fbpx

ติดตั้งเครื่อง Kings 600 Pro SLA รุ่นใหญ่งานเนียบระดับอุตสาหกรรม คุณภาพดีเยี่ยม

ติดตั้งเครื่อง Kings 600 Pro SLA รุ่นใหญ่งานเนียบระดับอุตสาหกรรม คุณภาพดีเยี่ยม

เมื่อวันที่ 15-18 มิถุนายน 2563 ที่ผ่านมานั้นทาง Print3dd จะนำเครื่อง SLA ขนาดใหญ่อย่างเครื่อง Kings 600 Pro 3D Printer ไปติดตั้ง ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ สาขาวิชาออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เพื่อใช้ในการเรียนการสอน ออกแบบผลิตภัณฑ์สินค้าต่างๆ ด้วยเทคโนโลยีของตัวเครื่อง Kings 600 Pro นั้น ชิ้นงานที่ได้ออกมาผิวของชิ้นงานจะเรียบเนียนมาก ขนาดที่สามารถขึ้นรูปได้ก็ใหญ่โดขนาดจะอยู่ที่ 600*600*400 mm สามารถใช้กับไฟฟ้าที่ 220-240VAC ได้เลย เครื่อง Kings 600 Pro SLA (Stereolithography) เครื่องระบบนี้จะใช้วัสดุตั้งต้นเป็นน้ำเรซิ่นที่มีความไวแสง และทำปฏิกิริยาด้วยแสงเลเซอร์ งานที่ออกมาเลยจะมีคุณภาพผิวสวยเก็บรายละเอียดได้ดีมากๆ เนื้อจากสารตั้งต้นเป็นของเหลวและจุดเลเซอร์นั้นเล็กมากสามารถทำให้สามารถทำชิ้นงานที่มีรายละเอียดเล็กๆ  หรือชิ้นงานที่ซับซ้อน และรายละเอียดสูงๆได้

จุดเด่นคือชิ้นงานสวยที่สุดใน 3D Printer ทุกระบบ อีกทั้งสามารถพิมพ์ได้ใหญ่ ตั้งแต่ 300mm-1700mm ขึ้นกับรุ่นที่เลือก 

สามารถนำเครื่องไปพิมพ์ชิ้นงานตัวอย่าง หรือ Prototype อย่างเช่น

Automotive : กันชนรถยนต์ / หมวกกันน็อต / Console รถเข็น / อุปกรณ์ต่างๆในรถยนต์
Architecture : ตัวอย่างบ้าน / โครงสร้างสถาปัตยกรรม ที่ซับซ้อน
Artist : รูปปั้น / พระพุทธรูป / งานศิลปะขแนงต่างๆ
Medical : กระดูกและกระโหลกจาก CT หรือ MRI สแกน เพื่อใช้ในการวางแผนวิเคราะการรักษา / แบบหล่อชิ้นส่วนในการปลูกถ่าย implant

 

 

 

การติดตั้งตัวเครื่องนั้นต้องมีการควบคุมปัจจัยภายนอกที่มีผลต่อการขึ้นรูปชิ้นงานต่างๆ อย่างเช่น ความชื้น อุณหภูมิในห้องทำงาน เราควรจพทำห้องแยกตัวเครื่องออกจากเครื่องจักรอื่นๆ โดนภายในห้องนั้นจะต้องติดตั้งแอร์เพื่อให้ตัวเครื่อง Kings 600 Pro ทำงานในสภาวะอุณหภูมิที่เหมาะสมมากที่สุด และที่สำคัญอีกอย่างคือต้องควบคุมความชื้นภายในห้องด้วย เรื่องพวกนี้ไม่ต้องกังวลไปทางช่างของทางเราจะคอยให้คำแนะนำ และให้ความช่วยเหลืออยู่าตลอดเวลา  การนำเคื่องเข้าไปติดตั้งนั้นที่ตัวเครื่องจะมีล้อ และขาที่ไว้สำหรับตั้งตัวเครื่องด้วยตอนที่เราทำการติดตั้งจะต้องล็อคขาทั้ง 4 ด้านก่อน ทำการติดตั้งส่วนอื่นๆ เพราะว่าเครื่องพิมพ์แบบเรซิ่นนั้นตัวเครื่องจะต้องได้ระดับในทุกๆ แกน จะได้พิพม์งานออกมาแบบสมบูรณ์แบบที่สุดแบบเต็มแท่นพิมพ์

ติดตั้งเครื่อง Kings 600 Pro มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์

 

สินค้าเดินทางมาจาดกรุงเทพ-เพชรบูรณ์
ส่งเครื่อง Kings 600 Pro 3D Printer พร้อมกับอุปกรณ์ที่จำเป็นทั้งหมด
นำเครื่องลงด้วยเครนยก เพราะตัวเครื่องมีน้ำหนักมากทำมาจากวัสดุอย่างดี แข็งแรง
นำเครื่องลงด้วยเครนยก เพราะตัวเครื่องมีน้ำหนักมากทำมาจากวัสดุอย่างดี แข็งแรง
ภายในห้องต้องมีการควบคุมอุณหภูมิ ติดแอร์ไว้ภายในห้อง
แท่นพิมพ์ของเครื่องสามารถถอดได้
มีห้องที่สามารถควบคุมการทำงานของตัวเครื่องให้ได้ง่ายขึ้น
มีห้องที่สามารถควบคุมการทำงานของตัวเครื่องให้ได้ง่ายขึ้น
ประตูแข็งแรง และมีการติดฟิล์ม เพื่อป้องกันแสง UV เข้าไปในเครื่อง
มาพร้อมกับหน้าจอ Desktop ที่ใช้ในการควบคุมการทำงาน
มาพร้อมกับหน้าจอ Desktop ที่ใช้ในการควบคุมการทำงาน พับเก็บได้ เพิ่มพื้นที่ในการทำงานและเคลื่อนย้ายงาน
มาพร้อมกับเครื่องดูดความชื้น และตู้สำหรับอบชิ้นงานด้วยแสง UV ขนาดใหญ่
ที่ด้านบนเครื่องมีสัญญาณไฟแจ้งเตือนการทำงาน
ตรวจรับกับทางอาจารย์และเจ้าหน้าที่ตรวจรับเครื่อง Kings 600 Pro
ติดม่านเพื่อป้องกันแสง UV จากภายนอกส่งผลกระทบต่อน้ำยาเรซิ่น

 

Preview Fullscale Max 1000

Preview Fullscale Max 1000

ทุกวันนี้มีความต้องการเครื่องพิมพ์สามมิติที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ เราจึงขอนำเสนอเครื่องพิมพ์ Fullscale Max 1000 เป็นเครื่องพิมพ์สามมิติชนิด FFF (Fused Filament Fabrication) ที่ถือว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีในประเทศไทย โดยมีขนาดที่ใหญ่ถึง 1.00 เมตร x 1.00 เมตร x 1.00 เมตร สามารถตอบโจทย์งานพิมพ์ที่หลากหลาย ในทุกจุดประสงค์ของการใช้งาน

เครื่องพิมพ์ Fullscale Max 1000 มาพร้อมกับคุณสมบัติที่ลงตัวคุ้มค่าการลงทุน ลองมาดูกันว่าเครื่องนี้ให้อะไรกับเราบ้าง

ขนาด และน้ำหนัก

ด้วยตัวเครื่องมีขนาดกระทัดรัดเพียง 1.74 x 1.30 x 1.92 ม. น้ำหนักเครื่อง 550 กก. กินพื้นที่น้อยกว่า เบากว่าเครื่องยี่ห้ออื่นที่มีขนาดเดียวกัน ทำให้ไม่ต้องเตรียมพื้นที่กว้าง ๆ ไม่ต้องเสริมพื้นเพื่อรับน้ำหนักเครื่อง

เป็นโครงสร้างแบบปิด

ทำให้ควบคุมอุณหภูมิในห้องพิมพ์ได้ โดยมีเครื่องทำความร้อนในห้องพิมพ์พร้อมแท่นพิมพ์ที่ให้ความร้อนได้ สามารถรักษาอุณหภูมิให้กับชิ้นงาน ช่วยให้งานไม่บิดตัวจากอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงอย่างกระทันหัน

พื้นที่พิมพ์ภายในเครื่อง ขนาด 1 x 1 x 1 เมตร
ระบบดูดอากาศ และกรองอากาศ
ห้องเก็บเส้นพลาสติก พร้อมเครื่องอบให้เส้นพร้อมใช้งานอยู่เสมอ
เครื่องทำความร้อนในห้องพิมพ์ ช่วยรักษาอุณหภูมิให้คงที่
สามารถเลือกอุณหภูมิในการอบเส้นพลาสติกได้

พิมพ์งานได้แบบ 24/7

มั่นใจได้ว่างานพิมพ์จะไม่มีปัญหา สามารถสั่งพิมพ์ได้ยาวนาน 24 ชั่วโมง 7 วัน สามารถพิมพ์งานต่อได้ แม้ไฟดับ หรือเส้นหมดระหว่างพิมพ์

ระบบความปลอดภัยสูง

รวดเร็ว และละเอียด

ด้วยโครงสร้างที่มั่นคง อุปกรณ์ที่มั่นใจ ทำให้สามารถพิมพ์งานได้อย่างรวดเร็ว และมีความละเอียด แม่นยำสูง

Ball Screw ถึง 4 ตัว
Linear Guide Rail ที่มีความเที่ยงตรงสูง

 

ปรับระดับแท่นพิมพ์อัตโนมัติ 25 จุด

มั่นใจได้ว่าแท่นพิมพ์จะได้ระดับตลอดเวลา

ปรับระดับแท่นพิมพ์ 25 จุดด้วย BL-Touch probe

มีกล้องเช็คงานได้ตลอดเวลา

ข้อมูลด้านเทคนิคของเครื่อง Fullscale Max 1000

รอชม Review ฉบับเต็มในโพสหน้านะครับ

Technical Specs

Printing
Print Technology Fused Deposition Modeling
Build Volume 1 000*1 000*1 000 mm
Number of Nozzles Double
Resolution 0.1 mm
Layer Resolution 0.05 mm
Filament Diameter 1.75 mm
Filament Compatibility ABS,PLA,Carbon Fiber,PETG,Nylon,PC,etc.
Nozzle Diameter 1.0 mm(0.4~1.5 mm)
Print File Type STL, OBJ, AMF, Gcode
Temperature
Max. Nozzle Temperature 420 °C
Max. Bed Temperature 100 °C
Hot Chamber Temperature 60 °C
Filament Dry Room Temperature 45 °C
Mechanical
Construction Power-Coated Steel, Aluminum Casting for Motion Components, POM
Build Plate Glass Ceramic Panel
Build Plate Leveling Automatic
Extruder Smart Dual Extruders
Stepper Motors 1.8° Step Angle with 1/16 Micro-stepping
X Y Positioning Precision 0.011 mm
Z Positioning Precision 0.002 5 mm
Software
Software Bundle CreatWare, Simplify 3D, Cura, Slice 3r, etc
Supported File Types STL,OBJ,Gcode,AMF
Operating Systems Win7/8/10, MacOS
Special Function
Outage Restored Save data when power is off
Filament Detection Pause printing when filament run out
Automatic Shut-down Turn off the power automatically when printing is complete
Camera control Camera remote monitoring and real-time control of the printing process
Speed
Best Printing speed 60 mm/s
Max. Printing speed 120 mm/s
Electrical
Power Requirements 220~240 V, 50~60 Hz
Screen 9.7-inch full color touch screen independent operating system (multi-language)
Max. Power 4 000 W
Storage Media U Disk
Connectivity USB
Size & Weight
Product Dimensions & Weight 1 740*1 300*1 920 mm 550 kg
Packing Size & Weight 1 910*1 510*2 205 mm 640 kg

 

