fbpx

ใช้โปรแกรมปั้นโมเดล3Dฟรี! ZbrushcoreMini พิมพ์งานจริงจะพังหรือปังปุริเย่!

ใช้โปรแกรมปั้นโมเดล3Dฟรี! ZbrushcoreMini  พิมพ์งานจริงจะพังหรือปังปุริเย่!

แอดมินได้นำเอาโปรแกรม ที่ทำโมเดล 3D Free!
มาปั้นงานให้ดูกันแบบจริงๆและพิมพ์งานจริงผ่าน2ระบบ FDMและ SLA 3D Printer คืออะไร? / มีกี่ประเภท อะไรบ้าง?
โดยเครื่องที่ใช้พิมพ์จะเป็น Flashforge Adventurer 3 และ Flashforge Foto 8.9
วัสดุในการพิมพ์จะมีเส้น 3DD PLA Pro 1.75mm Filament และ FF Resin Washable 500g HD (High Detail ล้างได้ในน้ำเปล่า)
เหตุผลที่ใช้เครื่องและวัสดุนี้นั้นมาจาก เพราะเป็นเครื่องที่ใช้ง่ายและเหมาะสำหรับมือใหม่หรือเรซิ่นที่ขึ้นรูปง่าย ใช้ง่าย ไม่เลอะเทอะ พร้อมยังสามารถล้างตัวงานได้ในน้ำเปล่า
ส่วนทางด้านการใช้งานของโปรแกรมนั้นไม่ได้ยากและเข้าใจง่าย เหมาะกับหลายๆคนที่เริ่มอยากจะทำโมเดลเอง หรือทดลองทำโมเดลเพื่อทำขาย และยังสามารถใช้ก่อนเพื่อซื้อตัวโปรแกรมหลัก
เพราะตัวโปรแกรมนี้จะคัดฟีเจอร์ที่ฮิตและน่าใช้ของโปรแกรมหลักมาให้ผู้ใช้งานได้ลองทำกันก่อน เพื่อจะได้รู้ว่าในโปรแกรมหลักนั้นมีอะไรบ้าง หลังจากซื้อมาแล้วจะได้ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่ตอบโจทย์
บทความนี้มีประโยชน์มากๆได้ทั้งเรียนรู้และนำไปประกอบอาชีพได้อีกด้วย และที่เหลือนั้นจะขึ้นอยู่กับความสามารถ ความครีเอททีฟ ของผู้ใช้ล้วนๆ

หน้าต่างการทำงานของโปรแกรม ZbrushcoreMini

เนื้อหาของบทความ

หน้าตาไอคอนของโปรแกรม ZbrushCoreMini

Zbrush คืออะไร
ซีบรัช (อังกฤษ: ZBrush) เป็นโปรแกรมเครื่องมือประติมากรรมดิจิทัล ที่รวมถึงการสร้างแบบจำลองสามมิติ / 2.5D, การสร้างพื้นผิว, การวาดภาพดิจิตอล ซึ่งใช้เทคโนโลยี “pixol”
ที่เป็นจัดเก็บแสงสีวัสดุและข้อมูลความลึกสำหรับวัตถุทั้งหมดบนหน้าจอ ความแตกต่างหลักระหว่าง ZBrush กับ ZbrushCoreMini(ฟรี) จะเป็นFeatureที่ให้มาถึง12Brushes เนื่องจากZbrushCoreMini(ฟรี)จะคัดเลือกเฉพาะที่ฮิตและนักออกแบบทั่วไปชื่นชอบที่สุดมาให้ใช้ ซึ่งถ้าผู้ใช้ต้องการใช้แบบเต็มระบบจะต้องเป็นการซื้อ Licens จากทาง Zbrushในส่วนนี้จะเหมาะสำหรับผู้ใช้ที่เริ่มจะซื้อโปรแกรมหลัก ที่จะนำมาต่อยอดการทำโมเดล โดยที่ไม่ต้องเสียเงินซื้อก่อนเลย

หลักการทำงานของโปรแกรม
โปรแกรมนี้จะมีหลักๆอยู๋2 รูปทรงคือ ทรงกลมและทรงเหลี่ยมที่เป็นแบบหิน ซึ่งตัวหลักจะมีมาให้เยอะมากและมีแบบสำเร็จรูป
ส่วนด้านการทำงานโปรแกรมจะเป็นการปั้นมากกว่าเป็นการวาด เช่นการกด การบีบ การดึงของการออกแบบโมเดล จะสังเกตุได้ว่า โมเดลที่เป็นตั้งต้นมาให้แต่มีแค่2รูปร่าง
และไม่สามารถใช้สร้างแบบทีเดียวจบ เพราะหลักการทำโมเดลของโปรแกรมนี้จะเป็นการทำแต่ละส่วนและนำโมเดลมาประกอบกัน โดยทางทีมงานเองก็มีวิธีการพิมพ์โมเดลใหญ่หรือการต่อส่วนของโมเดล6ขั้นตอน พิมพ์โมเดล3D Hi-Def ขนาดใหญ่50cm จากต้นจนจบ

เครื่องมือBrushes หรือFeature ที่ให้มา
จะมีทั้งหมด 12 Brushes ซึ่งใน 12 Brushes นั้นจะมีแตกย่อยให้เลือกใช้อีกเพียบ
โดยส่วนใหญ่จะเป็นการปั้น หู ตา เขา และอื่นๆ ถ้าหากมีความสร้างสรรค์มากๆอาจจะปั้นโมเดลเป็นตัวๆได้เลย

พิมพ์จากเครื่อง Adventurer3
ผลงานพิมพ์ที่ยังไม่ได้แกะซัพพอร์ท

ทดสอบการพิมพ์งานจริงทั้งแบบ FDM&SLA
การทดสอบโปรแกรมZbrushCoreMini จะเป็นการทดสอบการพิมพ์โมเดลเดียวกันแต่แตกต่างกันในระบบการพิมพ์
โดยจะมีการพิมพ์แบบ FDM จากเครื่องFlashforge Adventurer 3 โดยใช้เส้นการพิมพ์ 3DD PLA Pro 1.75mm Filament
และการพิมพ์แบบ SLA หรือเรซิ่นจากเครื่อง Flashforge Foto 8.9 จะใช้เรซิ่น FF Resin Washable 500g HD ชนิดที่สามารถล้างได้ในน้ำเปล่า
โดยเรามีบทความที่เป็นเปรียบเทียบความสวย FDM vs SLA ต่างกันขนาดไหน ให้ได้อ่าน

ผลงานอื่นๆของโปรแกรมฟรี และซื้อ license

ปั้นโมเดลมนุษย์ โดย ZbrushCoreMini
โมเดล มนุษย์ปลา
เผ่า Ox Man แบกขวาน
น้อง Unco ผู้กล้ามโต
มังกรจากแดนจีน


ดาวน์โหลดโปรแกรมได้ที่นี่


เครื่องพิมพ์ที่ใช้

วัสดุที่ใช้

 


6ขั้นตอน พิมพ์โมเดล3D Hi-Def ขนาดใหญ่50cm จากต้นจนจบ

6ขั้นตอน พิมพ์โมเดล3D Hi-Def ขนาดใหญ่50cm จากต้นจนจบ

มีหลายคนชอบโมเดลสัตว์ประหลาด หาซื้อไม่ได้ พิมพ์ด้วยตัวเองได้ครับ บทความจะมาเจาะขั้นตอนการพิมพ์จากต้นจนจบโมเดล Kaiju ขนาด 50cm รายละเอียดสูง (แค่ไฟล์ 3D เองก็ 2GB แล้ว) โดยจะแบ่งขั้นตอนเป็น  6 ขั้น ใช้เครื่องพิมพ์ MSLA 3D Printer รุ่น Flashforge Foto13.3 พิมพ์ทั้งหมด 8 ชิ้นแล้วมาต่อกันตอนหลัง ที่เลือกใช้ระบบนี้เพราะได้งานที่ละเอียดสูงที่สุด ที่ไม่เลือกพิมพ์เป็นชิ้นเดียวเพราะอยากได้ชิ้นใหญ่เอามาต่อเองที่หลังดีกว่า เรซิ่นที่ใช้เป็น Washable Resin สีเทา เพื่อลดขั้นตอนการล้างและการทำความสะอาดให้ทำงานได้เร็วขึ้นเยอะ โดยรวมงานชิ้นนี้จากหัวถึงหางยาวประมาณ 50cm ใช้งบไปทั้งหมดประมาณ 2000-2200บาท (จะหาซื้อโมเดลละเอียดขนาดนี้หายากอยู่ และราคาแพงกว่าแน่นอน)

ซื้อโมเดลจาก Myminifactory.com
พิมพ์งานใหญ่ขึ้น 150% หัวถึงหางประมาณ 50cm
พิมพ์เสร็จชอบ รายละเอียดอย่างงี้หาซื้อไม่ได้ง่ายๆ เราพิมพ์เองก็ไม่ได้จากเย็นอะไรนัด ทุนประมาณ 2000-2200บาท

1. เลือกไฟล์

ขั้นตอนนี้แล้วแต่ความชอบเลยครับ ส่วนตัวยังไม่เคยพิมพ์งานใหญ่ๆแล้วมีรายละเอียดสูง จำพวกสัตว์ประหลาดมีเกร็ดผิวหนังมี Texture เยอะๆกะว่าจะลองเครื่องด้วยเลย เลือกพวก Kaiju ครับโดยมากแล้วโมเดลดีๆทำไฟล์มาสวยๆจะเสียเงิน น้อยมากที่จะฟรี คราวนี้เลือกแบบเสียเงินครับ แนะนำเวบไซต์ที่มีทั้งฟรี และเสียเงินอย่าง MyMiniFactory.com อุดหนุนศิลปินให้เค้าสร้างสรรค์ชิ้นงานมาเพิ่ม คราวนี้ผมเสียเงินไป 25USD – 800บาท เพราะใช้ไฟล์ฟรีมาเยอะแล้ว

เค้าทำไฟล์มาให้ค่อนข้างดีครับ โดยแยกชิ้นส่วนมาให้อย่างละเอียด มีทั้งแบบติด Support มาให้แล้ว และแบบไฟล์ 3D ดิบๆ มีทั้งแบบทั้งตัวเลย และแยกเป็นชิ้นย่อย (พิมพ์งานรายละเอียดสูงพวก Hi-def แนะนำให้แยกพิมพ์ครับ ไม่งั้น Support จะติดหนืบแกะอย่างไงก็ไม่สวย) ไฟล์ที่มา 2GB+

