รีวิว EinScan-Pro 3D Scanner

รีวิว EinScan-Pro 3D Scanner

Review EinScanProในที่สุดก็มานะครับ รีวิวเครื่อง EinScan-Pro หลังจากสร้างความฮือฮากันมาก่อนกับเครื่องรุ่นน้องอย่าง รีวิว EinSccan-S
เครื่อง EinScan-Pro ทำงานค่อนข้างต่างจาก EinScan-S โดยมีฟังก์ชั้นที่เพิ่มเข้ามาหลักๆนอกจากการใช้ขาตั้งกล้องสแกน คือ การสแกนแบบ Handheld-การถือสแกน และ สามารถทำงานร่วมกับ Marker ได้

EinScan-Pro ออกแบบมาให้อยู่ในช่วง SemiPro-Professional 3D Scanner อยู่กึ่งๆระหว่างเครื่องสแกนทั่วๆไป ถึงเครื่องสแกนของผู้ต้องการใช้งานจริงจังในการประกอบอาชีพ ศิลปะ-Art หรือ วิศวกรรม-Engineering ช่วงในการสแกนคือเหรียญ ถึงรถยนต์ทั้งคัน ไฟล์ที่ได้จากการสแกนเป็น .STL, .OBJ, .PLY ทำงานร่วมกับ Marker ได้, มีส่วนต่อขยายให้ใช้กับ Turntable ได้ สามารถสแกนสีได้ (ต้องซื้อเพิ่ม)

Handheld Scan-การถือสแกน ดีอย่างไง?
Handheld เหมาะและคล่องตัวกับผู้ใช้งานในกรณีที่ชิ้นงานมีขนาดใหญ่ ต้องการเก็บงานอย่างรวดเร็ว เช่นการสแกนเก็บไฟล์ 3มิตินอกสถานที่ บางชิ้นงานอาจหนักมาจนไม่สามารถหมุนได้ อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญเลย Handheld สามารถสแกนคนได้ โดยให้คนยืนหรือนั่งอยู่นิ่งๆ เราลากเครื่องสแกนในโหมด Rapid Scan จนครบก็จะได้ไฟล์สามมิติในเวลาเพียง 5 นาที (3D Scanner ที่ต้องสแกนเป็น Shot จะหมดสิทธิ์ในการสแกนคนเลย) การถือสแกน ก็สามารถทำงานร่วมกับ Marker ในโหมด Handheld สแกนงานสแกนจะดีขึ้นมาอีกระดับ ความละเอียดมากขึ้น

Marker ดีอย่างไร?
การติดจุดอ้างอีง หรือ Marker นั้นมีข้อดีอย่างมากในการสแกนที่ต้องการความแม่นยำสูง (เมื่อซื้อเครื่องสแกนจะแถม Marker มาด้วย และสามารถทำได้เองโดยปริ๊นท์เอาเองเลยก็ได้) จุดสติกเกอร์ที่เราติดไปนั้น เมื่อสแกนเก็บเป็นไฟล์สามมิติ Software จะเข้าใจระยะของจุด Marker เป็นตำแหน่งอ้างอิงทำให้เมื่อเก็บพื้นผิวในส่วนต่อๆไป Software จะต่อผิวได้แม่นยำและถูกต้องได้มากกว่ามากๆ ข้อเสียที่ติด Marker คือเสียเวลาเพราะต้องติดถี่อยู่ (ให้กล้องเห็น Marker มากกว่า 5) แต่ก็มีข้อดีที่แลกกันได้คือสแกนได้แม่นยำ-สำหรับ Reverse Engineer

Mode ต่างๆของ EinScan-Pro
เครื่อง EinScan-Pro มีโหมดในการใช้งานต่างๆอยู่ 4 โหมดด้วยกันโดยเหมาะสมกับงานที่แตกต่างกันไป

Handheld Rapid Scan (ถือสแกน ไม่ต้องติด Marker — หวังผลที่ 300Micron)
โหมดนี้เหมาะกับการสแกนเร็วๆ หรือ สแกนคน/วัตถุขนาดใหญ่ โดยใช้มือเราถือเครื่อง 3D Scanner เครื่องจะยิงแถบแสงพร้อม Flash ลากจนครบชิ้ ลองดูใน Video นะครับ

