fbpx

รีวิว EinScan SE เครื่องสแกนเนอร์ จิ๋วแต่แจ๋ว Update 2021!!

รีวิว EinScan SE เครื่องสแกนเนอร์ จิ๋วแต่แจ๋ว Update 2021!!

video การแกะกล่อง Einscan SE

ความสามารถของ Software ใหม่

Einscan-SE/SP มีการอัพเดท Software ใหม่ให้เหมือน Einscan Pro 2X Series

รีวิว สแกนเนอร์ 3 มิติ Einscan Pro HD สแกนงานจริงจะเป็นอย่างไบ้าง

รีวิว สแกนเนอร์ 3 มิติ Einscan Pro HD สแกนงานจริงจะเป็นอย่างไบ้าง

สวัสดีครับ กลับมาพบกันอีกครั้งกับเครื่องสแกนเนอร์ยอดนิยมที่ได้รับการไว้วางใจเป็นอย่างมากซึ่งสเป็นของค่าย Shining 3D  ซึ่งรุ่นที่ได้รับการพัฒนามาในช่วงแรกนั้นจะเป็นตั้งแต่รุ่นที่สแกนงานได้แค่ขนาดเล็กยังไม่ละเอียดมากต่อมาได้มีการพัฒนามาเรื่อย ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้มากยิ่งขึ้น จนมาถึงปี 2019 ที่ทาง Shining 3D ได้ปล่อยรุ่นที่ความละเอียดถึง 40 ไมครอน (0.04mm) ออกมาก็คือรุ่น Einscan Pro 2X และ 2X Plus ที่เพิ่มประสิทธิภาพให้มากกว่ารุ่น Einscan Pro และ Pro Plus  ต่อมาในปี 2020 ทาง Shining 3D ก็ได้ปล่อยรุ่นย่อยออกมาอีก 1 ตัวที่มีลักษณะเหมือนกับเครื่อง Einscan Pro 2X series เลย โดยใหชื่อของรุ่นนี้ว่า Einscan Pro HD ซึ่งชื่อก็บอกแล้วว่า HD ดังนั้นจุดเด่นที่แตกต่างออกมาจากเครื่องรุ่นก่อนเลยนั้นคือการสแกนให้โหลด Handheld HD Scan (ดูที่ภาพด้านล่างประกอบ) ในโหมด HD Scan นั้น จะมีความละเอียดของการสแกนที่ดีมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมจากเดิมที่ 50 ไมครอน(0.05mm)  มาเป็น 45 ไมครอน(0.045mm)  และที่โดดเด่นเลยเพิ่มเติมข้นมาอีกมีการ Alignment หรือการเชื่อมผิวของชิ้นงานโดยการใช้ Feature กับ Hyrid มาให้เลือกเพิ่มจากเมื่อก่อนถ้าเป็นเครื่องรุ่น 2X series จะมีแค่ Markers Alignment เท่านั้น และที่เห็นได้ชัดเจนอีกอย่าง Scan Range (ขนาดของการฉายแสงสแกน) จะมีด้านกว้างมากกว่าซึ่งจะเข้ามาช่วยในการสแกนงานที่เป็นระนาบได้ดีมากยิ่งขึ้น เช่น รูปภาพ ประติมากรรม งานแกะสลัก เป็นต้น

 

ถ้าดูจากภาพด้านล่างจะเห็นได้ชัดเจนเมื่อเราจะแกนงานในแล้วระนาบแกนจากด้านซ้ายไปขวามือเครื่องรุ่น Pro HD จะสแกนได้ง่ายกว่า เร็วกว่า Alignment งานแต่ Single ได้รวดเร็วกว่าเพราะ Single scan มีความยาวที่มากกว่ารุ่นอื่น ๆ เช่น ถ้าสแกนงานรูปภาพดังตัวอย่าง เมื่อเราขยับเครื่องสแกนไปทางขวาจะทำให้มีการขยับที่น้อยกว่ารุ่นอื่น ๆ ถ้าเป็นรุ่น Einscan Pro 2X จะสแกนได้ยากกว่า เนื่องจากจะขยับที่ทีละนิด ๆ เลยจะสแกนได้ค่อนข้างช้าและ Alignment ได้ยากกว่า เพราะการจับ Feature และ Texture จะได้น้อยเช่นกัน

พอจะเห็นข้อแตกต่างได้แล้วใช่ไหมครับ เดี๋ยวจะขอพูดถึงเรื่องจุดเด่นอื่น ๆ เพิ่มเติมจากด้านบนที่มีกาเพิ่มเข้ามานะครับ ซึ่งรุ่น Einscan Pro HD เนี่ยจะเหมาะสมกับงานที่รุ่น Pro 2X Series ทำได้ไม่ดีก็คือการสแกนชิ้นงานวัตถุที่มีสีเข้มดำ ได้ดีมากยิ่งขึ้นกว่ารุ่นเดิม หรือวัตถุที่มีความมันเงาด้วย Einscan Pro HD นั้นสามารถสแกนได้ดีขึ้นด้วย เพราะการฉายแสงที่ไปกระทบต่อวัตถุนั้นมีการปรับให้เพิ่มมากขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้านี้ เดี๋ยวจะขอสรุปจุดเด่นทั้งหมดไว้ในที่นี่เลยนะครับ

  1. Design Body ใหม่ในบางจุด อย่างเช่น ตัวเครื่องเป็นสีน้ำตาล, LED แสดงสถานการณ์ทำงาน และ LED White Light

 

  1. เพิ่มฟังก์ชั่นการ Align mode ในโหมดการสแกนแบบ Handheld HD scan จาก Maker alignment อย่างเดียวได้เพิ่มเข้ามาอีก 2 แบบคือ Feature Alignment การเชื่อมผิวงานโดยการจับลักษณะเฉพาะของวัตถุนั้น ๆ มาเชื่อมต่อกัน และ Hybrid Alignment การทำงานร่วมกันระหว่าง marker+feature จะนำทั้ง Marker และ Feature มาใช้ในการเชื่อมผิวงานเข้าด้วยกัน ทำให้งานที่สแกนแบบ Handheld Scan นั้นมีความสะดวกและละเอียดมากยิ่งขึ้นจากเมื่อก่อนจะต้องสแกนในโหมด Rapid Scan อย่างเดียวถ้าจะสแกนใบหน้าของคนหรือรูปปั้น ถ้าแบบอยากได้ความละเอียดสูง ๆ โหมด Rapid Scanจะไม่ตอบโจทย์ ถ้าติดตามเครื่องสแกนของ Shining 3D มาก่อนหน้านี้จะมีอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งที่ชื่อว่า HD Prime ที่จะเป็นอุปกรณ์เสริมทำให้ในโหมด Handheld HD Scan นั้นมีความละเอียดและสแกนได้โดยไม่ต้องติด Marker ที่วัตถุ ดังนั้น Einscan Pro HD จะเหมือนการนำ HD Prime เข้าไปไว้ที่ด้านในรวมอยู่ภายในเครื่องเดียวและให้ใช้ช่องของ USB เป็นการติด Color Pack เก็บสีได้

 

  1. เมื่อติดอุปกรณ์เสริม Color Pack (กล้องในการเก็บสี) ถ้าอยากจะเก็บสีตัวัตถุจะมีการ alignment แบบ Texture Alignment เพิ่มเข้ามาในทุก ๆ โหมด จะทำให้สมารถใช้สีในการเชื่อมตัววัตถุได้ ถ้าเป็นของ Einscan Pro 2X seires จะมีให้เลือกแค่ความละเอียดในหารสแกนอย่างเดียว และจะต้องสแกนแบบติด Point marker เท่านั้น

 

  1. Single Scan Range มีการปรับขนาดใหม่อยู่ที่ 20*160 mm. – 310*240 mm. จะมีความยาวในแนวแกน X เพิ่มมากขึ้นจาก Einscan Pro 2X อยู่ที่ 70 mm. ส่วนต่างจาก Einscan Pro 2X Plus อยู่ที่ 36 mm. จะทำให้เมื่อทำการลากเครื่องสแกนจากด้านหนึ่งไปอีกด้านในระนาบแกน X (ตั้งเครื่องขึ้นตามปกติ) จะทำให้สแกนงานได้เร็วกว่ารุ่น 2X Series จะขยับการเคลื่อนของตัวเครื่องสแกนเนอร์น้อยกว่าเช่นกัน

