รีวิวการพิมพ์ ABS จากเครื่อง Flashforge Creator Pro เพื่อใช้งานจริง

รีวิวการพิมพ์ ABS จากเครื่อง Flashforge Creator Pro เพื่อใช้งานจริง

 

ภ1

 

        รีวิวพิมพ์ ABS จากเครื่อง Flashforge Creator Pro เพื่อใช้งานจริง บทความนี้จะเป็นบทความต่อจากครั้งก่อนที่ได้แนะนำโปรแกรม Solid Edge ST Classic ในการ Reverse Engineerig ไปนะครับ ถ้าใครที่ได้เข้าไปอ่านจะร้อง อ๋อ!! เลยครับ ครั้งนี้ผมจะมาแนะนำการพิมพ์งานจากพลาสติกที่เป็น ABS กับเครื่อง Flashforge Creator Pro หลายๆ คนที่อยากจะพิมพ์วัสดุ ABS หรือที่เคยพิมพ์มาแล้ว จะต้องเจอปัญหาต่างๆ แน่นอน อาจจะเป็นเนื้อพลาสติกไม่ติดฐานบ้าง งานแอ่นขึ้นมาจากฐานพิมพ์ งานแตกร้าว ปััญหาเหล่านี้เกิดขึ้นจากการตั้งค่าในการพิมพ์งานซึ่งด้วยเนื้อพลาสติก ABS มีคุณสมบัติที่เฉพาะตัวทั้งความแข็งแรง ยืดหยุ่นได้ดี แถมยังทนความร้อนได้สูงอีกด้วย แต่ก่อนที่เราจะเริ่มใช้เจ้าพลาสติก ABS ต้องรู้ธรรมชาติของมันซ่ะก่อนว่าเนื้อพลาสติก ABS นั้นเส้นพลาสติก ABS ต้องใช้ความร้อนที่สูงมากถึง 220-240 องศา และเนื้อพลาสติกยังมีการหนตัวด้วยแต่อันนี้จะทราบไม่ได้ว่าการหดตัวจะเกิดจากทางด้านไหนของชิ้นงาน แล้วแต่ลักษณะของงานนั้นๆ ด้วย หรือบางทีงานจะเกิดอาการแตกที่ตัวชิ้นงานอันนี้จะอยู่ที่การควบคุมอุณหภูมินี่ขณะที่พิมพ์ชิ้นงาน แต่ปัญหาเหลานี้สมารถแก้ไขได้สำหรับเครื่อง  Flashforge Creator Pro ตัวเครื่องจะเป็นแบบระบบปิดมีฝาครอบด้านบนและฝาปิดด้านหน้าเครื่องจะทำให้ควบคุมอุณหภูมิได้เป็นอย่างดี แต่ถ้าบางเครื่องที่เป็นโครงสร้างแบบเปิดโล่งทุกด้านนั้นจะต้องลำบากหน่อยนะอาจจะหาถุงขนากใหญ่หรือกล่องมาครอบตัวเครื่องพิมพ์อีกที เพื่อไม่ให้เสีียเวลาเรามาดูการตั้งค่า และเทคนิคในการพิมพ์ ABS กันเลยดีกว่าครับ

 

Flashforge-Icon

ภาพที่ 2

        สำหรับเครื่องพิมพ์ Flashforge Creator Pro นั้นจะใช้ Software ชื่อ Flashprint ในการสไลด์งานให้เป็น gcode ก่อนที่จะพิมพ์งานก่อนที่เราจะพิมพ์งานต้องทำการคาริเบทของตัวฐานพิมพิมพ์ของเครื่องให้เรียบร้อยก่อน จากนั้นให้นำผ้าสะอาดชุบออลกอฮอล์ที่ใช้ล้างแผลเช็ดทำความสะอาดที่ฐาน เพราะว่าบางที่ฐานพิมพ์อาจจะมีฝุ่น หรือความมันจากมือของเราเองจะทำให้เนื้อพลาสติกนั้นไม่ติดกับฐานของเครื่องพิมพ์ได้ครับ เมื่อทำตามวิธีนี้เสร็จแล้วเรามาดูการตั้งค่าภายใน Software กันตามภาพที่ 3