Review 3D Scanner XYZ 2.0 เครื่องสแกนเนอร์ราคาประหยัด สำหรับเด็ก

Review 3D Scanner XYZ 2.0 เครื่องสแกนเนอร์ราคาประหยัด สำหรับเด็ก

การขึ้นรูปชิ้นงาน 3 มิติ นั้นถ้าโดยทั่วไปเราอาจจะรู้จักกันในแบบของการเขียนไฟล์ CAD 3D อาจจะมาจาก Software 3D ต่างๆ อย่างเช่น Solid edge, Solidwork, Autodesk Fusion 360, Zbrush, SketchUp, Rihno, Maya และอื่นๆ อีกมากมาย แต่ด้วยการพัฒนาของทางด้านเทคโนโลยีนั้นมีมากมายค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ จึงเกิดเทคโนโลยีที่เรียกกันว่า 3D Scanner แต่ก็จะแบ่งไปอีกหลายรุ่นเลยไม่ว่าจะเป็นรุ่นเริ่มต้นใช้งาน รุ่นที่เน้นใช้งานเน้นความคลาดเคลื่อนน้อย รุ่นที่ทำงานเฉพาะทาง อื่นๆ อีกมากมาย แต่ทั้งนี้จะมาดูเครื่องรุ่นที่เป็นแบบเริ่มต้นใช้งานกันซี่งจะมีราคาที่ถูกกว่าแบบอื่นๆ ตัวเครื่องนั้นจะใช้งานได้งานอาจจะใช้กันในทางด้านการศึกษา หรือเด็กเล็กเริ่มเรียนรู้เทคโนโลยี 3 มิติ ซึ่งจะมีความละเอียดในการสแกนนั้นไม่ละเอียดมาก การนำไปใช้งานทางด้าน Engineer จะไม่เหมาะสมเพราะด้านนี้นั้นค่อนข้างจะเน้นเรื่องของ Diameter ของตัวงานอย่างมาก XYZ Scanner 2.0 จะมีความละเอียดในการสแกนจะค่อนข้าง polygon ใหญ่จะทำให้ไม่เหมาะสมต่อการนำไปสแกนเพื่อหวังผลในการวัดค่า แต่ถ้านำไปสแกนสิ่งของ คน หรืองานขนาดใหญ่เพื่อนำไปแสดงผลลพิมพื 3 มิติ แบบอย่างง่ายนั้นถือว่าเหมาะสมเลย ถ้ายังไงลองดูสเปคของเครื่องและที่ทางเราได้ทดลองใช้งานเครื่องให้ดูตามด้านล่างนี้

 

วีดีโอรีวิว XYZ Scanner 2.0

 

สเปคเบื้อองต้นของเครื่องสแกน XYZ Scanner 2.0

  • Scan Engine               :    Intal RealSense Camera
  • Depth Image Size     :     640*480 at 30fps
  • Scan Size (W*D*H) :     5*5*5 cm ถึง 100*100*200 cm
  • Color Image Size      :     Up to 1920*1080p at 40fps
  • Output File Types    :     For PC .obj, .ply, .stl / For Mac .obj, .ply, .stl
  • Scan Resolution       :      0.2 – 1.5 mm
  • Connectivity             :     3.0 Cable USB
  • Operating Systems  :    Win 10(64 bit) / macOS 10.10 ,10.11 ,10.12, 10.13, 10.14 / CPU i5 Processor ,Ram 4GB

ซี่ง spec ของเครื่องสแกนเนอร์รุ่นนี้จะใกล้เคียงกับ Sense Scanner แต่ของทาง XYZ Scanner 2.0 นั้นมาราคาถูกกว่าถึง 2 เท่าและความละเอียดในการสแกนงานนั้นใกล้เคียงกันเลย

 

การใช้งาน แและการติดตั้งโปรแกรมเครื่องสแกนเนอร์ XYZ Scanner 2.0 

  1. ลงชื่อเข้าใช้หรือลงทะเบียนบัญชีที่เว็ปไซต์ XYZprinting เพื่อรับข้อมูลและคำแนะนำล่าสุด เป็นการสมัครสมาชิกของทาง XYZ
  2. เสียบปลั๊กสแกนเนอร์เข้าไปในพอร์ต USB 3.0 บนอุปกรณ์ของคุณ สังเกตุง่ายคือช่องที่เป็นสีน้ำเงิน
  3. นำการ์ด SD ที่แถมมาในชุดเสียบเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ สำหรับตัวติดตั้งที่ดาวน์โหลดมาจากเว็ปไซต์ โปรดปฏิบัติตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

– สำหรับ MacOS ดับเบิ้ลคลิกที่ “XYZscanHandy*.dmg” และลากแอปพลิเคชั่นนั้นไปยังแฟ้ม Applications

– สำหรับ Windows ใช้งาน “SETUP.exe” และปฏิบัติตามขั้นตอนเพื่อติดตั้งซอฟแวร์และไดรเวอร์ที่จำเป็นทั้งหมด ซึ่งในเจ้าตัว SD Card นั้นจะมีตัวติดตั้ง และวีดีโอการใช้งานมาให้ด้วย

 

  1. เปิดใช้งาน XYZscan Handy โดยการดับเบิ้ลคลิกที่ไอค่อน เมื่อเข้ามาแล้วจะเจอกับการแนะนำในการใช้งานตัวเครื่อง ให้กด Strat scan และจะพบกับ Guide แนะนำเครื่องมือบนหน้าต่างของโปรแกรมการสแกน อ่านแล้วทำการแล้วทำการกดข้ามได้เลย จากนั้นจะเจอกับหน้าต่างการ login จะทำการ login หรือไม่ก็ได้
  2. เลือกโหมดการใช้งานโดยแบ่งเป็น Head (สแกนส่วนที่เป็นศีรษะ), Object (วัตถุ, สิ่งของ), Body (สแกนส่วนตัวของมนุษย์) และ Mask (ใบหน้า)

– Head (สแกนส่วนที่เป็นศีรษะ) ขนาดในการสแกนอยู่ที่ 80*50*80 cm ระยะห่างตัวเครื่องจาก Head อยู่ที่ 20-60 cm

– Object (วัตถุ, สิ่งของ) ขนาดในงานสแกนอยู่ที่ 5*5*5cm ขึ้นไป ระยะห่างตัวเครื่องจาก Object อยู่ที่ 20-60 cm

– Body (สแกนส่วนตัวของมนุษย์) ขนาดในการสแกนอยู่ที่ 100*100*200 cm ระยะห่างตัวเครื่องจาก Body อยู่ที่ 20-60 cm

– Mask (ใบหน้า) – จะมีรูปแบบใบหน้าแจ้งขึ้นมาให้ ระยะห่างตัวเครื่องจากใบหน้าอยู่ที่ 20-55cm

 

  1. เมื่อเลือกโหมดในการสแกนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้นำตัวเครื่องไปจ่อที่งานให้เอียงตัวเครื่องตามการแนะนำของโปรแกรมจนขึ้นเป็นภาพสี แสดงว่าพร้อมที่จะเริ่มการสแกน และระหว่างสแกนที่หน้าโปรแกรมจะแสดงระยะห่างให้ด้วยจะอยู่ที่ด้านล่างขวามือ เริ่มสแกนจะกดสั่งได้ 2 จุด คือ ตัวเครื่อง/หน้าโปรแกรม และเมื่อสแกนเสร็จแล้วเรียบร้อยสามารถหยุดได้เช่นเดียวกับการกดเริ่มการสแกนงานเช่นกันที่ ตัวเครื่อง/หน้าโปรแกรม
  2. เมื่อทำการสแกนงานเสร็จเรียบร้อยแล้วโปรแกรมแกรมจะมีเครื่องมือในการจัดการกับชิ้นงานมาให้ 5 tools คือ

– Texture การเปิด/ปิดดูสีของงานสแกน (9)

– View มุมมองการหมุนงานสแกน (8)

– Cut การตัดส่วนที่ไม่ต้องการออกจากงานสแกน (6)

– Diameter การวัดขนาดงานสแกนโดยจะแบ่งเป็น 2 แบบ คือแส้นตรง และวัดเส้นรอบวงของงานสแกน (5)

– Color Adjust การปรับค่า Brightness, Contrast และ Color (7)

 

  1. การ Save file กดที่เครื่องมือด้านซ้ายมือนามสกุลของงานที่จะ save ออกไปได้มี .obj, .stl และ .ply (1)
  2. ถ้าต้องการสแกนงานใหม่ หรือเปลี่ยนโหมดการสแกนให้กดที่ Rescan (4)

**ข้อแนะนนำถ้าตัวเครื่องการจากสแกนงาน Retry เพื่อทำการเชื่อมต่อกับตัวเครื่องอีกครั้ง**

 

อุปกรณ์ภายในกล่องที่จะได้

  1. ตัวเครื่อง XYZ Scanner 2.0
  2. SD Card
  3. คู่มือการใช้งาน ภาษาไทย, ภาษาอังกฤษ
  4. ใบรับประกัน ภาษาไทย, ภาษาอังกฤษ

 

งานที่เหมาะสมต่อการนำไปสแกน

  1. วัตถุขนาดตั้งแต่ 5 cm – 1 m
  2. สแกนคนแบบครึ่งตัว และเต็มตัว
  3. สแกนรูปปั้น หรือตุ๊กตา
  4. สแกนใบหน้า

 

ข้อดีและข้อเสีย

ข้อดี

  1. ตัวเครื่องมีขนาดเล็กพกพาสะดวก
  2. ตัวเครื่องมีการเชื่อมต่อที่ง่ายต่อการนำไปใช้งาน
  3. ตัวเครื่องและโปรแกรมใช้งานง่าย
  4. มีคู่มือทั้งภาษาไทย และภาษอังกฤษ อ่านเข้าใจง่าย
  5. ราคาย่อมเยา สามารถจับต้องได้

ข้อเสีย

  1. ไม่สามารถสแกนวัตถุสะท้อนแสง, โลหะและโปร่งแสงได้
  2. ความละเอียดต่ำไม่เหมาะกับงานที่ต้องการวัดขนาดให้เที่ยงตรงงาน engineering

 

 

ปากกา Da Vinci 3D Pen Cool สำหรับนักออกแบบตัวจิ๋ว

ปากกา Da Vinci 3D Pen Cool สำหรับนักออกแบบตัวจิ๋ว

3D pen da Vinci Cool เป็นการฉีดเส้นพลาสติกออกมาให้รูปแบบของปากกาอาจจะคุ้นตาที่เป็นแบบเครื่องต้องเขียน CAD 3D เข้าไปตั้งค่านู้นนี่นั้นเพื่อให้เครื่องนั้นทำชิ้นงานออกมาอันนี้จะเป็นอีกอุปกรณ์หนึ่งที่มีความสับซ้อนมากกว่าเน้นงานที่มีคุณภาพ และขนาดที่มีความคลาดเคลื่อนน้อยเป็นต้น อาจจะใช้กันในรูปแบบส่วนตัว การศึกษา อุตสาหกรรม ทางการแพทย์ และอื่น ๆ อีกมากมาย แต่เจ้า 3D Pen อันนี้นั้นจะใช้วัสดุที่มีความแข็งแรงน้อยที่เรียกกันว่า PCL Polycaprolactone และ Poly(caprolactone) ที่ใช้ความร้อนต่ำที่ 60-70 องศา ในการหลอมเหลวพลาสติกในการขึ้นรูปชิ้นงาน จึงทำให้ 3D Pen สามารถใช้งานได้ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก ถ้าเป็นเครื่องตัวอื่นๆ จะมีแบบที่ให้ผู้ใหญ่ใช้งานอันนั้นจะทำความร้อนได้สูงว่าใช้วัสดุ PLA และ ABS ได้ความร้อนจะอยู่ที่ 190-230 องศา ซึ่งจะเป็นอันตรายมากต่อเด็ก ที่เพิ่งเริ่มใช้งานการใช้เจ้า 3D da Vinci Cool นั้นจะเป็นการใช้ฝึกสมาธิ จินตนาการ มีความคิดที่สร้างสรรค์ในการสร้างชิ้นงานออกมาไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของ 2D และ 3D ก็ตาม ซึ่งถ้าลองเป็น YouTube, Page หรือ Instagram ว่า 3D Pen จะเห็นได้ว่ามีผู้คนนำไปทำงานที่สร้างสรรค์มากมาย บางครั้งเหมือนงานปั้นมือเลยทีเดียวอันนี้ก็แล้วแต่ความสามารถและการนำไปใช้งานของแต่ละคน ส่วนตัวเครื่องนั้นได้มีการออกแบบมาสวยงามน่าใช้ มีไฟแสดงสถานะการทำงาน และอีกอย่างใช้งานง่ายมากมีปุ่มกดแค่ 2 ปุ่มกดให้ Load filament และ Unload filament เชื่อมต่อกับอะแดปเตอร์ที่ใช้ชาร์จแบตเตอรี่ของมือถือได้เลย
ภาพอธิบายตัวเครื่อง

 

อุปกรณ์ภายในกล่อง

  • ตัวปากกา 3D Pen
  • สาย micro USB
  • แผ่นใสสำหรับวาด
  • Filament PCL 6 เส้น
  • แบบฝึกหัด มีระดับความยากง่ายตั้งแต่ 1-5 ดาว
  • คู่มือการใช้งานตัวเครื่องแบบภาษาไทย และภาษาอังกฤษ
  • ใบรับประกันของศูนย์ ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ

การอ่านสถานะไฟและการใช้งานเบื้องต้น

  1. สถานะไฟแจ้งเตือน
    1.1. ไฟสีแดงสว่างอย่างต่อเนื่อง : เปิดเครื่องอยู่ และจะค่อยๆ ลดความร้อนลง
    1.2. ไฟสีแดงกระพริบอย่าสม่ำเสมอ : หยุดทำงาน และจะค่อยๆ ลดความร้อนลง
    1.3. ไฟสีแดงกระพริบถี่ๆ : กำลังทำความร้อน (ในโหมดระบายความร้อนการทำความร้อนจะใช้เวลาเพิ่มขึ้นอีก 15 นาที)
    1.4. ไฟสีเขียวสว่างอย่างต่อเนื่อง : หัวฉีดร้อน พร้อมสำหรับการ Load/Unload พลาสติก (ความร้อนหัวฉีดที่ 60 องศา) หัวฉีดจะหยุดการทำความร้อนเมื่อไม่ได้ใช้งานเป็นเวลา 60 วินาที หากต้องการทำความร้อนให้กดปุ่นใดปุ่นหนึ่งก็ได้
  2. การใช้งานเบื้องต้น
    2.1. ต่อสาย USB เข้ากับปากกา และอะแดปเตอร์ไฟฟฟ้า จากนั้นเสียบปลั๊กอะแดปเตอร์เข้ากับแหล่งจ่ยไฟ (ไฟ LED ควรสว่างเป็นแสงสีแดงอย่างต่อเนื่อง
    2.2 กดปุ่มใดๆ ก็ได้เพื่อเริ่มการทำความร้อนที่หัวฉีด (ไฟสถานะ LED กระพริมเป็นสีแดงอย่างสม่ำเสมอ
    2.3 ขึ้นตอนการทำความร้อนเสร็จแล้ว (ไฟสถานะสีเขียวจะติดขึ้นมา) กด Load ที่ปุ่ม 2 ครั้งเพื่อเปิดใช้งาน Load จากนั้นเสียบเส้นพลาสติกเข้าไปที่รูด้านบของตัวเครื่อง 3D Pen จากนั้นปล่อยให้ตัวเครื่องดึงเข้าไปเองจนไหลออกจากด้านหัวของแกกา / ส่วนการ Unload พลาสติกนั้นให้กดปุ่ม Unload พลาสติกออกค้างไว้เป็นเวลา 5 วินาทีเจ้าปากกาจะดึงออกให้เอง และจะหยุดทำการ Unload ไปเองภายในเวลา 90 วินาที หรือต้องการจะหยุดเองให้กดปุ่มได้ก็ได้ 1 ครั้ง
    2.4 นำใบแบบฝึกหรือแบบที่ต้องการวาดมาวางไว้จากนั้นให้นำแผ่นใส่มาวางทับบนแบบที่เราต้องการ (แผ่นใสจะต้องมีการดึงฟิล์มที่ติดอยู่ทั้ง 2 ด้านออกก่อน)
    2.5 วางลงบนแผ่นใสตามแบบที่เราต้องการโดยการเริ่มจาก 2D ก่อนแล้วค่อยนำมาต่อกันขึ้นเป็นรูปร่างตามแบบ การเชื่อมกันนั้นให้ใช้ปากกามาผสานด้วยเนื้อพลาสติก PCL ทำแบบเดิมไปเรื่อยๆ วาดแบบ 2D และนำมาประกอบ

 

ข้อควรระวังและการแจ้งเตือน

  1. ในขณะที่หัวฉีดร้อนอยู่นั้นอย่าให้หัวฉีดไปสัมผัสกับส่วนต่างๆ โดยรอบเพราะอาจจะทำให้เกิดความเสียหายได้
  2. เปิดช่องระบายอากาศที่ปลายของปากกาเสมอเพื่อให้แน่ใจว่าปากกาทำงานได้อย่างถูกต้อง
  3. ระหว่างที่ทำความร้อนอยู่นั้นพลาสติกอาจจะมีกลิ่นออกมาควรจะทำในพื้รที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี
  4. ควรจะเส้นพลาสติก PCL เท่านั้น
  5. ใช้ไฟฟ้า USB ที่รองรับ 5VDC 2A
  6. มื่อใช้งานเสร็จเรียร้อยแล้วควรเก็นพลาสติก PCL ให้พ้นจากความชื้นย่าให้โดนแดดโดยตรง เพราะทนความร้อนได้ไม่สูงมาก
  7. เมื่อเด็ก ๆ นำไปใช้งานควรมีผู้ใหญ่อยู่ใกล้ชิดในการดูแล

ข้อดีข้อเสีย

  1. ข้อดี
    1.1. Design สวยงามน่าใช้ จับได้ถนัดมือ
    1.2. ใช้ความร้อนต่ำในการละลายพลาสติก
    1.3. ราคาถูก
    1.4. ใช้งานง่าย มีปุ่มกดเพียง 2 ปุ่ม
    1.5. สามารถใช้งานได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่
    1.6. มีคู่มือที่สามารถอ่านแล้วเข้าใจได้ง่าย
    1.7. มีการรัประกันจากศูนย์
    1.8. วัสดุมีหลากหลายสีให้ใช้งาน
    1.9. มีแบบฝึกให้ภายในกล่อง
  2. ข้อเสีย
    2.1. ไม่สามารถกับวัสดุที่เป็น PLA และ ABS ที่ต้องใช้ความร้อนสูงๆ ได้
    2.2. ไม่สามารถปรับความเร็วของการดึงเส้นพลาสติกได้

 

วีดีโอสอนการใช้งาน

แกะกล่อง 3D Pen

การฝึก Skill เบื้องต้น

สอนทำตัวโน้ตดนตรี

สอนทำกล่องใส่ของ

กรอบรูปยีราฟ

 

 

 

Preview WaxJet400/410 มาดูเครื่องฉีดเทียน 3มิติ ความละเอียดสูง

Preview WaxJet400/410 มาดูเครื่องฉีดเทียน 3มิติ ความละเอียดสูง

ก่อนอื่นบทความนี้เป็นการถอด Video แสดงขั้นตอนการทำงานของเครื่องให้เห็น Process ทั้งหมดเลยก็ว่าได้

Pre-Printing Process

ขั้นแรกออกแบบชิ้นงานที่ต้องการโดยใช้ CAD ในที่นี้เป็นแหวนใช้ Rhino, กรณีเป็นใบพัด ส่วนประกอบเครื่องจักร อาจจะใช้ Solid Work — แล้วแต่ความถนัดของแต่ละบริษัท
Export หรือ Save งานเป็นไฟล์ STL ไฟล์มาตรฐานในการพิมพ์ 3มิติ
Flashforge มี Software Slicer ของตัวเองชื่อ WaxJet สามารถกำหนด Parameter ต่างๆเองได้
import ไฟล์ของเราเข้า เราจะ import กี่ไฟล์ก็ได้ จะพิมพ์ทีเดียว 50 แบบไม่เหมือนกันก็ได้
ในตัวอย่างเป็นการพิมพ์ชิ้นงานเดี๋ยวกัน จำนวนมาก สามารถใส่เพิ่มจำนวนในนี้เลยก็ได้ ในตย. เป็นการ Duplicate ชิ้นงาน 10*11 ทั้งหมด 110 ชิ้น
เครื่องทำการเว้นระยะให้เอง ได้จำนวน 110ชิ้น สามารถกด Submit เข้าสู่กระบวนการพิมพ์ได้เลย (ต่อสายเข้ากับ PC โดยตรง หรือเอา USB ไปเสียบก็ได้)
ไม่จำเป็นต้องพิมพ์งานแบบเดียวกัน แบบละอย่างเลยก็ได้

Printing Process

(ช้าย)เครื่อง WaxJet ฐานพิมพ์จะเคลื่อนที่ซ้ายขวา (ขวา)เครื่องที่คล้ายกัน จะเคลื่อนฐานจะอยู่นิ่ง หัวฉีด Jet จะเคลื่อนที่
พิมพ์ไฟล์เดียวกันขนาดเท่ากัน ความละเอียดเท่ากัน จะเห็นว่า WaxJet สามารถทำงานได้เร็วกว่ามาก
เปรียบเทียบเมื่อพิมพ์เสร็จ
ระบบ SLA พิมพ์ได้เช่นกันแต่ใช้เวลาที่นานกว่า และต้องแกะ Support เมื่อหล่อเสร็จจึงต้องมี Process เก็บงาน

Post-Printing Process

พิมพ์ออกมาเสร็จ แกะออกจากฐานโดยเครื่องทำความร้อนละลายให้ Wax สีขาวนิ่ม จะเห็นว่าเอาออกง่ายมาก (ถ้าเป็นเมื่อไทยใช้ เตาปิ้งลูกชิ้นก็ได้คับ)
หลุดออกที่ละแถว (Wax สีขาวจะมี Glass Transition Temp ช่วย 42-45c)
จัดเรียงใช้ตระเกียงพร้อมต้ม
เตรียมอ่างไว้ 3หลุม เหมือนซักผ้าหลุมแรกสกปรก น้ำกลาง และ น้ำใสสุดท้าย อุณหภูมิที่ใช้ไม่สูงมาก ช่วง 42-45c ค่อนข้างปลอดภัย
ใช้ปั้มลมเติมอากาศ เพื่อให้เกิดการไหลของกระแสน้ำกวนชิ้นงานไปมา ช่วยให้การละลายทำได้เร็วขึ้น
เมื่อล้างเอาส่วน Wax Support สีขาวออกแล้ว ผึ่งให้แห้งและ เข้าขั้นตอนติดก้านเทียน
เอาไปติดต้นเทียนเลย
เตรียมเทปูน ทำเหมือนขั้นตอนปกติเลย จะเห็นว่าโรงงานที่ทำงานกันอยู่ไม่ต้องเปลี่ยนขั้นตอนการทำงานเลย แทนที่จะฉีดเทียนตามโมล เรา Direct Print เลยไม่เปลื้องโมล เปลื้องแบบ ไม่มี Fixed Cost สามารถทำงานได้หลากหลาย
หลังดูดสูญญากาศ ปลอดให้ปูนแห้งกัน
เอาเข้าเตาเผา เพื่อให้เทียน Evaporate ระเหยออกไป เพื่อให้เกิดช่องว่างในกระบวนการเทโลหะมีค่าต่อๆไป
เทโลหะหลอมเหลวลงไปในปูน
รอให้โลหะเย็นตัว
ล้างปูนออก
ทำความสะอาดด้วยน้ำ (ใช้เครื่องฉีดน้ำอัดแรงดัน ระวังส่วนที่เปราะด้วยนะครับ)
มาตากงานให้แห้งเพื่อเตรียมใน Process Finishing ต่อไป
Polishing ด้วยเครื่องมือต่างๆ อันนี้แล้วแต่โปรเซสของแต่ละที่ หากเป็นงานแบบวิศวะก็แต่ลบคมทำให้เรียบ หากเป็นงานเครื่องประดับก็ทำให้มันวาว
Final Product ใช้เวลาตั้งแต่การพิมพ์อยู่ราวๆ วันครึ่ง

สนใจเครื่อง WaxJet400/410 โปรดติดต่อ 096-140-0420

แจกไฟล์ตัว Filter กรองอากาศสำหรับหน้ากากอนามัย

แจกไฟล์ตัว Filter กรองอากาศสำหรับหน้ากากอนามัย

พอดีจากเหตุการณ์ในช่วงนี้มีการระบาดของไวรัส COVID-19 ที่เป็นเชื้อไวรัสที่แพร่กระจายจากสารคัดหลั่งที่พบเป็นอย่างมากเลยคือ น้ำลายที่มาจาการพบปะพูดคุยกัน การติดต่อธุรกิจต่าง ๆอย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และสิ่งที่จำเป็นอย่างมากในช่วงนี้เลยที่จะใช้ในการป้องกันไวรัส COVID-19 นี้ได้ก็จะมี  แอลกอฮอล์ หน้ากากอนามัย และอื่นๆ แต่ 2 อย่างนี้ถือว่าจำเป็นอย่างมาก ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันทุกวันนี้การออกจากนอกบ้านหรืออยู่ภายในบ้านต้องใส่หน้ากากอนามัยเพื่อกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส COVID-19 เพราะไวรัสสามารถกระเด็นติดไปกับน้ำลายของคนเราได้ในขณะพูด เทื่อมีความต้องการท่จะใช้หน้ากากอนามัยเป็นจำนวนมากจึงทำให้หน้ากากอนามัยที่มีขายอยู่ในท้องตลาดนั้นหาได้อยาก และได้มีการแก้ไขปัญหาส่วนนี้ขึ้นมาเป็นหน้ากากผ้าที่สามารถสักล้างได้ ไม่เหมือนหน้ากากอนามัยแบบทั่วไปที่ใช้แล้วต้องทิ้งเลย แต่หน้ากากผ้าบางชนิดจะค่อนข้างหายใจลำบาก ทางเราได้เห็นหน้ากากแบบที่ใช้กันฝุ่น PM2.5  ที่ด้านข้างของหน้ากากนั้นจะมีตัว Filter กรองอากาศที่จะเข้าไปภายในหน้ากาก จึงเกิดความคิดขึ้นมาว่าเมื่อมี 3D Printer อยู่แล้วทำไมไม่ทำตัวกรองขึ้นมาใช้กับหน้ากากผ้าละ และมีการเปลี่ยนผ้าสำหรับกรองภายในแทนส่วนหน้ากากก็สามารถสักตามปกติได้เหมือนเดิม

**สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ : Filter Mask Covid-19 

 

ทางเราได้เขียนไฟล์ CAD ขึ้นมาเพื่อจะนำมาพิมพ์กับเครื่อง 3D Printer แบบระบบ FDM เพื่อมาใช้กับหน้ากากผ้าที่ใช้งานอยู่ และทางเราได้นำไฟล์ที่ได้เขียนไว้นั้นมาแจกกันฟรีๆ สามารถเข้าไปดาวน์โหลด

**ได้ที่ : Filter Mask Covid-19 สามารถเข้าไปดาวน์โหลดและนำไปพิมพ์แจกหรือใช้งานกันได้เลยนะครับ เมื่อเราพิมพ์เสร็จก็นำมาแกะ Support ออกแและนำหน้ากากผ้าที่เราจะติด Filter ชิ้นนี้เข้าไปมาตัดเป็นรูเพื่อจะใส่ Filter กรอง ส่วนผ้ากรองที่จะใส่ไว้ระหว่างตรงกลางนั้นสามารถหาซื้อได้ หรือสำลีกรอง

  

 

 

 

รีวิวการใช้งาน Autoscan DS-EX Pro Dental scanner เครื่องสแกนสำหรับโมเดลฟัน

รีวิวการใช้งาน Autoscan DS-EX Pro Dental scanner เครื่องสแกนสำหรับโมเดลฟัน

วันนี้เราจะมาแนะนำเครื่องสแกนเนอร์ตัวใหม่ที่ใช้ในงานเฉพาะทางด้านทันตกรรม หรือด้านฟัน ซึ่งเจ้าเครื่องรุ่นนี้ก็คือ Autoscan DS-EX Pro dental scanner เป็นเครื่องที่มีระยะในกาารสแกนที่นิ่งและมีความละเอียดที่สูงถ้าให้กล่าวจากสเปคของตัวสเครื่องนั้นจะอยู่ที่ 10 ไมครอน เครื่องสแกนเนอร์รุ่นนี้จะมีแบ่งเป็น 2 รุ่นคือ Autoscan DS-EX dental รุ่นเก่ากับ Autoscan DS-EX Pro dental โดยความแตกต่างของทั้ง 2 รุ่นนี้คือรุ่นที่ไม่มีคำว่า Pro นั้น จะมีความละเอียดที่น้อยกว่าจะอยู่ที่ 15 ไมครอน แต่จะใช้ White Light ในการสแกนซึ่งจะทำให้สามารถสแกนสีของโมเดลได้เสมือนจริง ส่วนอีกเครื่องที่เรานำมารีวิวนั้นจะเป็นรุ่น Autoscan DS-EX Pro dental  นั้นจะมีความละเอียดของตัวกล้องอยู่ที่ 10 ไมครอน ใช้แสง Blue Light ในการสแกนโมเดลจะไม่สามารถสแกนสีของโมเดลได้แต่เน้นไปทางด้านของความละเอียดแทน เพราะที่ตัวด้านบนหรือหัวเครื่องสแกนนั้นสามารถถอดเปลี่ยนได้ ความสะดวกของเครื่องที่เป็นแบบ Auto scan นั้นจะมี Turntable ติดมาที่ตัวเครื่องสแกนเนอร์ทำให้เวลาเราทำการสแกนจะเป็นแบบอัตโนมัติทั้งหมด ถือว่าาสะดวกสบายมาก จากที่ได้ลองทำการใช้งานสามารถสแกนงานได้อย่างรวดเร็วมาก และครอบคุมการสแกนได้หลากหลายมีโหมดการใช้งานมาให้ใช้เยอะพอสมควร ส่วนการเชื่อมต่อนั้นจะใช้สาย UBS เสียบเข้ากับคอมพิวเตอร์ระบบที่รองรับจะเป็น Windows และการใช้งานนั้นจะต้องใช้ Dongle Licenseเดี๋ยวเราลองมาดูการรีวิวการใช้งานกันได้เลยครับ

 VDO รีวิวการใช้งาน AutoScan DS-EX Pro Dental Scan 

 

มี 2 รุ่นแบ่งเป็นทำงานแบบใช้ White Light และ Blue Light
มีกล้องในการสแกน 2 ตัว ที่มีความละเอียดสูง
ตัวเครื่องมาพร้อม Turntable ทำงานหมุนแบบ Auto

 

Design สวยงามน่าใช้ ตัวเครื่องหนัก 5 Kg.

 

อุปกรณ์ที่มีมาให้ภายในกล้อง จะมีรายละเอียดดังนี้

  1. AutoScan Equipment*1
  2. Flash Drive*1
  3. Dongle License*1
  4. Calibrate Plate*1
  5. Data Cable*1
  6. Power Adapter&Cable*1
  7. Basic Height Adapter*1
  8. Die Plate*1
  9. Model Fixture*2
  10. Blue-Tack*2
  11. Articulator Transfer Plate (Two in One)*1
  12. Articulator Height Adapter*1
  13. Impression Jig*1
  14. Arch Tray*1
  15. Full Arch Tray*1
  16. All-in-one Tray*1
  17. Articulator Dynamic Scan Plate*1

 

อุปกรณ์ และแผ่นเพลทต่างๆ ที่มีมาให้
สามารถสแกนงานได้หลากหลายรูปแบบของโมเดลฟัน ทั้งแบบ Die, Full Models, Upper/Lower Models และ Full Articulator

 

การเริ่มต้นใช้งาน และการคาริเบท

โปรแกรมที่ใช้สำหรับเครื่องสแกนเครื่องนี้นั้นจะมีอยู่ 2 โปรแกรม คือ DentalScan กับ DentalManager ซึ้งสำหรับการใช้งานนั้นเราจะทำการเปิดโปรแกรมที่ชื่อ DentalManager เป็นหลังเพื่อทำการตั้งค่าไฟล์งานหรือรูปแบบที่เราจะใช้ทำการสแกนโมเดลนั้นๆ ไม่ว่าจะสแกนงานแบบโมเดลชิ้นเดี่ยวหรือชิ้นคู่(ฟันชิ้นบน+ฟันชิ้นล่าง)  สแกนฟันแบบทำรากเทียม และอืนๆ อีกมากมาย แต่ก่อนอื่นนั้นจะต้องทำการ calibrate เครื่องสแกนก่อนการใช้งานก่อนเพื่อให้เวลาสแกนโมเดลออกมานั้นไม่มีความผิดปกติหรือโมเดลนั้นคลาดเคลื่อน การ calibrate จะให้คลิกที่ด้านขวามือบนโปรแกรม DantalScan จะเด้งขึ้นมาอัตโนมัติทั้นทีเป็นหน้าต่างการ calibration ให้นำแผ่น calibrate ที่มีเลขที่ตรงกับที่หน้าจอเราสแดงขึ้นมานั้นมาวางไว้บนฐานของตัวเครื่องแต่ก่อนที่จะว่างแผ่น calibrate นั้นควรจะใส่แผ่นเพลทเพื่อเพิ่มความสูงให้ฐานเครื่องสแกนก่อนเพราะบางทีถ้าต่ำจนเกินไปนั้นจะทำให้สแกนหรือ calibrate ไม่ได้ครับ  เมื่อเรานำแผ่น calibrate ใส่ไว้ที่ฐานแล้วก็กด OK ได้เลย ตัวเครื่องสแกนเค้าจะออโต้ calibrate ให้ทันทีพร้อมทั้งเมื่อเสร็จแล้วจะแสดงค่า error ของแกน x, y และ z ให้เห็นทันที

หน้าต่างการใช้งานโปรแกรม DentalManager

 

การ Calibration เครื่องสแกนเนอร์ AutoScan DS-EX Pro Dental

การสร้างไฟล์งานสแกน New File

สำหรับโมเดลที่เรานำมาสแกนนั้นยังต้องหลีกเลี่ยงโมเดลที่เป็นสีดำหรือเข้ม เพราะหลักการทำงานจะเหมือนกับเครื่องสแกนเนอร์รุ่นอื่นๆ เช่น Einscan Pro 2X Series, Einscan-SE หรือ AuralScan Intra-Oral ใช้แสงในการสะท้อนที่โมเดลแล้วเก็บค่า แต่เครื่องตัวนี้จะทำการสแกนงานที่มีความมันเงาหรืออาจจะสีเข้มๆ หน่อยได้ดีกว่าเครื่องสแกนแบบอื่นเพราะมีความเข้มของเเสงที่มากกว่า ตัวอย่างเช่นงานที่เรานำมาสแกนนั้นเป็นเรซิ่นทางด้าน Dental ที่มีความเงาของเนื้อผิวของโมเดลก็สามารถทำการสแกนได้ เดี๋ยวเรามาดูการทำงานและการสแกนของเครื่อง AutoScan DS-EX Pro กันเลยดีกว่า ก่อนอื่นเลยเราจะต้องทำการเลือกรูปแบบที่เราจะสแกนซึ่งให้พิจารณาตามโมเดลที่เรานำมาสแกน อย่างเช่นเป็นโมดลฟันด้านล่างโดยที่มีฟันที่สามารถถอดสวมฟันเป็นส่วนๆ ได้ อย่างต้นแบบโมเดลที่เรานำมาสแกน ซึ่งจะสามารถถอดฟันซี่ที่ 15 และ 17 ได้ การเลือกรูปแบบจะเป็นตามภาพด้านล่าง

 

รูปแบบการสแกนตามโมเดลที่เลือกมาสแกน Upper

เครื่องงมือพิเศษสำหรับการสแกนงานเพิ่มเติม (ฟังก์ชั่นเสริม)

ในกรณีที่สแกนแล้วยังไม่สามารถเก็บผิวของโมเดลได้ครบถ้วน สามารถสแกนเฉพาะจุดที่ต้องการได้โดยการใช้คำสั่งด้านขวามือที่ชื่อว่า Manual add-scan และ Intelligent add-scan (สามารถรับชมได้ทาง Video ด้านบน)

-Manual add-scan : จะเป็นการใช้เมาส์หมุนตัวโมเดลผ่านทางโปรแกรม DentalScan มาให้เห็นด้านที่เราต้องการจะสแกนเพิ่ม จากนั้นให้คลิกที่ปุ่ม Scan เพื่อทำการสแกนโมเดลต่อ ซึ่งโปรแกรมจะสั่ง DentalScan จะสั่งให้ตัวเครื่องสแกนนั้นทำการหมุนฐานของเครื่องไปให้ด้านที่เราได้เลือกหมุนไว้ที่หน้าจอแสดงผลจากนั้นจะสแกน 1 ครั้งแล้วนำมา Alignment เข้ากับชิ้นงานล่าสุดที่เราสแกนมาให้แบบอัตโนมัติทันที

-Intelligent add-scan : จะเป็นการสแกนแบบเฉพาะจุดโดยเราใช้เมาส์เป็น brush ในการระบายสีแดงที่โมเดลในส่วนที่ยังสแกนไม่ครบ จากนั้นให้เรากด Scan โปรแกรมจะสั่งให้เครื่องหมุนฐานไปในด้านที่เราได้ทำการระบายสีแดงไว้เพื่อสแกนโมเดลที่ติดอยู่กับฐานให้ครบสมบูรณ์

 