 

  1. Less Limitation of scan objects สามารถสแกนวัตถุที่มีสีในกลุ่มของ Dark ได้ดีมากยิ่งขึ้น อย่างเช่นคอนโซลหน้ารถยนต์ เบาะหนัง เป็นต้น และยังสามารถสแกนวัตถุที่เป็น Casting metal หรือวัตถุมันเงาได้ดีมากกว่าเดิมไม่จำเป็นต้องพ่นสเปรย์แป้งแล้วทำให้งานที่เฉพาะทางที่ไม่สามารถพ่นสเปรย์แป้งได้
  2. Mode Handheld HD Scan มีความละเอียดมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมจากเมื่อก่อนถ้าเป็นเครื่อง 2X Series จะได้ความละเอียดในโหมดนี้อยู่ที่ 50 ไมครอน (0.05 mm.) แต่ถ้าเป็นเครื่องรุ่น Pro HD จะมีความละเอียดอยู่ที่ 45 ไมครอน (0.045 mm.) เมื่อนำไปสแกนงานที่มีรายละเอียดเยอะอย่างเช่น งานประติมากรรม รูปปั้นพระ มนุษย์ เป็นต้น จะสามารถเก็บรายละเอียดของตัวงานได้มากกว่าเดิมมากพอสมควรเลยทีเดียว

จาก Einscan Pro HD สแกนในโหมด HaldHald HD Scan
จาก Einscan Pro 2X Plus สแกนในโหมด HaldHald rapid Scan
จาก Einscan Pro HD สแกนในโหมด HaldHald HD Scan
จาก Einscan Pro 2x Plus สแกนในโหมด HaldHald rapid Scan
จาก Einscan Pro HD สแกนในโหมด HaldHald HD Scan
จาก Einscan Pro 2x plus สแกนในโหมด HaldHald rapid Scan
  1. 7. Software ExScan Pro version5.0.4 for Einscan Pro HD (Released 27 April 2020) ใหม่ที่แยกออกจากเครื่อง Einscan Pro 2X Series แต่เท่าที่ดูแล้วอาจจะนำมาใช้ร่วมกันในภายหลัง เพราะ version ของ software จะเป็นรหัสต่อจจากของเครื่อง Einscan Pro 2X Series แต่อาจจะต้องรอการรอัพเดทจากทาง Shining 3D
Software ตัวใหม่ที่ไม่สามารถใช้งานร่วมกับ Einscan Pro 2X series ได้
  1. 8. ภายในกล่องจะแถมอุปกรณ์ยึดจับตัวเครื่องสแกนเนอร์มาให้ด้วย
แถมขาจับเครื่องสแกนเนอร์มาให้ด้วย ปกติจะมาในชุดของแท่นหมุนอัตโนมัติเท่านั้น

 

***การเปรียบเทียบการสแกนระหว่าง Einscan Pro HD กับ Einscan Pro 2x plus ในโหมดการสแกนงานต่างๆ ทั้ง Fixed scan, Handhald HD scan และ Fixed scan ทั้งนี้ทั้ง 2 รุ่นนี้จะมีข้อดีในงานกันคนละแบบนะครับ

การสแกนในโหมด Fixed scan ระหว่าง Einscan Pro HD(ด้านซ้าย) และ Einscan Pro 2X Plus (ด้านขวา)
การสแกนในโหมด HandHeld HD scan แบบ Marker point ระหว่าง Einscan Pro HD(ด้านซ้าย) และ Einscan Pro 2X Plus (ด้านขวา)
การสแกนในโหมด HandHeld HD scan ของเครื่อง Einscan Pro HD(ด้านซ้าย) และ HandHeld Rapid Einscan Pro 2X Plus (ด้านขวา)
การสแกนในโหมด HandHeld Rapid scan ระหว่าง Einscan Pro HD(ด้านซ้าย) และ Einscan Pro 2X Plus (ด้านขวา) สแกนงานสีโทนดำอย่างยางรถยนต์

 

 

วีดีโอรีวิวการใช้งานเครื่องสแกนเนอร์ Einscan Pro HD

พรีวิว เครื่องสแกนเนอร์แนวใหม่ Handheld Hybrid Einscan H และ HX

พรีวิว เครื่องสแกนเนอร์แนวใหม่ Handheld Hybrid Einscan H และ HX

EinScan H
EinScan H เครื่อง Scanner Hybrid ระหว่าง Blue LED กับ Infrared
จัดเอาความสามารถมารวมกัน แถม Software Solid Edge

**Blue LED** สแกนเก็บ Texture สีได้ Build in กล้องเก็บสีมาเลย
**Infrared** สามารถเก็บวัตถุดำ และ กลุ่มก้อนผมได้
**SolidEdge** สามารถสร้างไฟล์ CAD

ราคาประมาณไม่เกิน 2แสนบาท

ปล. เทียบตัวนี้ได้กับ Artec โดยมีราคาย่อมเยาว์กว่า มากหากเทียบกับ EinScan Pro 2X เครื่อง EinScan H จะมีความละเอียดน้อยกว่า แต่ดีที่สแกนได้เร็วกว่า ไฟล์หนักน้อยกว่า

EinScan HX
EinScan HX เครื่อง Scanner Hybrid ระหว่าง Blue Laser กับ Blue LED
จัดเอาความสามารถมารวมกัน แถม Software Solid Edge และ Geomagics Essentail
**Blue Laser** สแกนเก็บ วัสดุเงาได้ / สีดำได้ เลเซอร์เป็นแบบ Cross กากบาท 7 แถบ
**Blue LED** สแกนเก็บ Texture สีได้ Build in กล้องเก็บสีมาเลย
**Solid Edge** สามารถสร้าง CAD ได้ License แท้ คล้าย Solid Work
**Geomagics Essential** สามารถจัดการไฟล์ Scan เพื่อทำ Reverse

ราคาประมาณไม่เกิน 5แสนบาท (ไม่ขายแยก Solid Edge / Geomagics)

ปล. เทียบตัวนี้ได้กับ Creaform แต่ราคาเราถูกกว่าเกินครึ่ง หากเทียบกับ Shining เองจะเป็นสินค้า Free Scan X7 ราคาล้านปลาย

Blue Laser ช่วยให้สแกนได้ง่ายขึ้นบนวัตถุที่เงา และสีเข้ม

ปิดท้ายด้วยตารางสรุป เครื่องสแกนเนอร์นะคับ

ลดเวลาการพิมพ์50%ด้วยCreatorPro2⏰

ลดเวลาการพิมพ์50%ด้วยCreatorPro2⏰

เบื่อมั้ยกับการที่ต้องมานั่งรอพิมพ์ชิ้นงานหลายๆชั่วโมงทั้งที่โมเดลไม่ได้ซับซ้อนอะไร และต้องมาคอยเสียซัพพอร์ตไปฟรีๆอีก

ถ้าคุณได้ลอง Creator Pro 2 รุ่นใหม่แกะกล่องที่จะทำให้คุณสามารถพิมพ์ชิ้นงานได้เร็วขึ้น50% ด้วยระบบ 2 หัวฉีดอิสระ

แล้วชีวิตการพิมพ์จะปลดล็อก300%

 

อย่างแรก___

เริ่มจากนำโมเดลใส่ในโปรแกรมFlashprint > ผ่าโมเดลให้เป็น2ส่วนด้วย Cut > เลือก Extruder > เลือกฟังก์ชั่น Mirror

นำโมเดลใส่ในโปรแกรมFlashforge > ผ่าโมเดลให้เป็น2ส่วนด้วย Cut > เลือก Extruder > เลือกฟังก์ชั่น Mirror

จากที่ใช้เวลาในการพิมพ์ปกติ 3 ชั่วโมง >> กลายเป็น 1 ชั่วโมงครึ่ง (แบ่งพิมพ์สองหัว)

เครื่องพิมพ์2หัว ซ้าย/ขวา

 