 

3

ภาพที่ 3

9

ภาพที่ 4

 

        การตั้งค่าในการพิมพ์งานของเครื่อง Flashforge Creator Pro นั้น ได้เลือกใช้หัวขวาในการพิมพ์(เลือกหัวไหนพิมพ์ก็ได้ล้วแต่เรา) ผมจะเปิดทาง Raft เพื่อให้งานที่พิมพ์นั้นยึดเกาะติดกับฐานพิมพ์ได้ดียิ่งขึ้น แต่ขอบอกก่อนเลยว่าบางทีงานอาจจะกระดกได้เหมือนกันนะครับ ที่จริงอย่ากจะแนะนำให้เปิดใช้ Brim มากกว่าเพราะจะเสียเวลาในการพิมพ์เพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย แต่ทำไหมผมถึงใช้ Raft นั้นเนื่อวจากผมได้วางชิ้นงานที่มีด้านสัมผัสกับฐานพิมพ์ที่น้อยเลยใช้ Raft แทนถ้าด้านที่สัมผัสกับฐานมีหน้าสัมผัสเยอะกว่านี้ก็คงจะใช้ Brim ครับ ตามภาพที่ 4 ส่วนความละเอียด(Layer Height) ที่จะอยู่ที่ 200 ไมคอน

 

4

ภาพที่ 5

        ส่วนในเรื่องของความของชิ้นงานผมจะให้ตั้งค่าขอบองชิ้นงาน (Parimeter Shell) อยู่ที่ 3 ชั้น จะมีความหนาเท่ากับ 1.2 mm. ส่วนผนังด้านล่างและด้านบน (Top/Bottom Solid Layer) จะอยู่ที่ 4 ชั้น มีความหนาเท่ากับ 0.8 mm ถ้าต้องการใช้มีความแข็งแรงกว่านี้ ก็อาจจะเพิ่มความหนาเข้าไปอีกบางทีถ้าเราเลือกค่าตรงนี้น้อยจะทำให้พิมพ์ชิ้นงานออกมาแล้วผิวของชิ้นงานจะไม่สวย และไม่แข็งแรง อันนี้ก็ต้องแล้วแต่จุดประสงค์ของแต่ละคนว่างานที่ต้องการนั้นเป็นแบบไหนบางที่ต้องการให้แข็งแแรงบางทีต้องการให้มีความอ่อนตัวได้

 

5

ภาพที่ 6

6

ภาพที่ 7

7

ภาพที่ 8

 

        ส่วนด้านในของชิ้นงานผมจะใช้ (Fill Density) อยู่ที่ 20% รูปแบบของ infill เป็นแบบหกเหลี่ยมเพื่อให้มีความแข็งแรง (ภาพที่ 6) ต่อมาเป็นส่วนที่สำคัญมากอย่างหนึ่งในการพิมพ์ ABS ความเร็วในขณะที่พิมพ์งานควรจะตั้งมีความเร็วที่ไม่เร็วมากผมจะเลือกใช้อยู่ที่ 30 mm/s เพราะว่าเนื้อพลาสติก ABS นั้นมีการหดตัวมากอยู่พอสมควรและใช้ความร้อนที่สูงด้วย ถ้าเราใช้ความเร็วที่มากเนื้อพลาสติกยังไม่ทันจะยึดเกาะกับอีกชั้นที่ฉีดออกมาเลย (ในระหว่างชั้นของงานจะเกิดแรงดึงของเนื้อพลาสติก) อาจจะทำให้เกิดรอยแตกราว ผิวงานไม่เรียบสวย หรือเกิดการแอ่นของชิ้นงานได้ แต่ในทางกลับกันถ้าเราใช้ความเร็วที่ช้าเนื้อพลาสติกจะมีเวลาให้ยึดเกาะเรียงตัวกันในแต่ละชั้นได้ดีกว่า (ภาพที่ 7) ส่วนการเลือกใช้อุณหภูมิในการพิม์นั้นจะสามารถเลือกใช้ตามที่ข้างกล่องของเส้นพลาสติกนั้นได้เลยหรืออาจจะใช้ประมาณ 220-240 องศา ได้เลยแล้วแต่ขนาดของชิ้นงาน ผมจะเลือกใช้อยู่ที่ 230 องศา และฐานพิมพ์อยู่ที่ 105 องศา อันนี้จะเป็นค่าที่โปรแกรมตั้งมาให้อยู่แล้วครับ (ตามภาพที่ 8)


