Gyroid Infill

Gyroid Infill

ในโปรแกรม FlashPrint 3.27.0 มีการเพิ่มรูปแบบของ infill มาอีก 1 แบบเรียกว่า Gyroid ซึ่งเป็นรูปแบบที่ดีมากแบบหนึ่ง

Gyroid เป็นรูปแบบตามธรรมชาติชนิด พบเห็นได้ทั่วไปเช่นปีกผีเสื้อ หรือแม้แต่ในผนังเซลล์ของสิ่งมีชีวิต ในปี 2017 นักวิจัยของ MIT พบว่าเมื่อวัสดุ Graphene ถูกปรับรูปร่างให้เหมือนกับโครงสร้าง Gyroid จะทำให้มันมีความแข็งแรงสูงขึ้นอย่างมากโดยที่ใช้เนื้อวัสดุเพียงเล็กน้อย พวกเขาค้นพบอีกว่าผลของการวิจัยนี้เกิดจากการใช้โครงสร้าง Gyroid นั่นเอง ดังนั้นการใช้วัสดุอื่นๆ เช่นพลาสติกก็จะให้ผลเช่นเดียวกัน นอกจากนี้มันยังสามารถรับแรงกระทำได้ดีจากทุกๆ ด้าน เมื่อใช้ในการพิมพ์สามมิติก็ใช้เวลาพิมพ์น้อยกว่าด้วย

ความสามารถรับแรงกดในแนวตั้งและด้านข้าง

ระยะเวลาที่ใช้ในการพิมพ์

หลักการเลือกใช้ Infill แบบต่างๆ 

  • หากชิ้นงานต้องรับแรงกดจากแนวดิ่ง ให้เลือกใช้แบบ Hexagon หรือ Triangle
  • หากชิ้นงานต้องรับแรงเฉือนหรือแรงกดจากด้านข้างให้เลือกใช้แบบ Gyroid
  • หากต้องการพิมพ์งานให้เสร็จเร็วให้เลือกใช้แบบ Gyroid หรือ Line

Update: ใน Version 3.28.0 FlashForge ได้เปลี่ยนชื่อเป็น 3D infill

PVA & PLA ซัพพอทเยอะแค่ไหนก็ละลายได้ด้วยน้ำเปล่า

PVA & PLA ซัพพอทเยอะแค่ไหนก็ละลายได้ด้วยน้ำเปล่า

ทดสอบการขึ้นรูป PLA และซัพพอท PVA ด้วยเครื่องพิมพ์ FlashForge Creator 3 สองหัวพิมพ์อิสระ จะดีอย่างไรมารับชมกันครับ

         เรามาทดลองพิมพ์ชิ้นงานโมเดลที่มีการใช้ซัพพอทหลายตำแหน่งและ บางตำแหน่งเราเป็นส่วนที่สำคัญของชิ้นงานบางท่านไม่ต้องการให้ชิ้นงานเป็นหลุมหรือมีส่วนที่สึกลงไปในตัวชิ้นงานในตอนนี้เรามาแนะนำเส้น Esun ePVA 1.75mm กันครับซึ่งบางท่านยังไม่ทราบว่าการพิมพ์งานในรูปแบบสามมิตินั้นมีเส้นเฉพาะทางในการช่วยการขึ้นรูปที่เรียกว่าซัพพอทแบบละลายน้ำได้ บางท่านจะพบว่าชิ้นงานบางชิ้น มีส่วนหลบมุมที่บางทีไม่สามารถแกะซัพพอทออกได้ หรือ แกะยากมากในบางส่วน และวันนี้เราจะมาแนะนำเครื่องพิมพ์ที่เป็นน้องใหม่มากความสามารถของเรา FlashForge Creator 3 เราจะมาขึ้นรูปโมเดลกันครับ โดยโมเดลนี้เป็นโมเดลที่ขึ้นรูปด้วยเส้นพลาสติก PLA และซัพพอทที่เราใช้คือ PVA ครับ

 

ภาพที่ 1 แสดงภาพโมเดลที่จะทำการพิมพ์สามารถดาวน์โหลดได้ที่ www.thingiverse.com : Lattice Cube

ซัพพอทเยอะขนาดนี้คงต้องนั่งแกะซัพพอทแล้วต้องนั่งแต่งเองอีกเป็นชั่วโมงแน่ๆ แต่ไม่ต้องห่วงเราใช้ซัพพอท PVA แค่ละลายน้ำก็ไม่ต้องเปลืองแรงแถมเนื้องานยังไม่สึกอีกด้วย มาดูการตั้งค่าการพิมพ์สำหรับเครื่อง FlashForge Creator 3 กันครับ

 

ภาพที่ 2 แสดงการตั้งค่าการพิมพ์ขึ้นรูป 3 มิติ เมื่อใช้สองวัสดุ

ภาพที่ 3 แสดงภาพเครื่องพิมพ์ FlashForge Creator 3  2 หัวพิมพ์ อิสระ

1. หัวพิมพ์ซ้ายใส่เส้น PLA 1.75 mm สีแดงจะสังเกตุเห็นได้ว่าเมื่อหัวพิมพ์ซ้ายทำงานหัวพิมพ์ขวาจะอยู่ ณ ตำแหน่งที่ห่างจากตัวชิ้นงานและขัดหัวพิมพ์รอการขึ้นซัพพอท

2. หัวพิมพ์ขวาใส่เส้น ePVA 1.75 mm สีธรรมชาติเพื่อเป็นซัพพอทของ PLA

** ซึ่งข้อดีของ FlashForge Creator 3 นั้นคือไม่จำเป็นต้องสร้าง Wall หรือ Oozing Shield เพื่อมาขัดหัวพิมพ์ระหว่างรอหัวพิมพ์ที่ทำงานอยู่ ซึ่งเครื่องพิมพ์รุ่นนี้มาช่วยขจัดปัญหาโหลดเส้นทิ้งออกไปได้ดีเลยทีเดียว **

 

  • ลดการใช้ Filament เมื่อมีการใช้งานหัวพิมพ์ 2 หัวพิมพ์ใน 1 งาน
  • ลดเวลาในการพิมพ์ขึ้นรูปงาน 3 มิติ
  • สามารถพิมพ์งาน 1 งานพร้อมกัน 2 ชิ้นได้ในเวลาเดียวกัน

มาเริ่มพิมพ์ขึ้นรูป 3 มิติกันเลยครับ

วีดีโอที่ 1 แสดงการทำงานของเครื่องพิมพ์ Creator 3 และการขึ้นรูปงาน

ภาพที่ 4 แสดงภาพชิ้นงานที่ขึ้นรูปเสร็จเรียบร้อยแล้ว ถ้าแกะซัพพอทชิ้นงานคงหักด้วยแน่ๆ ครับ ยังดีที่เราใช้เป็น PVA ละลายในน้ำเปล่าได้หมดห่วง ^^

* เรามาเริ่มการละลายซัพพอทกันครับ *

วีดีโอที่ 2 แสดงการละลายตัวของซัพพอท PVA ขณะที่อยู่ในน้ำ

ภาพที่ 5 แสดงภาพชิ้นงานที่ถูกละลายซัพพอทเรียบร้อยแล้ว สวยงามตามท้องเรื่องครับ

 

** ไม่จำเป็นต้องแกะซัพพอทให้เปลืองแรงและเปลืองเวลา **

** ป้องกันการเสียหายขณะที่แกะซัพพอทของชิ้นงานได้ดีเลยทีเดียวครับ **

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สุดยอด Solution ของการ Reverse engineering และ ออกแบบ

สุดยอด Solution ของการ Reverse engineering และ ออกแบบ

SHINING 3D and 3D Systems Partner to Release Geomagic® Essentials™

SHINING 3D ประกาศการเป็นหุ้นส่วนกับ 3D Systems ในการเปิดตัวระบบที่จะช่วยทำงานตั้งแต่การสแกนจนถึงการทำ CAD files เลยทีเดียว Geomagic® Essentials ได้เปิดตัวเมื่อเร็วๆ นี้ โดยจะจำหน่ายรวมเป็นชุดไปพร้อมกับเครื่อง 3D Scanner แบบมือถือเอนกประสงค์รุ่นล่าสุด Einscan Pro 2X/2X Plus

Geomagic Essentials เป็นโซลูชั่นสำหรับการสแกนไปจนถึงการพิมพ์ รวมไปถึงการทำ reverse engineering โดยการดึงเอาข้อมูลส่วนสำคัญของชิ้นส่วนที่สแกนมาแล้วนำไปใช้ในโปรแกรม CAD ในทันที โปรแกรม CAD ส่วนใหญ่ในปัจจุบันยังมีความสามารถจำกัดในการนำข้อมูลการสแกนไปประมวลผลต่อ แต่ Geomagic Essentials จะช่วยให้เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องง่ายโดยการทำให้ข้อมูลจากไฟล์สแกนเข้ากันได้กับขั้นตอนการทำงานของโปรแกรม CAD ด้วยการรวมชุดของโปรแกรมและเครื่องสแกน 3D จะทำให้การออกแบบโดยใช้เครื่องสแกนมาช่วยสร้างสรรค์งานเป็นไปได้ง่ายขึ้น

สินค้าในกลุ่ม Einscan Pro 2X ช่วยให้ SHINING 3D ยังคงความเป็นผู้นำด้านสินค้าคุณภาพสูงในราคาที่เอื้อมถึงได้ และในการรวมชุดใหม่นี้จะช่วยขยายขีดความสามารถขึ้นไปอีก

เชื่อมต่อข้อมูลจากไฟล์สแกนไปเป็นข้อมูล CAD อย่างราบรื่น


Digital innovation platform Solid Edge SHINING 3D Edition

เปิดอนาคตการออกแบบอีกระดับด้วย Solid Edge SHINING 3D Edition รวมถึง reverse engineering, generative design, และ simulation ทั้งหมดนี้ในโปรแกรมเดียว ด้วยขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยากในการทำงาน CAD

สแกนวัตถุที่ต้องการด้วย Einscan Pro 2X จากนั้นส่งข้อมูลไปยัง Geomagic Essentials.