Handheld HD Scan (ถือสแกน แต่ต้องติด Marker — หวังผลที่ 100Micorn)
โหมดนี้ขยับความละเอียดขึ้นมาอีกระดับ เป็นการใช้งานเครื่องแบบ Handheld กับจุด Marker อ้างอิง สแกนเนอร์จะฉายเส้นแสง เราลากเส้นแสงดังกล่างกวาดรอบๆชิ้นงาน
Free Scan (ใช้ขาตั้งกล้อง สแกนทีละShot จะใช้ Marker หรือไม่ก็ได้)
หลักการสแกนเหมือน EinScan-S เลยคือใช้ขาตั้งกล้องสแกน ที่ละ Shot ไปเรื่อยๆจนเต็มชิ้นงาน เราสามารถเลือกขยับที่มุมกล้อง หรือ ขยับวัตถุก็ได้ หากติด Marker ก็จะช่วยให้ผลงานออกมาแม่นยำขึ้น
Auto Scan (ใช้ฐานหมุนอัตโนมัติ–ต้องซื้อเพิ่ม)
วางวัตถุบนฐานหมุน กดเพียงคลิ๊กเดียวระบบจัดการให้ทั้งหมด มีข้อแม้ว่าวัตถุต้องขนาดไม่เกิน 20*20*20cm หากใครมีชิ้นงานส่วนมากเป็นขนาดดังกล่าว ก็สามารถใช้ได้ (ส่วนตัวคิดว่าจะใช้ หรือไม่ก็ได้แล้วแต่ หากมีชิ้นงานขนาดนี้เยอะจริงๆ ก็คุ้มอยู่)
ความละเอียด/แม่นยำในการสแกน เรียงลำดับหยาบไปละเอียด Handheld Rapid Scan(300Micron) < Handheld HD scan(100Micron) < Free Scan(50Micron) = Auto Scan(50Micron)

ส่วนต่อขยาย
เครื่อง EinScan-Pro มีส่วนต่อขยาย 2 Module ซึ่งต้องซื้อเพิ่ม

Color Module (เก็บ Texture สี)
เหมาะกับการใช้งานเชิง Animation การสแกนจะได้ไฟล์ ภาพสีไปด้วย โดยสามารถนำไฟล์ไปทำต่อใน 3dMax, Zbrush

Module-capture-de-couleurs-Einscan-Pro-2
โมดูลกล้องถ่ายภาพสี

Turntable Module (ฐานหมุนอัตโนมัติ)
ที่กล่าวไปข้างต้น

โมดูล ฐานหมุนอัตโนมัติ
โมดูล ฐานหมุนอัตโนมัติ

ข้อดี EinScan-Pro
– เทียบราคากับคุณภาพที่ได้ออกมาถือว่า คุ้มค่ามาก เทียบกับตัวแพงๆราคาเป็นหลายแสน-ล้านได้เลย
– มีหลายฟังก์ชั่นทำงานได้หลากหลายดี
– ครอบคลุมการทำงานเชิง ศิลปกรรม และ วิศวกรรม

ข้อจำกัดของ EinScan-Pro
– กรณีที่ชิ้นงานเป็น สีดำ, สะท้อนแสง, โปร่งใส ต้องเตรียมผิวชิ้นงานที่ต้องการสแกน
– จากข้อข้างต้น ควรจะต้องใช้สเปรย์แป้งพ่นที่ผิววัตถุก่อนที่จะทำการสแกน
– ไฟล์ที่ Save ออกมา Software จะทำให้เป็น Surface เลย Save ออกมาเป็น Point ไม่ได้ (Software ล็อคเอาไว้)
– จะเปิดไฟล์ต้องต่อตัวเครื่องก่อนทุกครั้ง บางครั้งจะเรียกงานเก่าๆมาดูต้องมาต่อ ยุ่งยากอยู่ตรงจุดนี้
– กิน Resource เครื่องมากเครื่องต้องสเปคดีๆ แนะ i7, การ์ดจอดีๆ, RAM เยอะๆ

สรุป
หากใครมองเครื่องสแกนระดับ SemiPro-Professional แล้ว EinScan-Pro เป็นตัวที่น่าสนใจมาก งานที่ได้ออกมาเทียบกับชิ้นงานถือว่าถูก สแกนงานชิ้นใหญ่กว่าเหรียญ – รถทั้งคันได้ แต่ให้ชนจริงๆแล้วยังไม่ได้ให้คุณภาพ Detail ดีที่สุด (ถ้าเทียบเรื่องการเก็บ Detail แล้ว David SLS3 จะดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด) แต่เป็นตัวที่ใช้งานได้หลากหลาย และครอบคลุมที่สุด

อ่านเพิ่มเติม
เปรียบเทียบการใช้งาน EinScan-Pro VS David SLS3

รีวิว David SLS3 HD 3D Scanner

รีวิว David SLS3 HD 3D Scanner

คราวนี้เรามารีวิว สแกนเนอร์เกรดอุตสาหกรรมจากเยอรมัน ความละเอียดในการสแกนสูงสุดถึง 0.05mm หรือ 5Micron ซึ่งจัดเป็นตัวที่ละเอียดสูงในท้องตลาด หลักการสแกนนั้นเป็นระบบ Light Processing เช่นเดียวกับเครื่อง EinScan-S ที่เรารีวิวไปเมื่อคราวที่แล้ว เมื่อเทียบ David SLS3 HD 3D Scanner กับ EinScan-S แล้ว David จะละเอียดกว่าประมาณ 5 เท่า โดยการสแกนแต่ละช๊อตนั้นสามารถมี Polygon ได้ถึง 2.3 ล้านโพลิกอนกันเลยที่เดียว (ปกติโมเดลหนึ่งๆจะสแกนตั้งแต่ 10 ช๊อตขี้นไป)

s906715801739130113_p40_i11_w940

มีอะไรบ้างในกล่อง

ในกล่องประกอบด้วยด้วยส่วนหลักๆอยู่ 6 ส่วนคือ ตัวโปรเจคเตอร์ที่ปรับระยะโฟกัสได้, เลนส์เกรดอุตสาหกรรมที่ปรับระยะโฟกัสและรูรับแสงได้, ขาตั้งกล้องและรางสไลด์อลูมิเนียมสีแดง, Dongle โปรแกรม โดยขณะใช้งานโปรแกรมต้องเสียบ Dongle นี้ที่พอร์ท USB ไว้ตลอดเวลา, Calibration Board และสุดท้าย คือสายไฟและอุปกรณ์ต่อพ่วงต่างๆ

