แกะกล่อง Reven นวัตกรรมสแกน Lidar ย่อส่วนแต่คุณภาพระดับตัวโปร

แกะกล่อง Reven นวัตกรรมสแกน Lidar ย่อส่วนแต่คุณภาพระดับตัวโปร

สิ้นสุดการรอคอยครับ! วันนี้ Print3DD จะมาแกะกล่อง Reven Max LiDAR Scanner ตัวแรงที่หลายคนจับตามองมากที่สุดในปีนี้ ตัวนี้จัดเต็มด้วยจุดเด่นเรื่องความแม่นยำระดับมิลลิเมตร และระยะการสแกนที่ไกลกว่ารุ่นก่อนอย่างเห็นได้ชัด แถมยังมาพร้อมระบบประมวลผลอัจฉริยะที่ช่วยลดสัญญาณรบกวน (Noise) ทำให้ได้ Point Cloud ที่เนียนตาแบบไม่ต้องเหนื่อยแก้ไฟล์ เดี๋ยวเรามาดูกันครับว่าอุปกรณ์ภายในกล่องจะมีอะไรเด็ดๆ ให้มาบ้าง และสัมผัสแรกของความพรีเมียมนี้จะสมคำร่ำลือขนาดไหน ไปติดตามพร้อมกันเลยครับ!

ภาพรวมของตัวเครื่อง

        มาดูที่ตัวเครื่องกันแบบชัดๆ ครับ สัมผัสแรกที่รู้สึกได้เลยคือ ความพรีเมียมและทนทาน ครับ ตัวบอดี้ทำจากวัสดุผสมที่เน้นน้ำหนักเบาแต่แข็งแรงมาก ออกแบบมาให้หยิบจับได้ถนัดมือ (Ergonomic Design) เหมาะกับการถือสแกนต่อเนื่องนานๆ  “จุดที่เด่นที่สุดคือ ชุดเลนส์ LiDAR ขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านหน้า ซึ่งได้รับการออกแบบมาให้มีมุมมอง (FOV) ที่กว้างมาก ช่วยให้เก็บข้อมูลพื้นที่รอบตัวได้อย่างรวดเร็ว รอบๆ ตัวเครื่องเราจะเห็น ช่องระบายความร้อน ที่จัดวางมาอย่างดี เพื่อรองรับการทำงานหนักในสภาพอากาศบ้านเราครับ

        ซึ่งข้อแตกต่างระหว่างรุ่น Raven (รุ่นธรรมดา) และ Raven Max ที่เรากำลังรีวิวอยู่นั้น มองเห็นได้ชัดเจนจากภายนอกในบางจุด และมีสิ่งที่อยู่ภายในที่ทำให้รุ่น Max ดูเหนือกว่าครับ ข้อแรกเลจะเป็นเรื่องกล้องครับ  ชุดกล้อง (The Camera System) – จุดสังเกตหลัก นี่คือจุดที่มองเห็นด้วยตาเปล่าได้ง่ายที่สุดครับ Raven (รุ่นธรรมดา) จะมีกล้อง RGB (กล้องสี) เพียง 1 ตัว ขนาด 12MP สำหรับเก็บ Texture และสีของวัตถุ Raven Max: จะอัปเกรดเป็น กล้องคู่ (Dual 12MP Cameras) ซึ่งการมีกล้อง 2 ตัวจะช่วยให้การเก็บข้อมูลสีทำได้รวดเร็วขึ้น ครอบคลุมมุมมองได้กว้างกว่า และให้รายละเอียดที่สมจริง (Photorealistic) มากขึ้นเมื่อทำเป็น 3D Model หรือ Gaussian Splatting นั่นเอง

จอแสดงผลขนาดใหญ่

          นอกจากนี้ยังมี หน้าจอ Status Display ขนาดเล็กที่คอยบอกสถานะการทำงานและแบตเตอรี่ ทำให้เราไม่ต้องคอยเช็คในมือถือตลอดเวลา ส่วนด้านล่างก็มีพอร์ตเชื่อมต่อที่ซีลปิดมาอย่างแน่นหนา กันฝุ่นกันละอองน้ำได้ตามมาตรฐาน IP Rating ซึ่งถือว่าตอบโจทย์การลุยหน้างานจริงสุดๆ