สามารถเลือกใช้สีเดียวกันหรือสองสีตามใจชอบ

ได้ชิ้นงานที่Mirrorกัน อย่างกับแฝด

 

 

ชิ้นงานที่พิมพ์เสร็จสมบูรณ์
พร้อมนำไปเชื่อมต่อกัน

เราจะเชื่อมต่อกันด้วย “น้ำยาเชื่อมพลาสติกอะคลิลิก” มีคุณสมบัติในการกัดให้พลาสติกละลาย แล้วนำมาต่อให้ละลายเข้าหากัน เป็นการเชื่อมที่ง่าย

🔺***เนื่องจาก น้ำยาเชื่อมพลาสติกอะคลิลิก มีคุณสมบัติเป็นสารเคมีอันตราย เวลาใช้งานไม่ควรโดนผิวหนังและสูดดม หากโดนให้รีบล้างออกทันที**** 🔺

จุ่มพู่กันพอประมาณ

เลือก 1 ส่วนทาน้ำยาให้ทั่วและรวดเร็ว เนื่องจากเป็นสารเคมีที่ระเหยได้เร็ว

เมื่อทาแล้วนำมาติดกับอีกส่วนทันที กดให้แน่นเข้าไว้ด้วยกัน ทิ้งไว้สักครู่

กดให้น้ำยาละลายพลาสติกอีกชิ้นหนึ่งเพื่อให้แนบติดกัน

เมื่อเริ่มติดกัน ให้ทาซ้ำไปที่ร่องระหว่างชิ้นงาน แนะนำให้จุ่มน้ำยาเยอะสักหน่อย จิ้มลงไปเพื่อให้หยดน้ำยาไหลวิ่งไปตามร่อง

หาของหนักๆใกล้ตัววางทับบนชิ้นงานทิ้งไว้เพื่อให้พลาสติกติดแน่นขึ้น และรอให้น้ำยาแห้ง

ขอใกล้ตัวหนักๆและสามารถวางบนงานได้พอดี

เรียบร้อยยยยย!!!! แท่นตากแก้วไซด์มินิ เกร๋ๆไป1ที

” พวกผมใช้แล้ว คุณละลองรึยัง “

Creator Pro 2

คุณก็เป็นได้นะ…..นักพิมพ์3มิติน่ะ

รีวิว Fullscale Max 1000

รีวิว Fullscale Max 1000

เครื่องพิมพ์สามมิติในปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ วันนี้เรามีเครื่องพิมพ์ 3D Fullscale Max 1000 ที่มีขนาด 1 ลูกบาศก์เมตร (1.00×1.00×1.00 เมตร)

Fullscale Max 1000 เป็นเครื่องพิมพ์ 3D ระดับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ตัวเครื่องเป็นระบบ FFF (Fused Filament Fabrication) มี 2 หัวพิมพ์สามารถพิมพ์งาน 2 สี หรือ 2 วัสดุได้พร้อมกัน

จุดเด่นของเครื่องนี้

  • ตัวเครื่องปิดมิดชิด ทำความร้อนในห้องพิมพ์ได้ถึง 70°C
  • ห้องเก็บม้วนพลาสติกทำความร้อนได้สองระดับ (45°C or 65°C) เพื่อรักษาคุณภาพของเส้นพลาสติก และใส่ได้ 2 ม้วน
  • มี 2 หัวพิมพ์
  • ปรับระดับแท่นพิมพ์อัตโนมัติ
  • จอภาพ LCD สีขนาดใหญ่ 9.7 นิ้ว

จากที่ได้ทดสอบพิมพ์ไปหลายงานพอจะสรุปได้ดังนี้

ขนาดงานพิมพ์ 1 ลูกบาศก์เมตร

ด้วยขนาดแท่นพิมพ์ที่ใหญ่ถึง 1.00 x 1.00 x 1.00 เมตร ทำให้การพิมพ์งานชิ้นใหญ่ในครั้งเดียวโดยไม่ต้องต่อเป็นไปได้อย่างง่ายดาย เราไม่จำเป็นต้องย่องานให้เล็กลงเพื่อให้เข้ากับขนาดแท่นพิมพ์ที่เล็ก ๆ หรือแบ่งงานออกเป็นส่วน ๆ แล้วพิมพ์ทีละชิ้น ขนาด 1 ลบ.ม. ช่วยให้พิมพ์ได้ต่อเนื่องกว่า

ระบบทำความร้อนในห้องพิมพ์/ห้องเก็บเส้น

ในการพิมพ์พลาสติกประเภท ABS, PETG, Nylon, และพลาสติกวิศวกรรมอื่น ๆ จำเป็นต้องมีการรักษาอุณหภูมิระหว่างพิมพ์ให้คงที่ จะช่วยป้องกันการบิดตัว และการแยกชั้นได้ เครื่องพิมพ์ Fullscale Max 1000 มาพร้อมกับเครื่องทำลมร้อนที่สามารถปรับลมร้อนได้ถึง 70 องศาเซลเซียส รองรับการพิมพ์พลาสติกวิศวกรรมได้เป็นอย่างดี และตัวเครื่องที่ปิดสนิททำให้ความร้อนไม่รั่วไหล และไม่มีอากาศภายนอกมารบกวน

เครื่องเป่าลมร้อนภายในห้องพิมพ์
เครื่องเป่าลมร้อนภายในห้องพิมพ์
ปุ่มเปิดลมร้อนในห้องเก็บเส้น เลือกอุณหภูมิได้ตามชนิดของเส้นพลาสติก
ปุ่มเปิดลมร้อนในห้องเก็บเส้น เลือกอุณหภูมิได้ตามชนิดของเส้นพลาสติก
เครื่องเป่าลมร้อนในห้องเก็นเส้น
เครื่องเป่าลมร้อนในห้องเก็นเส้น

หัวพิมพ์คู่ที่สามารถทำความร้อนได้ถึง 420°C

ระบบสองหัวพิมพ์ช่วยให้พิมพ์งานสองสี หรือสองวัสดุได้พร้อมกัน และหัวพิมพ์ที่ให้มาจะมีสองแบบ แบบหนึ่งทำความร้อนได้ 260°C มีท่อเทฟล่อน เหมาะสำหรับใช้พิมพ์ PLA โดยเฉพาะ อีกแบบหนึ่งจะทำความร้อนได้ 420°C สำหรับพลาสติกนอกเหนือจาก PLA ซึ่งหัวพิมพ์ที่มีมาให้นอกจากที่ติดกับชุดหัวพิมพ์แล้วยังมีสำรองเป็นหัวพิมพ์ขนาดรูต่าง ๆ ได้แก่ 0.4, 0.6, 0.8, 1.0 และมีแบบ 420°C มาให้ด้วย นอกจากนี้ Fullscale Max 1000 จะมีอะไหล่ และเครื่องมือมาให้จำนวนมาก ทำให้ไม่ต้องกังวลเวลาเกิดการเสียหาย

หัวพิมพ์คู่
หัวพิมพ์คู่
อะไหล่หัวพิมพ์ขนาดต่าง ๆ ที่มีมาให้ในชุด
อะไหล่หัวพิมพ์ขนาดต่าง ๆ ที่มีมาให้ในชุด
อะไหล่เครื่องพิมพ์ให้มามากมาย
อะไหล่เครื่องพิมพ์ให้มามากมาย
อะไหล่ BL-Touch ก็ให้มาด้วย
อะไหล่ BL-Touch ก็ให้มาด้วย

ปรับระดับแท่นพิมพ์อัตโนมัติ 64 จุด

การปรับระดับแท่นมีความแม่นยำสูง โดยใช้ BL-Touch Probe วัดระยะเต็มพื้นที่ของแท่นพิมพ์มากถึง 64 จุด แล้วคำนวณชดเชยให้อัตโนมัติในระหว่างการพิมพ์ ทำให้มั่นใจได้ว่าจะไม่มีปัญหาในการพิมพ์อย่างแน่นอน

BL-Touch ช่วยให้การตั้งระดับแท่นพิมพ์ง่ายขึ้นเยอะ
BL-Touch ช่วยให้การตั้งระดับแท่นพิมพ์ง่ายขึ้นเยอะ