8

ภาพที่ 9

        เมื่อเราตั้งคร่าเสร็จเรียบร้อยแล้วได้ไฟล์ที่ไลด์ออกมาเป็นชั้นๆ งานชิ้นนี้จะใช้เวลาอยู่ที่ 3 ชั่วโมง 4 นาที เส้นที่ใช้มีความยาว 7.52 เมตร เมื่อเริ่มพิมพ์ชิ้นให้สังเกตุที่หน้าเครื่องสัก 2-3 ชั้นของชิ้นงานว่าขึ้นได้ดีไหม เส้นที่ฉีดออกมาเบียดหรือห่างกันรึเปล่าเพราะบางทีตอนที่เราทำการคาริเบทฐานของเครื่องพิมพ์มันจะไม่ 100% อยู่แล้ว จึงจะให้ปรับตอนที่กำลังพิมพ์เลย และอีกอย่างถ้าพิมพ์ ABS จะให้พิมพ์ฝาครอบของตัวเครื่องด้วยจะทำให้พิมพ์ชิ้นงานได้ดียิ่งขึ้นครับ เมื่อเราพิมพ์ชิ้นงานเสร็จแล้วอย่าเพิ่งนำชิ้นงานออกจากตัวเครื่องนะให้รออุณหภูมิภายในเครื่องค่อยๆ ลดลงอาจจะใช้เวลาประมาณ 20-30 แล้วแต่ขนาดของชิ้นงานนั้นๆ เพื่อให้เนื้อพลาสติก ABS ค่อยจับตัวกันจะได้ไม่เกิดอาการผิวงานแตกร้าวครับ อันนี้จะเป็นรูปตัวอย่างชิ้นงานที่เราพิมพ์ออกมา (ภาพที่ 10) จากภาพจะเห็นว่ามี Support อยู่ให้เราแกะออกได้เลย ไม่จำเป็นจะต้องใช้พลาสติกที่เป็นเนื้อ Support โดยเฉพาะครับ

 

10

ภาพที่ 10

2561_05_14_8

ภาพที่ 11

2561_05_14_7

ภาพที่ 12

 

        เมื่อนำชิ้นงานไปประกอบเข้ากับรถเข็นคนพิการซึ่งจะเป็นฝาครอบด้านข้างตรงล้อของรถ ตามภาพที่ 11-12  จะเทียบให้ดูว่าทำออกมาได้ใกล้เคียงขนาดไหนเริ่มต้นจากการสแกนชิ้นงานจริงแล้วนำไฟล์งานมา Revers ต่อเพื่อแก้ไข และสุดท้ายพิมพ์ชิ้นงานแบบ 3 มิติ ออกมาใช้งานจริงถ้าต้องการให้เนื้อผิวมีความละเอียดกว่านี้เครื่อง Creator Pro ก็สามารถละเอียดได้ถึง 50 ไมคอน(0.05mm) จะเห็นได้้ว่าชิ้นงานที่พิมพ์มาสามารถประกอบใส่กับรถเข็นได้อย่างพอดีสามารถใช้งานจริงได้เหมือนชิ้นส่วนอันเก่า ถ้าไม่สังเกตุอย่างจริงจังก็จะแยกไม่ออกเลยครับ