ส่วนใครมีความสามารถ เก่งเรื่อง 3D สร้างไฟล์กันได้เลยครับ หากเป็นงาน Art Freeform ซอฟแวร์ยอดนิยมคงหนี้ไม่พ้น Zbrush, Blender

โมเดลมีให้เลือกมากมาย แบบฟรีก็มี เสียเงินก็มี ตัวอย่างนี้เสียเงินงานค่อนข้าง Hi-End
ตัวอย่างไฟล์ที่ไปซื้อมา ถ้าเป็นแบบซื้อจะแยกไฟล์มาให้อย่างดี มีทั้งแบบเต็ม และแยกเป็นส่วนๆ และแบบติด Support มาให้แล้ว

2. เตรียมไฟล์

การเตรียมไฟล์แล้วแต่เครื่อง 3D Printer ที่ใช้ ในบทความนี้ใช้เครื่องระบบ SLA วัสดุตั้งต้นเป็นของเหลว ซอฟแวร์ที่นิยมใช้มีหลายตัว ผมเลือกใช้ ChituBox เพราะเห็นว่าง่ายดี ส่วนตัวชอบ Interface ของน้องชิตู เนื่องจากคิดอยู่แล้วว่าอยากพิมพ์ให้ใหญ เลือกปรับขนาดให้เป็น 150% ทุกชิ้นส่วนครับ รวมๆแล้วชิ้นงานทั้งหมดใหญ่กว่า 50 cm เลือกพิมพ์แยกชิ้นทั้งหมด 8 ชิ้น เพราะติดเรื่องเครื่องพิมพ์ใหญ่ไม่ได้ขนาดนั้น และอีกอย่างแบ่งๆเป็นชิ้นๆสามารถเลือกตำแหน่ง Support ได้ง่ายกว่า ควบคุมคุณภาพได้ดีกว่า

หากใครสนใจวิธีการใช้ ChituBox แบบละเอียดขึ้นลองดูในบทความนี้เพิ่มเติมครับ

งานทั้งหมดแบ่งพิมพ์ทั้งหมด 3ครั้ง ตามตัวอย่างข้างล่าง

ชิ้นส่วนนี้ใหญ่สุดพิมพ์ชิ้นแรกเลย จัดยกส่วนเกร็ดแผงหลังยกขึ้นเพื่อเลี่ยง Support ติด Support ให้อยู่ด้านท้องที่เห็นได้ยากกว่าแทน
พิมพ์ส่วนหาง และ ขา เลือกที่เอาขาชี้ขึ้นมุมเงยให้เล็บอยู่เหนือสุดไล่ไป เพื่อเลี่ยง Support เช่นเดียวกันกับหาง ดูมุมเงบของเกร็ด
พิมพ์ส่วนโคนหาง มือ และ แขนเจ้ากิ้งก่าน้อยของเรา

3. พิมพ์จริง

เมื่อได้ไฟล์พิมพ์ เชคงานกันเรียบร้อยแล้วก็มาถึงขั้นตอนการพิมพ์ ในบทความนี้ใช้เครื่องพิมพ์เรซิ่นระบบ LCD หรือ MSLA โดยเลือกวัสดุที่พิมพ์เป็นเรซิ่นแบบ Washable HD เป็นเรซิ่นที่เอาล้างออกได้ด้วยน้ำเปล่า การพิมพ์แต่ละครั้งใช้เวลาราวๆ 9-12ชม. รวมแล้วเวลาในการทำทั้งหมดใช้เวลา 2 วันเฉพาะพิมพ์ โดยในบทความนี้เลือกพิมพ์ที่ 100um ถ้าใครต้องการงานสวยกว่านี้เลือกพิมพ์ที่ 50um ได้แต่ Workflow ทั้งหมดจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวตามความละเอียดที่เพิ่มขึ้น

ขนาดพิมพ์จริงออกมาใหญ่ใช่เล่น
หนักใช้ได้เลยทีเดียว
ขาก็มา เหมือนน่องไก่เลย

4. ล้างงาน แกะ Support

เมื่อพิมพ์งานเสร็จ ก็มาถึงขั้นตอนการล้างงาน ใช่!! พิมพ์เรซิ่นเสร็จทุกครั้งต้องล้างงานให้สะอาดและแกะ Support งานที่พิมพ์เสร็จใหม่ๆจากเครื่องเลอะเรซิ่น ปกติจะใช้ Isopropyl Alcohol (IPA) ในการล้างเรซิ่นออกเนื่องจากเรซิ่นไม่ทำละลายในน้ำเปล่า แต่เราใช้ Washable Resin เลยลดทอนขั้นตอนการใช้ IPA ไป โดยหลักๆแล้วเราจะแช่ชิ้นงานลงในภาชนะขนาดใหญ่กว่าชิ้นงาน ในที่เราใช้ถังเติ่มน้ำเปล่าไว้ เอาชิ้นงานลงล้าง ใครจะฉีดน้ำก็ได้ เทคนิคอีกอย่างคือเมื่อเอาชิ้นงานไปแช่ใน IPA หรือกรณีน้ำเปล่า Support จะอ่อนตัวเป็นจังหวะที่ดีที่เราจะแกะเจ้า Support ออกในขั้นตอนนี้ ก่อนเอาไปเป่าลม และตากให้แห้ง

หลังจากล้าง แกะ Support แล้ว แนะนำใครมีเครื่องเป่าลม ให้เอามาเป่าชิ้นงาน จะช่วยให้งานสวยขึ้นไล่เรซิ่นที่อาจจะติดอยู่บางๆออกด้วย รายละเอียดชิ้นงานจะสวยขึ้น

นำชิ้นงานไปล้างทำความสะอาด ในที่นี้ใช้เรซิ่นที่ล้างด้วยน้ำเปล่าได้ ในขั้นตอนนี้อาจจะใช้วิธีแช่ทิ้งไว้ไปเลย Support จะนิ่มขึ้นแกะในขั้นตอนนี้เลยก็ได้ครับ
เป่าลม ปั๋มลมไม่ต้องใหญ่มากก็ได้ เป็นการไล่ละอองเรซิ่นที่เกาะอยู่ทำชิ้นงาน ทำงานคมเนียนขึ้น จริงๆแกะ Support ก็มาเป่าลมก็ได้ครับ แต่ที่ถ่ายแบบนี้จะได้ให้คนเห็นง่าย
ซ้ายไปขวา ถาดพิมพ์ ชิ้นงานที่ต้องการ Supportที่ไม่ได้ใช้
เรซิ่นที่พิมพ์ทั้งหมดใช้ไปประมาณ 930g โดยเป็นโมเดล 678g Support 258g หรือคิดเป็น 27% ของทั้งหมดที่ต้องทิ้ง

5. ตากแห้ง และ อบ UV

ขั้นตอนต่อมาหลักจากแกะ Support และเราต้องทำให้ชิ้นงานแห้งและแข็งตัวอย่างเต็มที่ โดยงานที่พิมพ์ออกมาจากเครื่องยังมีคุณสมบัติทางเคมีไม่เป็น Polymer ที่สมบูรณ์โดยแสง UV ในเครื่องจะทำให้เกิด Bonding 50-60% เพียงเท่านั้น เมื่อจับชิ้นงานจะรูปสึกนิ่มๆเหนียวๆอยู่เหมือนดินเหนียวที่ยังไม่แห้งสนิท เราทำได้โดยให้ชิ้งงาน Cure สนิท ง่ายที่สุดคือนำชิ้นงานไปตากแดด (กรณีไม่มีเครื่องพิมพ์) หรือจะให้ดีหน่อยใช้เครื่องอบ UV Curing Machine จะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าทางเคมี เนื่องจากมีฉายแสงอย่างทั่วถึงทุกด้าน และมีการเป่าลมร้อน (เรซิ่นแต่ละชนิดมีเวลา Set ตัวไม่เท่ากันและอุณหภูมิที่ใช้ก็ไม่เท่ากัน)

งานที่ได้หลังอบชิ้นงานจะมีควาามแข็งแรง ได้คุณสมบัติเติมตามชนิดเรซิ่นนั้นๆ เทคนิคนิดหน่อยที่แนะนำ ถ้าต้องการขัดหรือแต่งชิ้นงานทำได้ก่อน หรือ หลังอบ UV ได้ทั้งคู่แต่ก่อนอบ UV ชิ้นงานจะมีความนิ่มมากกว่า

อบ UV // หากใครไม่มีตากแดดก็ได้ครับ
แขน และหัว
ขา เกร็ดและอื่นๆมาครบ
เมื่ออบแล้วสีของชิ้นงานจะเข้มขึ้นคิดหนึ่งแต่ละแข็งขึ้นมาก

6. ต่องาน เก็บงาน

ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ยาก และ สนุกที่สุดของผมเพราะชิ้นงานจะสำเร็จแล้ว ที่ว่ายากคือการต่อชิ้นงานนั้นจะให้สวย เนียนสนิทยากมากๆ ซึ่งเราก็ไม่ได้เก่งขั้นทำให้ชิ้นไม่มีรอยต่อเลย ที่ทำได้คือพอใช้+เทคนิคที่ดูใน Youtube ช่วย นั้นคือการเชื่อมชิ้นงานด้วยเรซิ่นของมันเอง โดยเราจะลงลึกเรื่องนี้ในอีกบทความนึงครับ โดยการติดกาวที่ชิ้นงานด้วยกาวธรรมดาก่อน แล้วการเก็บรอยต่อด้วยการฉีดเรซิ่นไปที่รอยต่อนั้นด้วยเรซิ่นที่ใช้พิมพ์เลย เช่นตย.นี้ให้สีเทา Washable ให้หลอดฉีดยา ตอนแรกซื้อเข็มมาด้วยแต่ใช้ไม่ได้ดูดไม่ขึ้น เลยต้องใช้หลอดเปล่าๆ ฉีดไปที่รอยต่อและเอาแสง UV เชื่อมเลยมันดีมาก ติดกันแถบไม่เห็นรอยต่อ และที่แนะนำมากกว่านั้นใช้ไฟฉาย UV เพราะการให้กล่อง UV ที่ตั้งอยู่นิ่งๆนี้เป็นอะไรที่ยากมากต้องจับโมเดลเอียงทางนู้นทีทางนี้ที ท่ายากและเมื่อยมาก

