ระหว่าง X2D กับ P2S ซื้อรุ่นไหนดี? เครื่องโครงปิดไซส์กลางที่เหมาะกับธุรกิจ 3D Print แบบยาวๆ

ระหว่าง X2D กับ P2S ซื้อรุ่นไหนดี? เครื่องโครงปิดไซส์กลางที่เหมาะกับธุรกิจ 3D Print แบบยาวๆ

ตอนนี้โลกธุกิจ 3D Print กำลังมาแรงมากๆ ทำให้หลายๆคนก็เริ่มสนใจที่จะมี 3D Printer ของตัวเองซักเครื่อง โดยที่บางคนอาจจะยังไม่เคยมีประสบการ์ณเกี่ยวกับ 3D Print มาก่อน แต่ด้วยความไฟแรง
ก็อยากจะลองซื้อมาเล่นเลย โดยที่ปัญหาแรกที่มือใหม่เพิ่งเข้าวงการมักจะเจอเลยก็คือ การพบว่าเครื่องพิมพ์ 3 มิติในปัจจุบันนี้มีรุ่นให้เลือกเยอะแบบลายตาเลย แม้แต่ในแบรนด์เครื่องพิมพ์หลักเบอร์ต้น
อย่าง Bambu Lab เอง ก็ยังแบ่งรุ่นเครื่องพิมพ์ออกเป็นหลาย ซีรี่หลายรุ่นย่อย และเมื่อเริ่มศึกษาข้อมูลแบ่งต้นก็จะรู้ได้ไม่ยากว่าเครื่องพิมพ์แบบโครงเปิดก็จะเหมาะกับการพิมพ์งานในระดับเริ่มต้น
ส่วนเครื่องพิมพ์แบบโครงปิด ก็ครอบคลุมการพิมพ์งานได้หลายวัสดุมากกว่า

ช่วงนี้ 3D Printer ถูกไปต่อยอดทางธุรกิจมากมายหลายด้าน เช่น ของเล่น ของใช้ พาร์ทอะไหล่ทดแทน โมเดลตั้งโชว์ โมเดลทางการศึกษา เป็นต้น

ทำไมต้อง X2D กับ P2S ?
สำหรับผู้เริ่มต้น ที่มองหาเครื่องพิมพ์ 3 มิติสำหรับไปใช้งานเชิงธุกิจแน่นอนว่าต้องมองไปที่เครื่องโครงปิดที่พิมพ์วัสดุได้ครอบคลุมมากกว่า เพื่อให้ในอนาคตรองรับกับธุรกิจที่อาจขยายตัวไปพิมพ์ชิ้นงาน
หลายประเภท และด้วยการที่เพิ่งเริ่มลงทุนก็ยังไม่อยากจะโฟกัสไปที่เครื่องราคาสูงระดับโปรเลย ดังนั้นตัวเลือกที่ดีที่สุดก็น่าจะหนีไม่พ้นเครื่องโครงปิดระดับกลางที่มีราคากำลังดี ซึ่งตอนนี้ Bambu Lab
ก็มีเครื่องโครงปิดไซส์กลางที่น่าสนใจหลักๆอยู่ 2 รุ่นแรกคือรุ่นยอดนิยมที่เป็นรุ่นฮอตฮิตมาตั้งแต่เปิดตัวเลยก็คือ Bambu Lab P2S และอีกรุ่นคือเครื่อรุ่นใหม่ป้ายแดงที่มาพร้อมการอัปเกรดฟีเจอร์
ไปอีกขั้นอย่าง Bambu Lab X2D