การสแกนแบบเสริม Manual add-scan
การสแกนแบบเสริม Intelligent add-scan

การลบส่วนเกินบนโมเดลออก

การลบส่วนที่เกินออกจากชิ้นงานโมเดลนั้นสามารถใช้เครื่องมือที่มีมาให้ได้ที่อยู่ด้านล่างของหน้าต่างโปรแกรมได้ ซึ่งจะมีให้เลือกใช้งานหลากหลายแบบทั้งลากครอบแบบ Square select, Free select , Plate cut และ Brush ซึ่งสามารถเลือกใช้งานได้ตามความถนัดของแต่ละท่านได้เลยว่าถนัดลบแบบไหน

การลบส่วนเกินออกจากโมเดลหลักโดยใช้ Square select และ Brush

การสแกนงานแบบ Die แยกที่ต้องสวมเข้าไปในโมเดล

เมื่อทำการสแกนต้นแบบหลักเสร็จเรียบร้อยแล้ว โปรแกรมจะเด้งขึ้นมาให้สแกนชิ้นส่วนที่เป็น Die ที่ได้เลือกรูปแบบของการสแกนไว้ตั้งแต่เริ่มต้นการสร้างงานสแกน วึ่งโปรแกรมจะแสดงให้เห็นว่าฟันซี่นั้นๆ ควรจะจิ้มลงไปใน Plate Die ที่ช่องเบอร์ไหนจากตัวอย่างจะเป็นชิ้นที่ 15 เสียบไปในช่องที่ 1 และชิ้นที่ 17 เสียบเข้าไปในช่องที่ 3 เมื่อทำการสแกนส่วนนนี้เสร็จแล้วโปรแกรมจะถามนำชิ้นส่วนที่เป็นการสแกนแบบ Die Tray นี้ไป Trim ออกจากตัวโมเดลหลักทันทีแต่เราต้องตรวจสอบการ Alignment อีกทีว่าถูกต้องไหม

การสแกน Die Tray จากโมเดลหลัก
การ Align และ Trim ออกจากโมเดลหลัก
การ Align และ Trim ออกจากโมเดลหลัก

ขั้นตอนสุดท้าย การซ่อมแซมปิดรูบนโมเดล

เมื่อสแกนงานเสร็จสามารถ fill รูบนโมเดลจะทำให้โมเดลที่สแกนมานั้นสมบูรณ์แบบก่อนจะนำไปใช้งานต่อ  ซึ่งการ fill จะมี 2 รูปแบบคือ Radius Fill Hole และ Fill Diameter

การ Fill Hole (Radius) และ Fill All

การเปรียบเทียบ ข้อดี-ข้อเสีย

-ข้อดี

  1. ความละเอียดสูงที่ 10-15 ไมครอน
  2. อุปกรณ์ที่มีมาให้สำหรับสแกนงานได้อย่างครบถ้วน
  3. น้ำหนักของตัวเครื่องเหมาะสมต่อการใช้งาน
  4. ใช้งานง่าย สะดวก
  5. ตัวเครื่อง/โปรแกรมมีการทำงานได้รวดเร็ว
  6. สามารถสแกนงานที่มีความมันเงา และโมเดลที่สีเข้มๆ ได้
  7. save ไลฟ์งานให้ Auto
  8. เชื่อมต่อกับ PC ง่ายแค่เสียบสาย USB และ USB Dongle License

-ข้อเสีย

  1. ไม่สามารถสแกนโมเดลสี ดำ/ใส ได้
  2. ต้องเลือกระหว่างระบบ Blue Light (black/white) และ White Light (color)
  3. การใช้งานต้องมี USB Dongle License ถ้าไม่มีไม่สามารถใช้งานได้
  4. ใช้งานได้แค่ระบบ Windows เท่านั้น

 

การสแกนงานโมเดลขนาดเล็ก 

การสแกนงานขยาดเล็กที่เป็นเฉพาะทางประติมากรรมซึ่งได้นำโมเดลขนาด 1 นิ้วครึ่งมาสแกน งานที่นำมาสแกนนั้นได้พิมพ์ออกมาจากเครื่อง Formlabs Form 3/Form 3B เป็นเครื่องพิมพ์เรซิ่นระบบ SLA จากที่ได้ทดสอบสแกนงานถือว่าทำได้ดีเลยทีเดียวที่ความละเอียด  10 ไมครอน สามารถลองชมภาพเปรียบเทียบที่ด้านล่างได้ครับ

 

เลือกโหลดการสแกนเป็นแบบ Clinic
งานสแกนขนาดเล็ก
ต้นแบบการสแกน

5 เครื่องมือฟรีในการซ่อมไฟล์ STL และวิธีทำ

5 เครื่องมือฟรีในการซ่อมไฟล์ STL และวิธีทำ

ไม่ว่าจะเป็นนักออกแบบหรือวิศวกรจำเป็นต้องใช้ซอฟแวร์สำหรับการออกแบบ หรือซ่อมแซมโมเดลสามมิติเพื่อส่งไปพิมพ์ ทุกวันนี้เราไม่ต้องมาปรับโครงสร้างของโมเดลด้วยตัวเองแล้ว มีซอฟแวร์มากมายทั้งที่จัดการไฟล์ให้อัตโนมัติ หรือเลือกที่จะเลือกจัดการเองก็ได้ ซอฟแวร์แบบอัตโนมัติสามารถจัดการไฟล์ที่มีปัญหาเล็กๆ เท่านั้น เช่นรูรั่ว ผนังที่ปิดไม่สนิท แต่โมเดลที่มีปัญหาใหญ่จำเป็นต้องใช้โปรแกรมต่างหากที่มีความสามารถพอสมควร 

ในบทความนี้จะอธิบายถึงขั้นตอน และรายละเอียดในการซ่อมไฟล์โมเดลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทั้ง 5 โปรแกรม

ทำไมต้องซ่อมไฟล์ STL?

โดยปรกติแล้วนักออกแบบจะสร้างโมเดลโดยใช้การสร้างพื้นผิวที่มีความละเอียดซับซ้อน ซึ่งเกิดจากการคำนวณรูปร่างของส่วนโค้งและเส้นคลื่น สำหรับเครื่องพิมพ์สามมิติ ส่วนของพื้นผิวจะถูกแปลงให้เป็นโครงตาข่ายโดยมีจุดเชื่อมเป็นรูปสามเหลี่ยม

ในการแปลงโครงตาข่ายจะคล้ายกับการระเบิดเอาพื้นผิวที่เรียบเนียนสวยงามออกไป แล้วเรียงกลับเข้ามาใหม่เป็นชิ้นย่อยๆ ให้เหมือนต้นฉบับมากที่สุด หากทำได้ไม่ดีก็จะเกิดพื้นผิวที่หยาบ มีรูโหว่ เศษขยะที่ลอยตัว หรือมีส่วนของสามเหลี่ยมที่ตัดกันเองซึ่งไม่ควรจะมีอยู่ ณ ตรงนั้น หากทำออกมาได้ดีก็จะมีผิวที่เรียบร้อย ไม่มีรูโหว่ และเหมือนต้นฉบับมากที่สุด

ตัวอย่างโมเดลที่่มีข้อบกพร่องมากมาย

จะซ่อมแซมไฟล์งาน STL ได้อย่างไร?

ขั้นตอนการซ่อมไฟล์มีดังนี้

  1. Auto-repair เป็นการใช้ระบบอัตโนมัติของซอฟแวร์ ในการปิดผิว ปิดรูโหว่ และซ่อมผิวที่ตัดกันเอง
  2. Separating shells พื้นผิวของโมเดลที่ประกอบด้วยรูปสามเหลี่ยม อาจจเกิดการเชื่อมต่อกันอย่างไม่ถูกต้อง มีส่วนเกินซึ่งจะถูกลบออกไป
  3. Closing holes, bridging gaps บางโปรแกรมจะมีการปิดผิวหลายรูปแบบเช่น แบบแผ่นเรียบ แบบต่อเนื่อง หรือแบบอิสระ
  4. Resolving overlaps and intersections แบบนี้จะต้องทำการคำนวณโครงตาข่ายในส่วนนั้นๆ ใหม่ทั้งหมด
  5. กรองเอาส่วนที่เป็น double faces, double vertices, inverted normals, and sharp, narrow triangles ออกไป
  6. Stitching ปิดมุมที่ไม่เชื่อมกัน และคงช่องเปิดเอาไว้
  7. Manual repair ลบ และสร้างโครงตาข่ายด้วยตนเอง
  8. Remeshing จัดเรียงโครงตาข่ายใหม่ให้เหมาะสม
  9. Exporting บันทึกโครงตาข่ายที่ต้องการ

รูปแบบของไฟล์ที่เป็นที่นิยม และมีขนาดไฟล์ที่เล็กคือ STL (Stereolithography) ซึ่งเราขอแนะนำให้บันทึกเป็นแบบ Binary จะทำให้ไฟล์มีขนาดเล็กกว่า นอกจากนี้ยังมีรูปแบบอืานๆ เช่น AMF, Collada, OBJ, และ PLY ซึ่งสามารถบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับสี วัสดุ งานสแกน 3D และอื่นๆ

หมายเหตุ ซอฟแวร์ออกแบบหลายตัวได้บรรจุคำสั่งซ่อมโมเดลไว้อยู่แล้วเช่น FreeCAD, SketchUp, 3D Studio Max, และ Rhinoceros รวมถึงโปรแกรมออนไลน์เช่น Willit 3D Print, MakePrintable, 3DPrinterOS, SculptGL, และ Shapeways สำหรับลูกค้า Formlabs สามารถใช้โปรแกรม Preform ในการซ่อมโมเดลได้เพราะมีการรวมคำสั่งซ่อมของ Netfabb เข้าไปแล้ว 

เปรียบเทียบโปรแกรมซ่อมไฟล์ STL

ประสิทธิผล ประสิทธิภาพ การแสดงผล ความหลากหลาย การจัดโครงตาข่ายใหม่ การซ่อมอัตโนมัติ ความสามารถที่ดี เหมาะกับใคร ราคา
Meshmixer ★★★★ ★★★ ★★★★ ★★★★ ★★★★★ ★★★★ UI, Remesh, & Auto-Fix 3D Artists Free
Netfabb ★★★ ★★★ ★★★ ★★★★ ★★★ ★★★ Infill & Supports Engineers Free (edu)
Magics ★★★ ★★★ ★★★ ★★★★★ ★★★★ ★★★ Manual Repairs Engineers Paid
Blender ★★★★ ★★ ★★ ★★★ ★★★★ Hotkeys CG Artists Free
Meshlab ★★ ★★★★ ★★★★★ Math 3D Scanning Free

จากที่เราได้ทดสอบมาแล้ว โปรแกรมที่มีความสามารถในการซ่อมไฟล์ STL มากที่สุดคือ Meshmixer มันมีการแสดงผลที่ใช้งานง่ายสำหรับการซ่อมโครงตาข่ายที่มีปัญหาซับซ้อน ความสามารถที่หลากหลาย และเป็นของฟรี ทำให้มันขึ้นเป็นอันดับหนึ่งอย่างไม่มีข้อสงสัย

Meshmixer ยังเป็นโปรแกรมที่มีประโยชน์มากในการตกแต่ง ดัดแปลงไฟล์ STL อีกด้วย

Autodesk’s Netfabb ยังมุ่งเน้นไปยังด้านวิศวกรรมโดยเพิ่มความสามารถของการเตรียมไฟล์งาน 3D อีกด้วย

Magics เป็นโปรแกรมซ่อมแซมไฟล์ STL ระดับมืออาชีพ มีฟังก์ชั่นมากมายในการซ่อมไฟล์ แต่ก็ยังต้องการการซ่อมแซมโดยผู้ใช้งานอีกพอสมควร ดังนั้นมันเลยอยู่ในอันดับที่สามของรายการ

ในขณะที่ Blender เน้นการสร้างโมเดล และมีหน้าจอคำสั่งที่ดูยุ่งยาก แต่มันก็ยังมีชุดคำสั่งสำหรับการซ่อมแซมโครงตาข่ายอย่างครบถ้วน

สุดท้าย Meshlab เป็นโปรแกรมที่ต้องมี มันเป็นโปรแกรมขนาดเล็กที่สามารถดู และแก้ไขโครงตาข่ายที่มีชุดคำสั่งอัตโนมัติขั้นสูง

ขั้นตอนการซ่อมแซมไฟล์ STL ด้วยตนเองขั้นสูง

ต่อไปนี้เราจะใช้โปรแกรมซ่อมไฟล์ทั้ง 5 โปรแกรมในการซ่อมไฟล์ตาขอเกี่ยวเสื้อเป็นตัวอย่าง ซุ่งไฟล์นี้มีจุดบกพร่องหลายจุด เช่น รูโหว่ ช่องว่าง จุดตัด และเศษโครงตาข่าย ตาขอจะต้องเชื่อมต่อกับปลอกทรงกระบอกให้เป็นเนื้อเดียวกัน