ลำดับการต่อมีความสำคัญมากๆ อันนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละคน ผมเลือกต่อส่วนที่เป็นหางและขาก่อน เพราะจะได้ตั้งโมเดลด้วยขาได้ ใครจะต่อหัวก่อนก็ได้ ไม่มีผิดถูกให้ทำงานสบายก็แล้วกันครับ  ในที่สุดก็ออกมาเป็นตัว ภูมิใจที่ได้ทำและจะไม่เนียนที่สุด และก็รู้สึกดีที่ได้ทำเองครับ

โมเดลนี้มีการพ่นสีรองพื้นด้วย ใช้สเปร์ยตัวไปรองพื้นครับ อันนี้ส่วนตัวคิดว่าพลาดไม่น่าพ่นครับ ไม่พ่นสวยกว่า

พิมพ์ออกมาแปดชิ้นพร้อมติด ประกอบ
ทางกาว ผมใช้กาวยางนะใครจะใช้กาวร้อนก็ได้ แต่ต้องมือแน่จริงๆ ติดแล้วติดเลย
หยอดเรซิ่นส่วนที่เป็นรอยต่อ
ฉายแสงให้งานเชื่อมกันจะได้เนียนๆ
ขนาดพอดีมือ
ต่อเสร็จออกเป้นตัวแล้ว
ฉีดสเปร์ยรองพื้น
จะเห็นว่าส่วนที่ฉีด(ซ้าย) จะเงากว่าด้านที่ยังไม่ฉีด(ขวา)
ลวดลายมาครบเห็นรอยต่อบ้างแต่ไม่น่าเกลียดต้องขอบคุณวิธีการเชื่อมด้วยเรซิ่นของตัวเอง
เกร็ดเป็นเกร็ด
งานเก็บอย่างเนียน มีรอย Support ที่ใต้คอให้เห็นบ้าง

สรุป และ แนะนำ

ที่ทำมามีอะไรให้พัฒนาต่ออีกหลายอย่างครับสรุปได้อย่างงี้

  • การจะเชื่อมชิ้นงานด้วยเรซิ่นของตัวเองแนะนำให้ใช้ไฟฉาย อย่าใช้กล่อง UV ต้องมาเก้ๆกังๆจับชิ้นงานฉายแสง สู้ไฟฉายจี้ไปจุดนั้นเลย
  • ง่ายกว่านั้นก็พิมพ์ชิ้นเดียวไปเลยด้วยเครื่องใหญ่เลย พวก 60cm / 170cm แต่เป็นเครื่องเป็นล้านครับ
  • ถ้าจะเลือกลำดับการต่อใหม่ จะต่อชิ้นส่วนเล็กที่สุดก่อน ค่อยไล่ไปชิ้นส่วนใหญ่ๆยาวๆ ให้การทำงานง่ายขึ้น
  • ถ้าเลือกได้คราวหน้าไม่พ่นสเปร์ยรองพื้น ส่วนตัวคิดว่าไม่สวย ไม่พ่นสวยกว่า
ไฟฉาย UV มีขายตาม Lazada Shopee

ส่งท้ายด้วยมีม และ Gag ขำๆนะครับ

Review : FC3 UV Curing Box จากค่าย Flashforge

Review : FC3 UV Curing Box จากค่าย Flashforge

หลังจากที่ได้มีการเปิดตัวกันไปแล้วกับเครื่อง Flasgforge FOTO
ตอนนี้ได้ปล่อยออกมาติดๆกับ เครื่องอบงานเรซิ่น UV Curing Box FC3 SLA 3D Printer ระบบเรซิ่น คืออะไร มีกี่ชนิด??
ในตอนแรกตอนที่ยังไม่ได้ทำการรีวิว ทางแอดมินเองก็มีข้อสงสัยว่า เราจะใช้เครื่องอบไปเพื่ออะไร ใครบ้างที่ต้องการใช้
และมีประโยชน์อย่างไร และในที่สุดก็มีคำตอบสำหรับคำถามในหัว จะเป็นยังไงไปดูกัน

เครื่องสำหรับอบชิ้นงานด้วยแสง UV Curing Box FC3
ถ้าเอาใจแบบง่ายๆเลยคือเครื่องอบชิ้นงาน เพื่อให้ตัวชิ้นงานแข็งแรงขึ้น และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น งานพิมพ์จาก Flashforge Foto 6, 8.9, 13.3
ในส่วนภายนอกของตัวเครื่องมีสวิทช์ปิด/เปิด ที่ด้านข้าง และการออกแบบที่เป็นแบบฝาเปิดแบบแม่เหล็ก
ช่วยป้องกันไม่ให้ แสงยูวีภายในเครื่องลอดผ่านออกมาได้ และเมื่อทำการเปิดฝาขึ้นในขณะที่เครื่องยังทำงานอยู่ เครื่องนี้จะทำการหยุดการอบทันที
ด้วยดีไซน์นี้ทำให้ผู้ใช้ปลอดภัยต่อแสงยูวีที่ใช้อบชิ้นงาน

ในส่วนด้านการทำงานของเครื่อง
เครื่องนี้เป็นเครื่องอบแบบรอบทิศทาง ซึ่งมีตัวหลอดแสง UV มากถึง30 หลอด
โดยที่ด้านล่างมี6หลอด และด้านข้างอีก 24 หลอด สามารถอบได้ทั่วถึง แม้แต่จุดที่ซ่อนเร้น
พร้อมทั้งมีถาดรองชิ้นงานที่เป็นอลูมิเนียม ที่เป็นอลูมิเนียมจริงๆทั้งแผ่น เจ้าเครื่องนี้ใช้งานง่าย สามารถใช้งานมือเดียวได้เลย

ด้านในกว้าง เครื่องใหญ่ และมีน้ำหนัก
ลักษณะการหมุนอบของเครื่อง
สามารถอบทีละชิ้น หรืออบทีเดียวหลายๆชิ้น หากเป็นเรซิ่นชนิดเดียวกัน

ด้านการใช้งานเมนูของเครื่อง

หน้าจอหลักจะมีอยู่ด้วยกัน 4ตัวเลือก

4 เมนูการใช้งาน และยังมีการบันทึกข้อมูลเวลาและอุณหภูมิสุดท้ายที่ใช้งานเครื่อง

ตัวเลือก 1 Start หรือเริ่มใช้งาน จะเป็นโหมดคำสั่งเริ่มต้นการใช้งาน

ตัวเลือก 2 Temp Set การตั้งค่าอุณหภูมิ เป็นโหมดคำสั่งการตั้งอุณหภูมิของเครื่อง โดยเครื่องนี้สามารถตั้งอุณหภูมิ ต่ำสุดอยู๋ 35-60องศา

ตั้งอุณหภูมิได้ตั้งแต่ 35-60องศา

ตัวเลือก 3 Time Set การตั้งค่าเวลาในการอบ เป็นโหมดคำสั่งการตั้งเวลาในการอบ เวลาในการตั้งสามารถตั้งเวลาได้ตั้งแต่ 0-300 นาที

ตั้งเวลาได้ตั้งแต่ 0-300 นาที

ตัวเลือก 4 Mode การเลือกโหมดความเข้มข้นในการอบ
เครื่องอบนี้จะมีทั้งหมด 2 โหมดก็คือ
1 Normal Mode : จะเป็นการอบแบบเรซิ่นทั่วไป หรือที่เรียกกันว่า Standard Resin
โดยการอบทั่วๆไปจะอยู่ที่ 5นาทีและความร้อนที่ 35องศา นอกนั้นจะขึ้นอยู่กับตัวชิ้นงาน
2 Strong Mode : เป็นโหมดสำหรับ “เรซิ่นชนิดพิเศษ หรือเรซิ่นที่เป็นเกรดอุตสาหกรรม”
โหมดนี้จะเป็นในตามชื่อของโหมดเพราะจะปล่อยแสง UV เข้มข้นกว่าและแรงกว่า Normal Mode

2โหมดการใช้งาน

สรุป
เครื่องอบเรซิ่น FC3 เหมาะกับหลากหลายงาน จำเป็นจะต้องใช้เนื่องจาก เราไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิความร้อนและสภาพอากาศได้จึงจำเป็นที่จะต้องมีเครื่องนี้
การอบเพื่อ”เพิ่มประสิทธิภาพของเรซิ่นก่อนการใช้งานจริง จำเป็นอย่างมาก” เพราะการอบสามารถอบได้ทั้งเกรดเรซิ่นทั่วไปและเกรดอุสาหกรรมโดยการใช้โหมด 2โหมดคือโหมด
1 Normal Mode : จะเป็นการอบแบบเรซิ่นทั่วไป หรือที่เรียกกันว่า Standard Resin
โดยการอบทั่วๆไปจะอยู่ที่ 5นาทีและความร้อนที่ 35องศา นอกนั้นจะขึ้นอยู่กับตัวชิ้นงาน
2 Strong Mode : เป็นโหมดสำหรับ “เรซิ่นชนิดพิเศษ หรือเรซิ่นที่เป็นเกรดอุตสาหกรรม”
โหมดนี้จะเป็นในตามชื่อของโหมดเพราะจะปล่อยแสง UV เข้มข้นกว่าและแรงกว่า Normal Mode
ความพิเศษที่ไม่เหมือนใคร
– Modeการใช้งาน ที่เหมาะสำหรับทุกการใช้งาน
– อุณหภูมิที่ถูกบันทึกเอาไว้อัตโนมัติ ต่อให้ปิดเครื่องไปแล้วอุณหภูมิที่เคยใช้ก็ยังอยู่
– LED UV ที่มีมากถึง 30หลอด ทั้งรอบด้านและด้านล่าง
– กระจกช่วยกระจายแสง รอบทิศ
– แผ่นฐานรองตัวงานที่เป็นอลูมีเนียม และการหมุนที่สม่ำเสมอ
ช่วยให้ตัวงานของคุณ ทั่วถึงทุกจุดแม้แต่จุดที่หลบซ่ออยู่อย่างแน่นอน
– เสียงเตือนเมื่อการอบงานเสร็จสิ้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 


 


 

เปรียบเทียบความสวย FDM vs SLA ต่างกันขนาดไหน

เปรียบเทียบความสวย FDM vs SLA ต่างกันขนาดไหน

บทความนี้เรามาเน้นเจาะลึกเปรียบเทียบคุณภาพงาน ความคมชัดจาก 3D Printer 2ระบบ คือ ระบบเส้นพลาสติก FDM และ ระบบน้ำเรซิ่น SLA เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าระบบเรซิ่นนั้นมีความละเอียด สวยกว่า เก็บ Detail ได้ดีกว่า สวยกว่าขนาดไหนเรามาดูกันด้านล่าง แต่เราจะไม่ได้อวยอย่างเดียว จะให้เห็นจุดด้อยของระบบนี้ด้วยเช่นกัน ที่ทิ้งรอย Support เป็นตุ่มเป็นหลุม โอกาสพิมพ์ให้สำเร็จยาก ต้องตั้งชิ้นงานและ Support ให้ดีๆ