เครื่องโครงปิดไซส์กลาง 2 รุ่นหลักของ Bambu Lab

และเหตุผลหลักๆที่ทำให้ต้องลังเลใจเลยนั่นก็คือ 2 รุ่นนี้ดันมีราคาที่ห่างกันไม่มากไม่น้อย (ประมาณ 6 พัน ณ วันที่ลงบทความนี้) จุดนี้เองที่ทำให้หลายคนเลือกไม่ถูกเลยว่าเอาแค่ P2S พอหรือจะกระโดด
ไป X2D เลยดี วันนี้เราจะพามาดูกันทีละข้อเลยว่าราคาที่เพิ่มขึ้นมาของ X2D เนี่ยได้อะไรเพิ่มมากบ้าง? สิ่งที่ X2Dทำได้ดีกว่า และ P2S ที่ไม่ได้มีฟังก์ชันเทียบเท่าสามารถทำอะไรทดแทนได้บ้าง จะได้รู้กันว่า
ใครที่ควรเลือก X2D หรือใครที่ใช้งาน P2S ก็เพียงพอแล้ว เรามาดูกันเลยครับ

1.ระบบหัวฉีด
ปกติแล้วเครื่องที่มีหลายหัวฉีดก็จะทำได้ดีกว่าในเรื่องของการพิมพ์โมเดลหลายสีหลายวัสดุ เพราะว่าพิมพ์ได้เร็วกว่าแล้วก็ใช้เส้นน้อยกว่าเครื่องหัวฉีดเดียว เพราะว่าไม่ต้องเสียเวลาในการสลับเส้นพลาสติก
หรือสิ้นเปลืองจากการฉีดเส้นสีเก่าทิ้ง ก่อนที่จะฉีดสีใหม่ในแต่ละเลเยอร์ที่มีการเปลี่ยนสี ซึ่งเครื่องพิมพ์ของ Bambu Lab ตอนนี้ก็จะมีตั้งแต่เครื่อง 1, 2 และ 7 หัว โดยเครื่องที่มี 2 หัวฉีดอย่าง

X2D ก็นิยมเอามาพิมพ์เป็น ซัพพอร์ตโดยเฉพาะ ด้วยวิธีพิมพ์ตัวโมเดลหลักและซัพพอร์ตคนละวัสดุกัน โดยอาศัยหลักการที่เส้นพลาสติกต่างชนิดกัน จะไม่ละลายติดกัน เหตุผลที่ทำแบบนี้ก็เพราะว่าจะทำให้
เราแกะซัพพอร์ตออกจากงานได้ง่ายขึ้นแบบแทบไม่มีรอย หรือจะเอาไปพิมพ์ซัพพอร์ตแบบละลายน้ำสำหรับโมเดลที่มีความซับซ้อนมากๆ ก็ได้ หรือสามารถเลือกใช้วัสดุราคาถูกเพื่อพิมพ์ซัพพอร์ตก็ได้
แน่นนอนว่าการทำแบบนี้เครื่องที่มี 2 หัวฉีดย่อมทำงานได้มีประสิทภาพมากกว่า

X2D มี 2 หัวฉีด :  ซ้าย(หัวฉีดหลักพิมพ์ได้เร็วกว่า) ขวา(หัวฉีดรองพิมพ์ได้ช้ากว่ามอเตอร์ขับเส้นแยกอยู่ด้านหลังเครื่อง)

P2S ที่มีหัวฉีดเดียวแน่นนอนว่าไม่เหมาะที่จะเอามาพิมพ์โมเดลกับซัพพอร์ตคนละวัสดุ เพราะว่าจะสิ้นเปลืองและเสียเวลาในตอนเปลี่ยนเส้น แต่ถ้าอยากให้ซัพพอร์ตแกะง่าย ก็สามารถที่จะใช้การตั้งค่า
การพิมพ์ช่วย อย่างเช่นการตั้งค่า Top Z Distance หรือระยะห่างจุดที่ซัพพอร์ตชนชิ้นงาน หรือการตั้งค่า Support Interface หรือจุดสัมผัสระหว่างซัพพอร์ตและชิ้นงาน ให้มีชั้นคั่นที่แกะออกเป็นแผ่น
ได้ง่ายขึ้น หรือถ้าอยากแกะง่ายซัพพอร์ตและไม่สิ้นเปลืองมากก็สามารถเลือกเป็นวิธีพิมพ์เฉพาะส่วนของชั้นคั่นให้เป็นวัสดุอื่นก็ได้ แน่นนอนว่ามีการเปลี่ยนเส้นระหว่างพิมพ์อยู่ดีแต่จำนวนครั้งการเปลี่ยน
น้อยลงการตั้งค่าพวกนี้ก็ช่วยได้ดีในระดับนึงเลยอาจจะไม่ดีเท่าเครื่อง 2 หัว แต่ถ้างานของเราไม่ได้มีซัพพอร์ตเยอะๆ หรืองานหลักที่พิมไม่ได้มีซัพพอร์ตเลยใช้เป็น P2S ก็ถือว่าเพียงพอแล้วครับ