2561_05_14_5

ภาพที่ 13

2561_05_14_4

ภาพที่ 14

2561_05_14_1

ภาพที่ 15

2561_05_14_3

ภาพที่ 16

แนะนำวิธีการ Reverse Engineering ไฟล์งานที่ได้จาก Einscan-SE (.stl)

แนะนำวิธีการ Reverse Engineering ไฟล์งานที่ได้จาก Einscan-SE (.stl)

13

 

        โปแกรม Solid Edge ST10 เป็นโปรแกรมที่มีการใช้งานจะคล้ายๆ โปรแกรมสร้างชิ้นงาน 3 มิติทั่วๆ ไปอย่างเช่น AutoCAD, Fusion360 และ Solidworks ซึ่งสามารถทำงานได้หลากหลายไม่ว่าจะเป็น การดราฟ, ขึ้นโมเดล, ภาพการประกอบชิ้นส่วนงาน, การสร้างท่อโค้งงอ, การ Simulation, การ Reverse ทาง Engineering และอื่นๆ อีกมากมาย แต่สิ่งที่โปแกรม Solid Edge ทำได้แตกต่างออกมานั้นคือการ Revers ไฟล์งาน เพราะได้รวบร่วมเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพทางการออกแบบ 3 มิติ ไว้ให้ใช้งานอย่างครบครัน และมีเครื่องมือในการแก้ไขปรับแต่งไฟล์งานที่มีข้อมูลเป็นแบบสามเหลี่ยม ซึ่งทีมาของไฟล์งานอาจจะมาจากการสแกน หรือโปรแกรมอื่นๆ เพราะไฟล์งานส่วนมากเลยที่ได้จากการสแกน 3 มิติ นั้นจะไม่สมบูรณ์ 100% อยู่แล้วจึงต้องทำการปรับแต่งไฟล์ให้กลับมาสมบูรณ์มากที่สุดก็คือการ Reverse เช่น การปรับผิวให้เรียบ การปรับแต่งจากงานเดิม การสร้างชิ้นงานใหม่จากการเทียบขนาดที่ได้จากการสแกน 3 มิติ แล้วแต่เราจะเลือกใช้งานเลยครับ ถือว่าช่วยลดระยะเวลาในการออกแบบงานทางวิศวกรรมได้มาก เพราะบางงานไม่จำเป็นต้องมาวัดขนาดชิ้นงานจริงและสร้างชิ้นงานขึ้นมาใหม่แล้วซึ่งมันจะใช้เวลามากต่องานหนึ่งชิ้น เพื่อการไม่ให้เสียเวลามากเรามาเริ่มใช้งานโปรแกรม Solid Edge ST10 กันเลยดีกว่าครับ
2

ภาพที่ 2

5

ภาพที่ 3

Capture

ภาพที่ 4

        เมื่อเราเปิดโปรแกรม  Solid Edge ขึ้นมาจะเจอกับการสร้าง Sheet ของทาง Solid Edge จะมีให้เลือกใช้งานเยอะไม่ว่าจะเป็น Part, Daft, Metal, Assembly และ Weldment หน่วยที่จะใช้ก็สามารถเลือกได้จะเป็นนิ้วหรือเซนติเมตรส่วนมากเรามักจะใช้เป็น Part แบบเซนติเมตรมากกว่า เลือกไปที่ (ภาพที่ 2-3) Open Bowse > เลือกไฟล์ .stl > ANSI Metric > ansi metric part แล้วเราก็จะได้ sheet งานที่พร้อมจะทำการสร้างาน แก้ไขงานที่มีหน่วยเป็นเซ็นติเมตรแล้วครับ (ภาพที่ 4) จะเห็นว่าจะมีหน้าต่างเครื่องมือที่ไว้ใช้สำหรับการ Reverse Engineering โดยเฉพาะทางเลยนี่แหละครับเป็นทีเด็ดของทางโปรแกรม Solid Edge ST10 Classic จากนั้นเราก็ทำการจัดวางโมเดล 3 มิติ ที่เปิดขึ้นมาให้อยู่ตรงกึ่งกลางของแกนต่างๆ เพื่อง่ายต่อการทำงาน (ภาพที่ 5)

