fbpx

Reverse Model Vs Real Model การเปรียบเทียบชิ้นงานจริงกับชิ้นงานที่พิมพ์มาใหม่

Reverse Model Vs Real Model การเปรียบเทียบชิ้นงานจริงกับชิ้นงานที่พิมพ์มาใหม่

สวัสดีครับ วันนี้พวกเรา Print3DD ขอนำมาเสนอ การนำไฟล์ที่ได้จากการ Reverse Engieering มาพิมพ์งานใหม่ โดยเริ่มต้นจากการนำชิ้นงานหรือโมเดลงาน ที่ได้จากการสแกนด้วย เครื่องสแกน 3 มิติ โดยครั้งนี้เราได้ใช้เครื่องสแกนรุ่น Einscan Pro 2×2020 หลังจากนั้นเรานำไฟล์ มาผ่านกระบวณการ Reverse Engineering ด้วยโปรแกรม Solid Edge 2021 หลังจากนั้นนำไฟล์ที่ได้นำไปพิมพ์ด้วยเครื่อง Formlabs รุ่น Form3 แล้วนำ โมเดลที่ได้มาเปรียบเทียบขนาดว่าแตกต่างกันมากน้อยเพียงใด

สแกน3มิติ ด้วยเครื่อง Einscan Pro 2X2020
สแกน3มิติ ด้วยเครื่อง Einscan Pro 2X2020

หลังจากนั้นนำไฟล์ทีได้ มา Reverse Engineering บนโปรแกรม Solid Edge 2021 ไปชมคลิปวิดิโอกันเลยครับ

Reverse File Vs Scan File : เปรียบเทียบชิ้นงานบนโปรแกรม Solid Edge 2021 ครับ
Reverse File Vs Scan File : เปรียบเทียบชิ้นงานบนโปรแกรม Solid Edge 2021 ครับ
Reverse File Vs Scan File : เปรียบเทียบชิ้นงานบนโปรแกรม Solid Edge 2021 ครับ
นำไฟล์ไปพิมพ์กับเครื่องพิมพ์ 3 มิติ : Formlabs Form3
นำไฟล์ไปพิมพ์กับเครื่องพิมพ์ 3 มิติ : Formlabs Form3
ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง พิมพ์เสร้จแล้วครับ
ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง พิมพ์เสร้จแล้วครับ

** ครั้งนี้เราได้ใช้ Wax Resin ในการพิมพ์งาน เป็น Resin ชนิดพิเศษ เมื่อพิมพ์เสร้จแล้ว สามารถนำไปผ่านกระบวณการ Casting หรือกระบวณการหล่อ ได้เลยครับ **

เปรียบเทียบงานจริงกับงานที่พิมพ์มาใหม่ครับ
เปรียบเทียบงานจริงกับงานที่พิมพ์มาใหม่ครับ

สรุปขั้นตอนทั้งหมด
1. สแกนโมเดล ด้วย เครื่องสแกน 3 มิติ – Einscan Pro 2×2020
2. นำไฟล์ที่ได้จากการสแกน มา Reverse Engineering บน SolidEdge 2021
3. นำไฟล์ที่ได้จากการ Reverse Engineering ไปพิมพ์บนเครื่องพิมพ์ Formlabs Form3
4. นำชิ้นงานที่พิมพ์ใหม่ (Wax Resin) มาเปรียบกับชิ้นงานจริง

** หลังจากที่นำชิ้นงานทั้ง 2 มาเปรียบความแตกต่างกันแล้ว ขนาดมีความคลาดเคลื่อนกันน้อยมากๆ ซึ่งถ้ามองด้วยตาเปล่า อาจจะไม่เห็นถึงความแตกต่างกันเลย แล้วถ้าลองเอาเครื่องมือมาวัดขนาดของทั้งสองแล้ว ก็แทบจะไม่คลาดเคลื่อนเลยครับ โดยทั้งหมดนี้ เรื่องของขนาดและความคลาดเคลื่อน มีผลตั้งแต่การเริ่มสแกน3มิติ , Reverse Engineering , การพิมพ์พ์งาน เลยครับ
สรุปกระบวณการทั้งหมด สามารถทำให้ชิ้นงานความเคลื่อนได้ ต้องระมัดระวังกันมากๆ เลยหล่ะครับ

สร้างแผนผังเมืองในยุคกลางของเยอรมนี ด้วย 3D Printer SLA

สร้างแผนผังเมืองในยุคกลางของเยอรมนี ด้วย 3D Printer SLA

การสร้างเมืองโบราณแบบ 3 มิติตามแหล่งที่มาได้กลายเป็นองค์ประกอบที่สำคัญสำหรับนักโบราณคดี นักประวัติศาสตร์ (ศิลปะ) และสถาปนิก
ไม่เพียงแต่ใช้เพื่อแสดงภาพเมืองเท่านั้น แต่ยังใช้เพื่อให้เข้าใจเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ได้ดีขึ้น และนำเสนอภาพจำลองในอดีตด้วยภาพสมมุติ

การฟื้นฟูเมืองทั้งสามเมืองในสองช่วงเวลาที่แตกต่างกันประกอบด้วยส่วนต่างๆ มากกว่า 650 ส่วน ซึ่งพิมพ์โดยใช้Formlabs White Resinโดยแต่ละส่วนมีขนาด 12×12 ซม