2.ระบบสร้างความร้อนในห้องพิมพ์ Active Heated Chamber
ระบบ Active Heat Chamber ก็คือการทำอุณหภูมิความร้อนได้ในห้องพิมพ์เหมือนเป็นฮีตเตอร์นั่นเอง ถามว่าระบบนี้สำคัญต่อการพิมพ์งาน 3 มิติยังไง ถ้าเป็นการพิมพ์วัสดุทั่วไปอย่าง PLA,PETG ละก็
ระบบนี้ไม่จำเป็นเลยต่อการพิมพ์ แต่ถ้าเราต้องการพิมพ์วัสดุเชิงวิศวกรรม หรือวัสดุที่เป็นชิ้นส่วนที่จะต้องเอาไปใช้รับแรงกระทำ เช่น แรงดึง การรับน้ำหนัก การทนต่อแรงบิด ชิ้นส่วนพวกนี้มักจะถูกพิมพ์
ด้วยเส้นที่ให้คุณสมบัติทนทานโดยเฉพาะอย่าง ABS, ASA หรือ Nylon โดยเส้นพวกนี้จะมีข้อจำกัดอยู่ก็คือจะไวต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ เช่น ถ้าอากาศเย็นลงก็จะหดตัว แล้วถ้าเกิดระหว่างการพิมพ์
อยู่ละก็ งานก็จะบิดเสียรูปหรือ หลุดออกจากถาด ทำให้เครื่องพิมพ์ต่อไม่ได้ ฉะนั้นเครื่องที่จะพิมพ์วัสดุพวกนี้ได้ เลยจำเป็นต้องมีระบบรักษาอุณหภูมิให้เหมาะสมตลอดการพิมพ์ (หลักๆแล้วก็จะเป็นเครื่อง
โครงปิด)

X2D มีระบบ Active Heat Chamber ซึ่งปกติแล้วจะมีในเครื่องพิมพ์ระดับโปรซีรี่ส์ H แต่ X2D ที่เป็นเครื่องระดับกลางก็ได้รับการอัปเกรดให้มีระบบนี้ด้วย จะช่วยให้พิมพ์วัสดุที่ไวต่อการหดตัวการโก่งงอ
ถ้าอุณภูมิเปลี่ยนอย่างพวกเส้น ABS, ASA หรือวัสดุเชิงวิศวะกรรมได้ดีมากยิ่งขึ้น ทำให้สามารถพิมพ์งานขนาดใหญ่จากวัสดุที่ต้องคุมอุณหภูมิพวกนี้ได้สเถียรมากยิ่งขึ้น (ปกติแล้วยิ่งงานขนาดใหญ่
ยิ่งมีความโอกาสเสียก่อนพิมพ์เสร็จมากขึ้น)

ตัวอย่างการพิมพ์โมเดลจากวัสดุ ABS ขนาดใหญ่จะเป็นว่าโมเดลพิมพ์ราบลื่นจนเสร็จและยังเกาะถาดพิมพ์ดีอยู่