– โปรเจคเตอร์ เป็นโปรเจคเตอร์ที่โรงงาน Acer ทำมาเพื่อ David มีกำลังไฟค่อนข้างสูงและปรับระยะโฟกัสได้จากใหญ่ถึงเล็ก ใช้เป็นแหล่งกำเนิดแถบแสงส่องไปยังชิ้นงานให้กล้องจับภาพอีกครั้ง
– กล้อง เป็นส่วนสำคัญของตัวเครื่องเลยก็ว่าได้ กล้องดี ปรับโฟกัสและรูรับแสงดี ก็จะได้งานที่ดี
– ขาตั้งกล้อง ขาตั้งกล้องที่แถมมาถือว่าคุณภาพดีผลิตในยุโรป แต่ไม่ได้พิเศษอะไร ที่พิเศษคือรางสไลด์ที่แถมมา เป็นอลูมิเนียมสีแดง งานสวยและดูดี เป็นส่วนยึดกล้อง และโปรเจคเตอร์ไว้

Projector, กล้อง HD, รางสไลด์, ขาตั้งกล้อง
Projector, กล้อง HD, รางสไลด์, ขาตั้งกล้อง

– Software ในรูปแบบของ Dongle USB (อันนี้สำคัญห้ามทำหาย Copy ไม่ได้ หายแล้วใช้ Software ไม่ได้ต้องซื้อใหม่อย่างเดียว ซึ่ง Dongle ตัวนี้ถ้าขายแยกราคาแพงที่สุดในชุด)

1-david4
Software ในรูปแบบ Dongle

– Calibration Board สำหรับปรับค่ามาตรวัดของโปรแกรมส่วนนี้จำเป็นต้องทำทุกครั้งที่มีการปรับโฟกัส (ถ้าไม่ปรับไม่เลื่อนระยะกล้องไม่ต้องปรับใหม่ ใช้ได้ตลอด) ตัวแผ่นทำจากกระจก ต้องระมัดระวังให้ดีในการขนส่ง ทางเรามีประสบการณ์รับสินค้า แล้วพบว่าแผ่นแตก ต้องส่งเคลมให้ลูกค้า

Calibration Board ทำมาจากกระจก
Calibration Board ทำมาจากกระจก

– สายต่อพ่วงอื่นๆ มีเช่น HDMI USB3.0 สายไฟฟ้า Adaptor ปลั๊กไฟทั่วโลก และสิ่งพิมพ์ต่างๆ หนังสือคู่มือหลายภาษาเป็นต้น

หลักการทำงาน

หลักการทำงานของเครื่องง่ายๆคือ “Projector ฉายแสงไปที่วัตถุ กล้องจับภาพที่แสงที่สะท้อนกลับออกมาจากวัตถุ ส่งไปประมวลผลในคอมออกมาเป็นโมเดล 3มิติ” โดย Software จะประมวลผลและต่อชิ้นงานที่เราสแกนแต่ละ shot จนครบ Software สามารถต่อให้เองโดยอัตโนมัติ หรือ เราจะต่อเองก็ได้ ซึ่งไม่ได้ยาก (โดยปกติโมเดลหนึ่งๆนั้นต้องสแกนมากว่า 10 shot ขึ้นไป) ในรุ่นนี้สามารถ Scan โดยเก็บ Texture สีได้เลยเหมาะกับผู้ทำงาน Animation หรืออื่นๆที่เกี่ยวข้อง

ขั้นตอนการทำงาน

1. Focus adjusting ก่อนการสแกนชิ้นงานจะเริ่มต้นด้วยการปรับระยะโฟกัสของการสแกนก่อน เช่นหากวัตถุมีขนาดเล็กก็ปรับโฟกัสของ Project ฉายภาพเล็กตามรวมถึงปรับโฟกัสกล้องให้เห็นวัตถุชัดที่สุด หากเราปรับ Projector ให้ฉายภาพใหญ่กล้องมองเห็นมุมกว้างไปสแกนงานชิ้นเล็กๆ รายละเอียดที่ได้จากการสแกนก็จะไม่ละเอียดเป็นต้น

อันนี้ข้อดีของเครื่อง Scanner David SLS-3 HD 3D Scanner เลยเพราะสามารถปรับโฟกัสของ Projector และ กล้องให้สัมพันธ์กับขนาดชิ้นงานได้ เลยสามารถสแกนได้ทั้งชิ้นเล็กๆ จนถึงรถยนต์เป็นคันๆได้เลย