 

 

 

สร้าง Mesh และ NURBS ด้วย Geomagic Essential.

 

 

 

นำข้อมูลที่ได้มาทำ reverse engineering ใน Solid Edge

 

 

 

 

มินิรีวิว Flashforge Creator 3 + eSun ePA-Carbon Fiber

มินิรีวิว Flashforge Creator 3 + eSun ePA-Carbon Fiber

Carbon Fiber เป็นวัสดุในฝันของผู้ใช้ 3D printer หลายๆ คน เพราะมันช่วยให้งานที่พิมพ์ออกมามีความแข็งแรงขึ้น สำหรับผู้ที่ยังไม่รู้ว่า Carbon Fiber เป็นอย่างไร เราลองมาดูกัน

เส้น Carbon Fiber คืออะไร?

ก่อนอื่นต้องไม่สับสนระหว่างเส้น Carbon Fiber Filament กับ Carbon Fiber ที่ใช้ทำรถแข่ง จักรยานราคาแพง หรือยานอวกาศ ซึ่งเป็น Carbon Fiber ชนิดเส้นยาวถักทอเป็นผืนใหญ่ เคลือบด้วยอีพ๊อกซี่เป็นชั้น ๆ

ส่วน Carbon Fiber Filament จะเป็นการนำ Carbon Fiber ใยสั้นผสมลงในพลาสติกฐาน เช่น PolyCarbonate, ABS, PLA, Nylon, PETG เป็นต้น ซึ่งลักษณะของ Carbon Fiber จะแข็ง แต่เปราะมาก ดังนั้นการนำไปผสมกับพลาสติกฐานมักจะผสมกับพลาสติกที่มีความเหนียว เช่น Nylon หรือ PETG เพื่อชดเชยลักษณะด้อยของ Carbon Fiber เอง

คุณสมบัติเด่นๆ ของเส้น Carbon Fiber คือ ขณะพิมพ์ไม่มีกลิ่น ผิวด้าน ความแข็งแรงทนทานสูง ทนต่อการเสียดสี และสึกหรอ ทนความร้อนสูงถึง 120°C อัตราการหดตัว และบิดตัวต่ำ และติดไฟยาก

FlashForge Creator 3

เป็นเครื่องที่สามารถพิมพ์เส้นชนิด Carbon Fiber ได้ เนื่องจากหัวพิมพ์เป็นโลหะ Stainless Steel ชุบแข็ง ซึ่งจะทนการกัดกร่อนของ Carbon Fiber ได้ดี เพราะ Carbon Fiber สามารถกัดกร่อนหัวพิมพ์ชนิดทองเหลืองให้พังได้อย่างรวดเร็ว อาจจะไม่ถึงครึ่งม้วนเสียด้วยซ้ำ

นอกจากนี้หัวพิมพ์ยังทำความร้อนได้ถึง 300 องศา ทำให้พิมพ์พลาสติกวิศวกรรมได้อีกหลายชนิด

eSun ePA-CF เส้น Polyamine-Carbon Fiber

Polyamine (PA) หรือชื่อในทางการค้าว่า Nylon เส้น  ePA-CF ของ eSun มี Carbon Fiber ผสมอยู่ถึง 20% ราคาไม่แพง ประมาณ 50-60 USD ในขณะที่บางยี่ห้อราคาสูงถึง 250 USD

มาลองพิมพ์กันเลยดีกว่า

เราเลือกบันไดจักรยานมาเป็นหนูทดลอง


ตั้งอุณหภูมิการพิมพ์อยู่ที่ 250°C และที่แท่นพิมพ์ 80°C ใช้เวลาพิมพ์ประมาณ 7 ชั่วโมง

จะสังเกตได้ว่าจะมีเส้นใยเยิ้มออกมามาก ซึ่งเป็นลักษณะที่ปรกติของเส้น Carbon Fiber ส่วนที่พื้นจะไม่มีการเด้งงอ หรือหลุดจากฐานเลยแม้แต่น้อย

เมื่อพิมพ์เสร็จแล้วก็ถึงตอนแกะ support การแกะก็ไม่ได้ยากนัก แต่มันจะเหนียวๆ หน่อย สามารถใช้คีมช่วย ในส่วนที่เป็นเศษเล็กๆ ก็ใช้มีดคัตเตอร์ปาดออกได้ไม่ยากนัก

ในส่วนของ overhang เครื่อง FlashForge Creator 3 ทำได้ดี ทีเดียว

เทคนิคการพิมพ์ด้วยเส้น Carbon Fiber

เป็นโบนัสสำหรับคนที่ทนอ่านมาถึงตรงนี้ การพิมพ์ด้วยเส้น Carbon Fiber ไม่ง่าย และไม่ยากจนเกินไป เรามีเคล็ดลับในการพิมพ์ให้สำเร็จดังนี้

  • อย่างที่บอกไว้ข้างต้น หัวพิมพ์ควรจะต้องเป็นโลหะแข็ง เช่นสเตนเลส เพื่อให้ทนต่อการสึกกร่อนจาก Carbon Fiber ซึ่งมีความรุนแรงมาก (ซ้ายทองเหลือง-ขวาสเตนเลสสตีล)
  • ลดค่า retraction ลง เนื่องจากการดึงเส้นกลับไปมามากๆ จะทำให้เกิดการสะสมของ Carbon Fiber ซึ่งไม่ละลายในความร้อน ภายในหัวพิมพ์ทำให้เกิดการอุดตันได้ง่าย
  • พิมพ์ให้ช้าลงประมาณ 20%-50% เพื่อช่วยให้ Carbon Fiber ที่อาจจะติดอยู่ในหัวพิมพ์หลุดออกไปได้ง่ายขึ้น ลดการอุดตันของหัวพิมพ์
  • ใช้หัวพิมพ์ที่ใหญ่ขึ้น จะช่วยลดโอกาสอุดตัน
  • เส้นพลาสติกจะค่อนข้างเปราะ หักง่ายเมื่อเกิดการงอ หรือมีการหักเลี้ยวในองศาที่แคบๆ แนะนำให้ใช้ท่อนำเส้นพลาสติกเพื่อลดโอกาสเส้นหัก
  • การเก็บเส้น Nylon-Carbon Fiber ควรเก็บในถุงซิป และใส่สารดูดความชื้นไว้ด้วย เนื่องจาก Nylon ดูดความชื้นได้ดีมาก หากเส้นชื้นไปแล้ว (สังเกตจากเวลาพิมพ์จะมีเสียงน้ำเดือด เปาะแปะ ๆ) ให้นำไปอบในเตาอบที่อุณหภูมิประมาณ 80°C ประมาณ 4-6 ชั่วโมง

หลังจากปรับค่าการพิมพ์เล็กน้อย แล้วลองพิมพ์ใหม่อีกครั้งผลก็เป็นดังในภาพครับ หวังว่าคงได้ความรู้เล็กๆ น้อยๆ กลับไปบ้างนะครับ แล้วพบกันใหม่

Review FF Creator3 มีดีที่2หัวฉีด อิสระ

Review FF Creator3 มีดีที่2หัวฉีด อิสระ

Feature โดยรวมของเครื่อง

มาแกะกล่อง แล้วลองใช้งานเครื่อง Flashforge Creator3 ไปด้วยกันครับ Flashforge Creator3 หน้าตาจะดูออกเป็นแนวกล่องๆอวกาศๆ ตามสไตล์ Flashforge Guider2s โดยตัวเครื่องจะมีสองหัวฉีด ซึ่งวิ่งอิสระต่อกัน (ธรรมดาส่วนมากเครื่อง 2หัวฉีดที่ขายกันอยู่ทั่วๆไปนั้น 2หัวฉีดจะติดกันวิ่งไปด้วยกัน) มันมีข้อดีคือสามารถพิมพ์ 2ชิ้นพร้อมๆกัน , สองวัสดุ ไม่สีเลอะกัน หรือ ชิ้นงานกับ Support แยกกัน