P2S ที่ไม่มีระบบนี้ก็ยังสามารถพิมพ์ ABS, ASA หรือวัสดุวิศวกรรมหลายๆชนิดได้เหมือนกันนะครับ เพราะตัวเครื่องก็ยังเป็นเครื่องโครงปิดที่สามารถกักเก็บความร้อนได้ดีอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าในกรณีที่เป็น
งานชิ้นใหญ่ๆ หรืองานที่ใช้วัสดุซึ่งไวต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิมากๆ X2D ก็จะได้เปรียบกว่า เพราะสามารถควบคุมอุณหภูมิภายในห้องพิมพ์ให้คงที่ได้ดีกว่า แต่ถ้างานส่วนใหญ่ของเราเป็นชิ้นงาน
ขนาดเล็กถึงขนาดกลาง หรือพิมพ์วัสดุกลุ่มนี้เป็นครั้งคราว P2S ก็ยังถือว่าใช้งานได้ดีเลยครับ แต่ถ้าทำงานเชิงธุรกิจที่ต้องพิมพ์ ABS, ASA หรือวัสดุวิศวกรรมเป็นประจำ โดยเฉพาะงานขนาดใหญ่
ที่ใช้เวลาพิมพ์ข้ามวัน ระบบ Active Heat Chamber ของ X2D ก็จะช่วยเพิ่มความเสถียรและลดความเสี่ยงที่งานจะโก่งหรือบิดงอได้มากขึ้นครับ

P2S ก็ยังพิมพ์ ABS ขนาดเล็ก-กลาง ได้ดีมากเช่นกัน

3.ระบบหมุนเวียนอากาศ
เป็นระบบที่เกี่ยวเนื่องกับข้อก่อนหน้าเพราะถือว่ามีส่วนที่ทำให้อุณหภูมิในห้องพิมพ์มีการเปลี่ยนแปลงถือว่าเป็นระบบที่เครื่องพิมพ์ที่จะสามารถพิมพ์หลายวัสดุได้ต้องมีเพื่อควบคุมอุณหภูมิให้เพมาะสม
กับแต่ละวัสดุ

X2D มีระบบหมุนเวียนอากาศแบบใหม่ ที่จะช่วยจัดการอุณหภูมิภายในห้องพิมพ์ให้เหมาะกับวัสดุแต่ละประเภทโดยอัตโนมัติ ซึ่งแบ่งเป็น 2 โหมดคือ Cool และ Hot ซึ่งโหมด cool เนี่ยเมื่อเราพิมพ์ PLA
ระบบจะช่วยระบายความร้อน ลดการสะสมความร้อนภายในเครื่อง ทำให้เส้นพลาสติกเย็นตัวได้ดี ซึ่ง X2D เพิ่มช่องลมมาเป็นแบบ 2 ฝั่งเพื่อระบายความร้อนได้ดียิ่งขึ้น ส่วนโหมด Hot ก็จะช่วยในการพิมพ์
วัสดุวิศวกรรม ABS, ASA หรือ Nylon ระบบจะช่วยรักษาอุณหภูมิภายในห้องพิมพ์ให้คงที่ทำให้การพิมพ์มีความเสถียรมากขึ้น

P2S จะมีแค่ระบบหมุนเวียนอากาศแบบปกติ แต่ไม่ต้องกังวลครับ เรายังสามารถพิมพ์วัสดุต่างๆได้อย่างปกติ เพียงแต่อาจจะมีการพลิกแพลงการใช้งานร่วมด้วย อย่างเช่นเวลาจะพิมพ์ PLA ถ้ากังวล
ว่าความร้อนจะสะสมในเครื่องมากเกินไป (PLA,PETG วัสดุพื้นฐานพวกนี้จะพิมพ์ได้ดีถ้ามีการระบายอากาศที่ดี เนื่องจากเส้นเย็นตัวได้เหมาะสมกับการพิมพ์) ผู้ใช้งานหลายคนก็จะใช้วิธีแง้มฝาเครื่อง
ไว้เล็กน้อยเพื่อไม่ให้อุณหภูมิสะสมภายในเครื่องสูงเกินไป ส่วนการพิมพ์รับแรงวัสดุวิศวกรรมก็ยังทำได้เช่นกัน แต่ด้วย P2S อาศัยความร้อนสะสมจาก Heat bed เป็นหลักไม่มีระบบทำความร้อน
เหมือน X2D จึงแนะนำให้ปิดฝาตู้ไว้ตลอดเพื่อรักษาอุณหภูมิ