Linear Guide Rail คุณภาพสูง

Linear Guide Rail ดูแข็งแรงมั่นคงมาก
Linear Guide Rail ดูแข็งแรงมั่นคงมาก

Linear Guide Rail ส่วนมากจะมีใช้ในเครื่องจักรขนาดใหญ่ ที่ต้องการความแม่นยำในการทำงานสูง ในเครื่องพิมพ์ Fullscale Max 1000 ก็นำมาใช้เหมือนกัน ทำให้เหมาะกับการพิมพ์งานขนาดใหญ่ช่วยให้การพิมพ์แทบไม่มีความคลาดเคลื่อนเลย

อื่น ๆ

ระบบบันทึกตำแหน่งงาน เมื่อเกิดไฟฟ้าขัดข้อง เครื่องจะจำตำแหน่งที่พิมพ์ล่าสุดไว้ และหลังจากไฟฟ้ากลับมาใช้งานได้ปรกติ เมื่อเปิดเครื่องอีกครั้งเราสามารถสั่งให้เครื่องพิมพ์ต่อจากจุดสุดท้ายได้อย่างต่อเนื่อง หมดปัญหาว่างานจะเสียหาย ไม่ต้องพิมพ์ใหม่ตั้งแต่ต้น และเมื่อเส้นพลาสติกหมดระหว่างพิมพ์ เครื่องจะหยุดพิมพ์ชั่วคราว เมื่อเราเปลี่ยนเส้นพลาสติกม้วนใหม่เข้าไปแล้วเครื่องก็จะทำงานต่อโดยอัตโนมัติ เส้นพลาสติกที่ให้มาพร้อมเครื่องจะเป็นม้วนขนาด 3 กก. จำนวน 2 ม้วน

ระหว่างพิมพ์งานนับว่าเสียงเงียบพอสมควร ลองใช้แอปวัดดูจะอยู่ที่ประมาณ 50 DBA เสียงดังที่สุดตอนเครื่องขยับแกน Z

สรุปของสรุป

การพิมพ์ชิ้นงานขนาดใหญ่ด้วยหัวพิมพ์ 1 มม. จะต้องปรับค่าการพิมพ์ใหม่ ซึ่งจะแตกต่างจากการตั้งค่าการพิมพ์ในเครื่องขนาดเล็กที่ใช้หัวพิมพ์ขนาดมาตรฐาน 0.4 มม. ในการพิมพ์งานชิ้นใหญ่จะใช้เวลานาน ดังนั้นจึงไม่นิยมพิมพ์ที่ความละเอียดสูง สำหรับหัวพิมพ์ขนาด 1.0 มม. เราขอแนะนำให้ใช้ layer height ที่ 0.50-0.75 มม. (การที่ใช้ layer height จะมีผลให้ต้องใช้ support มากกว่าปรกติอยู่บ้าง) ส่วน infill ใช้แค่ 5% ก็พอ งานที่ได้มีความแข็งแรงมาก ลองดูตัวอย่างการตั้งค่างานพิมพ์จากทางผู้ผลิตได้

เราได้ทดสอบเรื่องไฟดับแล้วพิมพ์ต่อ และเส้นหมดแล้วพิมพ์ต่อ ทั้งสองฟังก์ชั่นทำงานปรกติ แทบไม่มีรอยต่อเลย นับว่าเครื่องพิมพ์ Fullscale Max 1000 เป็นเครื่องพิมพ์สามมิติระดับอุตสาหกรรมที่ไว้ใจได้ ในราคาที่จับต้องได้ ณ วันที่รีวิวนี้ราคาประมาณ 1 ล้านบาทเศษ ซึ่งเมื่อเทียบกับเครื่องขนาดใกล้เคียงกันของยี่ห้ออื่นเรียกได้ว่าราคาถูกกว่าครึ่งเลยทีเดียว นับว่าเป็นเครื่องพิมพ์ขนาดใหญ่ที่คุณภาพสูงและราคาประหยัดสำหรับยุคนี้

ดาวโหลด โปรชัว ใบเสนอราคา / Demo

Specification

Printing
Print Technology Fused Filament Fabrication
Build Volume 1000*1000*1000mm
Number of Nozzles Double
Resolution 0.1 mm
Layer Resolution 0.05 mm
Filament Diameter 1.75 mm
Filament Compatibility ABS,PLA,Carbon Fiber,PETG,Nylon,PC,etc.
Nozzle Diameter 1.0 mm(0.4~1.5 mm)
Print File Type STL, OBJ, AMF, Gcode

 

Temperature
Max. Nozzle Temperature 420 ℃
Max. Bed Temperature 100 ℃
Hot Chamber Temperature 60 ℃
Filament Dry Room Temperature 45 ℃/65 ℃

 

Mechanical
Construction Power-Coated Steel, Aluminum Casting for Motion Components, POM
Build Plate Glass Ceramic Panel
Build Plate Leveling Automatic
Extruder Smart Dual Extruders
Stepper Motors 1.8° Step Angle with 1/16 Micro-stepping
X Y Positioning Precision 0.011 mm
Z Positioning Precision 0.002 5 mm
Software
Software Bundle CreatWare, Simplify 3D, Cura, Slice 3r, etc
Supported File Types STL,OBJ,Gcode,AMF
Operating Systems Win7/8/10, MacOS

 

Special Function
Outage Restored Save data when power is off
Filament Detection Pause printing when filament run out
Automatic Shut-down Turn off the power automatically when printing is complete
Camera control Camera remote monitoring and real-time control of the printing process

 

Speed
Best Printing speed 60 mm/s
Max. Printing speed 120 mm/s

 

Electrical
Power Requirements 220~240 V, 50~60 Hz
Screen 9.7-inch full color touch screen independent operating system (multi-language)
Max. Power 4000W
Storage Media U Disk
Connectivity USB

 

Size & Weight
Product Dimensions & Weight 1740*1300*1920mm 550kg
Packing Size & Weight 1910*1510*2205mm 640kg

 

Diode เทียบกับ CO2 Laser ต่างกันอย่างไร?

Diode เทียบกับ CO2 Laser ต่างกันอย่างไร?


Diode Laser

ไดโอดเลเซอร์คืออะไร? นึกภาพไดโอดเลเซอร์เหมือนไฟ LED ที่ปล่อยแสงสีน้ำเงิน อมม่วงออกมา คิดค้นโดยคุณ Shuji Nakamura จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอเนีย จากการค้นพบนี้ทำให้เค้าได้รับรางวัลโนเบลในปี 2014 ที่ผ่านมาก Diode Laser ถือว่าเป็นนวตกรรมใหม่เมื่อเปรียบเทียบกับ CO2 Laser ที่มีมานานหลายปีแล้ว ความยาวคลื่นของ ไดโอดเลเซอร์อยู่ในช่วง UV 405 – 1080 nm (เป็นแสงที่ตาเรามองเห็นนะคับ จะเห็นเป็นสีน้ำเงิน-ม่วง)

Diode Laser
ปัจจุบันนิยมใช้ในวงการแพทย์ และศัลยกรรม
สำหรับ Laser Cutter / Engrave

ข้อดีของ Diode Laser

  • มีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับหลอด CO2 ทำให้ตัวเครื่อง Laser Cutter/Engraving มีขนาดเล็กลงตามด้วย
  • เมื่อมีขนาดเล็กจีงไปติดตั้งได้กับหลายเครื่องมือ ปัจจุบันนิยมใช้ทางการแพทย์ เลเซอร์กำจัดขน เลเซอร์เพื่อความงาม
  • จากความยาวคลื่นสูง ทำให้ใช้งานดีกับแกะสลักบนพื้นผิวโลหะ (ไม่จำเป็นต้องทางน้ำยาก่อน)

ข้อเสีย

  • ราคาสูงกว่า
  • ยังมีการใช้งานไม่แพรหลายเท่า CO2 (Diode มาทีหลัง เพิ่งมาเร็วๆนี้เอง)