Meshmixer

Meshmixer เป็นโปรแกรมแก้ไขโครงตาข่ายอเนกประสงค์ และใช้งานง่าย ไม่เพียงแต่เป็นโปรแกรมที่จัดการโครงตาข่ายสามเหลี่ยมให้เหมาะสมเท่านั้น มันยังสามารถวาดขึ้นมาใหม่ได้ทั้งส่วน ปรับเปลี่ยนแก้ไขโมเดลได้อย่างดีอีกด้วย

เมื่อนำโมเดลเข้าสู่โปรแกรม และใช้คำสั่ง Analysis → Inspector โปรแกรมจะแสดงให้เราจะเห็นทันทีว่ามีจุดบกพร่องตรงไหน ภายใต้คำสั่ง Shaders ให้เลือก X-ray mode จะช่วยให้มองเห็นชัดขึ้น ต้องแน่ใจว่าเลือก Hole Fill Mode ที่ถูกต้องก่อนเลือกแก้ไขเฉพาะจุดโดยกดที่จุดสีแดง หรือใช้คำสั่ง Auto Repair All ซึ่งส่วนใหญ่ให้ผลลัพธ์ที่ดี

ใช้คำสั่ง X-ray shader ในหัวข้อ Inspector ช่วยให้เห็นจุดบกพร่องครบทุกจุด

อีกวิธีหนึ่งที่จะซ่อมรูรั่วคือเลือกพื้นที่รอบๆ รู แล้วใช้คำสั่ง Edit → Erase & Fill (F) จาก popup menu ตั้งค่า Replace/FillType เป็นแบบ Smooth MVC จะช่วยให้ผิวที่ได้เรียบเนียนกว่าและ Edit → Make Solid ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการปิดผิว หากเพิ่มการใช้แปรง RobustSmooth ใน sculpting ก็จะช่วยให้มีผิวที่เรียบเนียนขึ้นอีก

หากโมเดลนั้นมี separate shells ให้ไปที่ Edit → Separate Shells แล้วเปิดหน้าต่าง Object Browser โดยกดปุ่ม (Ctrl + Shift + O) จะเห็นรายการ shell ให้เลือกทีละ 2 shell แล้วใช้คำสั่ง Boolean Union จากเมนูจะมีหน้าต่างใหม่ขึ้นมา  ตรง Solution mode สามารถเลือก Precise หรือ Max Quality จะคงส่วนโค้งของจุดตัดของ shell ทั้งสอง แต่ Fast Approximate จะทำงานได้เร็วกว่าและพอเพียงสำหรับการใช้งานแล้ว

หากใช้คำสั่ง Boolean Union แล้วไม่ได้ผลจะเห็น shell ทั้งสองเป็นสีแดง ในกรณีนี้ให้เร่ง Search Depth ให้สูงขึ้น และลด Target Edge Scale ลงเพื่อให้มีโอกาสสำเร็จมากขึ้น และการเลือก Use Intersection Curves ก็ช่วยให้เพิ่มคุณภาพของการเชื่อมต่อมากขึ้น หากลองทุกอย่างแล้วยังทำไม่ได้ ให้ขยับทั้งสองส่วนเข้าหากันประมาณ 20-30 ไมครอนในคำสั่ง Edit → Transform ก็จะช่วยได้

Auto Repair All จะลบเศษชิ้นส่วนที่ลอยตัวอยู่ออกไปทั้งหมด และเชื่อมปิดรอบ ๆ ขอบ จากนั้นเราต้องทำการปิดช่องว่างด้วยตัวเองโดยใช้คำสั่ง Bridge ซึ่งทำงานได้ดีในส่วนที่เป็นเส้นตรง เลือกคำสั่ง Edit → Select แล้วระบายเลือกพื้นที่ของทั้งสองฝั่งที่ต้องการให้เชื่อมกัน จากนั้นกดเลือก Edit → Bridge (Ctrl + B) ตั้งค่า Refine ให้สูงพอที่จะทำให้ผิวเรียบ ทำซ้ำในส่วนอื่นรอบๆ ช่องว่าง แล้วใช้คำสั่ง Inspector ในการปิดช่องว่างที่เหลือทั้งหมด วิธีการป้องกันจุดบกพร่องคือการใช้คำสั่ง Edit → Remesh ก่อนเริ่มซ่อมแซมไฟล์เพื่อเพิ่ม และทำให้โครงตาข่ายมีการประสานกันได้ดีมากขึ้นในส่วนที่ต้องการ

การเชื่อมต่อช่องว่างของรูปทรงกระบอกต้องใช้ คำสั่ง bridging, remeshing และ hole filling ประกอบกันใน Meshmixer.

Meshlab

Meshlab เป็นชุดโปรแกรมที่มีความสามารถพิเศษในการจัดการโครงตาข่ายจากข้อมูลการสแกน 3D และยังมีชุดคำสั่งในการจัดระเบียบโครงตาข่ายหลายแบบ แบบหนึ่งที่มีประโยชน์มากคือ Filters → Remeshing, Simplification and Construction → Simplification (Quadratic Edge Collapse Decimation) เพราะมันจะทำการคำนวณโครงตาข่ายโดยการกำหนดจำนวนของ Faces การตรวจสอบด้วย Planar Simplification จะเป็นการคงพื้นผิวที่เรียบเอาไว้ที่ดีที่สุด อีกทางเลือกหนึ่งในการลดจำนวนโครงตาข่ายคืือ Filters → Cleaning และ Repairing → Merge Close Vertices.

เศษชิ้นส่วนที่ลอยอยู่สามารถตรวจจับได้โดยกดเมาส์ปุ่มขวาที่ส่วนของโมเดล แล้วเลือก Split in Connected Components ชิ้นส่วนที่แยกจากกันสามารถลบหรือเชื่อมต่อกลับไปด้วยคำสั่ง CSG Operation แล้วเลือก Union

คำสั่งพื้นฐานในการซ่อมแซมของ Meshlab: Close holes, Boolean, และ brush selection.

ในโปรแกรมนี้ก็สามารถซ่อมแซมโมเดลได้อย่างง่ายๆ เช่นเดียวกัน ตัวอย่างเช่น Filters → Cleaning and repairing → Select Self Intersecting Faces → Apply ซึ่งจะเลือกพื้นผิวที่มีการตัดกันของสามเหลี่ยมทั้งหมด และสามารถลบได้โดยกดปุ่ม Delete ส่วน Filters → Cleaning และ repairing → Remove Duplicated Faces และ Remove Duplicated Vertex ก็ช่วยได้มากเช่นกัน ขั้นต่อไปเป็นการปิดรูโหว่โดยใช้คำสั่ง Filters → Remeshing, Simplification and Construction → Close Holes และคำสั่ง Compute Geometric Measures ภายใต้ Filters → Quality Measure and Computations จะช่วยบอกว่าจุดไหนที่ไม่เป็น watertight ไม่อย่างนั้นก็ใช้คำสั่ง Render → Show Non Manif Edges and Show Non Manif Vertices

ในการทำสะพานเชื่อมช่องว่าง สามารถเลือกกลุ่มของสามเหลี่ยมและลบออกได้โดยใช้คำสั่ง Select Faces ในปุ่มเครื่องมือ Rectangular Region กดปุ่ม Alt ค้างไว้เพื่อเอา backfaces ออกจากกลุ่มที่เลือกไว้ ใช้ปุ่ม Shift + Ctrl + D เพื่อยกเลิกการเลือกนั้น หากต้องการเลือกสามเหลี่ยมแต่ละอัน ให้กดปุ่ม Z-Painting แล้วเลือกปุ่มแปรงสีแดง คลิดเลือกสามเหลี่ยมทีละอัน คลิกปุ่มขวาเพื่อยกเลิกการเลือก จากนั้นกดปุ่ม delete ที่ keyboard เพื่อลบสามเหลี่ยมที่เลือกออกไป 

เนื่องจาก Meshlab ไม่มีคำสั่งเกี่ยวกับการขึ้นรูป เราจึงต้องใช้วิธี Filters → Remeshing, Simplification and Construction → Surface Reconstruction: VCG ด้วยการตั้งค่า Voxel Side ให้น้อยลง และตั้งค่า Geodesic Weighting and Volume Laplacian Iterations ที่สูงขึ้นให้เหมาะสม จะช่วยให้เกิดโครงตาข่ายที่เรียบเนียนขึ้น วิธีการนี้จะดีกว่าการใช้ Filters → Remeshing, Simplification and Construction → Screened Poisson Surface Reconstruction ซึ่งเหมาะกับชิ้นส่วนงานที่กลวงมากกว่า

       ข้อสังเกต-โปรดบันทึกงานบ่อยๆ เนื่องจาก Meshlab ไม่มีคำสั่งย้อนกลับ ต้องนำเข้าไฟล์ต้นฉบับมาใหม่

คำสั่ง surface reconstruction ใน Meshlab ให้ผลลัพท์ดีกว่าตัวอื่นๆ

Magics

Materialise Magics เป็นโปรแกรมระดับมืออาชีพที่ให้อิสระ และเครื่องมือที่มีความสามารถสูงในการควบคุมโครงตาข่าย เช่นการวิเคราะห์ความหนาของผนัง ความกลวง การเรียงโครงตาข่าย การทำผิวเรียบ การปรับเปลี่ยนผิวงาน รวมถึงการตัดชิ้นงาน และยังมีคำสั่งแก้ไขซ่อมแซมรูรั่ว ขอบงานที่เสียหาย และการซ่อมงานที่เสียหายแบบซับซ้อน

การซ่อมแซมโดยปรกติจะใช้คำสั่ง Fix Wizard แล้วกดปุ่ม Go to Advised Step เพื่อตรวจสอบว่ามีจุดบกพร่องแบบไหน ตรงไหนบ้าง สำหรับโครงตาข่ายขนาดใหญ่ขอแนะนำให้ไม่เลือกคำสั่ง Overlapping triangles และ Intersecting triangles เพื่อซ่อมจุดบกพร่องขนาดใหญ่ก่อน หลังจากกดปุ่ม Update แล้วให้กดปุ่ม Go to Advised Step ตามด้วย Automatic Fixing เพื่อจัดการข้อบกพร่องที่เหลือทั้งหมด 

ในกรณีที่การซ่อมแบบอัตโนมัติล้มเหลว ให้ใช้คำสั่ง Stitch ภายใต้ Stitching ของเมนู Fix Wizard จะแก้ปัญหาเหล่านั้นได้โดยใช้ค่า tolerance ที่สูงขึ้น ในส่วนของ overlapping triangles ให้ใช้คำสั่ง Fix Wizard อีกครั้งหนึ่ง หรือใช้คำสั่ง Detect Overlapping จากตัวเลือก Overlaps ในเมนู Fix Wizard ซึ่งมันจะเลือก overlapping triangles ทั้งหมด จากนั้นกดปุ่ม Delete Marked เพื่อลบมันออกไป ในทำนองเดียวกันยังสามารถใช้คำสั่งนี้กับ intersecting triangles โดยใช้คำสั่ง Triangles → Detect Intersecting แต่หากยังมีช่องว่างหลงเหลืออยู่ก็ให้ใช้คำสั่ง Create ซึ่งสามารถเติมเนื้อให้กับช่องว่าได้ด้วยตนเอง ส่วนที่ลอยอยู่สามารถกำจัดได้โดยคำสั่ง Noise Shells ในส่วนของรูโหว่ขนาดใหญ่ สามารถปิดรูนี้ด้วยตนเองโดยใช้ตัวเลือก Freeform ภายใต้หัวข้อ Holes ใน Fix Wizard จะให้ผลลัพท์ที่ดีในการปิดช่องว่าง ตัวเลือก Ruled จะมีตัวเลือกให้กำหนดทิศทางของรู และในกรณีนี้เราจะใช้มันเป็นสะพานเชื่อมต่อผิวงานรูปทรงกระบอก หลังจากที่เราได้สร้างตาข่ายสำหรับเชื่อมต่อไปบางส่วนแล้ว

บางครั้งคำสั่ง Fix Wizard อาจจะไม่ยอมเชื่อมต่อตาข่ายต่างชนิดกัน แก้ไขได้โดยคลิกปุ่มขวาที่เมนู Part Pages → Part List แล้วเลือก Shells to Parts วิธีนี้จะจะสร้างตาข่ายแยกกันซึ่งสามารถใช้คำสั่ง Tools → Boolean (Ctrl + B) เพื่อเชื่อมต่อกันภายหลังได้

คำสั่งเติมเต็มช่องว่างของ Magics ในการเชื่อมท่อที่มีรูปร่างไม่แน่นอน

Blender

Blender เป็นโปรแกรมฟรี เป็นแบบ open-source ที่สามารทำ 3D modeling, rigging, rendering, และ animation ได้ คำสั่งซ่อมแซมโครงตาข่ายทั้งหมดจะอยู่ใน Edit Mode บนเมนู Mesh จะมี add-on ชื่อ CellBlender ซึ่งจะมีคำสั่ง Mesh Analysis ในการตรวจสอบการเชื่อมต่อของโครงตาข่าย ก่อนเริ่มทำการซ่อมแซมใดๆ ต้องแน่ใจก่อนว่าได้เลือกพื้นที่ๆ ต้องการซ่อมแซมแล้ว 

คำสั่ง Mesh → Normals → Recalculate Outside (Ctrl + N) จะช่วยในการพลิกสามเหลี่ยมที่กลับด้านอยู่ให้ถูกต้อง 

ให้ตรวจสอบแถบข้อมูลที่อยู่ด้านบน ในกรณีที่เกิดตารางสี่เหลี่ยม ก็สามารถเปลงเป็นสามเหลี่ยมได้โดยใช้คำสั่ง Mesh → Faces → Triangulate Faces (Ctrl + T) ส่วนคำสั่ง  Mesh → Degenerate → Dissolve จะลบขอบ และผิวที่ไม่มีเนื้อ ถ้าจะลบส่วนที่ซ้ำซ้อนกัน ให้ใช้คำสั่ง Mesh → Vertices → Remove Doubles

ฟังก์ชั่น Bridging, hole filling, และ Boolean เป็นฟังก์ชั่นที่มีอยู่ใน Blender.

