เครื่องพิมพ์ 3 มิติ Bambu Lab รุ่นไหนดีสำหรับมือใหม่? เปรียบเทียบรุ่นยอดนิยม เลือกให้คุ้มตามงบประมาณ

You are currently viewing เครื่องพิมพ์ 3 มิติ Bambu Lab รุ่นไหนดีสำหรับมือใหม่? เปรียบเทียบรุ่นยอดนิยม เลือกให้คุ้มตามงบประมาณ

สำหรับมือใหม่ที่กำลังเริ่มต้นใช้งานเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ลังเลว่าจะเลือก Bambu Lab รุ่นไหนดี เพราะมีหลายรุ่นให้เลือก สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่การเลือกเครื่องที่มีราคาถูกที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่ควรเลือกให้เหมาะกับลักษณะงานและวัสดุที่ต้องการพิมพ์ด้วย  เพราะเครื่องพิมพ์ 3 มิติแต่ละรุ่นมีจุดเด่นและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน ทั้งความยากง่ายในการใช้งาน การเลือกพิมพ์สีเดียวหรือหลายสี รวมถึงความสามารถของเครื่องโครงปิดที่รองรับวัสดุสำหรับงานวิศวกรรมและอุตสาหกรรม เช่น ABS, PC (Polycarbonate), Nylon (PA) ซึ่งเป็นเป็นวัสดุมีความเหนียว มีความแข็งแรง และสามารถทนความร้อนได้ดี  ในบทความนี้จะพาไปทำความรู้จักกับเครื่องพิมพ์ 3 มิติ Bambu Lab รุ่นยอดนิยม เปรียบเทียบความสามารถในแต่ละรุ่น พร้อมแนะนำวิธีเลือกเครื่องให้เหมาะกับการใช้งานและงบประมาณ เพื่อให้มือใหม่เลือกซื้อได้อย่างคุ้มค่า และตรงกับความต้องการมากที่สุด

1. งบประมาณ 15,000 – 25,000 บาท

เครื่องพิมพ์ 3มิติ ระดับผู้เริ่มต้นใช้งาน เหมาะกับงานทั่วไป

เริ่มจากงบประมาณ 15,000–25,000 บาท เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นที่ต้องการพิมพ์โมเดลทั่วไป จำพวกของตกแต่ง ของใช้ และชิ้นงานน่ารักๆ โดยแนะนำเครื่องพิมพ์ 3 มิติที่รองรับระบบพิมพ์หลายสี เช่น Bambu Lab A1 Combo ซึ่งสามารถพิมพ์ได้สูงสุด 4 สีผ่านระบบ AMS Lite ใช้งานง่าย มีระบบปรับตั้งค่าอัตโนมัติ เหมาะสำหรับมือใหม่ที่ต้องการเริ่มต้นสร้างสรรค์ชิ้นงานได้อย่างสะดวก  แต่หากต้องการพื้นที่พิมพ์ที่ใหญ่ขึ้น เพื่อรองรับโมเดลขนาดใหญ่ หรืออยากที่จะพิมพ์ชิ้นงานในจำนวนที่มากขึ้น แนะนำเป็น Bambu Lab A2L Combo ที่เพิ่มงบประมาณอีกเล็กน้อย แต่ได้พื้นที่การพิมพ์ที่ใหญ่กว่า ช่วยให้พิมพ์ชิ้นงานได้หลากหลายและยืดหยุ่นมากขึ้น พร้อมรองรับการพิมพ์หลายสีผ่านระบบ AMS Lite เช่นกัน แต่อีกหนึ่งจุดเด่นที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนเลยคือ Bambu Lab A2L Combo สามารถติดตั้งอุปกรณ์เสริม Cutting Kit เพื่อเพิ่มความสามารถในการวาดภาพและตัดกระดาษได้ ทำให้เครื่องไม่ได้จำกัดอยู่แค่การพิมพ์โมเดล 3 มิติ แต่ยังต่อยอดไปสู่การสร้างสรรค์งาน DIY งานตกแต่ง และงานประดิษฐ์ได้หลากหลายยิ่งขึ้น