ตัวเครื่องค่อนข้างหนัก ประมาณ 40Kg คนเดียวยกลำบากหน่อย โครงสร้างเป็นอลูมิเนียมขึ้นรูป ข้อตำต่างๆทำมาจากอลูมิเนียมเกือบทั้งหมด ปิดกรอบด้วยวัสดุพลาสติก ABS วัสดุที่ใช้ดูแข็งแรง แน่นทนทาน วางตำแหน่งหน้าจอสัมผัสไว้สูงไปหน่อย กดและมองเห็นยาก // ภายในมีกล้อง Build in ไว้ดูการทำงานของเครื่อง Online ผ่าน Cloud หรือ ผ่านมือถือได้เลย

หัวฉีด 2 หัวมีมอเตอร์ในการเคลื่อนที่แยกกัน (แยกในแนวแกน X แต่แกน Y อยู่บนรางเดียวกัน) หัวฉีดเปลี่ยนจากหัวทองเหลืองมาเป็นหัวสแตนเล ทำความร้อนได้ถึง 300c รองรับวัสดุวิศวกรรมที่พิมพ์ด้วยความร้อนสูงอย่าง Carbon fiber / PC ได้ เนื่องจากหัวฉีดแยกอิสระต่อกันจึงสามารถพิมพ์ Support ได้ดี ไม่ไปเลอะส่วนที่เป็นชิ้นงาน

มาลงรายละเอียดกันเป็นส่วนๆได้ดังนี้ครับ

ด้านบนตังเครื่องเป็นลักษณะหน้าต่างเปิดปิดได้ ไม่เกะกะ

แกะกล่อง โครงสร้างภายนอก
กล่องของเครื่อง Flashforge Creator3 มีขนาดค่อนข้างใหญ่ 755*629*732mm ใส่รถเก๋งธรรมดาไม่ได้ต้องเป็นแบบ hatchback เปิดท้าย หรือ รถกระบะ / การแพคเครื่องมีการหุ้มกันกระแทกด้วยวัสุดโฟม / ตัวเครื่องเป็นทรงกล่องสี่เหลี่ยมขนาด 627 * 485 * 615mm จากน้ำหนักเครื่อง 40Kg ควรว่าบนโต๊ะที่แข็งแรง / ด้านหน้าตัวเครื่องเป็นหน้าต่าง ด้านข้างเป็นที่ใส่เส้นพลาสติกทั้งสองด้านสำหรับหัวซ้ายและขวา เป็นที่เก็บมิดชิด ด้านหลังของตัวเครื่องเป็นสวิทซ์เปิดปิดตัวเครื่อง ช่องต่อสาย LAN ช่องเสียสายไฟ และช่องออกของพัดลดระบายอากาศ+แผ่นกรองอากาศ

กล่องค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับรุ่นอื่นๆ

โครงสร้างภายใน
โครงสร้างด้านในตัวเครื่องโครงด้านในเป็นวัสดุโลหะแผ่นตัดขึ้นรูปด้วยเลเซอร์ รางสไลด์ข้อต่อส่วนที่เคลื่อนที่ทำจากอลูมิเนียมขึ้นรูป (หลายยี่ห้อยังใช้เป็นพลาสติกอยู่) ดูแข็งแรงทนทาน หัวฉีดเป็นอิสระต่อกันออกแบบเป็นก้อนของใครของมัน มีส่วนเช็ดเส้นส่วนเกินทั้งสองด้านพร้อมภาชนะเก็บเศษพลาสติกส่วนเกิน (สามารถถอดออกไปทิ้งได้) ด้านเสาขวาของตัวเครื่อง(มองจากเครื่องออกมาด้านนอก) มีกล้องวิดีโอ ส่วนฐานพิมพ์สามารถถอดออกจากแท่นทำความร้อนได้ สะดวกในการเอาชิ้นงานออกจากเครื่อง (มาแกะชิ้นงานนอกเครื่องไม่ต้องแซะภายในเครื่อง)

2 หัวฉีดอิสระ — ทำอุณหภูมิได้ทั้ง 300c
หัวฉีดสองตัวแยกชุดทำความร้อน/ชุดฟีดของตัวมันเอง มีมอเตอร์ เคลื่อนที่บนแทนแกนY ของใครของมัน หัวฉีดทำความร้อนได้ 300c เป็นหัวแบบ All Metal สแตนเลสจึงสามารถทำให้พิมพ์เส้น Carbon Fiber และ PC Nylon ได้

หัวฉีด 2 หัวอิสระต่อกัน ชุดใครชุดมัน

พิมพ์ชิ้นงานสองชิ้นพร้อมกันใน Mode Mirror

หัวฉีดสแตนเลส All Metal ทำความร้อนได้ 300c รองรับวัสดุได้หลายหลายเช่น Carbon Fiber

ฐานพิมพ์ถอดออกจากตัวเครื่องได้ บิดเพื่อให้แกะชิ้นงานออกง่าย
ฐานพิมพ์เป็นพลาสติกขึ้นรูปสีดำมาพร้อมมือจับให้ถอดเข้า-ออกกับแท่นทำความร้อนได้ บนฐานพิมพ์ติดด้วย Build Sheet สามารถเปลี่ยน Build sheet ได้ ฐานพิมพ์สามารถบิดงอได้ เป็นข้อดีทำให้สามารถแกะชิ้นงานใหญ่ๆได้โดยการบิดที่ฐานพิมพ์

ฐานพิมพ์ถอดมาได้ / มาพร้อมกล้อง Build in

การพิมพ์ทั้ง 4 โหมด
เนื่องจากมีสองหัวฉีดอิสระต่อกัน หากใช้สองหัวพร้อมกัน จึงสามารถพิมพ์งานได้พิเศษใน 4โหมด
1. พิมพ์สองโมเดลพร้อมกัน เหมือนกัน (Duplicate)
2. พิมพ์สองโมเดลพร้อมกัน กลับด้านกัน ซ้าย-ขวา (Mirror)
3. พิมพ์ชิ้นงานสองสี (2 Colors)
4. พิมพ์ชิ้นงานกับ Support (Support Mode)

ชิ้นงานที่พิมพ์ออกมาจากเครื่อง Duplicate, Mirror, 2color, Support

พิมพ์ชิ้นงาน กับเส้น PVA ละลายน้ำ

interface Touchscreen
ตัวเครื่องควบคุมด้วยหน้าจอ Touch Sceen 4.5นิ้ว โดยแสดงสถานะการพิมพ์กราฟิกรูป สามารถปรับอุณหภูมิระหว่างพิมพ์ได้ ปรับเพิ่มลด Speed ระหว่างพิมพ์ได้เช่นกัน

สถานะการพิมพ์ สามารถปรับอุณหภูมิ ณ จุดเวลาใดๆก็ได้ในการพิมพ์ รวมถึงปรับเพิ่มลด speed

กล้อง Build-in
สามารถดูการทำงานของเครื่องจากระยะไกล ผ่านมือถือหรือ คอมพิวเตอร์ // Cloud Printing

การเชื่อมต่อ
ตัวเครื่องสามาถเชื่อมต่อด้วย 4ช่องทาง คือ ทาง Wifi, LAN, USB Flash drive, Cloud Printing

สรุป
ตัวเครื่องเหมาะกับผู้ใช้งานทั่วไป ค่อนไปทาง Professional อย่างบริษัทออกแบบหรือโรงงาน รองรับวัสดุได้หลากหลายทั่วๆไปเช่น PLA, ABS, HIPS และวัสดุ Engineer เช่น PVA, Carbon Fiber, PC, Nylon สองหัวฉีดอิสระทำให้สามารถพิมพ์ชิ้นงานได้เพิ่มเป็นสองเท่าในเวลาที่เท่ากัน สามารถทำเป็นโรงงานขนาดย่อมๆได้

สองหัวฉีดสามารถใช้ร่วมกับวัสดุเส้นละลายน้ำ Dissolvable filament สำหรับการพิมพ์ชิ้นงานที่ซับซ้อน ต้องใช้ Support ละลายน้ำ เครื่องมีความสามารถครบครัน