ในมิติความสวยต้องยกให้ SLA แต่ระบบนี้ก็มีความยุ่งยาก และข้อด้อยอยู่เหมือนกันด้านการดูแลรักษา , สกปรกเลอะเทอะ, สารเคมี ระบบเรซิ่น SLA จึงไม่ได้เหมาะกับทุกคน หากเป็นมือใหม่หรือใช้งานทั่วๆไปอย่างไงก็แนะนำให้ใช้ระบบ FDM หรือระบบเส้น ดูแลรักษาและใช้ง่ายกว่า เหมาะกับทุกคน ดูจะปลอดภัยกว่า หากต้องการตัดสินในเลือกซื้อระหว่าง FDM และ SLA บทความนี้น่าจะช่วยให้เข้าใจได้มากขึ้น FDM vs SLA 3D Printer เลือกระบบไหนดี เปรียบเทียบข้อดีข้อเสีย (update 2021)

ชิ้นงานที่เอาเปรียบเทียบในบทความนี้ ทั้ง FDM และ SLA หากมองไกลๆก็สวยเหมือนๆกัน

คุณภาพงานพิมพ์

หากเปรียบเทียบคุณภาพงานพิมพ์แล้ว SLA มีความคมชัดกว่ามากทั้งในมิติของแกน XY และ แกน Z เหตุผลมาจากกลไกการสร้างโมเดลที่ต้องกันชัดเจน FDM จะทำการละลายรูปของหัวฉีดไม่สามารถทำให้เล็กมากๆได้โดยมากจะอยู่ที่ประมาณ 0.4mm @XY ลักษณะการตั้งค่าของการพิมพ์ความหนาของแต่ละเลเยอร์ก็เช่นกัน FDM จะนิยมตั้งกันประมาณ 0.15-0.25mm/layer @Z ระบเรซิ่นไม่ติดปัญหาเรื่องขนาดของหัวฉีดจึงสามารถสร้างความละเอียดได้สูง โดยทั่วไปมีขนาด จุดเลเซอร์/Pixel อยู่ที่ 0.05-0.1mm @XY และนิยมพิมพ์กันที่ 0.025-0.1mm/layer @Z

  • FDM ข้อจำกัดขนาดหัวฉีด ทำให้เล็กมากไม่ได้ ไม่งั้นฉีดพลาสติกเหลวไม่ออก
  • FDM มีขนาดหัวฉีด 0.4mm @XY นิยมพิมพ์กันที่ 0.15-0.25mm/layer @Z
  • SLA มีขนาด Pixel ทั่วไปอยู่ที่ 0.05mm @XY นิยมพิมพ์กันที่ 0.05-0.1mm/layer @Z
สองโมเดลพิมพ์จากไฟล์เดียวกันที่ความละเอียดเท่ากันที่ 0.05mm ด้านซ้ายพิมพ์ด้วยเครื่องระบบเส้นพลาสติก FDM จะเห็นชั้นของเลเยอร์ค่อนข้างชัดเจน เมื่อ Zoom เข้าจะเห็นเส้นพลาสติกย้อยหลายๆจุด ส่วนของ SLA มองดีๆจะเห็นชั้นของเลเยอร์เหมือนกันแต่ดูเชื่อมกันเป็นเนื้อเดียวมากกว่า และเห็นเป็นชั้นๆน้อยกว่า
รูปนี้จะเห็นได้ชัดเจน การเก็บรายละเอียดและเชื่อมเป็นเนื้อเดียวกัน ระบบ SLA ทำได้ดีกว่า
ซ้ายมีด้วยระบบ FDM ที่ความละเอียด 0.1mm/layer ด้านขวาพิมพ์ด้วยระบบเรซิ่น SLA 0.05mm/layer ถึงแม้ว่าพิมพ์ระบบเส้นที่ความละเอียดหยาบกว่า เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีนัก แต่จะเห็นว่าการเก็บรายละเอียดต่างกันอย่างมาก
ตัวอย่างนี้ทั้งสองพิมพ์ด้วยความละเอียดเท่ากันที่ 0.1mm/layer แต่จะสังเกตุเห็นว่าด้านซ้าย FDM จะเห็นเลเยอร์ขึ้นอย่ากชัดเจน ส่วนหากเป็นระบบ SLA งานจะดูกลืนกันมากเห็นเป็นเลเยอร์เช่นกันแต่ดูน้อยกว่า

โครงสร้าง และ Support

เนื่องจากทั้งสองระบบมีการทำงานที่แตกต่างกัน โครงสร้างของโมเดลและการตั้งค่าจึงแตกต่างกัน มีข้อจำกัดตามกัน ซึ่งส่งผลกับคุณภาพของงานต่างกัน เช่น FDM แกะ Support ออกมาจะเป็นขุ่ยๆ ส่วน SLA แกะ Support ออกมาจะเป็นตุ่มๆ

  • FDM Support จะมีลักษณะเป็นแท่งแผงพลาสติกทรงเหลี่ยม, โครงสร้างภายในสามารถเลือกได้เป็นแบบ รังผึ้ง หรือ อื่นๆได้มากมาย — แข็งแรงตกไม่แตก
  • SLA Support จะมีลักษณะเป็นเป็นเส้นถักกันคล้ายต้นไม้ หรือ รั่ว, โครงสร้างภายในมักเจาะให้กลวงและเจาะรูหลายรูให้น้ำไหลออก — สวยแต่ไม่แข็งแรง ตกแล้วแตก
FDM ระบบเส้น โครงสร้างภายในมีหลายแบบ ตย.นี้เป็นรังผึ้ง Support มีลักษณะเป็นแท่งตรง
SLA นิยมทำให้กลวง และเจาะ โครงสร้างภายในเป็น Support โมเดลที่ได้มีความเปราะบาง
โครงสร้างภายในของ FDM จะเป็นโครงสร้าง ในรูปเป็นโครงสร้าง Hexagon
SLA นิยมทำให้ชิ้นงานกลวง เพื่อประหยัดเรซิ่น และลดแรงดึงชิ้นงาน โครงสร้างภายในจึงเป็น Support แบบเดียวกับภายนอก โดยหลักการแล้ว SLA กลวงแบบนี้เปราะตกแล้วแตก ไม่เหมือน FDM
ชิ้นงานเมื่อแกะ Support ออกแล้ว FDM จะทิ้งร่องรอยเป็นขุ่ยๆ สากๆ ส่วน SLA จะทิ้งรอย Support เป็นตุ่มๆหลุมๆ และมีรูที่เราเจาะให้เรซิ่นออก

Note : สำหรับเทคนิคการตั้งค่า SLA ผ่าน ChituBox มีขั้นตอน 7 ขั้นง่ายๆดังนี้

การเสียรูป

ทั่งสองระบบหากตัวชิ้นงาน หรือ วาง Support ไม่ดีอาจทำให้ชิ้นงานเสียรูปได้ทั้งคู่ แต่ระดับความยากในการ Set และพิมพ์ให้สำเร็จระบบ SLA มีความยากและการ Setting ที่ลึกอยู่กว่า (ความคิดเห็นส่วนตัว)

SLA ยิ่งร่องรอยตุ่ม หลุม ดูไม่สวยเลย เราต้องเลี่ยงให้มากที่สุดโดยต้องเลือกด้านที่ติดกับ Support เป็นด้านที่ต้องทำใจกับรอย Support ที่ไม่สวย
SLA วาง Support ไม่ดี ชิ้นงานเมื่อพิมพ์ออกมาโก่งตัว ผิดรูปได้ ต้องวาง Support เยอะไม่ให้โก่ง แต่หากวาง Support เยอะก็จะทิ้งรอยไว้อีก เป็นสิ่งที่ต้องชั่งใจดู
FDM จะเห็นรอยสานกันขอเส้นพลาสติกชัดเจน บางส่วนของชิ้นงานผิดรูป ขึ้นมาไม่คม SLA ขึ้นงานคมก็จริงแต่อาจเจอชั้นเลเยอร์จากแรงตึงในการพิมพ์บ้าง

พิมพ์ 3 มิติระบบเส้น ขนาดเล็ก (Small)
เครื่องพิมพ์ 3มิติ สำหรับนักเรียน ใช้ในโรงเรียน STEM, งานอดิเรก, เครื่องสำเร็จใช้งานง่ายๆไม่ยุ่งยาก

พิมพ์ 3 มิติระบบเส้น ขนาดกลาง (Medium)
เครื่องพิมพ์ 3มิติ สำหรับใช้ในบริษัท มหาวิทยาลัย หวังผลได้ เครื่องมีความสเถียร แข็งแรง คุณภาพสูง แผนก R&D


พิมพ์ 3 มิติระบบเรซิ่น LCD / MSLA ราคาเอื้อมถึง
เครื่องพิมพ์ 3มิติ ความละเอียดสูง ขึ้นรูปด้วยเลเซอร์ มีวัสดุรองรับมากมาย

พิมพ์ 3 มิติระบบเรซิ่น SLA Prosumer – รองรับเรซิ่น วิศวกรรม, การแพทย์ กว่า 40ชนิด
เครื่องพิมพ์ 3มิติ ความละเอียดสูง ขึ้นรูปด้วยเลเซอร์ มีวัสดุรองรับมากมาย

รีวิว Washable Resin HD เรซิ่นล้างด้วยน้ำเปล่า ไม่ง้อ IPA

รีวิว Washable Resin HD เรซิ่นล้างด้วยน้ำเปล่า ไม่ง้อ IPA

เรซิ่นสำหรับ 3D Printer ระบบ SLA ที่เราเจอทั่วไปในท้องตลาดต้องล้างด้วย IPA (Isopropyl Alcohol) เป็นตัวทำละลายและล้างคราบเรซิ่นที่ติดอยู่ที่ชิ้นงานออก ไอโซโพรพิลนั้นมีกลิ่นฉุนแรง และ เป็นวัตถุไวไฟ เหมือนแอลกอฮอล์ ต้องเก็บให้ดี ปัจจุบันมีเรซิ่นออกมาใหม่เป็น Washable HD Resin เรซิ่นที่ละลายได้ในน้ำเปล่า คุณสมบัติและการพิมพ์เหมือน FF Standard HD  โดยใช้ได้กับเครื่อง MSLA ทั่วไปที่ใช้ความยาวคลื่น UV 405นาโนเมตร