CO2 Laser

หลอด CO2
การตัดโดยใช้ CO2 Laser

เลเซอร์ ซีโอทู ทำการยิงแสงเลเซอร์ด้วยแก็สคาบอนไดออกไซด์ แสงที่ได้มีความยาวคลื่น 10.6 uM (10600 nm) เป็นช่วงความยาวคลื่นที่ตาเรามองไม่เห็น คือความยาวคลื่นใหญ่กว่า Infrared มากลำแสงที่ออกมาเป็นลำแสงความร้อนนั้นเอง การใช้งานต้องมีหลอด CO2 หลอดยาวๆตามขนาดกำลัง มีการใช้งานแพร่หลายมาก (ใช้กันมานานแล้ว) หาซื้อได้ทั่วไปในท้องตลาด ราคาเครื่องไม่แพง (แต่หลอดต้องเปลี่ยนบ่อยหน่อย) แต่มีจุดสำคัญเลยคือเครื่องมีขนาดใหญ่มาก ใหญ่ตามหลอดเลเซอร์ ต้องมีระบบหล่อเย็น Chiller เนื่องจากกระบวนการสร้างเลเซอร์เกิดความร้อนสูง แต่สำคัญที่สุดเลยหลอดเสื่อมประสิทธิภาพเร็วทุกครั้งที่ใช้งานต้องเปลี่ยน 3-6 เดือนครั้ง

ข้อดีของ CO2

  • หาซื้อง่าย มีผู้เล่นในตลาดหลายเจ้า เป็นเทคโลยีค่อนข้างอิ่มตัวแล้วในทั้งคุณภาพ และ ราคา
  • เหมาะกับการตัดงานเกือบทุกอย่างยกเว้น บนผิวโลหะตรงๆ (ต้องเลือกกำลังสูงหน่อยถ้าทำแกะสลักโลหะโดยตรง)
  • มีกำลังให้เลือกหลากหลาย 30-80Watt พบเห็นได้ทั่วไป, 150-400Watt (เกรดอุตสาหกรรม)

ข้อเสีย

  • เปราะบางแตกหักง่าย หากใครได้เคยเปลี่ยนหลอด CO2 จะรู้ดีเคลื่อนย้ายกันทีมีหนาว
  • ต้องเปลี่ยนหลอดบ่อยๆ อายุการใช้งาน 3-6 เดือนตามความบ่อยใช้งาน
  • เครื่องมีขนาดเทอะทะ อย่างมาก ต้องมีระบบหล่อเย็น

เปรียบเทียบ Co2 กับ Diode

 

ปล. ทาง Admin เชื่อว่า Diode เลเซอร์คือตัวที่จะมาในอนาคต เมื่อขนาดเล็ก ก็ไป Apply ได้กับอุปกรณ์พกพาหลายอย่าง เราต้องดูกันต่อไปครับ

งาน Jewelry จากเครื่อง WaxJet410

งาน Jewelry จากเครื่อง WaxJet410

งาน Jewelry เป็นลูกค้าหลักของเครื่อง WaxJet400/410 หลายแห่งเปลี่ยนจากการผลิตการแบบ Mold Silicone มาเป็นระบบ WaxJet เนื่องจากทำงานได้เร็วกว่า ไม่ต้องเก็บบล็อกยาง ร่นระยะเวลาตั้งแต่การออกแบบชิ้นงาน ไปจนพิมพ์ และหล่ออกมาภายในวันเดียว เครื่องค่อนข้าง Flexible ในกระบวนการผลิต ที่สำคัญราคาไม่แพงอย่างที่คิด 1.xล้านบาท

ข้อดี
– โดยเครื่องพิมพ์ได้เร็ว การทำงาน Jewelry ไม่จำเป็นต้องทำเป็น Batch / Cycle ในการผลิตเร็วขึ้น
– พิมพ์งานได้ขนาดใหญ่ หรือ ได้จำนวนชิ้นเยอะ
– ไม่ต้องทำ บล็อคยาง Mold Silicone
– สามารถสร้างงานที่ซับซ้อน งานตะกร้อได้
– ใช้น้ำอุ่นละลาย Support ออกดังนั้นเมื่อเอา Support ออกไม่ทิ้งคราบ

ข้อสังเกตุ
– ต้องลงทุนในครั้งแรก 1.xล้าน

งานพิมพ์เต็มถาดจะเห็นว่า ไม่มีจำนวนการผลิตขั้นต่ำ จะแบบละชิ้นก็ได้
เก็บงาน Detail ได้ดี
ชิ้นงานพร้อม Support
เมื่อละลาย Support ออกไม่ทิ้งร่องรอย

งานหล่อคลีน เนื่องจากเป็น Wax แท้ (ไม่ใช่ Polymer Wax)

งานหล่อชิ้นส่วนเครื่องจักร WaxJet410

งานหล่อชิ้นส่วนเครื่องจักร WaxJet410

งาน Lost-Wax Casting ในปัจจุบันมีการใช้ในหลายอุตสากรรม ชิ้นส่วนในโรงงานอุตสาหกรรม ใบพัด, Turbine, Propeller รวมถึงการหล่อวัตถุลอยองค์อื่นๆ การทำงานของเครื่องจะทำการพ่น ละออง Wax ออกมาโดยแวกซ์จะมีอยู่สองชนิดคือ ชนิดที่จุดหลอมเหลวต่ำประมาณ 40 องศากับ Wax ปกติที่เก็บ Detail และคงทนต่อ เมื่อพิมพ์เสร็จสามารถนำไปร่อนเอา Wax Support ออกด้วยน้ำอุ่น จะเหลือแวกซ์สีม่วงที่เอาไว้หล่อได้โดยตรง ด้วยวิธีการทำงานแบบนี้ เครื่องจึงสามารถพิมพ์งานได้รายละเอียดสูงมากๆได้ รวมถึงงานที่เป็น Undercut, งานลักษณ์ตะกร้อ (สร้างโดยวิธีอื่นไม่ได้นอกจาก 3D Printer)

ตัวอย่างอุตสาหกรรมต่างๆที่ใช้เครื่องนี้ได้
1. Dental Lab – งานหล่อเหวียงครอบฟัน
2. ผู้ประการผลิตชิ้นส่วน Automotive, AeroSpec
3. โรงหล่อโลหะต่างๆ
4. โรงหล่อพระ งานทองเหลือง
5. โรงงาน Jewelry (อันนี้คือลูกค้าหลักของเครื่องนี้)

ก่อนละลาย Support สีขาว
การน้ำชา พร้อมลวดลายบรรจง ลายมังกร
ตัวอย่างเทวรูป ที่ต้องการไปหล่อเป็นโลหะ หรือ แม้กระทั่งเป็นโลหะมีค่าจำพวกทองคำ
ชิ้นส่วนในเครื่องจักร รวมถึงชิ้นส่วนยานยนต์ อากาศยานต์
งานหล่อเทวรูป งานด้านศิลปกรรม

Review เครื่องพิมพ์ป้าย อักษร Flashforge AD1 พร้อมขั้นตอน

Review เครื่องพิมพ์ป้าย อักษร Flashforge AD1 พร้อมขั้นตอน

เครื่องพิมพ์ 3มิติที่จะนำมา Review ในครั้งนี้มาแปลกหน่อย เพราะว่าเป็นเครื่องพิมพ์ 3มิติ เพื่องานตัวอักษร หรือ ป้ายโดยเฉพาะ เครื่องที่ว่าชื่อ Flashforge AD1 รองรับการพิมพ์ขนาดใหญ่ 600*600mm ตัวอักษรหนาได้ 100mm Software ที่มีมาให้ทำมาให้คนทำป้าย ทำตัวอักษรโดยเฉพาะ เช่นการทำตัวอักษรแบบต่างๆ การเซาะล่องเพื่อติดแผ่นอคลีลิกที่หลัง การเลือกสลับสีของตัวอักษรได้เลย ที่สำคัญคือสามารถ พิมพ์งานให้เสร็จที่ละชิ้น สามารถแกะชิ้นที่พิมพ์เสร็จก่อนไปติดไฟ LED ก่อนได้

ป้ายร้านค้า LED ทั่วไป
ป้ายไฟตกแต่งแนวใหม่ ที่สร้างได้จาก Flashforge AD1

 

ทำตัวอักษรนูน ครีเอทีฟได้ไม่จำกัด (อักษรในรูปพ่นสีภาพหลังพิมพ์)