จุดเด่น
1. มีสองหัวฉีดอิสระ 2หัวช่วยกันพิมพ์ พิมพ์ชิ้นงาน 2ชิ้นพร้อมๆกัน, แยกหัวหนึ่ง อีกหัวพิมพ์หัวฉีดละลายน้ำ
2. หัวฉีดทำอุณหภูมิได้สูงถึง 300c และเป็นวัสดุสแตนเลส ทำให้รองรับการใช้วัสดุ Carbon Fiber, PC Nylon
3. สามารถปรับอุณหภูมิ หรือ ความเร็วจะระหว่างพิมพ์ชิ้นงานได้ เช่นพิมพ์ไปสักพักอยากให้พิมพ์เร็วขึ้นก็ปรับได้
4. บอกแบบเป็นเครื่องปิด หน้าต่าง หรือส่วนหน้าต่างด้านบนเปิดได้ ไม่เกะกะ
5. เชื่อมต่อได้หลากหลาย wifi, cloud, LAN, Flash Drive และกล้องดูสถานะชิ้นงาน online

จุดด้อย
1. หน้าจอสัมผัส ตอบสนองช้า หลายๆครั้งต้องกดหลายที
2. เครื่องใหญ่และหนัก ยกคนเดียวไม่ได้

ใหม่! Form 3 และ Form 3L

ใหม่! Form 3 และ Form 3L

Formlabs นำเสนอเครื่องพิมพ์ Form 3 และ Form 3L ที่ใช้ระบบแรงดึงต่ำ (LFS™)

Formlabs ผู้นำวงการเครื่องพิมพ์ระบบ SLA ได้เปิดตัวเครื่องพิมพ์ 2 รุ่นที่จะปฏิวัติงานพิมพ์ระดับอุตสาหกรรม โดยมี Form 3 เครื่องพิมพ์มืออาชีพแบบตั้งโต๊ะรุ่นล่าสุด และ Form 3L เครื่องพิมพ์ระบบ SLA ขนาดใหญ่ในราคาที่คุณเอื้อมถึง

ทั้งสองรุ่นจะมาพร้อมเทคนิคการพิมพ์แบบแรงดึงต่ำ (Low Force Stereolithography-LFS™) ซึ่งจะช่วยให้งานพิมพ์มีคุณภาพสูงมาก ใช้ support น้อยลง และมีแท่นพิมพ์ที่สนับสนุนเรซิ่นที่หลากหลายมากขึ้น

ซอฟแวร์รุ่นใหม่ช่วยให้ส่งไฟล์ไปพิมพ์จากระยะไกล และยังสามารถจัดลำดับคิวงานที่จะพิมพ์ได้ด้วย ช่วยให้การทำงานเป็นทีมมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยลดระยะเวลาที่ต้องหยุดเครื่อง ทำให้ทำงานได้จำนวนมากขึ้น และต่อเนื่อง นอกจากนั้นยังปรับปรุงระบบตรวจสอบ และแจ้งเตือนต่างๆ การออกแบบเครื่องที่ผู้ใช้งานสามารถเปลี่ยนชิ้นส่วนอะไหล่ต่างๆ ได้เอง และระบบ LFS ที่ช่วยให้พิมพ์งานที่ใหญ่ขึ้นถึง 5 เท่าในรุ่น Form 3L

ระบบ LFS เป็นอย่างไรกันแน่

Form 3 และ Form 3L ถูกพัฒนาและออกแบบใหม่ทั้งหมดเพื่อให้ลดแรงดึงในขณะพิมพ์ลงไปอย่างมาก ระบบ LFS จะใช้ถาดพิมพ์แบบอ่อนตัวได้ และระบบยิงแสงแนวเดียวที่ให้ความเที่ยงตรง และแม่นยำสูงมาก การมีแรงดึงต่ำทำให้ช่วยให้ใช้ support ที่เล็กลง แกะออกได้ง่าย นอกจากนี้ระบบ LFS ยังเปิดโอกาสให้การพัฒนาวัสดุพิมพ์และวิธีการผลิตต่างๆ ในอนาคตเป็นไปได้เร็วขึ้น

ระบบกลไกแสงภายในเครื่อง Form 3 และ Form 3L ถูกออกแบบใหม่ทั้งหมดโดยแหล่งกำเนิดแสง (Light Processing Unit-LPU) ซึ่งประกอบด้วยเลนส์ และกระจกสะท้อนแสงช่วยให้การยิงแสงมีความแม่นยำสูง การทำงานจะเริ่มจากแหล่งกำเนิดแสงจะยิงแสงเลเซอร์ไปยัง Galvanometer ในแนวแกน Y จากนั้นจะผ่าน Spatial Filter เพื่อให้จุดแสงมีความคมชัดมากขึ้นแล้วไปสะท้อนกับกระจกเงา และกระจกเงารูปพาราโบลา ทำให้แสงตั้งฉากกับชิ้นงานที่พิมพ์อยู่เสมอ

มาตรฐานใหม่ของเครื่องพิมพ์ 3D ระดับอุตสาหกรรม

เมื่อมีปัญหาใดๆ เกิดขึ้นกับเครื่องพิมพ์ ระบบที่ถูกออกแบบมาให้บำรุงรักษาได้ง่าย จะมีการแจ้งเตือน โดยผู้ใช้งานสามารถเปลี่ยนชิ้นส่วนอะไหล่ได้เอง เช่นชุดกำเนิดแสง ถาดเรซิ่น ลูกปืน หน้าต่างรับแสง โดยไม่ต้องส่งเครื่องกลับไปที่ศูนย์ ระบบการตรวจสอบตัวเองของเครื่องช่วยให้คุณมั่นใจได้

การออกแบบเครื่องให้ใช้งานได้ง่าย มีตัวช่วยเช่นซอฟแวร์ การทำงานผ่าน cloud จอภาพระบบสัมผัส ทำให้ใครๆ ก็ใช้งานเครื่องนี้ได้โดยไม่จำเป็นต้องผ่านการอบรมเป็นพิเศษ

ซอฟแวร์รุ่นล่าสุดซึ่งฟรี และมีความสามารถสูงช่วยให้การทำงานง่ายขึ้น สั่งพิมพ์จากระยะไกลได้ จัดคิวงานได้ และสามารถจัดการ และอนุมัติการพิมพ์ผ่าน Dashboard ได้ด้วย

ระบบที่สร้างเพื่อพิมพ์งานใหญ่ๆ

ระบบ LFS ระบบ LPU และระบบยิงแสงระนาบเดี่ยว ผสานกันเพื่อให้สามารถพิมพ์งานที่ใหญ่ขึ้น Form 3L เป็นเครื่องแรกที่ใช้ระบบเหล่านี้เพื่อการผลิตงานขนาดใหญ่ โดยมี ชุดกำเนิดแสงถึงสองชุดทำงานร่วมกันอย่างกลมกลืน

นับเป็นครั้งแรกที่คุณจะสามารถผลิตงานขนาดใหญ่ได้ภายในหน่วยงานของคุณเอง ด้วยต้นทุนที่ต่ำ และรวดเร็ว ส่วนการผลิตจำนวนมาก Form 3L สามารถพิมพ์งานจำนวนมากในครั้งเดียว เช่นงานเครื่องประดับสามารถพิมพ์แหวน 150 วงในถาดเดียว หรือแล็บทันตกรรมสามารถพิมพ์ฟันปลอมได้ถึง 40 ชิ้นในครั้งเดียว

Form 3 และ Form 3L ใช้ขวดน้ำยาเดียวกับ Form 2 โดย Form 3L ใส่ได้พร้อมกัน 2 ขวด ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำยาหมดระหว่างพิมพ์งานขนาดใหญ่

เปรียบเทียบ Form ทั้ง 3 รุ่น (ดูการเปรียบเทียบแบบละเอียด ที่นี่ )

FORM 3 FORM 3L FORM 2
Technology Low Force Stereolithography (LFS) Low Force Stereolithography (LFS) Stereolithography (SLA)
Build Volume (W × D × H) 14.5 × 14.5 × 18.5 cm