การพิมพ์ PLA ในห้องแอร์สามารถปิดฝาได้เลย แต่ถ้าพิมพ์ในสภาพอากาศร้อนหรือพิมพ์นานๆ แนะนำให้แง้มฝาเครื่องไว้เล็กน้อย

4.ระบบรักษาความสเถียรการพิมพ์
ถ้ามองจากมุมมองผู้ใช้งานที่ไม่ได้รู้หลักการทำงานเชิงลึกของเครื่อง อาจจะมองว่าฟีเจอร์ในกลุ่มนี้ที่ช่วยรักษาความสเถียรของการพิมพ์อาจจะไม่ให้ผลลัพธ์งานพิมพ์ที่ต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ระหว่าง X2D
และ P2S แต่เป็นการลดความเสี่ยงจากปัญหาเล็กๆ ที่อาจทำให้งานเสียได้มากกว่า เช่น เส้นไหลผิดปกติ หัวฉีดเริ่มอุดตัน การวางชั้นแรกไม่สมบูรณ์ หรือเกิดปัญหาระหว่างพิมพ์แล้วผู้ใช้งานไม่ทันสังเกต
เพราะฉะนั้นหากพิมพ์งานสำเร็จปกติก็อาจจะไม่เห็นความต่างเท่าไหร่

X2D ได้รับการอัปเกรดขึ้นมาค่อนข้างเยอะสำหรับระบบรักษาความสเถียรการพิมพ์ หลักๆก็คือระบบเซ็นเซอร์และระบบตรวจสอบต่างๆ ที่ช่วยลดโอกาสเกิดงานเสียระหว่างการพิมพ์ อย่างเช่น ระบบ
ตรวจสอบการไหลของเส้นพลาสติก กล้องตรวจจับความผิดปกติระหว่างการพิมพ์ รวมถึงระบบ Calibrate ต่างๆ ที่ช่วยตรวจสอบสภาพการทำงานของเครื่องก่อนเริ่มพิมพ์และระหว่างพิมพ์อยู่ตลอด

กล้องตรวจจับการไหลของเส้นพลาสติก

Vision Encoder ตรวจสอบ-ชดเชยให้การพิมพ์สเถียรอยู่เสมอ

มีเซ็นเซอร์ในเครื่องกว่า 31 จุด

P2S แม้จะไม่มีระบบตรวจสอบและชดเชยหลายส่วนแบบ X2D แต่ก็ยังสามารถพิมพ์งานได้มีคุณภาพและมีความเสถียรสูงเช่นกันครับ เพียงแต่ผู้ใช้งานอาจต้องอาศัยความเข้าใจในการดูแลเครื่อง
และการตั้งค่ามากกว่าเล็กน้อย ตัวอย่างเช่น การทำความสะอาดถาดพิมพ์ (Build Plate) อย่างสม่ำเสมอ การตรวจสอบสภาพหัวฉีด การอบเส้นก่อนพิมพ์เมื่อจำเป็น รวมถึงการเลือกโปรไฟล์การพิมพ์
ให้เหมาะกับวัสดุที่ใช้งาน สิ่งเหล่านี้ล้วนช่วยลดโอกาสงานเสียได้มากเช่นกัน

ดังนั้นถ้าคุณเป็นมือใหม่หรือมีแผนจะรับงานจำนวนมาก พิมพ์งานข้ามคืนบ่อยๆ หรือไม่อยากเสียเวลาคอยเฝ้าเครื่องดูงานพิมพ์บ่อย X2D ก็จะให้ความสบายใจได้มากกว่า แต่ถ้าคุณพร้อมที่จะเรียนรู้
การใช้งานเครื่องและดูแลเครื่องตามปกติ P2S ก็ยังสามารถสร้างชิ้นงานคุณภาพสูงได้ไม่ต่างกันครับ

5.ระบบกรองอากาศ
ข้อนี้บางคนอาจจะไม่ได้สนใจมากนัก แต่หลายคนก็ให้ความสำคัญมากนั่นก็คือในส่วนของระบบกรองอากาศ

