รีวิว Einscan Pro 2x และ Einscan Pro 2x Plus

          วันนี้ทางเราจะมารีวิวแสกนเนอร์รุ่นใหม่จาก SHINING3D ที่ใช้ชื่อว่า Einscan Pro 2x series โดยได้แบ่งออกมาเป็น 2 รุ่น คือ Pro 2X กับ Pro 2X Plus  อาจจะคุ้นๆ กันอยู่ใช่ไหมครับ เพราะตัวใหม่นี้เป็นรุ่นที่ได้รับการพัฒนามาจาก Einscan Pro และ Einscan Pro Plus ที่มีชื่อเสียงทางด้านงานสแกนอยู่แล้ว ทั้งการสแกนวัตถุ การสแกนสิ่งมีชีวิต หรือรูปปั้นขนาดใหญ่ ก็สามารถทำออกมาได้สมบูรณ์แบบถือว่าเป็นเครื่องสแกนเนอร์ 3 มิติ ที่พัฒนาและออกแบบให้เหมาะสมกับงานหลายมิติ ส่วนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวออกมามีลักษณะของตัวเครื่องที่คล้ายกับเครื่องตัวเก่า แต่ในความคล้ายกันก็ยังมีส่วนที่แตกต่างกันมากอยู่พอสมควร เอ๊ะยังไง!! แต่ขอบอกเลยว่าเครื่องใหม่ยังไงก็ต้องดีกว่าอย่างแน่นอนครับ วันนี้เราจะมาทำการเปรียบเทียบให้เห็นกันไปเลยว่าทั้ง 2 ตัวระหว่าง Pro 2X กับ Pro 2X Plus และ Pro ตัวเก่านั้นแตกต่างและมีรายละเอียดตัวเครื่องยังไงบ้างวันนี้เราจะได้รู้กันครับ โดยมีรายละเอียดดังนี้

          ก่อนอื่นเลยเราจะมาเริ่มต้นกันที่ตัวแรกที่ตอนนี้ได้ตกรุ่นเรียบร้อยแล้วกับ Einscan Pro/Pro Plus ซึ่งรุ่นนี้ตอนเปิดตัวมานั้นเป็นที่น่าสนใจอย่างมากเพราะมีการทำงานของตัวเครื่อง ในการสแกนงานสามารถทำได้ดีมาก โดยมีความคลาดเคลื่อน (Accuracy) ในโหมด Auto scan และ Fixed scan ของงานอยู่ที่ 0.05 mm. ส่วนความเร็วในการสแกนต่อ shot อยู่ที่ <2s และยังมีโหมด Handheld HD Scan ที่เข้ามาช่วยในการสแกนงานชิ้นที่สแกนได้ยากและเน้นความรวดเร็ว เช่น เฟอร์นิเจอร์ รถยนต์ อื่นๆ เพราะจะใช้ point marker ในการ Align พื้นผิวของชิ้นงานทำให้งานที่ว่าสแกนยากๆ นั้นง่ายขึ้นมาก ความคลาดเคลื่อน (Accuracy) ในโหมดนี้จะอยู่ที่ 0.1 mm. จะมีความเร็วที่ 15 frames/s และในโหมดสุดท้ายจะเป็นการสแกนงานที่มีขนาดใหญ่ มีรายละเอียดลวดลายที่เยอะ เน้นความรวดเร็วในการสแกน เช่น รูปปั้น พระ คน และอื่นๆ โดยความคลาดเคลื่อน (Accuracy) ในโหมดนี้จะอยู่ที่ 0.3 mm. จะมีความเร็วที่ 10 frames/s ความคลาดเคลื่อนจะเยอะหน่อยนะครับ แต่บอกเลยโหมดนี้สะดวกจริง สามารถสแกนชิ้นงานขนาดใหญ่โดยมีลักษณะเดินถือเครื่องสแกนเนอร์ได้เลย ระยะห่างจากวัตถุกับตัวเครื่องอยู่ที่ 42-58 cm. ส่วนเรื่องน้ำหนักตัวเครื่องนั้นค่อนข้างเบามากๆ ครับน้ำหนักเพียง 800g อีกอย่างสามารถสแกนสีได้ด้วยแต่ต้องติด Module Color เพิ่มนะครับ ส่วนด้านล่างต่อจากนี้จะแสดงให้เห็นว่าเครื่องรุ่นใหม่นี้มีภายนอกและส่วนอื่นๆ แตกต่างจากรุ่นเก่าอย่างไร

          เครื่อง Einscan Pro รุ่นใหม่จะเชื่อมต่อสายมาเป็นชิ้นเดียวกับตัวเครื่องสแกนเนอร์เลยเพื่อป้องกันการเสียหายจากจากถอดเข้า-ออก จากตัวเครื่องได้ ถ้าดูจากรูปด้านซ้ายมือจะเป็นรุ่นเก่าจะเป็นรูเสียบลักษณะกลม ใช้งานแต่ละครั้งต้องมีการเสียบเข้า-ออกบ่อยอาจจะทำให้เกิดการเสียหายได้ เช่น หัก หลวม และอื่นๆ ซึ่งเจ้ารุ่นใหม่นี้ได้แก้ไขมาเป็นอย่างดีวัสดุที่ใช้ทำสาย Cable นั้นทำออกมาได้ดีกว่าชนิดเก่ามาก