 

4

ภาพที่ 5

        เครื่องสแกนเนอร์ที่ผมใช้เป็น Einscan-SE งานที่ไม่ได้เน้นความละเอียดของชิ้นงานมากต้องการแค่ลักษณะของชิ้นงานเบื้องต้นถือว่า Einscan-SE ทำได้ดีมากเลยครับ อาจจะสแกนได้ไม่ดีเท่ารุ่นพี่อยาง Einscan Pro/Pro+ หรือ David SLS-3 HD ก็ตาม (ภาพที่ 6-7) จากรูปภาพจะเห็นได้ว่างานที่ได้จากการนั้นถือว่าดีมากแล้ว แต่เมื่อจะนำไปใช้งานจริงอาจจะต้องทำการแก้ไขให้ผิวของชิ้นงานนั้นเรียบ เพราะจะสังเกตุเห็นได้ว่าบางจุดยังสแกนได้ไม่ดี ถ้าเรานำงานนี้ไปพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ เลยผิวของชิ้นงานที่ได้จะไม่สวยเลยก็ว่าได้ ชิ้นงานมีรอยขรุขระของผิวงานแบบไหนเมืื่อทำการสไลด์จากโปรแกรมของเครื่องพิมพ์ 3 มิติ แล้วก็ยังจะมีรอยเหล่านั้นอยูเช่นเดิมนี่แหละเป็นหตุผลที่เราต้องทำการ Reeverse ไฟล์งานก่อนจะไปใช้งานจริง

 

 

7

ภาพที่ 6

8

ภาพที่ 7

 

        โปรแกรม Solid Edge ST10 ตัว Classic นี้จะมีเครื่องมือที่ช่วยในการแก้ไขไฟล์งานได้ไม่ว่าจะเป็นไฟล์ .stl, .step และอื่นๆ อีกมากมาย ส่วนมากไฟล์ที่ได้จากเครื่องสแกนเนอร์ Einscan-SE จะเป็น .stl อยู่แล้ว เมื่อกดไปที่หน้าต่างการ Reverse Engineering จะเจอเครื่องมือในการแก้ไข (ภาพที่ 8)