2. Calibration เมื่อทำขั้นตอนที่หนึ่งเสร็จ เราต้องมาทำการ Calibrate ระยะในการสแกนเพื่อให้การสแกนออกมาเป็น Scale ที่ถูกต้อง/ให้ได้ค่าที่แม่นยำที่สุด การ Calibrate ทำได้ไม่ยากโดยใช้แผ่นกระจก Calibrate ที่แถมมาอยู่ในชุดอยู่แล้ว กรณีไม่มีการปรับระยะโฟกัส ไม่จำเป็นต้องทำการ Calibrate อีกรอบ เราสามารถใช้เครื่อง Scanner ไปได้ตลอดจนกว่าจะมีการปรับ Focus อีกครั้ง
3. Scan หากทำขั้นที่หนึ่งและสองเสร็จแล้วมาถึงการ สแกน โดยเราสแกนด้านไหนก่อนก็ได้ เราสามารถเลือกคุณภาพการสแกน สแกนแบบมีสี/ไม่มีสี เมื่อกดสแกนโปรเจคเตอร์จะฉายแถบแสงลักษณะต่างๆไปยังวัตถุ ซึ่งกล้องจะจับภาพ และประมวณผลออกมาเป็นชิ้นงาน 3มิติ หน้าที่ของเราคือสแกน shot อื่นต่อไปเรื่อยจนเราพอใจ (เหมือนการถ่ายรูป Panorama ในกล้องมือถือ) เราแนะนำให้ภาพที่สแกนต่อไปมีส่วนของชิ้นงานเดิมอยู่ 40% software จะต่อภาพให้ หรือ Align ได้ดี
4. Align การ Align คือการต่อพื้นผิวสามมิติที่เราสแกนในแต่ละ Shot นั่นเอง เราสามารถเซ็ทให้โปรแกรมทำการต่อพื้นผิวให้เองหรือกำหนดค่าเองก็ได้ ในบางครั้งบางมุมเราต้องทำการ Manual Align ซึ่งไม่ได้ยากอะไรทำเพียงให้กำหนดจุด
5. Fuse Model หลักจากที่เราสแกนได้พื้นผิวหลาย Shot แล้วเราสามารถรวมพื้นผิวทั้งหมดเข้าด้วยกันเป็นชิ้นเดียวกันได้ สามารถเลือกแค่รวมผิว หรือ รวมผิวและทำให้เป็นชิ้นงานตัน(Solid) ได้

ผลงานที่ได้ออกมา

-งานที่ออกมามีคุณภาพสูง ข้อดีของเครื่องสแกนตัวนี้ สามารถทำงานครอบคลุมต้องแต่ขนาดหัวแม่โป้ง ถึง รถทั้งคัน โดยคุณภาพไม่ได้ลดทอนไป
-สามารถเลือกความละเอียดสูงได้ หรือสามารถ Export มาเป็นแต่ละ Shot ได้เลยซึ่งงานที่ออกมาได้ทั้ง Surface และ point

สแกนล้อแม็ก สามารถไปใช้งานต่อ Reverse Engineer ได้
สแกนล้อแม็ก สามารถไปใช้งานต่อ Reverse Engineer ได้
สแกนรถมอเตอร์ไซด์ทั้งคัน (รูปนี้ลดทอนโพลิกอนลงมาแล้ว)
สแกนรถมอเตอร์ไซด์ทั้งคัน (รูปนี้ลดทอนโพลิกอนลงมาแล้ว)

งานที่สามารถประยุกต์ใช้ได้

1. สแกนเชิงวิศวกรรม หรือ 3D Scan for reverse engineer เนื่องจากสามารถสแกนได้ตั้งแต่ชิ้นงานเล็ก จนถึงใหญ่ ไฟล์ที่ได้แม่นยำ จึงนิยมไปใช้ทั่วโลก เช่น งานเกี่ยวอุตสาหกรรมยานยนต์ Console กันชนรถ หรือ ชิ้นส่วนเครื่องจักรอุตสาหกรรม
2. สแกนงานประติมากรรม งานเกี่ยวกับรูปปั้น, รูปแกะสลัก ทั้งนูนสูง นูนต่ำ หรือ ลอยตัว
3. สแกนเชิงการแพทย์ นำไปสแกนรูปมือ รูปเท้า ลักษณะทางกายวิภาคเป็นต้น