Note : การตั้งค่าแสงใน Standard HD กับ Washable HD ต่างกันเล็กน้อย — หากใช้ Flashforge Foto6, Foto8.9, Foto13.3 จะมีการตั้งค่า Preset มาให้แล้ว แต่หากไปใช้กับโมเดลอื่น ลองทดสอบค่าแสงกันดูอีกครั้ง

Note2 : งานในรูปพิมพ์ด้วย เครื่อง Foto8.9, Foto13.3 และใช้เรซิ่น Washable HD Resin สีส้มอิฐ หรือ Beige โดยใช้ความละเอียดในการพิมพ์ที่ 50um @XY และ 50um @Z  

Set ค่าพิมพ์ที่ Chitubox เอียงงานขึ้นนิดทั้งในแนวแกน x และ y
เมื่อพิมพ์ออกมาเหมือนเรซิ่นทั่วๆไป งานเก็บ Detail ได้ดีพอควรเนื่องจากสีด้าน ถ่ายรูปขึ้นอยู่
จุดที่แตกต่างเลย คือไม่ต้องใช้ IPA (Isopropyl Alcohol) ล้างสามารถล้างออกด้วยน้ำเปล่า สะดวกมากและไม่ต้องทนกลิ่นฉุนของ IPA และความเลอะเทอะของสารเคมี
เมื่อแกะ Support ออกแล้วตากให้แห้งไป ดูแล้วไม่ค่อยทิ้งคราบของเรซิ่น ล้างออกได้หมดกว่า IPA
เก็บรายละเอียดได้ดี

เก็บรายละเอียดได้ดี สีด้าน ดูสวย รายละเอียดขึ้น ชัดเจน

ข้อดี

  • เด่นที่สุดเลยคือ ไม่ต้องทนกลิ่นของ IPA  ไม่ต้องทนเหนียวและเปื้อนสารเคมี เมื่อล้างได้ด้วยน้ำเราจะทำความสะอาดได้ง่ายขึ้นมากๆ ลดเวลาในการล้างเรซิ่นไปได้มาก
  • เมื่อเปื้อนเรซิ่นที่ตัว สามารถทำความสะอาดออกได้ง่าย

ข้อเสีย

  • เรซิ่นตกตะกอนได้ง่าย หากทิ้งไว้หลายวันจะตกตะกอนควรคนกันก่อนพิมพ์อีกรอบ

Note : แม้ทางผู้ผลิตบอกทำความสะอาดได้ง่าย เมื่อเปื้อนมือล้างได้สะดวก แต่เพื่อความปลอดภัยแนะนำให้ใส่ถุงมือทุกครั้งที่ใช้เรซิ่น

สียอดนิยมสีเทา และ สีส้ม
Grey and Beige

งานพิมพ์สวย เก็บรายละเอียดได้ครบ
งานอื่นๆ

งานทันตกรรม นิยมใช้สีนี้

Review Flashforge : FOTO 3D Printer ระบบ LCD น้องใหม่ที่กำลังมาแรงในขณะนี้

Review Flashforge : FOTO 3D Printer ระบบ LCD น้องใหม่ที่กำลังมาแรงในขณะนี้

โดยไม่นานมานี้มีการคิดค้นระบบ LCD / MSLA
เป็นระบบที่มีการพัฒนาต่อมาจาก DLP โดยเปลี่ยนจากการฉาย Projector มาเป็นการเปิด-ปิดให้แสง UV ลอดผ่านโดยใช้หน้าจอ LCD เป้นแหล่งกำเนิดแสงแทนที่Projector เริ่มแรกที่ใช้กันจะใช้ LCD ธรรมดา RGB ที่ใช้กันในวงการหน้าจอสี ที่มีปัญหาคือการแสดงสีดำ/ขาวจะไม่สนิททำให้อายุการใช้งานน้อยหน้าจอเสื่อมเร็ว ต่อมาพัฒนามาใช้ LCD แบบ Mono ขาว-ดำ ที่จะแสดงสองสีนี้แบบเจาะจงซึง่จะส่งให้อายุการใช้งานยาวนานและการพิมพ์เร็วขี้นเพราะการควบคุมแสงที่แม่นยำ

โดยเครื่องทั่วไปที่ใช้ปกติจะเป็นระบบ FDM ซึ่งปัจจุบันก็ยังมีการใช้งานอยู่หลากหลายและปกติ แต่ถ้าหากเทียบตัวงานระหว่าง ระบบ FDM และ SLA นั้นจะแต่งต่างกันอย่างมาก

คทางด้านซ้ายคือระบบ FDM และทางด้านขวา ระบบ SLA จากเครื่อง FOTO

จะเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน เนื่องจากระบบ FDM เป็นระบบที่เป็นการฉีดเส้นพลาสติกทับกันเป็นชั้นๆขึ้นไปเรื่อยๆจนกลายเป็นชิ้นงาน เลยทำให้มีชั้นเลเยอร์ที่เห็นชัดเจน และการวางซัพพอร์ตของงานประเภทนี้จะใช้พื้นที่ค่อนข้างมาก บางครั้งอาจกินเนื้อชิ้นงานเข้าไปด้วยทำให้งานที่ได้นั้นไม่เรียบเนียนนักแม้ว่าจะใช้ความละเอียดสูงสุดแล้วก็ตาม(อ่านรานละเอียดได้ที่นี่=>> FDM/FFF 3D Printer คืออะไร?)

สังเกตุ ระบบ SLA ตัวงานจะเรียบและเนียน ซัพพอร์ทที่ีขนาดเล็กทำให้แผลหลังจากการแกะก็จะน้อยไปด้วย ทำให้ระบบ SLA เป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาดตอนนี้

ด้วยการทำงานโดยการฉายแสงUVขึ้นไปกระทบกับเรซิ่นในถาด เมื่อเรซิ่นกระทบกับน้ำยาเรซิ่นก็จะเกืดการแข็งตัว ด้วยการขึ้นรูปด้วยแสงจะทำให้งานที่ได้มีความเรียบเนียนกว่าอย่างเห็นได้ชัด(อ่านรายละเอียดได้ที่นี่=>>SLA 3D Printer ระบบเรซิ่น คืออะไร มีกี่ชนิด?? )

วิธีการทำงานของ ระบบ LCD เป็นการฉายแสงขึ้นไปข้างบนทำให้เรซิ่นแข็งตัว
และนี่คือ Flashforge FOTO 13.3 , 8.9 , 6

Flashforge ได้ปล่อยเครื่องพิมพ์SLA ในราคาประหยัดเข้าสู่วงการ3D Printerหลังจากที่ได้ซุ่มพัฒนามาอย่างยาวนาน โดยจะมีทั้งหมด3รุ่น3ขนาดให้เลือกใช้ตามความต้องการกันเลย โดยทั้ง3รุ่นจะใช้ระบบLCDในการทำงานโดยใช้ LCD แบบ MONO Chrome โดยมีความชัดอยู่ที่ 2K ใน FOTO 6.0 และ 4K ใน FOTO 8.9 และ FOTO 13.3

Flashforge FOTO 6.0 ใช้หน้าจอLCDขนาด 6นิ้ว 2K มาพร้อมกับขนาดการพิมพ์อยู๋ที่ 130x82x155mm ที่พิมพ์ได้ด้วยความละเอียดในแกน XY ที่ 50um และแกน Z ที่ 20-150um จะใช้แกนZแบบLinearรางเดียว ถาดน้ำยาที่มีความจุที่ 250ml
จุดเด่นของ FOTO 6.0 คือ ราคาและถูกเครื่องที่มีขนาดเล็กซึ่งจะประหยัดไฟมากด้วยกำลังเพียงแค่60วัตต์เท่านั้น อีกทั้งยังมีน้ำหนักเบาอีกด้วย

Flashforge FOTO 8.9 ใช้หน้าจอLCDขนาด 8.9นิ้ว 4K มาพร้อมกับขนาดการพิมพ์อยู๋ที่ 192x120x200mm ที่พิมพ์ได้ด้วยความละเอียดในแกน XY ที่ 50um และแกน Z ที่ 20-150um จะใช้แกนZแบบLinearรางคู่ ถาดน้ำยาที่มีความจุที่ 500ml
จุดเด่นของ FOTO 8.9 เครื่องมีขนาดที่ไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไปจะทำให้ทำงานได้หลากหลายมากและยังให้ความคมชัดของหน้าจอมาถึง4K ทำให้ได้งานที่มีความละเอียดสูงแน่นอน แล้วยังสามารถต่อสายLAN เพื่อต่ออินเตอร์เน็ตได้

Flashforge FOTO 13.33 ใช้หน้าจอLCDขนาด 13.3นิ้ว 4K มาพร้อมกับขนาดการพิมพ์อยู๋ที่ 292x165x400mm ที่พิมพ์ได้ด้วยความละเอียดในแกน XY ที่ 76um และแกน Z ที่ 20-150um จะใช้แกนZแบบLinearรางคู่ ถาดน้ำยาที่มีความจุที่ 2L
จุดเด่นของFOTO 13.3 คือ เครื่องที่รองรับการพิมพ์งานที่ขนาดใหญ่มากได้ ซึ่งเหมาะมากสำหรับคนที่ต้องการพิมพ์งานหลายชิ้นหรืองานที่ใหญ่มากๆ แล้วยังมีฟังก์ชั่นการต่อLANและWIFIได้ด้วย

โปรแกรมที่ใช้ในการสั่งพิมพ์จะเป็นหลักๆอยู๋2โปรแกรมด้วยกันก็คือ
FlashDLPrint ซึ่งเป้นโปรแกรมของทางFlashforge ที่นำมาใช้กับเครื่องSLA ของ Flashforgeโดยตรง
Chitubox เป็นโปรแกรมกึ่งFreeware ที่ให้เราสามารถใช้งานกับเครื่องSLA ได้เกือบทุกเครื่องในโลกและเป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก หากเครื่องพิมพ์ของเราไม่มีในโปรแกรมนี้ก็ยังสามารถเพิ่มเครื่องของเราเข้าไปได้เลย

1 FlashDLPrint 

       