วิธีที่ง่ายที่สุดในการปิดรูโหว่ในโปรแกรม Blender เริ่มจากการเลือกพื้นผิวรอบๆ รูนั้นด้วยคำสั่ง Select → Select Boundary Loop หรือ Select → Select All by Trait → Non Manifold (Shift + Ctrl + Alt + M) แล้วกดปุ่ม Mesh → Faces → Make Edge/Face (F) or Mesh → Faces → Fill (Alt + F) สามเหลี่ยมแต่ละอันสามารถสร้างขึ้นได้โดยกดปุ่มขวาที่ edge หรือ vertex ของสามเหลี่ยม แล้วกดปุ่ม Shift กับ คลิกปุ่มขวาเพื่อเลือกสามเหลี่ยมอันที่สอง แล้วกดปุ่ม F ในระหว่างการแก้ไข และต้องเปลี่ยนไปมาระหว่าง Vertex Select, Face Select, หรือ Edge Select  จะมีปุ่มสามปุ่มด้านล่างช่วยให้เปลี่ยนสะดวกขึ้นมาก 

การเลือกพื้นที่ที่ต้องการสามารถใช้คำสั่ง Select → Circle Select (C) ซึ่งทำงานเหมือนกับการเลือกด้วยแปรง การเปลี่ยนขนาดหัวแปรงทำได้โดยเลื่อนลูกล้อที่เม้าส์ หรือปุ่มเครื่องหมาย +/- การยกเลิกการเลือกโดยการกดปุ่ม Shift ไปพร้อมกัน คำสั่ง Mesh → Faces → Beautify Faces (Shift + Alt + F) ช่วยให้พื้นผิวที่เลือกไว้มีคุณภาพดีขึ้นได้ในบางสถานการณ์ ในการเลือกพื้นที่บางส่วนสามารถใช้คำสั่ง Alt กับ คลิกปุ่มขวาได้ หากมีพื้นที่ที่เลือกไว้สองส่วนแล้วต้องการให้เชื่อมกันให้เรียบ ก็ใช้คำสั่ง Mesh → Edges → Bridge Edge Loops

เลือก Mesh → Vertices → Separate → By loose parts จะช่วยแยกวัตถุออกจาก shell แล้วลบวัตถุที่ไม่ต้องการนั้นได้ หากต้องการเชื่อมวัตถุนั้นกลับไปให้ใช้คำสั่ง Boolean Modifier หากคำสั่งเหล่านั้นไม่ได้ผล ให้ลองใช้ Remesh Modifier และเพิ่มค่า octree depth เป็น 8 หรือจนกว่าจะได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ในการเพิ่มความหนาของผนังในส่วนที่ต้องการให้ใช้คำสั่ง Sculpt Mode และเพิ่มขนาดหัวแปรงจากเมนู Brush → Sculpt Tool.

Netfabb

Autodesk Netfabb เป็นโปรแกรมเตรียมงานเพื่อพิมพ์สามมิติขั้นสูง และมันก็ยังเป็นคำสั่งซ่อมแซม stl ที่ถูกฝังไว้ในโปรแกรมต่างๆ เช่น Formlabs Preform มันมีหลายเวอร์ชั่นให้เลือกใช้เช่น Standard, Premium และ Ultimate ซึ่งสองอันแรกจะใช้งานได้ฟรีสำหรับสถานศึกษา

Netfabb มีคำสั่งเพิ่มเติมในการสร้างโมเดลเช่น การทำกลวง การสร้าง support และ Lattice Assistant กับ Lattice Commander มีประโยชน์มาก ช่วยสร้างโมเดลน้ำหนักเบา ในเวอร์ชั่น Ultimate จะเพิ่มคำสั่ง Optimization Utility ซึ่งช่วยออกแบบโครงสร้างในการรับแรงโดยอ้างอิงจาก FEA analysis.

ด้วยคำสั่ง File → Import CAD File as Mesh ทำให้สามารถโหลดข้อมูลนอกเหนือจากไฟล์โครงตาข่ายได้เช่นไฟล์จากโปรแกรม Catia, Siemens NX, SolidWorks, SolidEdge, Rhinoceros, ProE, Sketchup plus support for STEP, IGES, SAT, และ Parasolid XT files ในการนำเข้าไฟล์ปรพเภทโครงตาข่ายให้ใช้คำสั่ง File → Add part แล้วเลือก Extended Repair ในหน้าต่างตัวเลือก มันจะช่วยแก้ปัญหาจุดบกพร่องส่วนใหญ่ได้

ก่อนซ่อมแซมงาน ควรทำการวิเคราะห์ชิ้นงาน ภายใต้ปุ่ม Analysis หรือคลิกปุ่มขวาที่ชิ้นงานแล้วเลือก Parts → Analyse → New Analysis → Add part จะช่วยตรวจสอบความหนาของผนังอย่างรวดเร็ว และเมื่อคลิกปุ่มขวาที่ชิ้นงานแล้วเลือก Analyse → New Measurement จะวัดขนาดชิ้นงานจุดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรัศมีส่วนโค้ง มุม ความยาว หรือความหนา

Advanced Netfabb functions: การวิเคราะห์ความหนาของผนัง และโครงสร้างของงาน

เปิดส่วนของ Part Repair ที่ taskbar หากการซ่อมแซมแบบอัตโนมัติขณะนำเข้าไฟล์ได้สำเร็จ ที่ Mesh is Closed และ Mesh is Oriented ในส่วนของ Status จะเป็นสีเขียว ในส่วนของ Actions เราสามารถแก้ไขเพิ่มเตอมได้ในกรณีที่ยังมีส่วนของ Actions อยู่โดยภายใต้คำสั่ง Self Intersections ให้เลือก Detect และเลือก Trivial, Stitch Triangles, Remove Double Triangles, Remove Degenerate Faces, หรือ Split Off จากนั้นกดปุ่ม Remove Wrap Part Surface เป็นการทำผิวใหม่ แบบเดียวกับ voxelisation และต้องแน่ใจว่าไม่มีเศษของ shell อยู่โดยดูในส่วนของ Shell

Netfabb มีชุดคำสั่งในการซ่อมแซมงานที่สมบูรณ์แบบ

 

 

เมื่อเราจะสร้างผิวเชื่อมช่องว่าง Netfabb จะทำการปิดช่องว่างนั้นและจะต้องมีการซ่อมแซมเพิ่มเติมด้วยมืออีกขั้นหนึ่ง กดปุ่ม Select Surfaces ที่ชุดเครื่องมือแล้วเลือกรูทั้งหมด จากนั้นกดปุ่ม Delete หรือใช้ปุ่ม Ctrl + หมุนลูกล้อที่เมาส์ หรือปุ่ม +/- เพื่อปรับขนาดของหัวแปรงแล้วก็เลือก เมื่อเลือกแล้วใช้คำสั่ง Remove Selected Triangles แล้วเติมสามเหลี่ยมที่ขาดหายไปด้วยคำสั่ง Add Triangles แล้วจบด้วยคำสั่ง Repair → Close all Holes สุดท้ายยังสามารถปรับแต่งผิวให้ดีขึ้นอีกโดย Mesh Edit → Remesh โปรแกรมจะคำนวณทั้งหมดซ้ำอีกครั้งหนึ่งโดยอาศัยค่าต่างๆ จาก Target Edge Length เลือกตัวแปร Maintain Edge เพื่อรักษาแนวของผิวงานบริเวณขอบที่คม 

———————-

สแกนรถทั้งคัน Ford Raptor ด้วย Einscan Pro 2X Plus

สแกนรถทั้งคัน Ford Raptor ด้วย Einscan Pro 2X Plus

        สวัสดีครับพอดีทางเราได้มีโอกาสได้นำเครื่องสแกนเนอร์ 3 มิติ รุ่น Einscan Pro 2X Plus ไปสแกนรถยนต์นอกสถานที่เป็นรถยนต์ รุ่น Ford Ranger Raptor รถกระบะสุดแกร่งตัวรถขนาดใหญ่ของค่าย Ford ทางเราได้รับการติดต่อจากเจ้าหน้าที่ของบริษัท พาต้าเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ให้นำเครื่องสแกนเนอร์ไปเทสสแกนกับรถยนต์ของทางนั้นให้หน่อยว่าสามารถทำงานได้ไหม ซึ่งตัวเครื่องนั้นสานมารถสแกนได้อยู่แล้วแต่ก็จะมีปัจจัยหลายๆ อย่างที่จะมีผลต่อการสแกน ซึี่งตัวรถที่จะสแกนนั้นเป็นสีดำเงา และดำด้าน จะไม่สามารถสแกนได้ดังนั้นจึงต้องใช้สเปร์ยแป้งให้การทำให้ผิวของงานที่จะสแกนนั้นสว่างขึ้น และอีกอย่างหนึ่งคือตัวรถยนต์จะมีการ Mirror กันซ้านขวา ผิวเรียบแบนมีค่อนข้างมากจะต้องใช้โหมดในการสแกนแบบตอก Maker Point เพื่อให้โปรแกรมสามารถ Align Surface ได้รวดเร็วขึ้นและแม่นยำ การจากออกไปสแกนนั้นตัวเครื่องจะมีระยะสูงสุดในการสแกนอยู่ที่ 5 เมตร ถ้าเกินจากนั้นจะต้องสแกนแยกส่วนและนำมาประกอบ

 

 

        สแกนส่วนที่ 1 การสแกนแยกส่วนด้านหน้าแค่ครึ่งด้านขวา ทำการติด Maker Point และพ่นสเปร์ยแป้ง จากนั้นค่อยนำมา Mirror กันไฟล์ที่ได้จากการสแกนค่อนข้างใหญ่ประมาณ 2,500-2,600 MB ลองดูภาพจาการสแกนได้จากด้านล่างนี้ครับ ขนาดของรถอยู่ที่ (ยาว x กว้าง x สูง) : 5,398 x 2,038 x 1,873 มิลลิเมตร การสแกนครั้งนี้ใช้ Maker Point ประมาณ 6 แผ่น แต่สามารถแกะมาใช้ใหม่ได้นะครับ

        สแกนส่วนที่ 2 การสแกนส่วนด้านหลังครึ่งด้านขวาทำการติด Maker Point เหมือนกันและก็พ่นสเปร์ยแป้งด้วยเช่นกันกับด้านหน้า ไฟล์ที่ได้จากการสแกนค่อนข้างใหญ่ประมาณ 1,500-1,600 MB 