Bambu Lab A1 Combo

Bambu Lab A2L Combo

สิ่งสำคัญที่ควรรู้คือ Bambu Lab A1 Combo และ A2L Combo เป็นเครื่องพิมพ์ 3 มิติแบบโครงเปิด จึงไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิภายในห้องพิมพ์ได้เหมือนเครื่องแบบปิด ทำให้ไม่เหมาะกับการพิมพ์วัสดุที่ต้องการควบคุมอุณหภูมิอย่าง ABS หรือวัสดุวิศวกรรม โดยวัสดุที่เหมาะกับเครื่องทั้งสองรุ่นจะเป็นจำพวก PLA และ PETG เป็นหลัก รวมถึง TPU บางประเภทที่รองรับการใช้งานกับเครื่องรุ่นนี้ ซึ่งหากไม่ได้ต้องการพิมพ์ชิ้นงานที่เป็น ABS หรือวัสดุวิศวกรรม  เครื่อง A1 Combo และ A2L Combo ก็ถือเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าสุดๆ สำหรับผู้เริ่มต้นใช้งาน

การควบคุมความร้อน จะมีในเครื่องโครงปิด

สุดท้ายคือการเลือกระหว่างรุ่นธรรมดากับรุ่น Combo ที่มาพร้อมระบบ AMS Lite สำหรับพิมพ์หลายสี หากมั่นใจว่าจะพิมพ์งานสีเดียวเป็นหลัก รุ่นธรรมดาก็เพียงพอต่อการใช้งานและช่วยประหยัดงบประมาณได้ แต่หากต้องการความสะดวกในการใส่ม้วนเส้นพลาสติก หรือเปลี่ยนเส้นพลาสติก ระบบ AMS Lite จะช่วยจัดการการป้อนเส้นให้แบบอัตโนมัติ ทำให้ไม่ต้องคอยเปลี่ยนเส้นด้วยตัวเองทุกครั้งที่ต้องการใช้ม้วนใหม่ ดังนั้น หากงบประมาณเพียงพอและมีโอกาสที่จะพิมพ์หลายสีในอนาคต การเลือก Combo ไว้ตั้งแต่แรกก็ถือว่าคุ้มค่า เพราะมีความยืดหยุ่นในการใช้งานมากกว่า

การพิมพ์หลายสี ของเครื่องพิมพ์ 3มิติ

2. งบประมาณ 30,000 – 45,000 บาท
เครื่องพิมพ์ 3มิติ ระดับกลาง ครอบคุมการพิมพ์ที่หลากหลาย

สำหรับใครที่มีงบประมาณเริ่มต้นประมาณ 30,000–45,000 บาท รุ่นที่น่าสนใจก็คงหนีไม่พ้น Bambu Lab P2S Combo และ X2D Combo ด้วยตัวเครื่องดีไซน์สวย ดูทันสมัย เป็นแบบโครงปิด ช่วยประหยัดพื้นที่ในการวางแต่สิ่งที่อัปเกรดขึ้นมาจากซีรีส์ A ไม่ได้มีแค่หน้าตาของเครื่องอย่างเดียว เพราะทั้งสองรุ่นนี้  ใช้ฐานพิมพ์ที่เคลื่อนที่ขึ้นบน-ลงล่าง  ไม่เหมือนการเลื่อนฐานพิมพ์ไปข้างหน้า-ข้างหลังแบบซีรีส์ A  ทำให้ได้ชิ้นงานที่มีคุณภาพดีขึ้นด้วย นอกจากนี้ยังได้ตัวเครื่องแบบปิด ที่สามารถควบคุมอุณหภูมิภายในห้องพิมพ์ได้ ทำให้รองรับการพิมพ์วัสดุได้หลากหลายกว่าเดิม เหมาะกับคนที่อยากขยับจากการพิมพ์โมเดลทั่วไป ไปสู่งานที่ต้องการความแข็งแรงและทนทานมากขึ้น เช่น ชิ้นส่วนที่ต้องรับแรง ทนความร้อน หรือชิ้นงานที่ต้องนำไปใช้งานกลางแจ้ง โดยสามารถเลือกใช้วัสดุสำหรับงานวิศวกรรมและอุตสาหกรรมได้หลากหลายขึ้น เช่น ABS, ASA