Flashforge ผู้ผลิตเครื่อง 3D Printer ตัวนี้ทำการวิจัยและสรุปว่า การใช้ 3D Printer นี้ลดขั้นตอนการทำงานลงไปมากถึง 70%
ขั้นตอนที่ลดไปส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากการใช้แรงงานฝีมือเพื่อพับขอบตัวอักษร ส่วนหนาของตัวอักษรธรรมดาจะต้องใช้เครื่องหรือแรงงานมือดัดให้เรารูปตัวอักษร ขั้นตอนนี้กินเวลาเป็นอย่างมาก อีกทั้งหากตัวอักษรมีความซับซ้อนหักมุมหลายจุดการใช้แรงงานยิ่งกินเวลา 3D Printer สามารถลดเวลาในส่วนนี้ได้มาก เครื่องจะการพิมพ์ขอบอักษรให้เอง ได้ขนาดและรูปทรงตรง Scale สามารถ Export Outline ออกไปตัดเลเซอร์ต่อ กรณีทำหน้าสัมผัสหรือฐานติด LED ได้เลย ตัว Software ออกแบบมาให้สามารถสร้างลูกเล่นไล่ระดับแสง LED สร้างมิติส่วนทึบส่วนสว่างได้อีก อีกทั้งเราสามารถปรับแต่ง Shape ของขอบอักษรได้อีกหลายแบบมาก เช่น ทรงแคบลง,ทรงบานออก,ทรงเอียงไล่ระดับ,ทรงโคมไฟ,ทรงโดม หรือ อื่นๆอีกหลายแบบ

ตัวเครื่อง

(จากซ้ายบน ตามเข็มนาฬิกา) ตัวเครื่องแพคมาในกล่องไม้พาเลต แพคมาแข็งแรง ตัวเครื่องต้องประกอบนิดหน่อย ที่วางเส้นพลาสติก, รางสไลด์ที่ขนาดใหญ่เหมือนเครื่อง CNC และ หัวฉีด 1 หัวแต่มี Input 2 ทางสามารถสลับสีของเส้นพลาสติกได้
ส่วนประกอบต่างๆของตัวเครื่อง FF AD1

ตัวเครื่องเป็นโครงขึ้นรูปอลูมิเนียมโปรไฟล์ นน.ประมาณ 50kg ถือว่าค่อนข้างหนักหลากเทียบกับเครื่อง 3D Printer ด้วยกันรางสไลด์ในแนวแกน XY ให้มาชุดค่อนข้างใหญ่ Linear แบบเครื่องกัด CNC ย่อมๆระบบสายพานหน้ากว้าง เท่าที่ดูถึงว่าให้มาแข็งแรงกว่างานที่จะทำป้าย ตัว 3D Printer เป็นแบบ Catesian คือหัวฉีดเส้นพลาสติกจะเคลื่อนที่ในระนาบ กว้าง*ยาว (X,Y) ฐานอยู่นิ่งไม่ขยับ เมื่อพิมพ์เสร็จชั้นนั้นๆแล้วหัวฉีดจะขยับตัวยกขึ้นเพื่อพิมพ์ในชั้นต่อไป (Z) หากมองมิติที่ตัวเครื่อง โดยไม่รวมส่วนแขวนม้วนพลาสติก ตัวเครื่องค่อนข้างเตี้ย สามารถวางบนโต๊ะทำงานได้ ไม่ต้องหาที่วางพิเศษให้มัน (กรณีบางเครื่องเป็นทรงสูงต้องต่อโต๊ะพิเศษให้มัน)

ส่วนหัวฉีดเป็น Direct Drive โดยมีช่อง Input/Feed เส้นพลาสติก 2 ม้วน มีชุดขับมอเตอร์จำนวน 2 ชุด แต่มีหัวฉีดเดียว ทำให้สามารถเปลี่ยนสีตัวอักษรได้อัตโนมัติ (หรือเปลี่ยนชนิดก็ได้เช่น ต้องการใช้บางส่วนของขอบเป็นเส้นทับแสง ส่วนที่เหลือเป็นเส้นโปร่งแสง ออกแบบตัวอักษรไล่ระดับความสวยงามมากขึ้น)

การที่มีช่องใส่เส้นพลาสติก 2 ม้วน เพิ่มความหลากหลายในการออกแบบ เราจะไปอธิบายอีกทีในส่วนของ Software

ขั้นตอนการทำงาน

  1. ออกแบบ 2D Vector ขั้นตอนเริ่มจากการออกแบบตัวอักษร หรือ Logo ก่อนสามารถทำใน Adobe Illustrator หรือ Software อื่นๆก็ได้ เมื่อออกแบบตัวอักษรเสร็จ สามารถ Export ไฟล์ดังกล่าวไปเปิดใน Software FlashAD ไฟล์ที่รองรับเช่น STL, CDR, DFX, NC
  2. สร้างไฟล์สำหรับพิมพ์ จาก Software FlashAd เราสามารถตั้งค่าต่างๆในการพิมพ์ได้หลายหลาย เครื่อง Flashforge AD1 มีจุดเด่นในส่วนนี้เลย ซึ่งกล่าวในส่วน Software ต่อไป ขั้นตอนนี้เราสามารถออกแบบรูปทรงของอักษรเราได้ ออกแบบ Light ของป้ายเราได้เช่นกัน
  3. นำไฟล์ไปพิมพ์ที่เครื่อง สามารถสั่งพิมพ์จาก USB Drive หรือ กรณีทำเป็น Farm Printing มีเครื่องหลายเครื่องสามารถสั่งพิมพ์ผ่าน Cloud ได้เลย
  4. ส่วนที่เป็นหน้างาน สามารถสั่งตัดได้จากเครื่องตัดเลเซอร์ (สามารถข้ามข้อ 4 ได้เช่นกัน กรณีสร้างหน้างานโดยการเทเรซิ่นแทน)
  5. เทเรซิ่นไวแสง การกรอบที่เราพิมพ์ออกมาจากเครื่องพิมพ์ 3มิติ
  6. ทำการ Cure ด้วยแสง UV เพื่อให้เรซิ่นที่เทแข็งตัว
  7. ติดตั้งไฟ LED ตามรูปร่างของตัวอักษร
  8. ปิดหน้าสัมผัส

ปล. ข้อที่ 4-8 สามารถเว้นข้อได้ก็แล้วแต่ลักษณ์ตัวอักษรที่ต้องการให้ออกมา หรือ ทำสลับกันส่วนไหนก็ได้

Software

Software ตัวนี้สร้างขึ้นมาเพื่องานป้ายโดยเฉพาะชื่อ FlashAD โดยหลักแล้วจะแปลงออกเป็น 2 ส่วนการทำงานงาน ส่วนในการออกแบบ กับส่วนในการตั้งค่าการพิมพ์

ส่วนออกแบบ (Design Mode)

เราสามารถ import ไฟล์เวคเตอร์เข้ามาได้ สามารถเลือกขนาดตัวอักษร สามารถกำหนดความสูงของตัวอักษร และ ส่วนปิดบน และ ล่างของตัวอักษรได้ (ดูจากรูปด้านล่างประกอบ) Software เปิดโอกาสให้เราตั้งค่าต่างๆได้หลากหลาย ทั้งรูปแบบ รูปทรงตัวอักษร จะพิมพ์ให้อักษรขึ้นตรงๆ หรือ ขึ้นเอียง, ขึ้นเป็นทรงโดมก็ได้

ส่วนที่หนึ่ง Design Mode ใช้ในการออกแบบตัวอักษร

ส่วนในการพิมพ์ (Printing Mode)

ในส่วนนี้เมื่อเราได้ออกแบบตัวอักษรเสร็จแล้ว เราสามารถมาเริ่มสั่งพิมพ์ได้ที่ Mode นี้ จุดเด่นสำคัญคือ เราสามารถจัด Layout การพิมพ์ได้เองเลย หรือ ให้ AI ช่วยจัดให้เราก็ได้ อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญคือ เราสามารถเลือกพิมพ์งานไปพร้อมๆกัน (เสร็จพร้อมกันทั้งหมด) หรือ พิมพ์เสร็จที่ละตัวอักษรก็ได้  (แบบหลังนี้จะดีมาก เนื่องจากว่า จะประหยัดเวลาในการทำงาน พิมพ์เสร็จอักษรตัวไหนสามารถนำไปติดไฟได้เลย

