับสมบูรณ์ : Geomagic Essential To Solid Edge

3 กระบวนการก่อนเข้ากระบวนการผลิต

เราจะมานำเสนอขั้นตอนการทำ Reverse Engineering และเครื่องมือเฉพาะทางที่ใช้งานได้อย่างดีเยี่ยมกันครับนั้นคือโปรแกรม Geomagic® Essentials

ข้อดีของโปรแกรม Geomagic® Essentials

  1. ช่วยลดเศษของไฟล์สแกนที่ติดมาด้วยไม่จำเป็นให้น้อยลงและลด Noise ของงานให้ดีขึ้น
  2. เปลี่ยนไฟล์ Point ให้เป็น Solid และสามารถเปลี่ยนจาก Solid กลับไปเป็น Point ได้เหมือนเดิม
  3. สามารถกำหนดจุด Origin ให้ชิ้นงานที่เกิดจากการสแกนได้ง่ายเพราะงานที่ถูกสแกนมานั้นจะไม่มีจุด Origin ที่แน่นอน
  4. กำหนด Plane ของชิ้นงานในทุกๆส่วนได้ง่ายและตรงจุด

*นี้ยังเป็นข้อดีเพียงเล็กน้อยของโปรแกรมนะครับยังมีอีกมากที่ทำได้ ^^*

หลายๆท่านคงจะสงสัยกันว่า

Reverse Engineering คืออะไร ทำไมสแกนมาแล้วถึงไม่เข้ากระบวนการขึ้นรูปได้เลยและประโยชน์ของการทำ Reverse วันนี้เราจะมาอธิบายให้ได้รู้กันครับ

Reverse Engineering หรือ วิศวกรรมย้อนรอย คือการทำให้ชิ้นงานที่เสียหายหรือปรับแต่งชิ้นงานที่ผ่านการสแกนมาแล้วนั้น ดีขึ้น กระบวนการค้นหาโครงสร้างเดิม ฟังก์ชันการทำงานของอุปกรณ์หรือระบบหนึ่ง ๆ มักเกี่ยวข้องกับการแยกชิ้นส่วนของอุปกรณ์ออกจากกัน แล้ววิเคราะห์การทำงานในแต่ละส่วน จากนั้นจึงนำมาสร้างอุปกรณ์ใหม่ ที่เป็นรูปแบบเดิมโดยปราศจากการคัดลอกจากต้นแบบ ยกตัวอย่าง

มีงานที่แตกหักเราต้องการซ่อมงานชิ้นนี้โดยสามารถทำได้คือ ทำการสแกนงานชิ้นเดิมเพื่อนำโครงสร้างของงานชิ้นเดิมมาเติมแต่งให้สมบรูณ์ หรือ ทำการสแกนงานชิ้นเดิมมาวาดขึ้นใหม่แล้วเติมแต่งในส่วนที่ต้องการให้เป็นแบบงานที่เราต้องการได้ การทำ Reverse เหมือนการวาด 3D ขึ้นมาใหม่แต่เพียงแค่เราอ้างอิงจากโครงสร้างเดิมของไฟล์สแกน ทำให้เราทำการ ขึ้นรูป 3D ใหม่ได้ง่ายขึ้นเท่านั้นเองครับ

ซึ่งหลาย ๆ คนจะพบปัญหาการทำงานเกี่ยวกับ Reverse ในหลายๆโปรแกรม ที่เคยได้ใช้งานกันมา ในวันนี้เราจะมาแสดงให้เห็นถึงสุดยอด Solution และความคุ้มค่าของเครื่องสแกนเนอร์ EinScan Pro 2x Series กันครับ ว่างานที่ถูกสแกนมานี้เมื่อได้ไฟล์งานสแกนมาแล้วเราควรจะทำอะไรต่อให้ไฟล์ที่ถูกสแกนมา สมบูรณ์ที่สุดก่อนเข้ากระบวนการขึ้นรูป 3 มิติ

หลังจากที่ทำการวาดขึ้นใหม่สำเร็จแล้วก็เข้ากระบวนการขึ้นรูปโดย 3D Printer ได้เลยครับ