แล้วทีนี้จะเลือก P2S Combo หรือ X2D Combo ดี ต้องบอกเลยว่า ถ้าเน้นความคุ้มค่าเอาไปใช้งานได้หลากหลาย ทั้งพิมพ์โมเดลทั่วไปและงานที่ต้องการความแข็งแรง P2S Combo ถือเป็นตัวเลือกที่ดีมาก  แต่ถ้าใครอยากได้ความสามารถที่มากขึ้น X2D Combo ก็มีจุดเด่นตรงที่มาพร้อมหัวฉีด 2 หัว ช่วยให้การพิมพ์หลายสีทำได้รวดเร็วขึ้นในงานที่เหมาะสม เพราะไม่ต้องเสียเวลาเปลี่ยนสีผ่านหัวฉีดเดียวอยู่บ่อย ๆ นอกจากนี้ยังมีระบบ Active Chamber Heating ที่ช่วยทำความร้อนภายในห้องพิมพ์ ซึ่ง P2S Combo ไม่มี จึงเหมาะกับคนที่ต้องการเน้นพิมพ์วัสดุสำหรับงานวิศวกรรมและอุตสาหกรรมมากขึ้น  อีกอย่างที่น่าสนใจคือ X2D Combo สามารถพิมพ์ได้สูงสุด 5 สี โดยต่อ AMS 2 Pro เข้ากับหัวฉีดแรก เพื่อใช้เส้นพลาสติกได้ 4 สี ส่วนหัวฉีดที่สองก็สามารถต่อกับเส้นพลาสติกได้อีก 1 สี ที่ติดตั้งไว้ข้างเครื่องได้ เรียกว่าตอบโจทย์ทั้งงานหลายสีและงานที่ต้องการใช้วัสดุแตกต่างกันในชิ้นเดียวครับ

Bambu Lab P2S Combo

Bambu Lab X2D Combo

ทั้งนี้การพิมพ์หลายสีก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ 4 หรือ 5 สีเท่านั้น เรายังสามารถต่อ AMS 2 Pro เพิ่มเติมผ่านอุปกรณ์ AMS Hub เพื่อขยายจำนวนสีที่ใช้พิมพ์ได้อีก เช่น 8 สี หรือ 12 สี ขึ้นอยู่กับจำนวน AMS ที่ต่อเพิ่มเข้ามา และการพิมพ์หลายสีก็ต้องแลกกับระยะเวลาพิมพ์ที่นานขึ้น และมีเศษพลาสติกเหลือทิ้งมากขึ้น เพราะเครื่องต้องสลับสีต่อครั้งมากขึ้น ดังนั้น ถ้าเน้นพิมพ์หลายสีเป็นหลัก ก็ควรพิจารณาทั้งความสวยงามของชิ้นงาน เวลาในการพิมพ์ และปริมาณวัสดุที่ใช้ควบคู่กันไปด้วย

ต่อชุดอุปกรณ์เสริมเพื่อ รองรับการพิมพ์สีที่มากกว่า 4สี

3. งบประมาณ 50,000 บาท ขึ้นไป

เครื่องพิมพ์ 3 มิติระดับอุตสาหกรรม รองรับวัสดุวิศวกรรมประสิทธิภาพสูง

สำหรับงบประมาณ 50,000 บาทขึ้นไป ต้องการเครื่องพิมพ์ 3 มิติที่เน้นประสิทธิภาพสูง เน้นเทคโนโลยี ได้พื้นที่พิมพ์งานขนาดใหญ่ และรองรับวัสดุสำหรับงานวิศวกรรมได้หลากหลาย ต้องขยับมาซีรีส์ H เลยเพราะซีรีส์นี้ออกแบบมาเพื่อรองรับงานที่จริงจังขึ้น ทั้งงานต้นแบบ ชิ้นส่วนใช้งานจริง และงานผลิตที่ต้องการความแม่นยำและความสม่ำเสมอ