          ส่วนการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เสริมต่างๆ เช่น Prime HD, Color Module ในรุ่นใหม่นั้นจะทำการเปลี่ยน Port ในการเชื่อมต่อนั้นเป็นแบบ USB เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งานและส่งถ่ายข้อมูลได้ดีขึ้น ไม่มีสายโยงไปโยงมา จะทำให้ไม่สะดวกต่อการใช้งานตัวเครื่องสแกนเนอร์ แบบเก่านั้นจะเป็นสายยาวๆยื่นออกมาจากตัว Module แล้วไปเสียบที่ตัวเครื่องสแกนเนอร์อีกที

          ส่วนตรงกริ๊ปมือจับรุ่นใหม่จะมีรูๆ อยู่ที่เนื้อพลาสติกทำให้เวลาใช้งานจับได้กระชับมือยิ่งขึ้น เนื่องด้วยน้ำหนักตัวเครื่องรุ่นใหม่ (Einscan Pro 2x series) จะหนักกว่าตัวเก่า (Einscan Pro series) จาก 0.8kg. เป็น 1.13kg. เลยได้มีการออกแบบตัวกริ๊ปมือจับใหม่ให้เหมาะสมต่อการใช้งานยิ่งขึ้น

          ส่วนด้าน Software ของเครื่องสแกนรุ่นใหม่นี้จะมีการเปลี่ยนแปลงโฉมใหม่เกือบทั้งหมด เช่น icon หน้าต่างการใช้งานภายใน , function ในการสแกนงาน ,การจัดวาง Layout เครื่องมือการใช้งาน , การจำลอง Point cloud ที่เป็นจำนวน Polygone ใหม่ เท่าที่ได้ลองเล่นดูแล้ว Software ของเครื่องใหม่นี้น่าใช้งานมากขึ้นและดูทันสมัยเข้ากับคนรุ่นใหม่ได้ดียิ่งขึ้นครับ ลองดูจากรูปภาพได้เลยว่าน่าใช้งานแค่ไหน

ความพิเศษยังไม่หมดแค่นี้ครับ ทาง shining 3D ยังจัดเต็มเพื่อให้ผู้ใช้งานได้รับความสะดวกสูงสุดในการใช้งานโดยได้มีการเพิ่มเติมในส่วนของซอฟแวร์ ในการ reverse engineering ซอฟแวร์ที่กล่าวมาข้างต้นนี้ใช้ในการปรับพื้นผิวให้วัสดุมีพื้นผิวที่เรียบเนียนขึ้นเทียบเคียงกับพื้นผิววัสดุจริง ในทางกลับกันยังสามารถเขียนแบบ 3 มิติ รวมไปถึงการ simulation เพื่อเป็นการจำลองสถานการณ์การควบคุมเสมือนจริงของสิ่งต่างๆ ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นสิ่งที่เพื่อนๆตามหาอยู่แน่นอนครับ

โดย Shining3D ร่วมกับ Siemens โดยบันเดิ้ลซอฟแวร์มาให้เลยเป็น Solid Edge Shining3D (คล้าย ST10) โดยตัว Software เองสามารถทำการ Reverse Engineer โดย Software เปล่าๆก็ราคาหลายแสนแล้ว ดังนั้นตัวนี้ถือว่าคุ้มมากๆ

หมายเหตุ สินค้าทั้งสองรุ่นมาพร้อม Solid Edge Shining3D – Software เพื่อการ Reverse Engineer / แต่ผิวเชิงวิศวกรรม / Generative Design / Simulation with CAD tools
License มาในลักษณะ USB Dongle

ต่อไปจะขออธิบายรายละอียดของตัวเครื่องรุ่นใหม่ให้ทราบกันว่าดีอย่างไร เริ่มกันเลยครับ

รุ่น Einscan Pro 2x  

ความสามารถในแต่ละโหมดการใช้งานมีเพิ่มขึ้นดังนี้

-โหมด Handheld rapid scan ในโหมดนี้คือไว้ใช้สแกนงานขนาดใหญ่ เช่น คน,งานประติมากรรม,ชิ้นส่วนรถยนต์, และยังสามารถใช้คู่กับmaker pointได้อีกด้วย ซึ่งสามารถทำความละเอียดได้สูงถึง 0.1mm ในโหมดนี้ความเร็วในการสแกนสูงสุดอยู่ที 20 frames/s และระยะห่างของ Point distance ห่างกันเพียง 0.2mm-2mm ซึ่งถือว่าแสกนงานได้ละเอียดกว่าเดิมมาก

-โหมด Handheld HD scan ในโหมดนี้ใช้คู่กับ maker pointโดยเฉพาะเหมาะกับงานที่สมมาตร(Symmetry) เช่น ชิ้นส่วนรถยนต์ พาร์ทชิ้นส่วนต่างๆ หรือแม้แต่งานประติมากรรม โดยสามารถทำความละเอียดได้สูงถึง 0.05mm ซึ่งในโหมดนี้จะใช้คู่กับmaker เพื่อเพิ่มความแม่นยำของการสแกน และมีความเร็วในการสแกนได้สูงถึง 30 frames/s และระยะห่างของ Point distance ห่างกันเพียง 0.2mm-2mm