2 Chitubox

การเลือกใช้โปรแกรมนั้นก็จะขึ้นอยุ่กับตัวผู้ใช้เองว่าชอบโปรแกรมไหนมากกว่ากัน หากคนที่คุ้นเคยกับโปรแกรมFlashprint ก็อาจจะชอบโปรแกรมFlashDLPrint ก็ได้นะ แต่ถ้าสายExpertนิดหน่อยหรือชอบการปรับแต่งที่มากหน่อยก็จะชอบChitubox
แต่สำหรับคนที่ไม่เคยใช้Chituboxมาก่อนแต่อยากหัดใช้สามารถอ่านต่อได้ที่นี่เลย ==> 7ขั้นง่ายๆใช้ Chitubox พิมพ์3มิติเรซิ่น MSLA printer

การใช้งาน

การเติมเรซิ่นของเครื่องจะใช้วิธีManual คือผู้ใช้จะต้องเทเติมด้วยตัวเองดังนั้นหากงานที่มีขนาดใหญ่ผู้ใช้ต้องเติมเรซิ่นให้เพียงพอแต่ก็สามารถมาเติมหลังจากที่เริ่มพิมพ์แล้วได้

FOTO 6.0 และ FOTO 8.9 จะเป็นฝาครอบครอบเมื่อต้องการดูข้างในจะต้องยกฝาขึ้น

FOTO 13.3 จะใช้เป็นประตูทำให้เปิดใช้งานได้ง่ายขึ้น

คุณภาพงานที่พิมพ์ได้จากเครื่องFOTO นั้นก็ถือว่าสวยงามมากตามมาฐานระบบ MSLA เลย เก็บได้ครบทุกรายละเอียดอย่างสวยงาม





สรุป

Flashforge FOTO เป็นเครื่องพิมพ์เรซิ่นระบบ LCD ที่มีราคาไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับขนาดที่ได้มาและคุณภาพงานที่ได้นั้นก็ถือว่าสมกับราคา ถึงแม้ว่าตัวเครื่องจะไม่ได้มีฟังก์ชั่นพิเศษใดๆ แต่การที่จะใช้งานเครื่องนั้นก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรแต่ก็จะยุ่งยากนิดหน่อยสำหรับผู้ที่เริ่มต้นเนื่องจากการใช้งานส่วนใหญ่จะเป็นระบบManual ซึ่งจะทำให้เกืดการเลอะเทอะอยู่บ้างเวลาที่ต้องทำการเปลี่ยนถ่ายน้ำยา ทำความสะอาดถาดน้ำยา หรือการซ่อมบำรุงต่างๆ แต่ก็ไม่ไช่เรื่องยากจนเกินไป ซึ่งการซ่อมบำรุงส่วนต่างๆนั้นทางเราก็ได้ทำเอาไว้ที่ Youtube=>> Print3dd

7ขั้นง่ายๆใช้ Chitubox พิมพ์3มิติเรซิ่น MSLA printer

7ขั้นง่ายๆใช้ Chitubox พิมพ์3มิติเรซิ่น MSLA printer

บทความนี้จะมาสรุปขั้นตอน 3D Print ระบบเรซิ่น โดยใช้ Software กึ่ง Opensource อย่าง ChituBox ปัจจุบัน ChituBox ได้รับความนิยมสูงจากผู้ใช้งาน เนื่องจากปรับค่าได้หลากหลาย ปรับค่าแสงให้เหมาะกับแต่ละเรซิ่นได้ มาครบทั้งฟังก์ชั่น Hollow (ทำให้กลวง), Dig Hole (เจาะรูเพื่อให้น้ำระบายออกได้), ปรับ Support ได้หลากหลาย ตั้งค่าได้ลึก, มีเลือก Preset เครื่องดังๆหลายๆตัวมาให้เลือกแล้ว (เช่นจาก AnyCubic, Flashforge, Phrozen และ Manual ค่าเองได้เลย)

ปล. บทความนี้จะไม่ลงลึกถึง การ Set ทุกๆค่า แต่จะกล่าวเป็นภาพรวมให้ทำงานได้ – ถ้ามีเวลาทาง admin จะทำบทความแบบ expert อีกครั้ง


ขั้นตอนแบ่งสรุป 7 ขั้นตอนได้ดังนี้

  1. Hollow ทำชิ้นงานให้กลวง เพื่อประหยัดเรซิ่น
  2. Dig Hole เจาะชิ้นงานให้น้ำเรซิ่นไหลออกได้ ลดแรงดันภายในโมเดลขณะพิมพ์
  3. Rotate – Orientation หมุนชิ้นงาน ให้พิมพ์งาน เลี่ยงด้านที่สำคัญ ไม่ให้โดน Support
  4. Generate Support สร้าง Support ค้ำชิ้นงานให้สามารถขึ้นรูปได้
  5. Slice หั่นชิ้นงานเป็นชั้นๆ ตามค่าที่เรากำหนด
  6. Save and Print บันทึกไฟล์เพื่อไปพิมพ์ที่เครื่อง
  7. Wash and Cure อันนี้ไม่เกี่ยวกับ ChituBox เอาชิ้นงานออกจากเครื่องล้าง ทำความสะอาด และ อบชิ้นงาน

 

เตรียมไฟล์ 3D

ไฟล์ที่ใช้งานในการพิมพ์ ไฟล์ 3มิติของที่ใช้ใน ChituBox จะเป็น .STL, .OBJ เหมือน Software อื่นๆแหล่งมาของไฟล์ 3D มาจาก 3 แหล่งหลักดังนี้

  • สร้างเอง สามารถสร้างได้จาก Software 3D ทั่วๆไปทั้ง ZBrush, SolidEdge, SolidWork, Rhino
  • Scan มาจาก 3D Scanner ไฟล์ที่ได้จาก 3D Scanner จะอยู่ในรูปของ .STL, .OBJ อยู่แล้ว
  • โหลดไฟล์ไม่สร้างไว้แล้ว มีหลายแหล่งที่ขาย+แจกไฟล์ 3มิติฟรี เช่น  myminifactory.com, thingiverse.com

เปิดไฟล์ 3D ดังกล่าวด้วยคำสั่ง Open มีแนะนำนิด ให้ระวังเรื่องหน่วย (นิ้ว, ซม., มม.) หลายคนตกม้าตายมาแล้วเนื่องจากหน่วย หลังจากเปิดไฟล์ให้มาดูขนาดและปรับขนาด ตามที่เราต้องการ

1. Hollow – ทำชิ้นงานให้กลวง

ไฟล์ 3D โดยทั่วไปนั้นตัน การพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ 3มิติโดยทั่วไปนั้นจะไม่พิมพ์ตัน (ถ้าเป็น 3D Printer ระบบเส้น FFF นั้นจะพิมพ์แบบ infill 15-30% คือทักเป็นตาข่ายด้านในไม่พิมพ์ตันเช่นกัน) งานโมเดลที่พิมพ์ด้วยระบบเรซิ่นนิยมทำให้กลวงด้านใน โดยนิยมทำผนังให้หนา 1.2-2mm ด้วยเหตุผลดังนี้

  • ทำให้กลวง ประหยัดเรซิ่น 80-90%
  • ทำให้กลวง ลดปัญหาชิ้นงานหลุด และยืดอายุการใช้งานฟิลม์ที่ก้นถาด

ทั้งนี้ทั้งนั้นหากชิ้นงานเล็กอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องทำกลวงก็ได้ หรือ กรณีที่เป็นชิ้นส่วนทางวิศวกรรมที่ตั้งใจให้ตันบางจุด ก็ต้องเลี่ยงไปที่องศาการวางชิ้นงานแทน โดยพยายามไม่ให้พิมพ์เต็ม Layer หนึ่งๆมากเกินไป โดยคำสั่งดังกล่าวสามารถเลือกได้ว่าจะต้องการผนังหนาเท่าไหร่ (Wall Thickness) ค่ามาตรฐานจะอยู่ที่ 1.2mm แนะนำไม่ควรทำบางเกินไป-ชิ้นงานจะเสียเพราะโครงสร้างเปราะไป หนาเกินไป-เปลื้องเรซิ่นและมีโอกาสเสียจากแรงดึง เท่าที่รองค่าอยู่ประมาณ 1.2-2mm กำลังดี

ปล. โมเดล David อย่างในตัวอย่างหากพิมพ์ตันต้องใช้เรซิ่นถึง 500g แต่หากทำให้ผนังบางเพียง 1.2mm โมเดลจะเหลือนน.แค่ 89g เท่านั้น ประหยัดไปได้ 82.2%

2. Dig Hole – เจาะรูทางออกเรซิ่น ลดความดันในชิ้นงาน

หากทำขั้นตอนที่1 ทำให้ชิ้นงานกลวงแล้ว เราต้องเจาะรูให้เรซิ่นออกด้วย ไม่งั้นงานที่พิมพ์จะเหมือนภาชนะปิดและมีเรซิ่นเหลืออยู่ข้างใน ทิ้งไว้ระยะหนึ่งเรซิ่นที่ค้างไว้จะซึมออกมา สาเหตุที่เราต้องเจาะรู

  • ป้องกันภาวะ CUP (ถ้วยปิด) ศัพท์ทางเทคนิคของ 3D Printing เมื่อมีแล้วโมเดลเราเหมือนถ้วยคว่ำอยู่ทำให้เกิดแรงดันสูงทั้งตอนจุ่มลงเรซิ่น และ ดึงชิ้นงานขึ้นมา (นึกภาพเรา คว่ำแก้วน้ำและพยายามกดลง  จะต้องใช้แรงฝืนอย่างมาก) การเจาะรูจะลดเป็นภาวะ CUP มีทางให้อากาศออก
  • เจาะรูช่วยให้สามารถล้างชิ้นงานได้สะอาด เรซิ่นมีทางออก

ใน ChituBox การเจาะมีคำสั่งให้เก็บ ฝาปิดรูที่เจาะไว้ได้ Keep the Hold  สามารถพิมพ์ฝาปิด มาปิดโมเดลที่หลังได้ การเจาะรูควรเจาะ 2 รูขึ้นไปและแต่ชิ้นงานและประสบการณ์ของผู้ใช้ ควรคำนึงถึงหลักการ CUP ให้ดี จำไว้ว่าทุกๆ Layer ที่พิมพ์โมเดลควรจะมีรูให้อากาศเข้าออกได้