ส่วนต่อมาเป็นการ Set ค่าเพื่อพิมพ์งานโดยการ Set ค่าดังกล่าวนี้มี Level ให้เลือก สำหรับคนที่ต้องการ set ง่ายๆเราสามารถเลือกแบบ Low, Standard และ High ได้ หรือคนที่มีความรู้ด้าน 3D Printer มากๆ สามารถเลือก Set แบบตั้งค่าเองได้ทั้งหมดก็ได้ มี Parameter ให้เลือกมาค่อนข้างมากเลยที่เดียว 🙂

ส่วนที2 Printing Mode ใช้ในการสั่งพิมพ์ ตั้งค่าการพิมพ์
ตัวอย่างเราสามรรถปรับรูปแบบตัวอักษรได้กว่า 100+ แบบ

การพิมพ์

การใส่เส้นพลาสติกตัวนี้ลองรับการใส่เส้น 2 ม้วนในเวลาเดียว กำหนดเปลี่ยนสีอัตโนมัติ (หลายสีกว่านี้ได้แต่ต้อง Manual เปลี่ยนสีเอง) อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น เราสามารถเลือกพิมพ์งานไปพร้อมๆกัน (เสร็จพร้อมกันทั้งหมด) หรือ พิมพ์เสร็จที่ละตัวอักษรก็ได้  (แบบหลังนี้จะดีมาก เนื่องจากว่า จะประหยัดเวลาในการทำงาน พิมพ์เสร็จอักษรตัวไหนสามารถนำไปติดไฟได้เลย

ขั้นตอนหลังจากพิมพ์เสร็จ

เมื่อพิมพ์เสร็จติด LED ลงไปส่วนฐาน อันนี้แล้วแต่ เทคนิคของแต่ละร้าน

ความทนทาน

โดยปกติหากอยู่ในที่ร่ม จะอยู่ได้ขั้นต่ำ 5-10ปี อยู่ Outdoor ต้องขึ้นกับสภาพอากาศ

ต้นทุน

ยกตัวอย่างชิ้นงานป้ายร้าน Print3DD นั้นใช้ต้นทุนในการทำ ไม่รวมส่วนวงจรไฟ ประมาณ 300บาท ทำเสร็จได้ภายใน 8 ชม. (กรณีพิมพ์จากเครื่องเดียวใช้เวลาในการพิมพ์ 4 ชม. ถ้าพิมพ์หลายเครื่องช่วยกันก็จะลดเวลาไปกว่านี้มาก)

ข้อดี
– ลดเวลาการทำป้ายลง 70% ลดต้นทุน และ แรงงานลง ทำงานไวขึ้น
– พิมพ์ได้ใหญ่ 600*600mm เปลี่ยนสีอัตโนมัติ 2สี รองรับงานหลายแบบ
– Optimize เพื่องานออกแบบป้าย และ ตัวอักษรโดยเฉพาะ ไม่ต้องทำในหลาย Software
– รองรับการทำงาน เป็น Farm Printing สั่งการและดูแลเครื่องหลายเครื่องพิมพ์กันได้

ข้อสังเกตุ
– สร้างงานได้สูง 100mm ไม่เหมาะกับการสร้างมาให้พิมพ์วัตถุลอยตัว วัตถุทรงสูง
– ปรับได้หลายหลาย ใช้เวลาในการศึกษา Learning curve 1-2 วัน

Video เพิ่มเติม

Video เปรียบเทียบการการทำป้าย LED แบบเก่า กับ แบบใหม่

Video ขั้นตอนการทำป้าย LED

Video ตัวอย่างงานป้าย

Video การบริษัทใน Singapore ใช้เครื่อง Flashforge AD1 ในขั้นตอนการผลิตป้าย ป้อนตลาด Singapore

รีวิว Autoscan-Inspec เครื่องสแกนเนอร์ความละเอียดสูง สำหรับงานเฉพาะด้าน

รีวิว Autoscan-Inspec เครื่องสแกนเนอร์ความละเอียดสูง สำหรับงานเฉพาะด้าน

จากการที่ได้ทดลองใช้งานเครื่องสแกนรุ่นใหม่อย่าง AutoScan-Inspec แล้วนั้นถือได้ว่างานออกมามีคุณภาพที่ดีเลยนะครับ แม้ว่าบางงานที่รายละเอียดเล็กมาก ๆ เกินไปอาจจะยังไม่เหมาะสมแต่ก็สามารถนำงานที่สแกนมานั้นไปแก้ไขต่อได้โดยอาจจะใช้โปรแกรม ZBrush, Mashmixer หรือ CAD 3D งานที่สามารถรองรับการสแกนได้นั้นจะ maximum อยู่ที่ 100*100*75 mm และงานขนาดเล็กที่สามารถสแกนได้นั้นจะประมาณปลายดินสอ หรือปากกา บอกแบบนี้น่าจะเห็นภาพได้ง่ายขึ้น เดี๋ยวเราขอมาพูดถึงรายละเอียดของตัวเครื่องก่อนละกันนะครับ

Technical Specfications Autoscan-Inspec นั้นเป็นชื่อรุ่นโดยทางการของเครื่องสแกนเนอร์ตัวนี้ โดยจะมีการทำงานแบบสแกนอัตโนมัติมีแท่นหมุนมาให้ให้ตัวพร้อมกับกล้องสแกน specifications นั้นจะมีรายละเอียดดังนี้

  1. พื้นที่ในการสแกน : 100*100*75 mm
  2. ระบบโครงสร้างในการสแกนของเครื่อง : Structureding light 3D scanning ใช้ Source เป็น “Blue Light”
  3. ความละเอียด : น้อยกว่าหรือเท่ากับ 10ไมครารอน
  4. ระบบแกนการทำงาน : 3 แกน
  5. ความละเอียดของกล้อง : 5 MP
  6. น้ำหนักตัวเครื่อง : 7.50 Kg.
  7. ใช้ไฟ : DC24V
  8. ไฟล์ที่ได้ : .STL
  9. ระบบปฏิบัติการ : Windows10 /64 Bits

 

Spec ของเครื่อสแกนเนอร์ Autoscan-Inspec

เมื่อทำการแกะเครื่องออกจากตัวกล่องมานั้นจะพบกับอุปกรณ์มากมากที่มีมาให้ เพื่อให้ง่ายต่อการนำไปใช้กับงานได้ทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นงานทางด้าน Jewelry, เหรียญพระ, พระองค์ขนาดเล็ก, Finger model, วิศวกรรม และงานอื่น ๆ อีกมากมาย แต่ข้อจำกัดที่ยังหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ ชิ้นงานใส ชิ้นงานมีความเงา ชิ้นงานสีดำเข้ม พวกนี้จะต้องทำการพ่นด้วย Powder spray ทำไมถึงสแกนงานขนาดเล็กได้ดีเพราะตัวเครื่องทำงานด้วยกล้องที่ให้ความละเอียดมากถึง 5.0 MP จำนวน 2 ตัว ทำให้สแกนงานได้เร็วและละเอียดมากยิ่งขึ้น เมื่อสแกนต่อ shot แล้วเครื่องสแกนแบบ 2 กล้องจะได้มุมที่กว้างกว่าเครื่องแบบมีกล้องตัวเดียว ทั้งนี้ Autoscan-Inspec ยังมีการทำงานที่รวดเร็ว และมาพร้อมโปรแกรมในการสแกนงานอีกด้วย  แถมยังสแกนงานได้ง่ายขึ้นแบบแค่คลิกเดียวก็สามารถสแกนงานได้จนเสร็จ เพราะมีแท่นหมุนแบบอัตโนมัติที่ทำงานร่วมกับตัว camera ทำให้มีการทำงานทั้งหมด 3-axis (x, y, z) พูดได้เลยว่าสะดวกมากจริง ๆ ไม่ต้องมาจับหมุนเอง