-โหมด Fixed scan เหมาะกับชิ้นงานขนาดไม่ใหญ่มาก ซึ่งเป็นโหมดที่สามารถทำความละเอียดได้สูงถึง 0.04mm ต่อการสแกน 1 shot และระยะห่างของ Point distance ห่างกันเพียงแค่ 0.16mm ทำให้ในโหมดนี้งานที่สแกนได้จะมีความละเอียดค่อนข้างสูงมาก

          สรุปจากที่ได้ทดลอง Einscan Pro 2x พบว่าในโหมด Handheld rapid สแกนงานได้เร็วมากขึ้นจากรุ่นก่อน (Einscan-pro) ประมาณ 3 เท่า และในโหมด Handheld HD สามารถทำความเร็วได้มากขึ้นจากรุ่นก่อน (Einscan-pro) ประมาณ 1 เท่า ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพทั้งในด้านของความเร็วในการสแกนและด้านของความละเอียดที่เพิ่มมากขึ้น ส่วนในโหมด Fixed scan การสแกนเร็วขึ้นมากและได้ความละเอียดต่อ shot มากถึง 0.04mm  

 

ตางรางเปรียบเทียบระหว่าง Einscan Pro และ Einscan Pro 2x

                                                                                                                                                                                   

   ส่วนในรุ่น Einscan Pro 2x Plus

จุดเด่นมีดังนี้

ความสามารถจะคล้ายกับ Einscan pro 2x แต่สามารถสแกนได้ละเอียดและเร็วกว่ามาก

-โหมด Handheld rapid scan ในโหมดจะใช้สแกนงานขนาดใหญ่ เช่น งานประติมากรรม,ชิ้นส่วนรถยนต์,คน และสามารถใช้งานร่วมกับ maker pointได้เช่นกัน โดยสามารถทำความละเอียดได้สูงถึง 0.1 mm ภายในโหมดนี้ยังมีจุดโดดเด่นอย่างเห็นได้ชัดเจนกว่ารุ่นเก่าคือความเร็วของการสแกนซึ่งสามารถสแกนได้สูงถึง 30 frames/s และระยะห่างของ Point distance ห่างกันเพียงแค่ 0.25-3 mm

-โหมด Handheld hd scan ในโหมดนี้ใช้ร่วมกับmakerเพียงอย่างเดียว สามารถทำความละเอียดได้สูงมากกว่า 0.05 mm ภายในโหมดนี้ยังมีจุดโดดเด่นอย่างเห็นได้ชัดเจนกว่ารุ่นเก่าคือความเร็วของการสแกนซึ่งสามารถสแกนได้สูงถึง 20 frames/s และระยะห่างของ Point distance ห่างกันเพียง 0.2-3 mm

-โหมด Fixed scan สำหรับสแกนชิ้นงานขนาดไม่ใหญ่มาก สามารถทำความละเอียดได้สูงถึง 0.04mm ต่อการสแกน 1 shot และระยะห่างของ Point distance ห่างกันเพียง 0.24mm ทำให้ในโหมดงานนี้งานที่ได้จากการสแกนจะมีความละเอียดค่อนข้างสูง

          สรุปจากที่ได้ทดลอง Einscan Pro 2x Plus พบว่าในโหมด Handheld rapid สแกนงานได้เร็วมากขึ้นจากรุ่นก่อน (Einscan Pro Plus) ประมาณ 3 เท่า และในโหมด Handheld hd สามารถทำความเร็วได้มากขึ้นจากรุ่นก่อน(Einscan Pro Plus) ประมาณ 1 เท่า ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพทั้งในด้านความเร็วในการสแกนและด้านความละเอียดที่เพิ่มมากขึ้น ส่วนในโหมด Fixed scan การสแกนเร็วขึ้นมากและได้ความละเอียดต่อ shot มากถึง 0.4 mm

 

ตารางเปรียบเทียบระหว่าง Einscan Pro Plus และ Einscan Pro 2x Plus

 

การสแกนในโหมด Fixed Scan เหมาะกับการใช้งานที่ต้องการความละเอียดสูง

 

การสแกนในโหมด HD Scan เหมาะกับชิ้นงานสแกนที่มีความสมมาตร

 

การสแกนในโหมด Rapid Scan เหมาะกับชิ้นงานสแกนขนาดใหญ่

 

          จากข้อมูลต่างๆที่เราได้รวบรวมมาแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเครื่องมีประสิทธิภาพในการใช้งานมากขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ ความเร็วในการสแกน สามารถลดเวลาในการทำงานได้เป็นอย่างดี และความละเอียดที่เพิ่มขึ้นมา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้การทำงานเข้าใกล้ความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น

 

สามารถติดตามเรื่องราวใหม่ๆจากช่องทาง : www.print3dd.com

facebook fanpage : https://www.facebook.com/print3dd/

 

 

 

Tagged with →  
Share →