5.7 × 5.7 × 7.3 in

33.5 × 20 × 30 cm

13.2 × 7.9 × 11.8 in

14.5 × 14.5 × 17.5 cm

5.7 × 5.7 × 6.9 in

Layer Thickness (Axis Resolution) 25 – 300 microns

.001 – .012 in

*25 – 300 microns

*.001 – .012 in

25 – 300 microns

.001 – .012 in

XY Resolution 25 microns

0.001 in

25 microns

0.001 in

n/a
Laser Spot Size 85 microns

0.0033 in

85 microns

0.0033 in

140 microns

0.0055 inches

Resin Cartridges 1 2 1

Review Einscan Pro 2x Series เครื่องสแกนอัจฉริยะ

Review Einscan Pro 2x Series เครื่องสแกนอัจฉริยะ

รีวิว Einscan Pro 2x และ Einscan Pro 2x Plus

          วันนี้ทางเราจะมารีวิวแสกนเนอร์รุ่นใหม่จาก SHINING3D ที่ใช้ชื่อว่า Einscan Pro 2x series โดยได้แบ่งออกมาเป็น 2 รุ่น คือ Pro 2X กับ Pro 2X Plus  อาจจะคุ้นๆ กันอยู่ใช่ไหมครับ เพราะตัวใหม่นี้เป็นรุ่นที่ได้รับการพัฒนามาจาก Einscan Pro และ Einscan Pro Plus ที่มีชื่อเสียงทางด้านงานสแกนอยู่แล้ว ทั้งการสแกนวัตถุ การสแกนสิ่งมีชีวิต หรือรูปปั้นขนาดใหญ่ ก็สามารถทำออกมาได้สมบูรณ์แบบถือว่าเป็นเครื่องสแกนเนอร์ 3 มิติ ที่พัฒนาและออกแบบให้เหมาะสมกับงานหลายมิติ ส่วนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวออกมามีลักษณะของตัวเครื่องที่คล้ายกับเครื่องตัวเก่า แต่ในความคล้ายกันก็ยังมีส่วนที่แตกต่างกันมากอยู่พอสมควร เอ๊ะยังไง!! แต่ขอบอกเลยว่าเครื่องใหม่ยังไงก็ต้องดีกว่าอย่างแน่นอนครับ วันนี้เราจะมาทำการเปรียบเทียบให้เห็นกันไปเลยว่าทั้ง 2 ตัวระหว่าง Pro 2X กับ Pro 2X Plus และ Pro ตัวเก่านั้นแตกต่างและมีรายละเอียดตัวเครื่องยังไงบ้างวันนี้เราจะได้รู้กันครับ โดยมีรายละเอียดดังนี้

          ก่อนอื่นเลยเราจะมาเริ่มต้นกันที่ตัวแรกที่ตอนนี้ได้ตกรุ่นเรียบร้อยแล้วกับ Einscan Pro/Pro Plus ซึ่งรุ่นนี้ตอนเปิดตัวมานั้นเป็นที่น่าสนใจอย่างมากเพราะมีการทำงานของตัวเครื่อง ในการสแกนงานสามารถทำได้ดีมาก โดยมีความคลาดเคลื่อน (Accuracy) ในโหมด Auto scan และ Fixed scan ของงานอยู่ที่ 0.05 mm. ส่วนความเร็วในการสแกนต่อ shot อยู่ที่ <2s และยังมีโหมด Handheld HD Scan ที่เข้ามาช่วยในการสแกนงานชิ้นที่สแกนได้ยากและเน้นความรวดเร็ว เช่น เฟอร์นิเจอร์ รถยนต์ อื่นๆ เพราะจะใช้ point marker ในการ Align พื้นผิวของชิ้นงานทำให้งานที่ว่าสแกนยากๆ นั้นง่ายขึ้นมาก ความคลาดเคลื่อน (Accuracy) ในโหมดนี้จะอยู่ที่ 0.1 mm. จะมีความเร็วที่ 15 frames/s และในโหมดสุดท้ายจะเป็นการสแกนงานที่มีขนาดใหญ่ มีรายละเอียดลวดลายที่เยอะ เน้นความรวดเร็วในการสแกน เช่น รูปปั้น พระ คน และอื่นๆ โดยความคลาดเคลื่อน (Accuracy) ในโหมดนี้จะอยู่ที่ 0.3 mm. จะมีความเร็วที่ 10 frames/s ความคลาดเคลื่อนจะเยอะหน่อยนะครับ แต่บอกเลยโหมดนี้สะดวกจริง สามารถสแกนชิ้นงานขนาดใหญ่โดยมีลักษณะเดินถือเครื่องสแกนเนอร์ได้เลย ระยะห่างจากวัตถุกับตัวเครื่องอยู่ที่ 42-58 cm. ส่วนเรื่องน้ำหนักตัวเครื่องนั้นค่อนข้างเบามากๆ ครับน้ำหนักเพียง 800g อีกอย่างสามารถสแกนสีได้ด้วยแต่ต้องติด Module Color เพิ่มนะครับ ส่วนด้านล่างต่อจากนี้จะแสดงให้เห็นว่าเครื่องรุ่นใหม่นี้มีภายนอกและส่วนอื่นๆ แตกต่างจากรุ่นเก่าอย่างไร

          เครื่อง Einscan Pro รุ่นใหม่จะเชื่อมต่อสายมาเป็นชิ้นเดียวกับตัวเครื่องสแกนเนอร์เลยเพื่อป้องกันการเสียหายจากจากถอดเข้า-ออก จากตัวเครื่องได้ ถ้าดูจากรูปด้านซ้ายมือจะเป็นรุ่นเก่าจะเป็นรูเสียบลักษณะกลม ใช้งานแต่ละครั้งต้องมีการเสียบเข้า-ออกบ่อยอาจจะทำให้เกิดการเสียหายได้ เช่น หัก หลวม และอื่นๆ ซึ่งเจ้ารุ่นใหม่นี้ได้แก้ไขมาเป็นอย่างดีวัสดุที่ใช้ทำสาย Cable นั้นทำออกมาได้ดีกว่าชนิดเก่ามาก

          ส่วนการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เสริมต่างๆ เช่น Prime HD, Color Module ในรุ่นใหม่นั้นจะทำการเปลี่ยน Port ในการเชื่อมต่อนั้นเป็นแบบ USB เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งานและส่งถ่ายข้อมูลได้ดีขึ้น ไม่มีสายโยงไปโยงมา จะทำให้ไม่สะดวกต่อการใช้งานตัวเครื่องสแกนเนอร์ แบบเก่านั้นจะเป็นสายยาวๆยื่นออกมาจากตัว Module แล้วไปเสียบที่ตัวเครื่องสแกนเนอร์อีกที

          ส่วนตรงกริ๊ปมือจับรุ่นใหม่จะมีรูๆ อยู่ที่เนื้อพลาสติกทำให้เวลาใช้งานจับได้กระชับมือยิ่งขึ้น เนื่องด้วยน้ำหนักตัวเครื่องรุ่นใหม่ (Einscan Pro 2x series) จะหนักกว่าตัวเก่า (Einscan Pro series) จาก 0.8kg. เป็น 1.13kg. เลยได้มีการออกแบบตัวกริ๊ปมือจับใหม่ให้เหมาะสมต่อการใช้งานยิ่งขึ้น

          ส่วนด้าน Software ของเครื่องสแกนรุ่นใหม่นี้จะมีการเปลี่ยนแปลงโฉมใหม่เกือบทั้งหมด เช่น icon หน้าต่างการใช้งานภายใน , function ในการสแกนงาน ,การจัดวาง Layout เครื่องมือการใช้งาน , การจำลอง Point cloud ที่เป็นจำนวน Polygone ใหม่ เท่าที่ได้ลองเล่นดูแล้ว Software ของเครื่องใหม่นี้น่าใช้งานมากขึ้นและดูทันสมัยเข้ากับคนรุ่นใหม่ได้ดียิ่งขึ้นครับ ลองดูจากรูปภาพได้เลยว่าน่าใช้งานแค่ไหน

ความพิเศษยังไม่หมดแค่นี้ครับ ทาง shining 3D ยังจัดเต็มเพื่อให้ผู้ใช้งานได้รับความสะดวกสูงสุดในการใช้งานโดยได้มีการเพิ่มเติมในส่วนของซอฟแวร์ ในการ reverse engineering ซอฟแวร์ที่กล่าวมาข้างต้นนี้ใช้ในการปรับพื้นผิวให้วัสดุมีพื้นผิวที่เรียบเนียนขึ้นเทียบเคียงกับพื้นผิววัสดุจริง ในทางกลับกันยังสามารถเขียนแบบ 3 มิติ รวมไปถึงการ simulation เพื่อเป็นการจำลองสถานการณ์การควบคุมเสมือนจริงของสิ่งต่างๆ ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นสิ่งที่เพื่อนๆตามหาอยู่แน่นอนครับ

โดย Shining3D ร่วมกับ Siemens โดยบันเดิ้ลซอฟแวร์มาให้เลยเป็น Solid Edge Shining3D (คล้าย ST10) โดยตัว Software เองสามารถทำการ Reverse Engineer โดย Software เปล่าๆก็ราคาหลายแสนแล้ว ดังนั้นตัวนี้ถือว่าคุ้มมากๆ

หมายเหตุ สินค้าทั้งสองรุ่นมาพร้อม Solid Edge Shining3D – Software เพื่อการ Reverse Engineer / แต่ผิวเชิงวิศวกรรม / Generative Design / Simulation with CAD tools
License มาในลักษณะ USB Dongle

ต่อไปจะขออธิบายรายละอียดของตัวเครื่องรุ่นใหม่ให้ทราบกันว่าดีอย่างไร เริ่มกันเลยครับ