  1. หน้าต่างของเครื่องมือทั้งหมดจะครอบคุมการทำงานไม่ว่าจะเป็น การวาด 2D, การวาด 3D, การทำ Surfacing, PMI, การ Simulation, การ Gennerative Design, การ Reverse  และอื่นๆ
  2. Planes สร้าง plane ต่างๆ ตามจุดที่เราต้องงการจะวาดหรือแก้ไข เพื่อจะได้ง่ายต่อการแก้ไขงานเวลาวาด 2D ณ ต่ำแหน่งตามแกน x, y, z ได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น
  3. Cleanup Mesh เป็นการแก้ไขพื้นพิวของงานสามารถลบผิวของงานที่ได้จากการสแกนมา และเติมผิวตรงจุดนั้นๆ ได้เพื่อให้เรียบขึ้น การลบนั้นจะลบเป็นแบบลายตาข่ายแบบ Polygon ของชิ้นงานนั้นๆ ถาไฟลที่ได้จากการสแกนมีความละเอียดมาก Polygon ก้จะเยอะตามกันไป
  4. Identify Regions เป็นการระบายสีของผิวชิ้นงานเพื่อจะแบ่งผิวของชิ้นงานให้ออกเป็นส่วนๆ จะได้ง่ายต่อการแก้ไข และสร้างพื้นผิวของขึ้นมาใหม่เพื่อใช้อ้างอิงกัับชิ้นงานที่ได้ทำการสร้างขึ้นมาใหม่ เครื่องมือนี้จะใช้ร่วมกับ Extract Surfaces
  5. Extract Surfaces เป็นการสร้างพื้นผิวงานขึ้นมาใหม่ที่ได้จากการอ้างอิงพื้นผิวของงานเก่หรืองานที่ได้จากการสแกน 3 มิติ การสร้างจะมีให้เลือก 2 แบบ Extract กับ Fit ส่วนมากแล้วจะใช้แบบ Fit มากกว่าเพราะจะมีฟังก์ชั่นในกาเลือกรูปแบบพื้นผิวได้มากกว่า เช่น วงกลม, สี่แหลี่ยม, กรวย, ทรงกระบอก และอื่นๆ
  6. Curves เป็นการสร้างส่วนที่โค้งงอต่างๆ ให้ง่ายขึ้น การวาดส่วนโค้งต่างๆ ตามชิ้นงาน สามารถตัดชิ้นงานที่มาจากการสแกน 3 มิติ ได้ต้องการจะตัดเฉพาะจุดก็ทำได้สบายมาก
  7. Surfaces เป็นการปรับแต่งพื้นผิวที่ได้มาจากเครื่องมือที่ (5)Extract Surfaces และ (6)Curvers ไม่ว่าจะ คัดลอกพื้นผิว Offset การดึงสร้างพื้นผิวจากเส้นที่วาดขึ้นจะเป็นแบบโค้งงานก็สามารถทำได้อย่างง่ายดายเหมือนกัน
  8. Modify Surfaces เป็นการแก้ไขพื้นผิวที่ได้จากการทำ  (5)Extract Surfaces และ (6)Curvers การตัดพื้นผิว การขยายพื้นผิว การผสานพื้นผิวให้เป็นชิ้นเดียวกัน การดึงพื้นผิวของชิ้นงานจริงแนบกับพื้นผิวที่ได้จากการทำในเครื่องมือที่ (4)Identify Regions และ (5) Extract Surfaces จากชิ้นงานที่ต้นแบบจากการสแกน 3 มิติ ถือว่าทำให้เกิดความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นต่อการแก้ไขปรับปรุงไฟล์งานทาง Engineering

 

9

ภาพที่ 8

 

         สำหรับคนที่ยังมองภาพไม่ออกนะครับ ว่าเครื่องมือทั้งหมดมีการทำงานยังไงบ้างผมได้ทำวีดีโอการ Revers เบื่องต้นมาให้ชมกันครับ งานนี้จะได้มาจากการสแกนกับเครื่อง Einscan-SE ชิ้นงานอันนี้จะเป็นอะไหล่ฝาครอบของรถเข็นคนพิการจะมีด้วยกัน 2 ชิ้น แต่ได้แตกไป 1 ชิ้น เลยนำอีกอันมาสแกนและ Reverse เพื่อจะนำไปพิมพ์ออกมาใช้งานจริงพลาสติกที่ใช้เป็น ABS เน้นแข็งแรง ใช้งานกว่าแสงแดดได้ ชิ้นงานจริงจะเป็นสีดำนะครับที่เห็นในรูปจะเป็นสีขาวเพราะได้พ่นสเปรย์แป้งให้ง่ายต่อการสแกนงานถ้าเป็นชิ้นงานที่สีทึบดำ มันเงา โป่งใส จะไม่สามารถสแกนได้ครับ ตามภาพที่ 9-10

 

 

S_7938102059414

ภาพที่ 9

S_7938102097578

ภาพที่ 10

 

        เมื่อทำการแก้ไขไฟล์เรียบร้อยแล้วผมได้ Save งานออกมาเป็น .stl เพื่อจะนำไปพิมพ์กับเครื่องพิมพ์  3 มิติ Fashforge Creator Pro ความละเอียดที่พิมพ์อยู่ที่ 200 ไมคอน (0.2 มิลลิเมตร) พลาสติกที่ใช้เป็น ABS เพื่อเน้นความเเข็งแรงของชิ้นงานต่อการใช้งานจริง เดี๋ยวให้บนความต่อไปผมจะมาแนะนำการตั้งค่าพิมพ์งานกันนะครับ เมื่อนำมางานแต่ละแบบมาเปรียบเทียบกันทั้ง 4 แบบจะมี การสแกนด้วย Einscan-SE(ภาพที่ 11), การ Reverse Engineering(ภาพที่ 12), การพิมพ์แบบ 3 มิติจาก Flashforge Creator Pro(ภาพที่ 12) และชิ้นงานจริงที่แตกหัก (ภาพที่ 13) จากทั้งหมดที่นำมาเปรียบเทียบนั้นบอกได้เลยว่าโปรแกรม Solid Edge ST10 Classic สามารถ Reverse ได้จริงและใช้งานไม่ยาก เครื่องมือต่างๆ ที่มีก็ใช้งานคล้ายๆ กับโปรแกรม 3D ทั่วไปเลยครับ สำหรับคนที่เป็นโปรแกรม 3D อยู่แล้วสบายมากที่จะหันมาใช้งาน Solid Edge ST10 อีกสักโปรแกรม