ปล. กรณีที่ชิ้นงานโมเดลเชิงวิศวกรรม ไม่สามารถเจาะรูได้ และมีบางส่วนที่ตันจริงๆ ต้องหลีกเลี่ยงพื้นที่หน้าตัดใหญ่ๆ (หน้าตัดใหญ่ๆจะเกิดแรงดึง สูญญากาศ Vacuum Force)

3. Rotate – Orientation หมุนชิ้นงาน พิมพ์สวยงานสำเร็จ อยู่ที่ขั้นตอนนี้

กระบวนการนี้สำคัญที่สุดเลยก็ว่าได้ จะพิมพ์สวย ไม่สวย, งานเสีย ไม่เสีย, เก็บงานง่าย ยาก อยู่ที่กระบวนการนี้ มือใหม่หลายคงอาจจะสงสัยว่าทำไม เวลาพิมพ์ชิ้นงานใน SLA, MSLA printer ทำไมไม่พิมพ์โมเดลตรงๆเลยทำไมต้องเองซ้ายเอียงขวา อย่าลืมว่าการพิมพ์ทุกครั้งต้องมี Support ซึ่งอยู่ในขั้นต่อไป การหมุนชิ้นงานมีผลโดยตรงกับการสร้าง Support ที่จะมาค้ำชิ้นงาน การหมุน Rotate หรือ Orientation มีหลักการดังนี้

  • ให้ส่วนรายละเอียดสำคัญอยู่บนสุด (อยู่ล่างก็ได้แต่ต้องเลี่ยง Support)
  • วางให้มี Overhang น้อยที่สุด Overhang คือส่วนที่ยื่นเกินออกมาของชิ้นงาน ตย.ง่ายมือโมเดลคน คือ แขน ขา
  • เลี่ยงพื้นที่หน้าตัดใหญ่ เราต้องทำอย่างไงก็ได้ ให้พื้นที่หน้าตัดแต่ละเลเยอร์น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อลด Vacuum Force ไม่ให้ทำที่เลเซอร์หนึ่งๆเยอะจนเกินไป ทำให้ชิ้นงานเสียได้ ให้นึกภาพ ดึงกระดาษ A4 ที่หล่นที่พื้นขึ้นตรงๆ ต้องใช้แรงอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ถ้าเป็นกระดาษชิ้นเล็กๆ เราไม่ต้องใช้แรงมากนัก
  • หมุนชิ้นงานอย่างน้อย 2 แกน (เลือกในแกน X, Y, Z) เพื่อลดการเกิดเลเยอร์ (จริงๆชั้นของเลเยอร์ยังเกิดอยู่ครับ เพียงแต่หลอกตาเอานั้นเอง หลากเอียงใน 2 แกนขึ้นไป) จะทำให้งานสวยขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ
โมเดลเดียกัน เวลาพิมพ์เท่าๆกัน การวางหน้าให้หงายขึ้นนิด ช่วยให้ส่วนหน้าของชิ้นงานไม่โดน Support เมื่อแกะชิ้นงานไม่ทิ้งรอยไว้ที่หน้า งานจึงดีกว่ามาก
(ซ้าย) ว่างชิ้นงานไว้ตรงๆไม่ได้มีการหมุนชิ้นงานแต่อย่างไร เมื่อพิมพ์ที่ Layer หนึ่งๆพบ พื้นที่หน้าตัดใหญ่ มีโอกาศเสียจากแรงดึง (ขวา) เอียงชิ้นงานในแนว X, Y ช่วยลดพื้นที่หน้าตัดชิ้นงานไปได้มาก โอกาสงานเสียน้อยกว่า อีกทั้งยังหลอกตาเมื่อพิมพ์เสร็จ สวยไม่เลเยอร์ดูน้อยลง

ปล. ถ้าเป็นระดับ Expert แล้วการตัดแยกส่วนใส่ joint เป็นอะไรที่ให้งานพิมพ์ดีขึ้นเนียบขึ้น ดังตัวอย่าง >>youtube<<

 

4. Generate Support สร้าง Support ค้ำชิ้นงานให้สามารถขึ้นรูปได้

กระบวนการนี้เชื่อมโยงอย่างแยกไม่ออก กับการหมุนชิ้นงาน เหมือนไก่กับไข่ กระบวนการสร้าง Support มีความสำคัญอันดับ2 ลองจากการหมุนชิ้นงาน และเป็นกระบวนการที่ต่อจากการหมุน การสร้าง Support เป็นศาสตร์และศิลป์ ตามประสบการณ์การของผู้พิมพ์เอง “Supportน้อย-งานสวยแต่อาจเสีย” VS “Supportมาก-งานไม่สวยแต่ขึ้นงานได้” โดยหลักแล้ว หลากพื้นที่หน้าตัดมากๆมีแรง Vacuum Force กับ Overhang มากๆ ก็ต้อง Support เยอะ

หากจะให้แนะนำให้ลองกด Auto Generate “+All” ดู ว่าเราพอใจไหม และลดหรือเพิ่ม Support ส่วนที่เราไม่ต้องการอีกที ทั้งหมดนี้คือกับการทดลองของแต่ละคนเองไม่มีสูตรสำเร็จ

  • Support น้อยๆ งานออกมาสวยแกะ Support ทั้งรอยไว้น้อยกว่า ไม่ต้องมาแต่ง After Process มาก — แต่มีโอกาสที่งานเสียสูงด้วยเช่นกัน (ต้องสู้กับแรง Vacuum Force) เสีย พิมพ์ไม่สำเร็จเลย
  • Support มากๆ งานออกมาแกะทิ้งรอย Support เยอะ ไม่สวยต้องขัดเก็บชิ้นงานนาน — แต่โอกาสพิมพ์สำเร็จสูง ชิ้นงานขึ้นได้เพราะมีส่วนค้ำยันเยอะ

ปล. Parameter ในการสร้าง Support ใน ChituBox มีให้เลือกค่อนข้างเยอะและลึก ถ้าจะเขียนกันจริงๆต้องเขียนอีกบทความนึงเลย มือใหม่แนะนำให้ใช้

5. Slice หั่นชิ้นงานเป็นชั้นๆ ตามค่าที่เรากำหนด

เมื่อจัดวางชิ้นงาน ทำกลวง เจาะรู สร้างซัพพอร์ต มาถึงขั้นตอน Slice ชิ้นงานเป็นไฟล์พิมพ์ที่ใช้กับเครื่อง เครื่องแต่ละยี่ไฟล์ที่เอาไว้พิมพ์อาจชื่อไม่เหมือนกัน แต่ไส้ในเหมือนกันคือ “รูป Cross Section ทุกเลเยอร์” และ GCode ตย. บางยี่ห้อเป็น .zip, .fdg เป็นต้น

การ Slice หรือฝานชิ้นงานเป็นแผ่นนั้น Software จะนำค่าจาก Parameter ที่เราตั้งไว้มาใช้ ตัวอย่างเช่นค่า ความหนาของแต่ละเลเยอร์ เวลาในการฉายแสง UV เป็นต้น

1. ค่า Preset ที่ Chitubox มีมาให้แล้ว เช่นของยี่ห้อ Flashforge, Anycubic 2. ความละเอียดของหนาจอ กรณีเครื่องของเราไม่อยู่ใน List สามารถมา Set ค่าดังกล่าวเองได้ 3. ขนาดกว้างxยาวxสูงของเครื่องพิมพ์
1. ความหนาขอเลเยอร์แต่ละชั้น ค่ายิ่งน้อยชิ้นละเอียด อาจจะเรียกอีกชื่อได้ว่า Z resolution ค่านี้มีผลโดยตรงกับเวลาในการพิมพ์ ยิ่งบาง-จำนวนชั้นยิ่งเยอะ-ละเอียด-เวลาพิมพ์นานขึ้น 2. จำนวนเลเยอร์ของฐาน เป็นจำนวนเลเยอร์หนึ่งที่เราต้องการให้ฉายแสงนานเป็นพิเศษ ให้ฐานติดแน่นๆ 3. เวลาในการฉาย UV ให้เรซิ่นแข็ง เรซิ่นแต่ละชนิดมีค่านี้ไม่เท่ากัน ถ้าเกิดซื้อเรซิ่นชนิดอื่นๆมาแล้วไม่มี Preset ให้ทดสอบลองค่านี้ปรับขึ้น-ลงตามการทดลอง 4.เวลาในการฉายชั้นฐาน มักจะตั้งให้นานๆเลยเช่น 30-100sec ให้ชิ้นงานติดฐานแน่นๆ 5.ระยะความสูงในการยกชิ้นงาน (ส่วนตัวไม่ได้ปรับค่านี้) 6.ความเร็วในการยกชิ้นงาน (ส่วนตัวไม่ได้ปรับค่านี้เช่นกัน)
1. ปรับค่าลดรอยหยักของชิ้นงาน Anti-Aliasing Software จะเฉลี่ยแสงให้ขอเบลอ เพื่อพิมพ์ชิ้นงานสวยขึ้นลดรอยหยัก
รูปแสดงให้เห็นการไม่ใช้ และ ใช้ Anti-Aliasing เป็นการเพิ่ม Grey Pixel เข้าที่ขอบ ไล่ระดับ หรือทำให้ขอบเบลอนั่นเอง

6. Save and Print บันทึกไฟล์เพื่อไปพิมพ์ที่เครื่อง

เมื่อทำการ Slice ชิ้นงานแล้วตรวจสอบความเรียบร้อย เราสามารถ Save ไฟล์ไปพิมพ์ได้เลย เคยแต่ละเครื่องมีไฟล์นามสกุลเฉพาะตัวเช่น .zip, .fdg เซฟไส่ USB Drive หรือ SD Card ไปพิมพ์ที่เครื่องได้เลย เวลาพิมพ์ อาจจะดูหน่อยนะครับ

  • เทเรซิ่นลงเครื่องให้พอเหมาะกับงานที่พิมพ์
  • ฐานพิมพ์ได้ระดับ ถ้าไม่ได้ระดับให้ Calibrate
  • มั่นใจว่าไม่มีเศษชิ้นงานที่ ถาดเรซิ่น

ถ้าเชคทุกอย่างเรียบร้อยดีก็พิมพ์ได้เลย แวะไปดูชิ้นงานบาง ว่ามีอะไรผิดพลาดหรือไม่

7. Wash and Cure เอาชิ้นงานออกจากเครื่องล้าง ทำความสะอาด และ อบชิ้นงาน

กระบวนการนี้ไม่เกี่ยวกับ Chitubox แล้วเมื่อพิมพ์ชิ้นงานเสร็จ เราต้องแกะชิ้นงานออกจาก Build Platform ล้างชิ้นงาน เป่าชิ้นงาน ตากและอบชิ้นงาน (จะแกะ Support)