เงื่อนไข และข้อจำกัดในการสแกน

ส่วนนี้คิดง่ายๆจากหลักการ “Projector ฉายแสงไปที่วัตถุ กล้องจับภาพที่แสงที่สะท้อนกลับออกมาจากวัตถุ ส่งไปประมวลผลในคอมออกมาเป็นโมเดล 3มิติ” อะไรที่ทำให้กล้องจับไม่ได้หรือจับแล้วเพี้ยน ก็จะสแกนไม่ดี ซึ่งสิ่งเขียนต่อไปนี้เป็นมีผลกับ 3D scanner ทุกประเภทที่มีการใช้กล้อง
1. วัสดุที่เงา/วาว/สะท้อนแสง เนื่องจากกล้องไม่สามารถจับได้ว่าวัสดุอยู่ห่างเท่าใดขนาดเท่าไร เนื่องจากภาพที่จับได้เป็นภาพที่พื้นผิวนั้นๆสะท้อน
2. วัสดุที่โปร่งแสง/โปร่งใส กล้องไม่สามารถจับได้ว่ามีวัสดุอยู่ หรือ จับได้ผิดพลาดเนื่องจากมีการหักเหของแสง
3. วัสดุสีดำ กล้องไม่สามารถจับได้ว่ามีวัสดุอยู่ เนื่องจากไม่มีการสะท้อนของแสงออก พื้นผิวดูกลืนแสงทั้งหมดไป
**อย่างไรก็ตามเรื่องนี้แก้ได้ง่ายๆ คือฉีดสเปรย์แป้ง** ฉีดแล้วเช็ดหรือล้างออกได้

ข้อดี

1. งานสแกนคุณภาพ จัดสูงสุดตัวหนึ่งในท้องตลาด
2. ราคาไม่แพงมาก หากเทียบกับคู่แข่งอื่นๆ คู่แข่งราคาอยู่ 5แสน-หลายล้านบาท
3. ใช้เวลาในการสแกนไม่นาน งานคลอบคลุมตั้งแต่งานชิ้นเล็กไปจนชิ้นใหญ่
4. สแกนได้ Texture สีเลย สีดูสมจริง

ข้อเสีย

1. ในเซตไม่มีแถม Turn Table มาให้ ต้องซื้อแยกซึ่งราคา 4-5 หมื่นบาท
2. เนื่องจากสแกนละเอียด ต้องใช้เครื่อง PC ค่อนข้างแรงตามไปด้วย

 

Compare1

Compare2

Compare3

เรามาชมผลงานจากเครื่อง David SLS-3 กันเพิ่มเติมนะครับ คราวนี้มาเพิ่มกันในส่วนของงานสแกนรูปปั้น องค์พระ และงานแกะสลักไม้ งานออกมาคุณภาพสูง-สูงมาก ขึ้นอยู่ว่าต้องการให้ละเอียดขนาดไหน (ความละเอียดกลางๆไฟล์ใหญ่ประมาณ 400Mb หากเลือกสูงมากๆไฟล์จะอยู่หลาย Gb)
งานสแกนที่ได้สามารถนำไปใช้กับเครื่องมืออื่นๆต่อไป เช่น เครื่อง 3D Printer, CNC Router กัดโฟม, เครื่อง RP หรือ DLP Printer เพื่อนำไปทำเป็นพระเครื่ององค์เล็กๆ

สแกน 3มิติ
ของจริง vs ไฟล์เมือสแกน

สมมติเรามีช่างปั้นหุ่นขี้ผึ้ง หรือ มีต้นแบบอยู่แล้ว มีความสูงซัก 50cm แล้วอยากทำองค์พระให้มีหลายขนาด เช่น พระเครื่องสูง 2.5cm (ใช้เครื่อง DLP Printer พิมพ์), องค์พระสูง 10-30cm(ใช้เครื่อง FDM Printer) , องค์พระสูง 2เมตร (ใช้ CNC Router กัดโฟม) เราไม่จำเป็นต้องจ้างให้ช่างทำหรือปั้นหลายขนาดเราทำขนาดเดียวแล้ว Scan เมื่อได้ไฟล์ก็นำไปย่อหรือขยาย เพื่อให้ได้ขนาดที่ต้องการต่อไป

ต้นแบบใน โพสนี้จะมีตัวอย่างชิ้นงานอยู่ทั้งหมด 3 ชิ้น เป็นขี้ผึ้ง2 และ แกะสลักด้วยไม้1
ต้นแบบที่หนึ่ง ใช้เวลาในการสแกน 14 นาที ทั้งหมด 16 shot ใช้โหมดต่อพื้นผิวอัตโนมัติ
Untitled-1
Untitled3
David SLS Mong1

ต้นแบบที่สองใช้เวลาในการสแกน 17 นาที ทั้งหมด 18 shot ใช้โหมดต่อพื้นผิวอัตโนมัติ
Untitled-3

Untitled-4

Untitled-2

ต้นแบบที่สาม เป็นรูปแกะสลักไม้สแกนทั้งหมด 18 shot ใช้เวลาในการสแกน 25 นาที ใช้โหมดต่อผิวเองอัตโนมัติ

Untitled-1

Untitled-5

Review Flashforge Creator Pro มาพร้อมหน้าต่างและหลังคา

Review Flashforge Creator Pro มาพร้อมหน้าต่างและหลังคา
สวัสดีครับวันนี้จะมา Review เครื่องพิมพ์ 3มิติ ขนาดกลางกึ่งใหญ่ ของ Flashforge กันนะครับ
เครื่องพิมพ์ 3มิติ นี้เป็นระบบ FDM หรือ Fused Deposition Modeling หรือเครื่อง 3D Pinter ที่ใช้หลักการละลาย(เส้น)พลาสติก และฉีดลงบนฐานพิมพ์ ทำทีละชั้นจนได้เป็นโมเดลขึ้นมา