 

12

ภาพที่ 11

11

ภาพที่ 12

S_7938247041948

ภาพที่ 13

วีธีการ Reverse ไฟล์งานที่ได้จากเครื่องสแกน Einscan-SE

อย่าลืมติดตามบทความต่อไปด้วยนะครับ การพิมพ์งานตัวอย่างจากเครื่องพิมพ์ Flashforge Creator Pro

Software Solid Edge ST10 สำหรับการ Reverse ทาง Engineering

Software Solid Edge ST10 สำหรับการ Reverse ทาง Engineering

1-1

 

โปรแกรม Solid Edge ST10 คืออะไร ทำอะไรได้บ้าง

        เรามาพบกันอีกเเล้วนะครับ วันนี้ผมจะมาขอแนะนำ Software Solid Edge ST10 โปรแกรมจากค่าย SIEMENS PLM  ที่ได้นำเอา Synchronous Technology มาช่วยในเรื่องของการออกแบบงานต่างๆ ให้ง่าย สะดวก และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น แถมยังสามารถแก้ไขไฟล์ 3D จากซอฟแวร์อื่นๆ ได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย ที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือการ Reverse Engineering ที่ทำให้การปรับแต่งหรือแก้ไขงานที่ได้จากเครื่องสแกนเนอร์ 3D ต่างๆ เช่น Einscan-SE, Einscan Pro/Pro+, DAVID 3D Scanner และอื่นๆ อีกมากมาย ทำได้อย่างง่ายดายเลยทีเดียว เพราะงานที่ได้จากการสแกน 3D นั้น จะไม่สมบูรณ์แบบ 100% เสมอไปจึงต้องมีการปรับแต่งให้สมบูรณ์ก่อนนำไปใช้งานจริงนั้นเอง

โปรแกรม Solid Edge สามารถทำอะไรได้บ้างนั้น เรามาทำความรู้จักกับเจ้าโปรแกรม Solid Edge จากวีดีโอกันได้เลยครับ

 

 

        จากวีดีโอที่ได้ดูกันนั้นจะเห็นได้ว่าโปรแกรม Software SolidEdge ST10 สามารถทำได้หลากหลายรูปแบบเลยครับ ตัวอย่างเช่น

 

1

 

        Generative design เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการออกแบบผลิตภัณฑ์ เพื่อลดน้ำหนักของชิ้นงาน และโครงสร้างของชิ้นงานให้หมาะสมต่อการใช้งาน ด้วยการออกแบบที่มุ่งเน้นหลักไปที่เป้าหมายของชิ้นงานและปรับเปลี่ยนส่วนประกอบโครงสร้างชิ้นงานเป็นสำคัญที่สุด

 

2

        Reverse Engineering 3D เป็นการปรับแต่งไฟล์งานที่อาจจะได้จากการสแกน หรือได้จากวิธีอื่นๆ โดยในหน้าต่างนี้จะมีเครื่องมือที่ช่วยปรับแต่ง Mesh ที่ใช้งานง่ายเพื่อลดข้อผิดพลาดใด ๆ ที่อาจเป็นผลมาจากขั้นตอนการนำเข้าหรือในขั้นตอนของการสแกนไฟล์ 3มิติ ทำให้การออกแบบสามารถทำงานได้อย่างง่าย และมีขั้นตอนที่ไม่ซับซ้อน