รุ่น Einscan Pro 2x  

ความสามารถในแต่ละโหมดการใช้งานมีเพิ่มขึ้นดังนี้

-โหมด Handheld rapid scan ในโหมดนี้คือไว้ใช้สแกนงานขนาดใหญ่ เช่น คน,งานประติมากรรม,ชิ้นส่วนรถยนต์, และยังสามารถใช้คู่กับmaker pointได้อีกด้วย ซึ่งสามารถทำความละเอียดได้สูงถึง 0.1mm ในโหมดนี้ความเร็วในการสแกนสูงสุดอยู่ที 20 frames/s และระยะห่างของ Point distance ห่างกันเพียง 0.2mm-2mm ซึ่งถือว่าแสกนงานได้ละเอียดกว่าเดิมมาก

-โหมด Handheld HD scan ในโหมดนี้ใช้คู่กับ maker pointโดยเฉพาะเหมาะกับงานที่สมมาตร(Symmetry) เช่น ชิ้นส่วนรถยนต์ พาร์ทชิ้นส่วนต่างๆ หรือแม้แต่งานประติมากรรม โดยสามารถทำความละเอียดได้สูงถึง 0.05mm ซึ่งในโหมดนี้จะใช้คู่กับmaker เพื่อเพิ่มความแม่นยำของการสแกน และมีความเร็วในการสแกนได้สูงถึง 30 frames/s และระยะห่างของ Point distance ห่างกันเพียง 0.2mm-2mm

-โหมด Fixed scan เหมาะกับชิ้นงานขนาดไม่ใหญ่มาก ซึ่งเป็นโหมดที่สามารถทำความละเอียดได้สูงถึง 0.04mm ต่อการสแกน 1 shot และระยะห่างของ Point distance ห่างกันเพียงแค่ 0.16mm ทำให้ในโหมดนี้งานที่สแกนได้จะมีความละเอียดค่อนข้างสูงมาก

          สรุปจากที่ได้ทดลอง Einscan Pro 2x พบว่าในโหมด Handheld rapid สแกนงานได้เร็วมากขึ้นจากรุ่นก่อน (Einscan-pro) ประมาณ 3 เท่า และในโหมด Handheld HD สามารถทำความเร็วได้มากขึ้นจากรุ่นก่อน (Einscan-pro) ประมาณ 1 เท่า ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพทั้งในด้านของความเร็วในการสแกนและด้านของความละเอียดที่เพิ่มมากขึ้น ส่วนในโหมด Fixed scan การสแกนเร็วขึ้นมากและได้ความละเอียดต่อ shot มากถึง 0.04mm  

 

ตางรางเปรียบเทียบระหว่าง Einscan Pro และ Einscan Pro 2x

                                                                                                                                                                                   

   ส่วนในรุ่น Einscan Pro 2x Plus

จุดเด่นมีดังนี้

ความสามารถจะคล้ายกับ Einscan pro 2x แต่สามารถสแกนได้ละเอียดและเร็วกว่ามาก

-โหมด Handheld rapid scan ในโหมดจะใช้สแกนงานขนาดใหญ่ เช่น งานประติมากรรม,ชิ้นส่วนรถยนต์,คน และสามารถใช้งานร่วมกับ maker pointได้เช่นกัน โดยสามารถทำความละเอียดได้สูงถึง 0.1 mm ภายในโหมดนี้ยังมีจุดโดดเด่นอย่างเห็นได้ชัดเจนกว่ารุ่นเก่าคือความเร็วของการสแกนซึ่งสามารถสแกนได้สูงถึง 30 frames/s และระยะห่างของ Point distance ห่างกันเพียงแค่ 0.25-3 mm

-โหมด Handheld hd scan ในโหมดนี้ใช้ร่วมกับmakerเพียงอย่างเดียว สามารถทำความละเอียดได้สูงมากกว่า 0.05 mm ภายในโหมดนี้ยังมีจุดโดดเด่นอย่างเห็นได้ชัดเจนกว่ารุ่นเก่าคือความเร็วของการสแกนซึ่งสามารถสแกนได้สูงถึง 20 frames/s และระยะห่างของ Point distance ห่างกันเพียง 0.2-3 mm

-โหมด Fixed scan สำหรับสแกนชิ้นงานขนาดไม่ใหญ่มาก สามารถทำความละเอียดได้สูงถึง 0.04mm ต่อการสแกน 1 shot และระยะห่างของ Point distance ห่างกันเพียง 0.24mm ทำให้ในโหมดงานนี้งานที่ได้จากการสแกนจะมีความละเอียดค่อนข้างสูง

          สรุปจากที่ได้ทดลอง Einscan Pro 2x Plus พบว่าในโหมด Handheld rapid สแกนงานได้เร็วมากขึ้นจากรุ่นก่อน (Einscan Pro Plus) ประมาณ 3 เท่า และในโหมด Handheld hd สามารถทำความเร็วได้มากขึ้นจากรุ่นก่อน(Einscan Pro Plus) ประมาณ 1 เท่า ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพทั้งในด้านความเร็วในการสแกนและด้านความละเอียดที่เพิ่มมากขึ้น ส่วนในโหมด Fixed scan การสแกนเร็วขึ้นมากและได้ความละเอียดต่อ shot มากถึง 0.4 mm

 

ตารางเปรียบเทียบระหว่าง Einscan Pro Plus และ Einscan Pro 2x Plus

 

การสแกนในโหมด Fixed Scan เหมาะกับการใช้งานที่ต้องการความละเอียดสูง

 

การสแกนในโหมด HD Scan เหมาะกับชิ้นงานสแกนที่มีความสมมาตร

 

การสแกนในโหมด Rapid Scan เหมาะกับชิ้นงานสแกนขนาดใหญ่

 

          จากข้อมูลต่างๆที่เราได้รวบรวมมาแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเครื่องมีประสิทธิภาพในการใช้งานมากขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ ความเร็วในการสแกน สามารถลดเวลาในการทำงานได้เป็นอย่างดี และความละเอียดที่เพิ่มขึ้นมา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้การทำงานเข้าใกล้ความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น

 

สามารถติดตามเรื่องราวใหม่ๆจากช่องทาง : www.print3dd.com

facebook fanpage : https://www.facebook.com/print3dd/

 

 

 

ประติมากรรม 4.0 กับ เทคโนโลยี 3D Scanner/Printer ตอน1/2 เครื่องสแกน 3มิติ

ประติมากรรม 4.0 กับ เทคโนโลยี 3D Scanner/Printer ตอน1/2 เครื่องสแกน 3มิติ


ประติมากรรม 4.0 กับ เทคโนโลยี 3D Scanner/Printer ตอน1/2 เครื่องสแกน 3มิติ
ประติมากรรม 4.0 กับ เทคโนโลยี 3D Scanner/Printer ตอน2/2 เครื่องพิมพ์ 3มิติ

ตัวอย่างแสดงภาพรวมการย่องาน ประยุกต์ 3D Printer กับ 3D Scanner 1.ชิ้นงานจริงขนาด 80cm 2. พ่นสเปร์ยแป้งเพื่อให้ได้งานสแกนที่ดีขึ้น 3.ไฟล์ที่ได้จากการสแกน 4. เอาไฟล์ที่ได้มาพิมพ์ให้เล็กลง

ปัจจุบันมีการประยุกต์การใช้งาน 3D Scanner/Printer กับงานประติมากรรม จากแต่ก่อนการปั้นการแกะสลักสามารถสร้างชิ้นงานนั้นๆได้ชิ้นเดียวหรือแบบเดียว หากต้องการทำโมเดลเดียวกันแต่มีขนาดแต่กัน หรือ แม้กระทั้งการวางท่าทางที่แตกต่างกัน ก็ต้องปั้นงานชิ้นนั้นๆขึ้นมากใหม่ เสียเวลาในการสร้างเป็นอาทิตย์เป็นเดือน 3D Scanner เข้ามาช่วยในจุดนี้ (สแกนสามมิติเหมือนการถ่ายรูป เพียงจะเป็นจากการถ่ายรูป 2มิติ มาเป็นการเก็บโมเดล 3มิติ มีขนาด กxยxส มีความลึกและมิติ) เหมือนกับการถ่ายรูปเราสามารถนำไฟล์ที่ได้มาแต่ง รีทัช ตัดต่อ (ใน 2D เราใช้ Software พวก Photoshop, Lightroom) ส่วนในงานสามมิติ เราทำต่อได้หลายอย่างเช่นกัน เช่น ปรับขนาดใหญ่-เล็ก, เพิ่มตัวอักษร, เพิ่มลายและ texture, ตัดต่อ, ดัดท่าทาง (ใน 3D เราใช้ Zbrush) ทำให้ประหยัดเวลาในการทำงานลง ได้ขนาดและสเกลที่ถูกต้องไม่ผิดส่วน งานที่ได้มีคุณภาพและสมจริงมากขึ้น

สแกนแล้วพิมพ์ องค์ใหญ่สุดเป็นแบบจากการปั้นมือ ชิ้นสีขาวเป็นการพิมพ์จากเครื่องระบบเส้น (FDM/FFF) องค์เล็กเป็นการพิมพ์จากระบบเรซิ่น (DLP/SLA)