ที่ตัวเครื่องมีไฟบอกสถวานะการทำงานของตัวเครื่องอยู่ที่ด้านบนและด้านข้าง
มี Camera มาให้ 2 ตัวที่ความละเอียด 5MP และมีกระจกคอยหมุนเพื่อเปลี่ยนองศาของแสงสะท้อน
Turntable ที่ทำงานหมุนแบบ 2 แกน ทำให้ไม่ต้องมาค่อยหมุนชิ้นงานเอง

 

มาดูทางด้านของ Software กันบ้างดีกว่าว่ามีหน้าตาเป็นอย่างไรกันบ้าง ต้องขอบอกก่อนเลย Auroscan-Inspec จะต้องใช้ Dongle License ในการเปิด Software ซึ่งหน้าตาจะคล้ายๆ กับเครื่องสแกน รุ่น Einscan Pro Series เลย แต่เครื่องมือด้านบนเมื่อเข้าไปหน้าแรกนั้นจะมีแค่ 3 อันคือ

  • Ispec(1) เป็นการดำเนินการก่อนทำการเริ่มสแกนงาน เช่น การคาริเบท(2) การสร้างไฟล์งาน(3) หรือโหลดงานที่เคยสแกนมาแล้วนั้นนำมาทำงานต่อ(2)
  • Scan(7) เป็นหน้าต่างที่ใช้ในการควบคุมการสแกน สามาถปรับองศาของตัว camera ความสว่าง การเริ่มหรือหยุดสแกนงาน เมื่อทำการสแกนงานเสร็จแล้วจะมีเครื่องมือเด้งขึ้นมาเพิ่มเติมให้จะอยู่ด้านขวาคือการลบส่วนเกิน(8) การซูม และส่วนด้านล่างนั้นจะมี Rescan (สแกนงานใหม่อีกครั้ง)(5), Flip scan (สแกนงานในด้านอื่น ๆ )(8) และ Data wrap (ปิดผิวชิ้นงานเพื่อทำการ save file )(6) ส่วนการเชื่อมต่องานโปรแกรมจะทำการ Alignment(9) ให้แบบอัตโนมัติเมื่อทำการ Flip scan เสร็จให้กดที่ Alignment เมื่อเราทำการกดที่ Data wrap โปรแกรมจะทำการ Save แบบอัติโนมัติให้ทันที่เป็น .stl ทันที แต่เราต้องเลือกว่าจะให้ปิดผิวงานเป็นแบบ Watertight (แบบตัน) และ Unwatertight (แบบกลวง)(10)
  • Process เป็นการตรวจสอบงานที่ได้ปิดผิวเสร็จเรียบร้อยแล้ว และสามารถกลับไปสแกนซ่อมแซมงานได้ โดยให้กดที่ Next จะกลับไปสู่หน้าต่างของ Scan ถ้างานที่ปิดผิวเรียบร้อยแล้วต้องการจะออกให้กดที่ Conplete เสร็จสิ้นการสแกนงาน

และขอเสริมอีกนิดคือในส่วนของหน้าต่าง Process นั้นด้านซ้ายมือจะมีแถบเมนู Model list(11) คือจะแสดงจำนวนไฟล์ชิ้นงานที่สแกนอยู่ทั้งหมดสามารถเปิด/ปิด ดูแต่ละชิ้นงานได้ครับ เมื่อสแกนงานเสร็จแล้วได้ลองนำชิ้นงานได้เปิดในโปรแรกม ZBrush เพื่อดูผิวของงาน และจำนวน Polygon ของไฟล์งานเวลาออกมาดีไหม ถ้าว่าดีมากเลย Polygon ละเอียดมากทำให้ง่ายต่อการแก้ไขงานต่อ

หน้าต่างแรกของการเข้า Software scan             
การ Calibration เครื่องสแกนเนอร์

 

วิธีการใช้งานตัวเครื่อง  Autoscan-Inspec

  1. ทำการเชื่อมต่อสาย USB เข้าที่ตัวเครื่องสแกนเนอร์ กับ Computer และเสียบสาย Power เข้าที่ตัวเครื่องสแกนเนอร์
  2. เสียบ USB Dongle และ USB Drive software เพื่อทำการลงโปรแกรม
  3. เปิดสวิตท์ที่อยู่ด้านหลังเครื่อง ไฟสถานะของเครื่องสแกนเนอร์จะติดขึ้นมาเป็นสีฟ้าๆ ที่ด้านบนและด้านข้างของตัวเครื่อง
  4. จากนั้นให้ทำการติดตั้งโปรแกรมที่อยู่ใน USB Drive พร้อมทั้ง Activation license แบบ Online
  5. เมื่อทำการติดตั้งโปรแกรมเสร็จเรียบร้อยแล้วให้เปิดโปรแกรมขึ้นมา และ Calibration (2) โดยจะใช้แผ่น Calibrate ที่มีมาให้จะอยู่ให้กล่องอุปกรณ์
  6. เริ่มทำการสแกนให้คลิกที่ New project > เลือกที่เก็บไฟล์ > ตั้งชื่องาน(แนะนำภาษาอังกฤษ)
  7. หน้าต่างของการสแกน Scan ด้านซ้ายมือจะเป็นการปรับแสงที่ส่องไปกระทบชิ้นงาน สามารถเลือก Auto ได้
  8. กด Scan เพื่อเริ่มการสแกนชิ้นงาน
  9. เมื่อการสแกนเสร็จสิ้นจะมีเครื่องมือในหารรบส่วนเกินที่ไม่เกี่ยวกับชิ้นงานจะอยู่ด้านขวามือ (8) ให้กดเลือกเครื่องมือจากนั้นกด shift ค้างไว้และลากเม้าส์คลิกซ้ายครอบจุดที่ต้องการลบและกด delete
  10. ถ้าต้องการสแกนชิ้นงานส่วนที่ยังไม่ได้สแกนให้กดที่ Flip scan และทำการจับชิ้นงานพลิกไปอีกด้านที่ต้องการสแกนเพิ่ม
  11. เมื่อสแกนงานเสร็จเรียบร้อยแล้วต้องการจะ save ให้กดที่ data wrap ซึ่งจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ Watertight (แบบตัน) และ Unwatertight (แบบกลวง)(10)
  12. จากนั้นโปรแกรมจะทำการ save auto ให้ทันทีใน folder ที่เลือก save ตั้งแต่แรก โดยไฟล์ที่ได้คือ .stl

 

หน้าต่างการสแกนงาน
การ Edit งานสแกนส่วนที่เกินจากชิ้นงานจริง
การ Flip งานที่สแกนเพื่อเก็บด้านที่ยังสแกนไม่ได้
การ Wrap งานสแกนมีทั้งแบบ Watertiht(ตัน) และ Unwatertight(กลวง)
หน้าต่าง Process หลังจากที่ Wrap data เรียบร้อยแล้ว

 

หน้าต่าง Process หลังจากที่ Wrap data เรียบร้อยแล้ว
หน้าต่าง Process หลังจากที่ Wrap data เรียบร้อยแล้ว

 

จุดเด่น
– ความละเอียดในการสแกนระดับ 10ไมครอน (0.001mm)
– ระบบแสงฟ้า Structured Light Scanning process (แสงฟ้าเก็บรายละเอียดได้ดีกว่าแสงขาวมาก แต่สีที่ได้เป็น Grey Scale)
– Metrology Grade เป็นเครื่องระดับมาตรวิทยา เพื่อการสอบเทียบ
– มาพร้อมกล้องละเอียดสูงระดับ 5.0 MegaPixel จำนวน 2 ตัว
– ระบบการสแกน 3แกน 3-Axis Scanner ทำให้สแกนได้เร็วกว่า และ ทำงานกับชิ้นงานที่ซับซ้อนได้มากกว่า
– มาพร้อมแท่นจับ แทนวางชิ้นงานหลายแบบ ทำงานร่วมกับชิ้นงานได้หลากหลาย เช่นงาน Jewelry, งานทันตกรรม, งานศิลปะ-วัตถุมงคล
– ไฟล์ที่ได้เป็น STL, OBJ, PLY เป็นไฟล์กลาง สามารถไปทำงานต่อได้กับ Software ทั่วไปในท้องตลาด
– ไม่มีค่า Subscription รายปี สินค้าเป็นการซื้อขาด จบในตัวเอง