RTK Extension

           ขยับมาดูที่รายละเอียดรอบๆ ตัวเครื่อง จุดที่ทำให้ Reven Max โดดเด่นกว่ารุ่นทั่วไปอย่างชัดเจน คือการออกแบบที่มุ่งเน้นไปที่การใช้งานระดับมืออาชีพจริงๆ ครับ โดยเฉพาะบริเวณด้านบนตัวเครื่องที่ได้รับการอัปเกรดให้มีช่องเชื่อมต่อพอร์ต RTK Extension มาให้ในตัว ซึ่งจุดนี้เองที่ช่วยให้เราสามารถติดตั้งโมดูลรับสัญญาณดาวเทียมเพื่อระบุพิกัดที่แม่นยำระดับเซนติเมตรลงบนชิ้นงานได้ทันที เหมาะมากสำหรับงานสำรวจหรืองานทำแผนที่ที่ต้องการค่าพิกัดโลกจริง (Georeferencing) ที่แม่นยำสูงสุดครับ

           นอกจากนี้ ในส่วนหัวซึ่งเป็นที่อยู่ของเซนเซอร์ LiDAR ยังมีการออกแบบ ปลอกยางหุ้มโมดูล มาอย่างแน่นหนา ซึ่งไม่ได้มีหน้าที่แค่กันกระแทกเวลาเราเดินผ่านพื้นที่แคบๆ เท่านั้นนะครับ แต่มันยังทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันฝุ่นและละอองน้ำ ช่วยปกป้องระบบเลนส์ที่เปราะบางด้านในให้พร้อมลุยได้ในทุกสภาพหน้างาน และเมื่อสังเกตที่หน้าเลนส์ เราจะเห็นระบบ กล้องคู่ (Dual Camera) ที่วางตำแหน่งมาอย่างดีเพื่อช่วยในการเก็บค่าสีและ Texture ได้ละเอียดกว่ารุ่นปกติ ทำให้ภาพรวมของ Reven Max ตัวนี้ ดูเป็นอุปกรณ์สายลุยที่เก็บงานได้เนี้ยบและน่าเชื่อถือสมชื่อรุ่น Max จริงๆ ครับ

ขาจับและแบตเตอรี่ใช้งานยาวนาน

ขยับลงมาดูที่ส่วนล่างกันบ้างครับ ตัว ขาจับ (Handle) ของ Reven Max ถูกออกแบบมาโดยคำนึงถึงสรีระศาสตร์อย่างมาก วัสดุที่ใช้มีการกันลื่นที่ช่วยให้เรากำได้กระชับมือแม้ในขณะที่ต้องใส่ถุงมือทำงานกลางแจ้ง และสิ่งที่น่าประทับใจที่สุดคือระบบ Hot-Swappable Battery ครับ โดยแบตเตอรี่จะถูกติดตั้งอยู่ภายในด้ามจับนี้เลย ทำให้สมดุลของตัวเครื่องเวลาถือสแกนนั้นทำออกมาได้ดีมาก ไม่รู้สึกหนักหัวหรือหนักท้ายจนเกินไป ที่สำคัญคือรุ่น Max มักจะมาพร้อมกับแบตเตอรี่ความจุที่ 3,500 mAh ที่ออกแบบมาให้รองรับการทำงานต่อเนื่องได้นานหลายชั่วโมง ช่วยลดกังวลเรื่องแบตหมดกลางคันขณะเก็บข้อมูลพื้นที่ขนาดใหญ่ และหากต้องการใช้งานยาวๆ ตลอดทั้งวัน เราก็สามารถถอดเปลี่ยนแบตเตอรี่ก้อนใหม่เข้าได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาชาร์จทิ้งไว้ นอกจากนี้บริเวณฐานของขาจับยังมีจุดยึดมาตรฐานสำหรับติดตั้งกับ Monopod หรือขาตั้งกล้อง มาให้ด้วย ช่วยให้เราเปลี่ยนโหมดจากการเดินสแกนมาเป็นการติดตั้งบนขาตั้งเพื่อความนิ่งในจุดที่ต้องการความละเอียดสูงเป็นพิเศษได้อย่างไร้รอยต่อครับ