ที่สำคัญที่สุดสามารถนำไฟล์ 3มิติ ที่ได้ไปพิมพ์ต้องด้วยเครื่องพิมพ์ 3มิติ หรือเครื่อง CNC ได้ ยกตัวอย่าง การสร้างโมเดลจ่าแซม ฮีโร่ถ้ำหลวง เกิดการจากปั้นโมเดลขนาดเล็กก่อน จากนั้นจึงใช้ 3D Scanner เก็บเป็นไฟล์ 3มิติ แล้วไปพิมพ์ต่อให้มีขนาดใหญ่ขี้นกว่าเดิมมาก จากแต่ก่อนต้องปั้นตัวเล็ก แล้วต้องไปปั้นตัวใหญ่อ้างอิงตาม Scale / Proportion (ซึ่งยากมากจากตรง ด้วย Human Error) ซึ่งหากใช้ 3D Scanner/ 3D Printer จะประหยัดเวลาไปมากจากหลายเดือนเป็นเพียงหลายอาทิตย์ ได้คุณภาพงานที่ดีขี้น ประหยัดทั้งเวลาและเงิน

หมายเหตุ
1. Video ใช้เครื่องสแกน EinScan Pro
2. การได้มาซึ่งไฟล์ 3มิติ ไม่จำเป็นต้องมาจาก 3D Scanner เท่านั้น เราสามารถสร้างขึ้นมาทั้งหมดเองได้เลยจาก Software เช่น ZBrush, Maya, Blender
3. อันนี้สำคัญที่สุด ผู้เขียนไม่แนะนำให้ไปเอางานของคนอื่นมาลอกแบบโดยการละเมิดลิขสิทธิ์

ข้อดีของการประยุกต์ 3D Scanner กับศิลปะกรรม ประติมากรรม 4.0
1. แปลงงานปั้น วัตถุ เป็นรูปแบบ Digital
2. สามารถนำไฟล์ที่ได้ดังกล่าวไป Process ต่อ เช่น แต่งให้คมขึ้น, เพิ่มตัวอักษร, ปรับขนาด, ตัดต่อ
3. สามารถนำไฟล์ไปสร้างสำเนา โดยใช้ 3D Printer / CNC
4. จัดเก็บชิ้นงานสำคัญทางประวัติศาสตร์ ในรูปแบบ Digital (จะเห็นได้จากพิพิธภัณฑ์ในหลายๆ ประเทศ มีการจัดแสดงชิ้นงานทาง Website หรือ ในรูปแบบ Digital รวมถึง VR แล้ว)

ตัวอย่างการสแกน 3มิติ รูปปั้นที่มีความซับซ้อน

แปลงงานเป็น Digital
ปัจจุบันเราสามารถสร้างโมเดลได้เลยใน software แต่หลายๆแห่งยังไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงหรือเปลี่ยนยังไม่ทัน การใช้สแกนเนอร์ 3มิติ เป็นการช่วยในส่วนนั้น เอาโมเดลมาตั้งและสแกนได้เลย ไฟล์ที่ได้นั้นจะเป็นไฟล์ STL, OBJ, PLY ซึ่งสามารถไปทำงานต่ออื่นๆได้ เช่น เอาไปพิมพ์ด้วยเครื่อง 3D Printer หรือ สแกนงานเพื่อไปใช้ทำงาน อะนิเมชั่น, เกมส์, VR เป็นต้น เนื่องจากเครื่อง 3D Scanner ในปัจจุบันราคาไม่แพงเชื่อว่าหลายคนสามารถซื้อได้
ตัวอย่าง 3D Scan จ่าแซม ฮีโร่ ถ้ำหลวง

นำไฟล์ไปปรับแต่งได้
ไฟล์ที่ได้นั้น จะมีอัตราส่วนเหมือนของจริงจะผิดพลาดกันเล็กน้อยตามแต่ Spec ของเครื่อง ไฟล์ดังกล่าวสามารถนำไป
– แต่งไฟล์ให้คมขึ้น เช่น ต้นฉบับหน้าไม่คมสามารถไปแต่งใน Software ให้คมขึ้น มีรายละเอียด Detail มากขึ้น
– ย่อ ขยาย ขนาด สามารถตั้งค่าไปได้ง่ายๆเลยใน Software นอกจากนี้ยังสามารถปรับให้ชิ้นงานให้กลวง เจาะรู เป็นต้น
– เพิ่มตัวอักษร และ เพิ่มลาย Texture สามารถเพิ่มตั้งอักษรลงบนชิ้นงานได้เลย หรือ เช่นไฟล์เป็นรูปงู สามารถเพิ่ม texture สร้างให้เกรดงูดูสมจริงมากขึ้นได้
– สามารถตัด ต่องานได้ได้ เช่น เพิ่มเครื่องประดับลงไปในโมเดล เพิ่มจำนวนแขนขึ้นมา / หรือ สามารถตัดชิ้นงานออกเป็นส่วนๆ เพื่อง่ายในการผลิต
– สามารถนำโมเดลมาดัดท่าทางได้

ตัวอย่างการพิมพ์ชิ้นงาน หลายๆขนาด จากไฟล์เดียว

นำไฟล์ไปใช้พิมพ์ 3D Printer / CNC
อันนี้น่าจะเป็นจุดประสงค์ต้นๆของการใช้เครื่อง 3D Scanner คือการนำไฟล์ที่ได้มาพิมพ์ต่อไม่ว่าจากเครื่อง
SLA 3D Printer ไว้พิมพ์งานเล็กๆ 1-15cm   ระบบนี้จะละเอียดที่สุดงานดีสุด (Industrial SLA ที่พิมพ์ได้ขนาดใหญ่ๆ ถึง 100cm สามารถดูได้ที่นี่)
FDM 3D printer ไว้พิมพ์งานขนาดกลางๆ 10-40cm
– CNC ไว้แกะงานขนาดใหญ่-ใหญ่มาก 100cm ขึ้นไป
ตัวอย่าง พระเมรุมาศ กับเครื่อง 3D Scanner 3D Printer

จัดเก็บรักษาชิ้นงานได้
พิพิธภัณฑ์หลายๆที่ในปัจจุบันมีการใช้ 3D Scanner ในการสแกนชิ้นงานที่จัดแสดง โดยนำไฟล์ที่ได้เก็บในรูปแบบ Digital ทั้งยังนำไฟล์ดังกล่าวไปแสดงใน Web หรือผ่านกล้อง VR (เคยไปพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ ญี่ปุ่น เอารูปปั้นนดินโบราณ มาสแกนในรูปแบบ Digital มาโชว์ในเด็กผ่าน interactive เด็กๆชอบกันมาก)

ตัวอย่างเครื่อง 3D Scanner
มีหลากหลายรุ่น ยกตัวอย่างรุ่นที่นิยมมาสองรุ่นครับ

ข้อดีมากของ EinScanPro คือ มือถือจับสแกนได้

EinScan Pro/Pro+ เป็นเครื่อง สแกนเนอร์แบบมือถือจับได้ สามารถสแกนผ่านขาตั้งกล้องได้ด้วย ใช้งานครอบคลุมได้หลากหลาย



HP 3D Scanner Pro S3 เป็นเครื่องสแกนเนอร์ใช้บนขาตั้งกล้องได้อย่างเดียว และ หากพูดถึงคุณภาพแล้วแล้วดีกว่า EinScan Pro ขาดแต่มือถือจับสแกนไม่ได้

ข้อมูลเพิ่มเติ่มอื่นๆ

รูปภาพเพิ่มเติม การสแกน

สแกนคน จะเป็นว่ารอยยับของผ้า ซึ่งทำให้สมจริงยาก

Form Cure มินิรีวิว เครื่องอบ UV อัตโนมัติ

Form Cure มินิรีวิว เครื่องอบ UV อัตโนมัติ

จากบทความที่แล้วที่เราพูดถึง แกะกล่องและรีวิว Form2
เรามาต่อกันที่ Form Cure เป็น Process สุดท้ายของระบบเรซิ่น ตามหลักแล้วชิ้นงานที่ขึ้นจากเครื่องพิมพ์ระบบ SLA/DLP นั้นโมเดลที่ได้จะยังไม่แข็งแรง 100% พันธะของโพลิเมอร์จะถูกสร้างประมาณ 50-70% (ขอพูดว่า Bond แล้วกันนะครับ) เวลาพิมพ์เสร็จหรือล้างเสร็จหากใครเคยใช้ จะรู้ว่างานยังนิ่มๆ+เหนียวๆอยู่ เหมือนดินเหนียวแห้งๆ หากต้องการให้ Bond แข็งแรงขึ้นก็ต้องอบ UV (หรือตากแดดเลยก็ได้ เพราะในแดดก็มี UV เหมือนกัน) ชิ้นงานที่อบ UV เสร็จจะสร้าง Bond สมบูรณ์ขึ้น แข็งแรงขึ้น