  • แกะแซะชิ้นงานออกจากฐาน (ค่อยๆทำนะครับ ขั้นตอนนี้ต้องใจเย็นหน่อย)
  • แกะ Support ส่วนที่ง่ายๆออกก่อนได้เลย
  • ล้างชิ้นงาน ด้วย Isopropyl Alcohol (IPA) สำหรับเรซิ่นปกติทีขาย รวมถึงเรซิ่น FF Standard HD, หรือ ปัจจุบันมีเรซิ่นแบบล้างได้ในน้ำเปล่า ก็สะดวกขึ้นในการใช้งาน FF Washable HD เพราะลดขั้นตอนและการสัมผัสสารเคมีไปได้เลย
  • เมื่อล้างชิ้นงาน Support จะอ่อนลงอีก เป็นโอกาสที่ดีจะแกะ Support ในขั้นตอนนี้
  • อาจจะล้างชิ้นงานอีกรอบ ให้ชิ้นงานสะอาด
  • เทคนิคนึงที่แนะนำ หากมีปั๊มลมให้ฉีดลมที่ชิ้นงาน เป่าให้แห้ง
  • เมื่อชิ้นงานแห้งแล้ว ให้ตากชิ้นงานกับ UV หากใครไม่มีตากแดดก็ได้
พิมพ์เสร็จแกะชิ้นงาน ออกด้วยความระวัง Support ส่วนไหนแกะง่าย แกะได้เลยในขั้นนี้
ล้างด้วย IPA เลอะเทอะหน่อย ล้างให้สะอาดในขั้นตอนนี้ / มีอีก Solution ใช้ Washable Resin ล้างในน้ำเปล่า จะลดความวุ่นวายลงได้
ได้ชิ้นงานที่สวยงาม

พิมพ์ 3 มิติระบบเรซิ่น LCD / MSLA ราคาเอื้อมถึง
เครื่องพิมพ์ 3มิติ ความละเอียดสูง ขึ้นรูปด้วยเลเซอร์ มีวัสดุรองรับมากมาย


สรุป

  • ChituBox ใช้งานค่อนข้างง่าย มี Function การทำงานครบ เช่น Hollow, Dig Hole
  • Support ปรับไปเยอะ และ ลึก เหมาะกับสาย Expert / แต่ก็ยังมีให้เลือกแบบ Preset Auto สำหรับมือใหม่
  • MSLA หรือเครื่องพิมพ์เรซิ่นแบบ จอ LCD เป็นเครื่องที่น่าสนใจ ราคาไม่แพง เครื่องเร็ว
  • MSLA ก็ยังมีขอเสียเรื่อง ต้องเติมเรซิ่นเอง ตั้งค่าทุกอย่างเอง และ จำนวนเรซิ่นที่รองรับ
  • หากดูระบบที่ดีขึ้นมา ตั้งค่าทุกอย่าง Auto ไว้แล้ว เรซิ่นให้เลือกเยอะๆหลายๆแบบ User Friendly ให้ลองเลือก Formlabs ดู ใช้งานดี แต่แลกมาด้วยราคาที่สูงขึ้น

How To 5 ขั้นตอนง่ายๆในการใช้งาน3D Printer Flashforge Adventurer

How To 5 ขั้นตอนง่ายๆในการใช้งาน3D Printer Flashforge Adventurer

เครื่องพิมพ์3มิติ มีหลายขนาด หลายวัสดุ และวิธีการใช้งานจะต่างกันไป ต่างกับค่าย Flashforge เพราะทางค่ายนี้ได้มีการออกแบบโปรแกรมปริ้นท์สำหรับเครื่องของเขาเอง

FlashPrint

วันนี้จะมายกตัวอย่างโปรแกรมที่ใช้ง่ายมากๆ เมนูการตั้งค่าที่ไม่ซับซ้อน พร้อมแล้วไปกันเลย

ขั้นตอนที่ 1 เปิดโปรแกรม และไปที่ File->Load File และหาไฟล์ของตัวเองที่ต้องการปริ้น
ขั้นตอนที่ 2 ปรับขนาดScale กดไปที่ Scale ->ตั้งค่าแกน X,Y,Z โดยขนาดจะนับเป็นมิลลิเมตร
ขั้นตอนที่ 3 กดไปที่ Support เพื่อทำการใส่ซัพพอร์ทให้ตัวชิ้นงาน
ขั้นตอนที่ 4 กดที่ Auto Support -> OK
จากนั้นกด ที่ Back เพื่อกลับไปหน้าที่จะปริ้น
วิธีที่ 5 กดที่ Print->OK จากนั้นรอ

 

รอ และ รอ

ขั้นตอนสุดท้าย แถมให้ ขั้นตอนนี้สำคัญมาก สำคัญกว่าทุกขั้นตอน!!!

โชว์ของ

ขั้นตอนสำคัญ

งานพิมพ์จาก Flashforge Foto 6, 8.9, 13.3

งานพิมพ์จาก Flashforge Foto 6, 8.9, 13.3

งานพิมพ์จาก เครื่องพิมพ์ระบบเรซิ่น MSLA (LCD Mono) รูปทั้งหมดพิมพ์จากเครื่อง Foto6, Foto8.9, Foto13.3 โดยเรซิ่น Standard HD และ Washable HD จาก Flashforge แบรนด์ขึ้นชื่อที่ผลิต 3D Printer บริษัทชั้นนำอย่าง Bosch, Makerbot, Monoprice, Dremel

เรียงลำดับ Foto13.3, Foto8.9 และ Foto6 ตามลำดับ


แก้ปัญหาเกือกม้าอุดตันด้วย3D printing จาก Flashforge

แก้ปัญหาเกือกม้าอุดตันด้วย3D printing จาก Flashforge

Flashforge 3d printerได้ร่วมมือกับทางบริษัทผู้ผลิตรองเท้าในออสเตรเลีย Pegasus Shoeingเพื่อที่จะช่วยเหลือม้าแข่งในการสร้างอุปกรณืที่ช่วยป้องกันการบาดเจ็บที่บริเวณเท้าของม้า

ม้าที่ถูกนำมาใช้งานนั้นจะต้องผ่านการตอกเกือกม้าเพื่อติดกับเท้าของม้าก่อนเสมอ เกือกม้าจะทำหน้าที่เสมือนรองเท้าเพื่อไ่ม่ให้ม้ามีการบาดเจ็บจากการเดินวิ่งในระยะยาว แต่สำหรับม้าที่ต้องทำงานหนักๆเช่น ม้าแข่ง ม้าลากจูง เกือกม้านั้นอาจจะไม่เพียงพอ
ระหว่างที่ม้าเดินวิ่งไปในที่ต่างๆนั้นจะมีการเหยียบย่ำสิ่งต่างๆอยู่เสมอทั้งดินหินทรายต่างๆ ซึ่งระหว่างนั้นจะทำให้มีเศษเหล่านั้นมาสะสมอยู่ที่บริเวณเกือกม้าได้ซึ่งจะส่งผลให้ม้าเดินวิ่งได้ไม่ค่อยสะดวกนัก แต่หากสะสมเป็นเวลานานอาจจะทำให้มีเศษมากขึ้นจะทำให้ระหว่างเดินเหมือนกับการเดินบนดินตรงๆส่งผลให้บาดเจ็บได้

การทำรองเท้าให้ม้าในครั้งนี้ไม่ใช่การทำเพื่อทดแทนเกือกม้าแต่อย่างใด แต่เพื่อเสริมประสิทธิภาพของเกือกม้าและตัวม้าเองด้วย จึงต้องมาการออกแบบ ทดลองใช้งานและศึกษาวัสดุที่เหมาะสมมาใช้งานอยู่หลายครั้งกว่าจะได้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ

โจทย์ที่สำคัญสำหรับการออกแบบรองเท้าม้านี้คือ รูปทรงต้องกระชับกับเท้าม้าและเกือกม้าเพื่อไม่ให้ม้ารู้สึกไม่สบายระหว่างที่ใส่ มีความทนทานและมีน้ำหนักเบาด้วย

ขั้นแรกจะทำการออกแบบรองเท้าขึ้นมาโดยจะทำการสแกนเท้าของม้าก่อน แต่พวกเขาจะใช้เครื่องX-rayในการสแกนกีบม้าแล้วทำการวัดขนาดส่วนต่างๆจากนั้นก็นำข้อมูลที่ได้ไปทำการออกแบบรองเท้าขึ้นมา

จากนั้นก็จะทำการพิมพ์รองเท้านี้ขึ้นมา โดยวัสดุที่เลือกใช้จะเป็น Nylon carbon fiber(PA-CF) เพราะเป็นวัสดุเดียวที่มีทั้งความทนทานและน้ำหนักที่เบาในตัวเอง และทำการพิมพ์ด้วยเครื่องflashforge GuiderIIs และ flashforge Creator3

ชิ้นงานที่พิมพ์ออกมานั้นจะมีสองส่วนด้วยกันคือส่วนที่รองเกือกม้าด้านในและส่วนครอบด้านนอก นำชิ้นส่วนรองเกือกม้าด้านในใส่ก่อนจากนั้นก็ตอกเกือกม้าลงไป หลังจากติดแล้วจะมีช่องว่างจะทำการอุดด้วยวัสดุทางทันตกรรม(ในรูปจะเป็นสีชมพูเหมือนกาว) เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายคือจะพันด้วยเทปเคลือบไฟเบอร์กลาสเพื่อป้องกันเศษดินเข้ามาอุดันและให้รองเท้ากระชับกับเท้าม้า ทำให้ม้าสามารถใช้งานได้เต็มที่

 

3D Printer ในระบบFDM ยังคงเป็นทางเลือกการผลิตงานในหลายๆวงการ ถึงแม้จะไม่ได้มีความละเอียดสูงเท่ากับระบบอื่น แต่ประเภทวัสดุที่มีให้เลือกใช้นั้นมีหลากหลายมากตั้งแต่พลาสติกพื้นฐานอย่างPLAไปจนถึงพลาสติกเกรดอุตสาหกรรมอย่าง PA-CF(ไนลอน-คาร์บอนไฟเบอร์) ,PC(โพลีคาร์บอเนต) เป็นต้น

Flashforge 3D Printer มีเครื่องพิมพ์สามมิติที่รองรับพลาสติกเกรดอุตสาหกรรมในราคาเอื้อมถึง