 

3

        Solid Edge Technical Publications ที่ช่วยให้คุณสามารถสร้างเอกสารทางเทคนิคได้หลายรูปแบบตั้งแต่ภาพประกอบง่ายๆ สำหรับคู่มือผู้ใช้งานไปจนถึงเอกสารทางเทคนิคเชิงโต้ตอบสำหรับการผลิตและบริการ จึงเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับการออกแบบผลิตภัณฑ์ และสามารถทำให้เกิดเป็นความสำเร็จในด้านการดำเนินธุรกิจของคุณได้

 

4

        Piping เป็นการสร้างท่อ 3 มิติ รูปแบบต่างได้อย่างงายดาย การสรร้างท่อโดยทั่วไปอาจจะมีขั้นตอนที่สับซ้อนหลายขั้นตอน แต่ถ้าเป็นรูปแบบการทำงานใหม่นี่ที่สามารถทำได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น ทั้งการดึงข้อต่อต่างๆ  ท่อแยก ท่องอ มาใส่ให้โดยอัตโนมัติ พร้อมทั้งยังทราบความยาวของท่อแต่ละอันอีกด้วย ถือว่าสะดวกสบายมากเลยครับ

 

5

        Rendering with Keyshot เป็นการสร้างชิ้นงานให้เสมือนจริงได้ทุกมุมมอง หรือการจำลองชิ้นงานเสมือนจริง เพื่อลดระยะเวลาการทำงานเมื่อก่อนอาจจะถ่ายภายจากเครื่องจริงหรือตัดต่อภาพเอา แต่ตอนนี้สามารถสร้างไฟล์งาน 3 มิติ และทำภาพได้ด้วย สามารถใช้งานได้ง่าย เลือกวัสดุที่ต้องการได้สำหรับชิ้นงาน อยากได้เป็น โลหะ พลาสติก ยาง หรือเป็นสีอื่นๆ ก็ทำได้ไม่ยากเลย โปรแกรมจะสร้างภาพเสมือนจริงให้ และสามารถนำไฟล์ภาพไปทำการตกแต่งต่อกับโปรแกรมอื่นๆ  

 

6

        Simulation with NX NASTRAN เป็นการวิเคราะห์ชิ้นงานได้ทั้ง ชิ้นเดี่ยว หรือชิ้นงานหลายชิ้นที่นำมาประกอบกันได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ รูปแบบของการวิเคราะห์มีทั้งแบบ Linear Static, Normal Modes, Linear Buckling, Steady State Head Transfer (วิเคราะห์ความร้อน), Flow วิเคราะห์การไหลของน้ำและอากาศ (CFD) และยังจัดทำรายงานการวิเคราะห์ให้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นไฟล์ Word หรือ HTML ไฟล์ ถือว่าครอบคุมและสะดวกสบายมาก

        ที่ว่ามาจากข้างต้นเป็นเพียงฟังก์ชั่นในการทำงานเพียงคร่าวๆ ของโปรแกรม Solid Edge เท่านั้นถ้าใครที่ได้ลองเล่นแล้วละก็จะรู้ได้ว่ายังมีอีกหลายอย่างที่โปรแกรมตัวนี้ทำได้ ถ้าใครที่สนใจอยากจะลองใช้ก็สามารถโหลดมาทดลองใช้งานได้ฟรี 45 วัน ที่นี่  แต่ถ้าต้องการตัวเต็มทางเราก็มีจำหน่ายพร้อมกับเครื่องสแกนเนอร์ 3 มิติ นะครับ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Einscan Pro/Pro+

        วีดีโอการติดตั้งโปรแกรมโปรแกรม Solid Edge ตัวทดลองใช้งาน 45 วัน

 

 

 

        คู่มือการติดตั้งโปรแกรม SolidEdge ST10 ที่นี่

 

ที่มา : https://www.excellent-th.com/se