หมายเหตุ  Form Cure ต้องซื้อเพิ่ม หากไม่ซื้อก็ไม่เป็นไรสามารถใช้ Form2 ไปตามปกติ // กรณีหลังจากล้างชิ้นงานเสร็จ ชิ้นงานแห้งดีแล้ว เราสามารถเอาไปตากแดดก็ได้ หรือ หาหลอดไฟ UV เปิดส่องชิ้นงานก็ได้ หาซื้อได้ทั่วไป อีกอันที่คนนิยมใช้คือเครื่องอบเล็บ (เวลาสาวๆไปทำเล็บ จะมีเครื่องฉาย UV ให้เล็บแห้ง)

Set Up เบื้องต้น
การติดตั้งเบื้องต้นของเครื่องนี้ง่ายครับ แกะกล่อง เอาจานหมุนใส่ในเครื่อง เสียบปลั๊กและใช้ได้เลย หลักการทำงานของเครื่องมีอยู่ด้วยกัน 3ส่วน อุ่น-ฉาย-หมุน คือ เครื่องสามารถทำความร้อนได้ เมื่อความร้อนถึงระดับเครื่องจะเริ่มทำงาน โดยจะหมุนชิ้นงานเราไปเรื่อยๆบนถาดหมุน โดยในตัวเครื่องจะ LED UV 405nm อยู่ 13 ตำแหน่ง ชิ้นงานก็จะถูกส่องแสงไปเรื่อยๆทำให้ชิ้นงานสร้าง Bond ได้เต็มที่

ตั้งอุณหภูมิ และ เวลา
เรซิ่นแต่ละชนิดใช้เวลาในการสร้าง Bond ไม่เหมือนกันโดยเราสามารถ Set ค่าดังกล่าวได้ที่เครื่อง Form Cure โดยเวลาสามารถตั้งได้ระหว่าง 1-990นาที ส่วนอุณหภูมิสามารถตั้งได้ระหว่าง 35-80c เช่น Resin Standard Grey ควรใช้เวลา 30นาที ด้วยอุณหภูมิ 60c เป็นต้น
การตั้งค่า เวลา และ อุณหภูมิสำหรับเรซิ่นชนิดต่างๆ สามารถดูข้อมูลโดยตรงได้จากทาง Formlabs หรือ จาก >>Guide Line การตั้งอุณหภูมิ และ เวลา<< 

Form Cure Specification

Dimensions
26.2 x 26.2 x 34.0 cm
10.3 x 10.3 x 13.4 in
Height when open: 64 cm (25.2 in)
Weight
5.6 kg
12.4 lbs
Turntable Diameter
19.3 cm
7.6 in
Maximum Part Height
18.5 cm (7.28 in)
Operating Temperature
Suggested 18—28 °C
Suggested 64—82 °F
Maximum Cure Chamber Temperature
80 °C
176 °F
Light Source
13 multi-directional LEDs
LED Power
LED Radiant Power
39 W
9.1 W
LED Wavelength
405 nm
Power Requirements
90–240 V
6.0 A 50/60 Hz
144 W

อ่านเพิ่มเติม
แกะกล่อง+รีวิว Form2
มินิรีวิว Form Wash

Form Wash มินิรีวิว เครื่องล้างเรซิ่นอัตโนมัติ

Form Wash มินิรีวิว เครื่องล้างเรซิ่นอัตโนมัติ

จากบทความที่แล้วที่เราพูดถึง แกะกล่องและรีวิว Form2
คราวนี้เรามาดูเฉพาะ Form Wash กันบ้างครับ Form Wash เครื่องช่วยล้างชิ้นงานอัตโนมัติ การทำงานหลักๆคือ ตั้งเวลาปั่นน้ำแอลกอฮอล์(IPA)ที่ใช้ล้าง และ ยก-จุ่มชิ้นงานลงในเครื่องอัตโนมัติ เมื่อใส่ชิ้นงานลงไปในเครื่อง เครื่องจะปั่นแอลกอฮอล์ล้างเรซิ่นส่วนที่เหลือ เมื่อปั่นเสร็จ เครื่องจะยกชิ้นงานขี้นมาเองอัตโนมัติ เป็นการตากชิ้นงานให้ IPA หยดและระเหยออกไป หลังล้างเสร็จควรทิ้งชิ้นงานให้แห้งขั้นต่ำ 30 นาที
หมายเหตุ Form Wash ขายแยกกับ Form2 // สำหรับคนที่ซื้อเฉพาะ Form2 สามารถใช้ได้ปกติเลย สามารถล้างได้ด้วย Finish Kit ที่แถมมากับตัวเครื่อง Form2

Setup เบื้องต้น
แกะเครื่องออกจากกล่อง เติ่ม ISOPROPYL ALCOHOL(IPA)-ไอโซโพรพิล แอลกอฮอล์ ลงในถังโดยจะใช้ไซฟ่อนที่แถมมากับเครื่องก็ได้ จะมีขีดบอกอยู่ว่าเราควรเพิ่ม IPA ถึงระดับไหน ปริมาตรเรซิ่นที่ใช้เติมประมาณ 8 ลิตร ตัวเครื่องจะมาพร้อม Hydrometer, แหนบ, ตัวแซะชิ้นงาน, คีมตัดชิ้นงาน, ไซฟ่อน, คู่มือการใช้งานเครื่อง
>>สามารถอ่านรายละเอียดการใช้งาน Form Wash ได้ที่นี่<< 

หมายเหตุ IPA สามารถหาซื้อได้ทั่วไป เป็นแอลกอฮอล์ชนิดหนึ่ง / เคยลองใช้เมทิลแอลกอฮอล์ปรากฏว่าล้างได้ไม่ดีเท่า IPA

ในภาพเป็นการเท IPA ลงในเครื่องโดยตรง จริงๆใช่ไซฟ่อนที่แถมมาก็สะดวกดี

ตั้งเวลาปั้น IPA
เรซิ่นแต่ละตัวใช้เวลาล้างไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับชนิด,ขนาด และความซับซ้อนของชิ้นงาน โดยเครื่องสามารถตั้งเวลาในการล้างได้ตั้งแต่ 1-180นาที (ส่วนตัวที่ใช้จะตั้งเวลาที่ 15นาทีตลอด หากดูแล้วยังไม่สะอาดพอ ผมก็จะล้างเพิ่มอีกรอบ 15นาที) สามารถดูระยะเวลาในการปั่น IPA >>ตาม Guideline นี้ครับ<<

ยก-จุ่มชิ้นงานลงเครื่องอัตโนมัติ
เมื่อตั้งเวลาเสร็จแล้วกดเริ่มทำงาน เครื่องจะยกตะแกรงล้างขี้นมาให้อัตโนมัติ เราสามารถใส่ชิ้นงานที่เพิ่งพิมพ์เสร็จลงในตะแกรง หรือ หากชิ้นงานยังอยู่ที่ Build Platform เราสามารถล้างตั้ง Build Platform ได้เลย (เหมือนใน Video เป็นการพิมพ์ขนาดใหญ่ที่สุดของเครื่อง) กด “Start” เครื่องจะนำชิ้นงานจุ่มลงในเครื่อง และปั่นให้อัตโนมัติตามเวลาที่เราตั้งไว้ เมื่อปั่นจนเสร็จเครื่องจะยกชิ้นงานขึ้นมาให้อัตโนมัติ (เราไม่ต้องเลอะเทอะกับ IPA เลย)

เมื่อพิมพ์ออกมา ชิ้นงานจะยังเปื้อนน้ำเรซิ่นอยู่ ต้องทำการล้างออก

ล้างเรซิ่นออกชิ้นงานจะเป็นสวยอย่างงี้

งานที่เพิ่งพิมพ์เสร็จ

งานที่ล้างเสร็จแล้ว

Form Wash Specification
Dimensions 26.2 x 29.3 x 34.0 cm
10.3 x 11.5 x 13.4 in
Height when open: 64 cm (25.2 in)

Weight 6.7 kg
14.5 lbs

Bucket Volume 8.6 L of IPA to fill bucket
Maximum Part Size 14.5 × 14.5 × 17.5 cm
5.7 x 5.7 x 6.9 in
Suggested Operating Environment Suggested 18—28 °C
Suggested 64—82 °F
Agitation Method Magnetically coupled impeller
Included Accessories
Wash Bucket
Wash Basket
Hydrometer
Siphon Pump
Part Removal Tool
Scraper
Tweezers
Flush Cutters
Power Requirements 90–240 V
2.0 A 50/60 Hz
50 W

อ่านเพิ่มเติม
แกะกล่อง+รีวิว Form2
มินิรีวิว Form Cure