X2D มีการอัพเกรดระบบกรองอากาศให้ดีขึ้นช่วยยดักจับละอองขนาดเล็กและกลิ่นที่เกิดจากการพิมพ์วัสดุบางประเภทได้ดีกว่าเป็นระบบกรองอากาศแบบ 3 ชั้น แบบเดียวกับเครื่องตระกูล H

P2S ก็ยังมีระบบกรองอากาศภายในเครื่องเช่นกัน และสำหรับผู้ใช้งานทั่วไปที่พิมพ์ PLA หรือ PETG เป็นหลัก ความแตกต่างอาจไม่ได้ชัดเจนมากนักแต่ถ้ามีการพิมพ์วัสดุวิศวกรรมเป็นประจำ ก็อาจจะเห็น
ความต่างของการกรองกลิ่น แต่ไม่ต้องกังวลไปครับ หากใช้ P2S พิมพ์วัสดุที่มีกลิ่น ก้ยังสามารถใช้งานร่วมกับเครื่องกรองอากาศภายนอกเพื่อลดกลิ่นก็ได้

สรุป
สรุปเลยนะครับว่า Bambu Lab P2S และ X2D ต่างก็เป็นเครื่องพิมพ์ 3 มิติแบบโครงปิดขนาดกลางที่เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นทำธุรกิจ 3D Print ได้ทั้งคู่และสามารถรองรับการพิมพ์วัสดุได้หลากหลาย แต่จุด
แตกต่างสำคัญคือ X2D ได้รับการอัปเกรดฟีเจอร์หลายด้านเพื่อเพิ่มความสะดวกและความเสถียรในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นระบบหัวฉีดคู่ที่เหมาะกับการพิมพ์หลายวัสดุหรือซัพพอร์ตเฉพาะทาง ระบบ
Active Heat Chamber ที่ช่วยควบคุมอุณหภูมิภายในห้องพิมพ์สำหรับงานวัสดุวิศวกรรมอย่าง ABS, ASA และ Nylon ระบบ Air Flow ที่ปรับการระบายอากาศตามประเภทวัสดุ ระบบเซ็นเซอร์และกล้อง
ตรวจสอบการพิมพ์ที่ช่วยลดความเสี่ยงงานเสีย รวมถึงระบบกรองอากาศที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ขณะที่ P2S แม้จะไม่มีฟีเจอร์เหล่านี้ในระดับเดียวกัน แต่ก็ยังสามารถพิมพ์งานคุณภาพสูงได้ดี รองรับวัสดุ
ได้หลากหลาย และใช้งานเชิงธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพหากผู้ใช้มีความเข้าใจในการตั้งค่าและดูแลเครื่อง ดังนั้นหากเน้นความคุ้มค่าและพิมพ์งานทั่วไปเป็นหลัก P2S ก็ถือว่าเพียงพอ แต่หากต้องการ
ความสะดวก ลดความเสี่ยงงานเสีย พิมพ์วัสดุวิศวกรรมเป็นประจำ หรือมีงานขนาดใหญ่และงานพิมพ์ต่อเนื่องข้ามคืน X2D จะเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์มากกว่าในระยะยาวนั่นเอง

ที่จริงในส่วนที่แตกต่างกันระหว่าง X2D และ P2S อาจจะมีบางส่วนที่แตกต่างกันอีกนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้มีนัยยะสำคัญมาก เท่าที่สรุปมานี้ผมคิดว่าน่าจะทำให้คนที่กำลังชั่งน้ำหนักอยู่ว่าซื้อเครื่องไหนดี ?
ตัดสินใจได้ง่ายมากขึ้นแล้ว และถ้าใครสนใจที่จะมาดูเครื่องจริง พร้อมรับกลับได้เลยที่ร้าน 3DD เรามีบริการสอนการใช้งาน มีทีมงานบริการให้คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้งาน 3D Printer หรือจะทักเข้ามา
สอบถามได้เลยที่ Line @Print 3DD

 


Showing all 8 results