       เมื่อเราสแกนเสร็จแล้วก็ทำการปิดผิวของชิ้นงานอันนี้จะต้องใช้คอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพสูงหน่อยนะครับ เพราะจะดึงการประมวลผลหนนักกมาก เมื่อทำการซ่อมแซมและปิดผิวเรียบร้อยแล้วก็นำมาทำการต่อและ Mirror ให้ได้รถที่เต็มคัน ซึ่งการใช้งานปกตินั้นจะไม่ให้แนะนำสแกนรถยนต์ทั้งคันแบบนี้ เพราะเราจะนำไฟล์งานที่ได้ .Stl ไปใช่ค่อนข้างลำบากเพราะขนาดใหญ่มาก แนะนำให้แยกเป็นส่วนๆ จะดีกว่าครับ โหมดที่ผมใช้ในการสแกนครั้งนี้เป็นแบบ Auto คือ โปรแกรมจะทำการสลับการทำงานให้เองโดยอัตโนมัติ อย่างเช่นเราติด Maker point เมื่อตัวเครื่องจับเจอ point โปรแกรมจะสลบมาเป็นสแกนแบบติด Maker point โดยทันทีครับ แต่ถ้าเราไม่ได้ติด Maker point จะใช้เป็นสแกนแบบ Feature แทนครับ จะใช้งานอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น

        ซึ่งจากที่ใช้เครื่อง Einscan Pro 2X Plus ในการสแกนรถยนต์ครึ่งคันนั้นจะใช้เวลาในการติด Marker Point และพ่นสเปรย์แป้งประมาณ 1-2 ชั่วโมง ( 1 คน) ส่วนเวลาที่ใช้ในการสแกนจะอยู่ที่ 10-15 นาที (แล้วแต่เทคนิคของแต่ละคน) ในการสแกนครั้งนี้ผมใช้การสแกนแบบ Maker แต่ที่จริงจะใช้โหมดที่เป็น HandHeld HD Scan ก็ได้เช่นกันนะครับ หรือจะเป็นแบบ Hybrid Scan ที่จะเลือกติด Maker เฉพาะบางส่วนได้ แบบจะสแกนได้ทั้ง Feature และ Maker Point ในการสแกนโหมดเดียวเลยสลับในเองแบบอัตโนมัติสลับไปมาเองโดยโปรแกรมจะเลือกใช้การ Align ให้เอง ส่วนท่านใดที่ใช้ Einscan Pro 2X ธรรมดาอาจจะใช้เวลาในการสแกนที่มากกว่านี้หน่อยครึ่งคันอาจจะใช้เวลาอยู่ที่ 30-40 นาที โดยอะครับ ส่วนการทำ Mirror ชิ้นงานที่สแกนมานั้นทางเราได้ใช้โปรแกรม Geomagic ในการประกอบตัวรถให้เต็มคัน หรืออาจจะใช้โปรแกรม Autodesk Mashmixer ก็ได้เช่นกันนะครับ

 

 

ขอขอบคุณ : บริษัท พาต้าเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด.

การสร้าง Origin จากโปรแกรม EXScan Pro V.3.3.0.2 เพื่อให้ง่ายต่อการ Reverse Engineering

การสร้าง Origin จากโปรแกรม EXScan Pro V.3.3.0.2 เพื่อให้ง่ายต่อการ Reverse Engineering

สวัสดีครับแจ้งข่าวดีสำหรับผู้ใช้งานเครื่องสแกนเนอร์ รุ่น Einscan Pro 2x Series ซึ่งได้มีการอัพเดทโปรแกรมมาใหม่เป็น Version 3.3.0.2 ที่จะมีการเพิ่มมฟังก์ชั่นการทำงานให้ครบมากยิ่งขึ้น ต้องขอย้อมความนิดหนึ่งนะครับ เมื่อก่อนที่จะเป็น version นี้นั้น ผู้ใช้งานที่ใช้เครื่องสแกนเนอร์ Einscan pro 2x series หรือ pro series อยู่นั้นนำงานที่ได้จากการสแกนไปใช้งานได้ยาก (งานรูปแบบ Engineer) เพราะ Origin ของงานที่เราสแกนออกมาเป็น .stl นั้น มันเพี้ยนแกน xyz อยู่ในำแหน่งที่มั่วไปหมด ไม่สามารถดึงเข้า plane ได้หรืออาจจะยากที่จะดึงเข้า plane ของโปรแกรม ต่อไปนี้ไม่ต้องกังวนแล้วนะครับ ทาง Engineer ของ shining ได้ทำการเพิ่มฟังก์ชั่นการทำ Origin ชิ้นงานเพิ่มมาให้แล้วซึ่งกว่าใช้งานนั้นง่ายมากๆ เลย ซึ่งโปรแกรม version นี้ก็ได้ปล่อยการอัพเดทออกาสักระยะหนึ่งแล้วนะครับ เป็นโอกาสดีที่ทางเราได้ลองใช้งานแล้วจึงนำข้อมูลมาแบ่งปันให้ทางผู้ใช้งานได้ทราบกันอาจจะมีบางท่านใช้เป็นอยู่แล้วก็สามารถลองเข้ามาอ่านได้เช่นกันนะครับ

 

(ภาพที่ 1)

โปรแกรม EXScan Pro V3.3.0.2 นี้สามารถเข้าไปดาวน์โหลดกันได้เลยที่เว็ปหลักของ Shining 3D  (ดาวน์โหลดคลิกที่นี่)

(ภาพที่ 2)

 

การใช้งานนั้นสามารถเลือกใช้ได้ทั้ง 3 mode ทั้ง Fixed scan, HandHeld HD scan และ HandHald Rapid scan นะครับ เมื่อเราทำการสแกนงานเสร็จเรียบร้อยแล้วให้คลิกปุ่มที่อยู่ด้านบนเขียนว่า Measurement พอทำการคลิดเข้ามาแล้วจะเจอกับอีกหน้าต่าง ที่มีเครื่องมือด้านขวามือเพิ่มเข้ามามีอะไรบ้างมาดูกันเลย จะแบ่งเป็นแต่ละหัวข้อและเครื่องมือให้นะครับว่าใช้งานกันอย่างไร

การสร้าง Origin
1. Create Feature
Create Feature คือการสร้าง Plane, Point และ Line ที่จะใช้เป็นเครื่องมือในการดึงชิ้นงานเข้าแกน Origin (xyz) ของชิ้นงานที่เราสแกน ซึ่งเมื่อคลิก Create Feature เข้ามาแล้วจะมีเครื่องมือแยกอีกแบ่งเป็น สร้าง Point, สร้าง Line และสร้าง Plane เครื่องมือเหล้านี้ไม่ได้จำกัดว่าจะต้องทำขั้นตอนที่ 1 เป็น Point หรือ Line ก่อนนะครับ สามารถใช้เครื่องไหนก่อนก็ได้แต่จะต้องสร้าง Feature ทั้งหมดนี้เท่านั้นเองเพื่อจะนำไปใช้งานตอนที่เราดึงชิ้นงานเข้าแกน Origin (xyz) มาดูการใช้งานกันเลยนะครับว่าเครื่องมือพวกนี้นั้นใช้งานกันยังไง
1.1) Plane คือการทำสร้างแผ่นหรือด้านโดยใช้ผิวของชิ้นงานเป็นด้่นอ้างอิงเพื่อจะให้รู้ว่าด้านนั้นๆ ของชิ้นงานมีลักษณะยังไงอยู่ด้านไหนบ้าง คลิกมาที่ Plane ก็จะมีเครื่องมือให้ใช้งานเพิ่มอีกในการทำ plane คือ
-3 Point Fit เป็นการเลือกจุด 3 จุดบนผิวของชิ้นงานสแกนเพื่อจะนำมาสร้าง Plane (ภาพที่ 3)
-Point-Line Fit เป็นการเลือก Point และ Line ที่เราสร้างขึ้นมาแล้วในการสร้าง Plane (ภาพที่ 4)
-Base Fit เป็นการวงหรือระบายสี(สีแดง) ลงบนผิวงานที่เราต้องการสร้าง Plane โดยกด Shift ค้างไว้จากนั้นคลิกซ้ายและวงผิวที่เราต้องการ (ภาพที่ 5)

(ภาพที่ 3)

(ภาพที่ 4)

(ภาพที่ 5)

 

1.2) Line คือการสร้างเส้น Vector แบบมีทิศทางพุงไปตามที่เรากำหนดแบบใช้กฎมือขวาเพื่อกำหนดทิศทาง พอคลิกมาที่ Line ก็จะมีเครื่องมือให้เลือกใช้งานโดยแบ่งเป็น (ภาพที่ 6-7)
-Plane-Plane เป็นการเลือก Plane ที่เราสร้างขึ้นมา 2 อันในการสร้าง Line โดยที่ทิศทางของหัวลูกศรนั้นจะอ้างอิงตามกฎมือขวา
-Plane-Point เป็นการเลือก Plane กับ Point เป็นเครืื่องมือในการสร้าง Line ขึ้นมาโดยทิศทางของหัวลูกศรจะไปตามทิศทางของ Plane

(ภาพที่ 6)

(ภาพที่ 7)

 

2.3) Point คือการสร้างจุดเพื่อให้มุมตัดของแกน Origin (xyz) เข้าไปแนบได้ โดยเครื่องมมือที่มีมาให้ในการสร้าง Point นั้นก็มีแยกออกมาเป็น 2 แบบด้วยกันโดยจะแบ่งเป็น (ภาพที่ 8-9)
-Select Point เป็นการกำหนดจุดเองโดยที่สามารถคลิกลงบนพื้นผิวของชิ้นงานสแกนได้เลย
-Line-Plane เป็นการสร้าง Point โดยเลือก Line กับ Plane เป็นเครื่องมือให้การสร้าง Point ขึ้นมา

(ภาพที่ 8)

(ภาพที่ 9)

 

2. Movement
Movement คือการดึงชิ้นงานที่เราสแกนมาเข้าแกน Origin (xyz) ของชิ้นงาน โดยใช้ Plane, Line และ Point แต่การดึงชิ้นงานเข้าแกน Origin นั้นสามารถทำได้ 2 แบบ Exact Movement และ 3-2-1 System Movement (ภาพที่ 10)
-Exact Movement เป็นการขยับชิ้นงานโดยขยับตามแกน x, y, z เข้ามาเองไม่ต้องใช้ Plane, Line และ Point ที่เราสร้างเมื่อสักครู่นี้ และก็สามารถหมุนชิ้นงานแบบรอบแกนได้ด้วย (ภาพที่ 10)
– 3-2-1 System Movement เป็นการดึงชิ้นงานเข้าแกนโดยใช้เครื่องมือ Plane, Line และ Point ที่เราสร้างขึ้นมาจากด้านบน แบบนี้จะสร้าง Origin ของชิ้นงานได้ดีกว่าสำหรับงานที่เป็นทางด้าน Engineer ต่างๆ โดยจะให้เลือก Plane ที่เราต้องการให้แกน xy เข้าไปแนบจากนั้นก็เลือก Line ที่เราต้องการนำแกนที่เราเลือกเข้าไปแนบด้วย และสุดทางเลือก Point คือจุดที่เป็นจุดตัดของแกน Origin (xyz) เข้าไปสัมผัสด้วย (ภาพที่ 11)

(ภาพที่ 10)

(ภาพที่ 11)

การวัด Distance, Surface area และ Volume
เมื่อเราเลือกเครื่องมือเสร็จแล้วก็ทำการสร้างแค่นี้เราก็จะได้ Origin ของชิ้นงานใหม่แล้วง่ายใช่ไหมครับ แต่เครื่องมือที่ทาง Shining 3D นั้นเพิ่มเข้ามายังไม่หมดแค่นี้นะครับ ยังมีการวัดขนาดและวัดปริมาตรของชิ้นงานเพิ่มเข้ามาอีกด้วย สะดวกใช่ไหมครับทีนี้เมื่อเราสแกนงานเสร็จแล้วก็สามารถวัด Distance ของชิ้นงานได้เลยครับ จากที่ลองวัดขนาดเปรียบเทียบกับชิ้นงานจริงซึ่งได้ทำการสแกนแบบ Fixed scan โดยจะได้ความละเอียดสูงสุดอยู่ที่ 40 ไมครอน ลองดูตามภาพด้านล่างนะครับ

(ภาพที่ 12)

(ภาพที่ 13)

(ภาพที่ 14)

(ภาพที่ 15)

(ภาพที่ 16)

(ภาพที่ 17)

(ภาพที่ 18)

(ภาพที่ 19)

 

สามารถรับชมวีดีโอการใช้งานได้จะแสดงให้เห็นการสแกนชิ้นงานแบบ Fixed scan, การสร้าง Plane, การสร้าง Point, การสร้าง Line, การวัด Distance และ การแสดง Volume ของชิ้นงานที่ได้จาการสแยก