จุดเด่นของ H Series คือพื้นที่พิมพ์ขนาดใหญ่ รองรับการสร้างชิ้นงานที่มีขนาดใหญ่ขึ้นได้สบาย โดยรุ่นเริ่มต้นที่น่าสนใจคือ H2S Combo ที่มาพร้อมหัวฉีดรองรับอุณหภูมิสูงสุด 350°C และระบบทำความร้อนภายในห้องพิมพ์สูงสุด 65°C ทำให้สามารถพิมพ์วัสดุวิศวกรรมได้หลากหลายขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ABS, ASA, PC, Nylon รวมถึงวัสดุผสมเสริมใยคาร์บอนหรือใยแก้วบางชนิด เหมาะกับชิ้นงานที่ต้องการความแข็งแรง ทนความร้อน หรือใช้เป็นชิ้นส่วนสำหรับงานจริง นอกจากนี้ยังมีระบบกล้องและเซนเซอร์ช่วยตรวจสอบการพิมพ์ เพิ่มความสะดวกในการใช้งานและช่วยลดโอกาสเกิดปัญหาระหว่างพิมพ์  ขยับขึ้นมาอีกรุ่นสำหรับคนที่ต้องการความสามารถมากขึ้น แนะนำเป็น H2D Combo ที่มาพร้อมหัวฉีด 2 หัว ช่วยให้พิมพ์วัสดุ Support แยกจากวัสดุหลักได้สะดวกขึ้น หรือจะใช้พิมพ์วัสดุและสีที่แตกต่างกันในชิ้นงานเดียวก็ทำได้ ช่วยลดขั้นตอนการเปลี่ยนเส้นผ่านหัวฉีดเดียว เหมาะกับงานที่มีรายละเอียดซับซ้อนหรือต้องการใช้วัสดุหลายประเภท

ส่วนใครที่ชื่นชอบเทคโนโลยีการพิมพ์หลายสี ต้องมาดูรุ่นนี้ H2C Combo ที่โดดเด่นมากในเรื่องการพิมพ์หลายสี เพราะเครื่องมาพร้อมระบบเปลี่ยนหัวฉีดอัตโนมัติแบบ Vortek รองรับหัวฉีดได้สูงสุด 7 หัว ช่วยให้สลับใช้งานวัสดุและสีได้รวดเร็วขึ้น ลดการเสียเวลาไล่เส้นพลาสติก และช่วยลดเศษวัสดุที่เกิดจากการเปลี่ยนสีได้อย่างมากเมื่อเทียบกับระบบที่ต้องไล่เส้นผ่านหัวฉีดเดิมบ่อย ๆ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการพิมพ์โมเดลหลายสี หรือชิ้นงานที่ใช้วัสดุแตกต่างกันหลายชนิด เรียกได้ว่า H Series เป็นตัวเลือกสำหรับคนที่ต้องการขยับจากการพิมพ์โมเดลทั่วไปไปสู่งานที่จริงจังมากขึ้น ทั้งงานออกแบบ งานวิศวกรรม ชิ้นส่วนที่ต้องใช้งานจริง ไปจนถึงงานผลิตที่ต้องการคุณภาพและความสม่ำเสมอ โดยแต่ละรุ่นก็มีจุดเด่นแตกต่างกัน เลือกได้ตามลักษณะงานและงบประมาณที่มี


สำหรับใครที่กำลังสนใจ Bambu Lab รุ่นไหนอยู่ แล้วอยากเข้ามาดูเครื่องจริง ดูตัวอย่างชิ้นงานจริงที่ได้จากเครื่อง หรือเข้ามาสอบถามได้ว่ารุ่นไหนเหมาะกับงานที่ต้องการนำไปพิมพ์ สามารถแวะเข้ามาพูดคุยกับทีมงานที่ร้าน 3DD ได้เลย หรือถ้าใครกำลังวางแผนทำฟาร์มพิมพ์ 3 มิติ ต้องการใช้เครื่องหลายเครื่องเพื่อผลิตชิ้นงานในปริมาณมาก ทางเราก็มีทีมงานคอยให้คำแนะนำ ตั้งแต่การเลือกรุ่นเครื่องไปจนถึงการวางระบบให้เหมาะกับการใช้งานจริง  3DD เป็นตัวแทนจำหน่าย Bambu Lab อย่างเป็นทางการในประเทศไทย พร้อมให้บริการจัดส่งและติดตั้งเครื่อง ทั้งสำหรับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ใช้งานทั่วไป ใครกำลังมองหาเครื่องพิมพ์ 3 มิติที่เหมาะกับงานของตัวเอง แวะมาปรึกษากันได้เลย