Flashforge ผลิตเครื่องพิมพ์ 3มิติมาหลายรุ่น รุ่น Creator PRO นี้ต่อยอดมากจากรุ่น Creator Dual(โครงไม้) กับ Creator X(โครงโลหะ) โดยมีการออกแบบโครงโลหะให้หนาขึ้น เพิ่มแผ่นโลหะป้องกัน MainBoard และ หน้าต่างอะคริลิก สำหรับเปิด-ปิด รวมถึงหลังคา เพื่อป้องกันเสียง/กลิ่น และรักษาอุณหภูมิภายในให้คงที่มากขึ้น ดังนั้นเครื่องจึงมีน้ำหนักค่อนข้างมากหากเทียบกับ รุ่นก่อนหน้านี้ของ PRO โครงโลหะที่หนักนี่เองทำให้การพิมพ์ชิ้นงานเสถียรมากขึ้นและสั่นไหวน้อยลง

เครื่องมาพร้อมกับ Firmware ตัวใหม่ Sailfish สามารถปรับแต่งการทำงานได้มาก Creator X เช่นขณะพิมพ์สามารถเพิ่มหรือลดความเร็วได้, หรือปรับเพิ่ม-ลดอุณหภูมิขณะพิมพ์ชิ้นงานได้ มีไฟ LED แสดงสถานะและส่องเข้าชิ้น

ความละเอียดสูงสุดที่พิมพ์ได้คือ 100 Micron งานที่พิมพ์ออกมาจัดได้ว่าอยู่ระดับน่าพอใจ เสียงเวลาพิมพ์ไม่ดังมากนัก(หากเทียบกับตัวโครงไม้) ราคาอยู่ในระดับกลางๆ การทำงานเหมือนเครื่อง MakerBot Replicator 2X (หน้าตาก็คล้ายกันมาก) แต่ราคาถูกกว่ากันค่อนข้างมาก อีกทั้งยังสามารถใช้โปรแกรม ReplicatorG และ MakerWare ในการสั่งงาน คือหากใช้เคยใช้ MakerBot แล้วมาใช้ตัวนี้จะรู้สึกเหมือนกันเกือบ 100%

flashforge-creator-pro-3d-printer-dual-extruderส่วนประกอบ

1. Frame เป็นโครงโลหะสีพ่นสีดำด้าน ฐานล่างเป็นแผ่นโลหะทำเป็นกล่องเพื่อใส่ MainBoard และ Power Supply ลดปัญหา MainBoard ได้รับความเสียหายหากเคลื่อนย้ายเครื่อง ด้านล่างขาทั้ง 4 เป็นยางรอง ช่วยลดเสียง และเพิ่มความเสถียร
2. Cover หน้ากากเป็น PVC Sheet สีดำ ส่วนหน้าต่างทำจากแผ่นอะคริลิกหนา หน้าบานเปิด-ปิดได้ มือจับอะลูมิเนียม หลังคาทำจากแผ่นอะคริลิกเช่นเดียวกัน
3. Moving Axis เครื่องนี้เคลื่อนที่ของหัวฉีดในแนวระนาบ XY โดยมีแกนเหล็ก 6 แท่ง(แกนX Y Z แกนละ 2 แท่ง) การที่หัวฉีดวิ่งอยู่ในระนาบ XY และฐานเคลื่อนที่ลงในแกน Z นั้นทำให้พิมพ์ได้แม่นยำกว่าเครื่องพิมพ์ ที่หัวฉีดเคลื่อนที่ในทุกแกน หรือ เครื่องที่ฐานพิมพ์เคลื่อนที่ 2 แกน
มอเตอร์จะมีทั้งหมด 3 ตัวในการขับเคลื่อนหมุนแต่ละแกน
4. Headed Bed หรือฐานรองพิมพ์ เป็นอลูมิเนียมสีดำหนา เพื่อให้คงความร้อน และความตรง ใต้ฐานทำความร้อนมีน็อตปรับระดับฐานทั้งหมด 3 จุด (เหมือน MakerBot) โครงสร้างเป็นทำฐานรองพิมพ์ทำให้หนาขึ้นเพื่อความแข็งแรง แท่งเหล็กแกน Z มีเส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่ขึ้นเป็น 10mm
5. Dual Extruders หัวพิมพ์ Flashforge Creator Pro มีหัวฉีดสองหัว ประกอบด้วยด้วยส่วนประกอบหลายส่วนดังนี้

  • หัวฉีดทองเหลือง 0.4mm 2 หัว
  • Heater ทำความร้อน พร้อม Thermocouple วัดอุณหภูมิ 2 ชุด
  • มอเตอร์ส่งพลาสติก 2 ตัว
  • พัดลมลดอุณหภูมิของมอเตอร์