ฟังก์ชันปรับแสง (Lighting & Exposure Control)

             อีกหนึ่งหัวใจสำคัญที่ทำให้ Reven Max ตัวนี้ทำงานได้โดดเด่นกว่าใคร คือระบบ Auto-Exposure และฟังก์ชันปรับสมดุลแสงอัจฉริยะ ครับ เพราะในการทำงานจริง เรามักต้องเดินสแกนจากพื้นที่ภายในอาคาร (Indoor) ที่แสงน้อย ออกไปสู่พื้นที่กลางแจ้ง (Outdoor) ที่แดดจัดแบบทันทีทันใด ซึ่งเจ้า Reven Max ตัวนี้มีอัลกอริทึมที่คอยคำนวณและปรับเปลี่ยนค่าการรับแสงของชุดกล้องคู่ให้แบบ Real-time ครับ

             ทำให้ข้อมูล Texture หรือสีที่เราแปะลงบน Point Cloud ไม่เกิดอาการภาพมืดเกินไปจนมองไม่เห็นรายละเอียด หรือภาพสว่างจ้า (Overexposed) จนขาวโพลนเมื่อเดินออกแดด ฟังก์ชันนี้ช่วยให้เราได้โมเดล 3D ที่มีสีสันสมจริง สม่ำเสมอตลอดทั้งหน้างาน โดยที่เราไม่ต้องมานั่งปรับตั้งค่ากล้องแมนนวลให้วุ่นวายระหว่างเดินสแกนเลยครับ เรียกได้ว่าถือเครื่องเดินผ่านประตูจากในบ้านออกไปนอกบ้านได้แบบ Seamless หรือไร้รอยต่อจริงๆ

คุณภาพ POINT CLOUD

สุดท้ายคือผลลัพธ์ของ Point Cloud ที่ได้ ต้องบอกว่าความละเอียดนั้นน่าประทับใจมากครับ คือมีความละเอียดอยู่ที่ 200,000 points/sec ข้อมูลมีความหนาแน่นสูงและมีความคมชัดตามขอบมุมต่างๆ (Sharp Edges) สูงมาก อาการเหลื่อมของจุดมีน้อยมากจนแทบไม่ต้องเสียเวลา Clean-up ไฟล์ในซอฟต์แวร์เลย เมื่อเทียบกับค่าตัวและความสามารถในการเก็บงานได้เร็วและแม่นยำระดับนี้ Reven Max คือเครื่องมือที่ยกระดับงาน Digital Twin ให้เป็นเรื่องง่ายและมีความเป็นมืออาชีพที่สุดในชั่วโมงนี้เลยครับ

สรุปภาพรวมในเรื่องของคุณภาพไฟล์ Point Cloud ที่ได้จาก Reven Max คือความ ‘คลีน’ และ ‘หนาแน่น’ ครับ ข้อมูลที่ออกมามีความคมชัดตามขอบมุม (Sharp Edge) และมี Noise ต่ำมาก ไฟล์ที่ได้มีความละเอียดสูงจนสามารถนำไปใช้ทำ BIM, Digital Twin หรือแม้แต่งานโบราณคดีที่ต้องการความละเอียดสูงได้อย่างมั่นใจ ด้วยประสิทธิภาพรอบด้านขนาดนี้ Reven Max จึงไม่ใช่แค่ LiDAR Scanner ทั่วไป แต่คือเครื่องมือระดับ Professional ที่ช่วยประหยัดเวลาและยกระดับคุณภาพงานของคุณให้เหนือกว่ามาตรฐานเดิมๆ อย่างชัดเจนครับ