6. LCD and Controller พร้อมปุ่มบังคับ 4+1 ใช้ในการสั่งงานเครื่อง เช่น โหลดเส้น, ดูสถานะเครื่อง, Set ค่าต่างๆของตัวเครื่อง สามารถสั่งพิมพ์ชิ้นงานผ่าน SD Card ผ่านปุ่มควบคุมตรงนี้
7. LED ส่องสว่าง เป็นแบบ RGB สามารถแสงสีได้หลายสี ทำให้ที่ในการบอกสถานะของเครื่อง โดยเราสามารถกำหนดสีได้ด้วยตัวเอง เช่น ขณะพิมพ์ให้เป็นสีขาว , ขณะทำความร้อนให้เป็นสีแดงเป็นต้น
8. Power Switch อยู่ด้านหลังของตัวเครื่อง
9. SD Card Slot อยู่ส่วนหน้าของตัวเครื่อง
10. MainBorad Power Supply อยู่ด้านล่างของตัวเครื่องเป็นส่วนทำให้เครื่องหนัก

Creator Pro Metal Frame (Duplicate) Z Rod is bigger Z structure for creator pro New Heated bed structure for creator Pro Heated bed plateform (Duplicate) Creator Pro New Controller (Duplicate)

หลักการทำงาน การใช้งาน

หลักการทำงานของเครื่อง Flashforge Creator Pro นั้นเหมือนกับ Creator Dual และ Creator X นั้นจะทำงานสัมผัสกันทั้ง 3 แกนคือ ระนาบ XY ที่หัวฉีดเคลื่อนที่ และ ในแนวแกนตั้ง Z ทำงานเคลื่อนที่ Heated bed ให้เคลื่อนที่ลง ชิ้นงานจะวางอยู่บน Heated bed จะถูกพิมพ์จากล่างสุดจนถึงส่วนยอดสุด
การฉีดเส้นพลาสติกนั้นจะวาดที่ละชั้น จนเสร็จหนึ่งชั้น จึ่งจะเริ่มทำให้ชั้นต่อไป จนครบ Layer ทั้งหมด จำนวนเลเยอร์นั้นสัมพันธ์ กับการตั้งค่าความสูงของ layer หากเลือก 0.1mm จะได้ชิ้นงานที่มีความสวยกว่า 0.2mm แต่ใช้เวลานานกว่านั้นเอง ตัวอย่าง เช่นหากชิ้นงานมีกว่าสูง 100mm(10cm) และพิมพ์ด้วย Layer Height 0.2mm ก็จะมีจำนวนเลเยอร์ทั้งหมด 500 ชั้น เป็นต้น

การจะพิมพ์ชิ้นงานนั้นเราต้องมี Model 3D มาก่อนซึ่งไฟล์มาตราฐานที่เครื่อง 3D Printer ทุกเครื่องใช้คือ .STL หรือ .OBJ ซึ่งสามารถ Export จากโปรแกรมสร้าง 3D แทบทุกตัวไม่ว่าจะเป็น Rhino, SolidWork, 3D Max, SketchUp(+Plugin), AutoCAD, Maya เป็นต้น การจะได้ไฟล์มานั้นอาจจะมาได้จากหลายวิธี เช่น เราสร้างไฟล์ขึ้นมาเอง, หรือโหลดเอาได้จาก website เช่น www.thingiverse.com , หรืออาจจะได้มาจากการแสกนผ่านเครื่อง 3D Scanner เช่น Sense เป็นต้น

เมื่อได้ไฟล์มาแล้ว สามารถเปิดไฟล์นี้ผ่านโปรแกรม MakerWare หรือ ReplicatorG (และนำ MakerWare ครับเนื่องจากใช้งานง่ายเหมาะกับมือใหม่ โดยเครื่องคอมจะเจอ Flashforge Creator Pro เป็น “MakerBot Replicator Dual”) เราทำงานกำหนดคุณภาพการพิมพ์ชิ้นงาน และสั่งพิมพ์เป็นอันจบ เราสามารถพิมพ์ผ่านสาย USB หรือ ผ่าน SD Card ก็ได้ (แนะนำให้พิมพ์จาก SD Card มากกว่าครับเนื่องจากหากพิมพ์ผ่านเครื่องคอม อาจจะมีปัญหาได้เนื่องจาก เครื่องนี้รับสัญญาณแบบ Real Time หากเครื่องคอมแฮงค์ หรือ Sleep ขึ้นมาเป็นอันจบครับ เนื่องจาก Creator Pro ไม่มี Memory BuildIn ชิ้นงานที่พิมพ์จะหยุดและเสียเลย)

ปล.เราไม่ได้แถมโปรแกรมสร้างไฟล์ 3D Model มาให้นะครับ(เป็นโปรแกรมลิขสิทธิ์ทางลูกค้าต้องหามาใช้เองครับ มีโปรแกรมหลายตัวให้โหลดใช้ฟรี ซึ่งแล้วแต่ความถนัดของลูกค้า) เราให้แต่ Program ที่ใช้สำหรับพิมพ์ชิ้นงาน 3D Model

โปรแกรม

โปรแกรมที่ใช้ได้มี 2 ตัวหลักๆคือ MakerWare และ ReplicatorG

MakerWare

พัฒนาโดย MakerBot บริษัทผลิต 3D printer ขนาดใหญ่ของ USA การใช้งานค่อนข้างง่าย (ให้เลือก Machine เป็น “MakerBot Replicator Dual”) โดยสามารถเปิดไฟล์ 3มิติ .STL หรือ .OBJ และกำหนดค่าการพิมพ์และสามารถพิมพ์ชิ้นงานออกมาได้เลย ซึ่งมีสอนอยู่ในวิดีโอ ข้างล่างนี้ครับ

  • Object Infill คือการเลือกว่าจะพิมพ์ชิ้นงานแบบกลวง(0%), กึ่งกลวง, แบบตัน(100%)
  • Layer Height คือการเลือกความสูงของ Layer ในการพิมพ์ หากค่านี้น้อยจะพิมพ์ออกมาจะละเอียดกว่า แต่ใช้เวลามากกว่า
  • Number of Shells คือการเพิ่มจำนวนของเปลือกคลุมชิ้นงาน สร้างความแข็งแรงและขึ้นรูปได้ดีกว่า แต่ใช้เวลาพิมพ์นานขึ้น เช่นถ้าเลือกค่านี้เป็น 1 เวลาพิมพ์จะมีเปลือกคลุมอีก 1 ชั้นเพิ่มขึ้นมา
  • Temperature สามารถกำหนดค่า ได้ทั้งหัวฉีดขวา, ซ้าย และ ฐานพิมพ์
  • Speed ในการพิมพ์ชิ้นงาน เช่น 50mm/sec งานออกมาจะสวย 90mm/sec
ReplicatorG

นั้นเหมาะกับการใช้งานระดับ Advance คือเกี่ยวข้องกับ Gcode จะไม่กล่าวมากในที่นี้

จุดเด่น

  • โครงโลหะสีดำ ออกแบบมาให้แข็งแรงทนทานเป็นพิเศษ ทนที่สุดใน Flashforge
  • Model สร้างมาเหมือน MakerBot Replicator 2X
  • ใช้ MakerWare ได้

10546สรุป

หากคุณกำลังมาหาเครื่องพิมพ์ 3มิติ เพื่อใช้งาน Flashforge Creator Pro เป็นเครื่องที่ตอบโจทย์ได้ดี เพราะเครื่องมีโครงสร้างออกแบบมาได้แข็งแรงเสถียรทำให้งานพิมพ์มีคุณภาพดี เครื่องได้ถูกพัฒนาต่อเนื่องมาจาก Creator Dual และ Creator X งานที่พิมพ์ออกมาหวังผลได้ และถูกมากกว่า MakerBot อย่างมากทั้งยังคง function การทำงานได้ใกล้เครื่องกับ Replicator 2X (ทั้งหน้าตาและการทำงาน)

ลอง Search ดูใน Google เรื่อง Review ดูก็ได้ครับมีอยู่จาก หลายสำนัก โดยมาคะแนนจะสูงกว่าเรื่องต้นแบบมันด้วยซ้ำ 🙂

รีวิวต่างประเทศ

ได้คะแนนรีวิวค่อนข้าง เยอะครับ 4.75 ดาว ดูรีวิวโดยคลิ๊กที่รูปครับ

Untitled-1

ได้ Ranking อันดับ 6 ของโลกจากเครื่องพิมพ์กว่า 5000 ยี่ห้อ โดยอันดับ 1-5 มีราคามากกว่า แสนทุกตัว อีกทั้งเป็นเครื่องพิมพ์ของเอเซียที่ได้ลำดับสูงสุด

Flashforge excellent

Support คืออะไร?

support การพิมพ์ชิ้นงาน 3มิติ กับ Model ที่มีส่วนที่ยื่นออกมา หรือห้อยอยู่ overhang (เช่นจากรูปคือ ส่วนหูของโยดา) การเลือก option support เป็นทางเลือกนึงในการพิมพ์ชิ้นงาน โดยไม่ต้องสร้างส่วนรองรับ model 3D program เวลาเราพิมพ์ชิ้นงานออกมาจะ จะมีพลาสติกส่วน support นี่ติดออกมาด้วย แต่ไม่ต้องกังวลเนื่องจาก ตัดและแกะออกจากชิ้นงานได้ง่าย ดังตัวอย่างในรูป

Support อาจจะแบบเป็น 2 แบบคร่าวๆได้ดังนี้

  • Support only surface จะทำการสร้างเสาค้ำเฉพาะส่วนพื้นผิดด้านนอกเท่านั้น (นิยมใช้ เพราะแม้จะมีส่วนของเสา support แต่ก็ตัดออกง่าย)
  • Supoort everywhere จะทำการสร้าเสาค้ำในทุกๆส่วนทั้งภายนอกและภายในชิ้นงาน (ยากในการตัดส่วน support ออกเพราะมันอยู่ทั้งข้างนอก และข้างในชิ้นงาน)

Camera 360