เมืองของ Worms, Speyer และMainz—เมืองที่เรียกว่าSchUM—เป็นหนึ่งในเมืองที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ซึ่งการพัฒนามีความสำคัญอย่างยิ่ง ในฐานะที่เป็นหนึ่งในชุมชนที่ทรงอิทธิพลที่สุดในจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ในยุคกลางสูง เมืองเหล่านี้ได้พัฒนาเป็นเสาหลักและศูนย์กลางทางสังคมและวัฒนธรรมของอำนาจจักรวรรดิ เพื่อให้เข้าใจโลกยุคกลางได้ดีขึ้น ผู้อำนวยการใหญ่ของมรดกทางวัฒนธรรมของไรน์แลนด์-พาลาทิเนตภายใต้การนำของอดีตผู้อำนวยการทั่วไป คุณเมตซ์จึงตัดสินใจสร้างเวอร์ชัน 3 มิติของทั้งสามเมืองขึ้นใหม่โดยร่วมมือกับสถาบันสถาปัตยกรรมศาสตร์ ที่ Hochschule Mainz – มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ประยุกต์ ผลที่ได้คือนิทรรศการที่ไม่ธรรมดาซึ่งจัดแสดงแบบจำลองเมืองขนาดใหญ่ 6 แห่งในปี ค.ศ. 800 และ 1250 โมเดลประกอบด้วยชิ้นส่วนมากกว่า 650 ชิ้น ซึ่งทั้งหมดสร้างด้วย Form2 และ Form3 เครื่องพิมพ์3มิติระบบ SLA 3D Printer ระบบเรซิ่น คืออะไร มีกี่ชนิด??

การประกอบพื้นที่จำรองของเมืองเป็นการประกอบแบบ ที่ละส่วนเป็นบล๊อกที่ละบล๊อก

เครื่องพิมพ์ที่มีความละเอียดสูง ทำให้ง่ายต่อการทำโมเดลเมืองแบบนี้มากๆ
การตัดสินใจสำหรับการสร้างภาพข้อมูลทางกายภาพยังหมายความว่าต้องเลือกวิธีการพิมพ์ที่ถูกต้อง เนื่องจากความต้องการรายละเอียดและความแม่นยำของกลุ่ม การพิมพ์ SLA 3D จึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด
“เราเปรียบเทียบสิ่งนี้กับเทคโนโลยีต่างๆ และเราพบว่าเทคโนโลยี Formlabs นั้นดีกว่าสำหรับเรามาก เพราะรายละเอียดนั้นมองเห็นได้ชัดเจนกว่ามาก และความสวยงามก็เหมาะสมกับสิ่งต้องการ
และเรซิ่นหรือวัสดุที่ใช้ในการพิมพ์ครั้งนี้คือ Standard Resin Cartridge 1L สีขาว

เครื่อง Form2และ Form3 ที่ใช้สร้างโมเดลจำลองนี้
ขนาดและความมีมิติของโมเดล ดูสวยงามมากๆ

Workflowสำหรับการสร้างแบบจำลองมาตราส่วน
หลังจากที่นำชิ้นส่วนที่พิมพ์ 3 มิติออกจากเครื่องพิมพ์แล้ว ขั้นต่อไปนี้จะต้องใช้ความไวอย่างมากเนื่องจากจะมีผลกับการแข็งตัวของเรซิ่น

การสร้างต้นแบบขวดมัลติฟังก์ชั่นด้วยการพิมพ์ SLA 3D ด้วยวัสดุ Clear Resin

การสร้างต้นแบบขวดมัลติฟังก์ชั่นด้วยการพิมพ์ SLA 3D ด้วยวัสดุ Clear Resin

สองผู้ผลิตและผู้รักการออกแบบจากอิตาลี Damiano Iannini และ Ferdinando Petrella ก่อตั้ง idea3Di ในปี 2014 เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สร้างขึ้นจากเทคโนโลยีใหม่

โปรเจ็กต์แรกของพวกเขาที่เป็นขวดอเนกประสงค์อัจฉริยะที่ช่วยกรองน้ำให้บริสุทธิ์ในเวลาเพียง 60 วินาทีโดยใช้ไฟ LED อัลตราไวโอเลต

เปลี่ยนเป็นไฟฉาย ตะเกียง หรืออุปกรณ์ส่งสัญญาณ และยังมีแบตสำรองในตัวอีกด้วย นับว่าเป็นนวัตกรรมที่สามารถช่วยคนที่ชอบตั้งแคมป์ในป่าได้ดี

Damiano Iannini และ Ferdinando Petrella

โดยเริ่มแรกพวกเขาออกเป็น 3Dที่ใช้เครื่องพิมพ์แบบ FDM และมันได้ผลดี จากนั้นจึงเริ่มนำไปสู่การพิมพ์ แบบ SLA  SLA 3D Printer ระบบเรซิ่น คืออะไร มีกี่ชนิด??

ในการพิมพ์ครั้งนี้เพื่อให้ได้ต้นแบบที่ใกล้เคียงที่สุดพวกเขาเลือกใช้ Formlabs Form3 เป็นเครื่องพิมพ์ที่มีระบบ Low Force Stereolithography (LFS) และสามารถเก็บรายละเอียดได้ดี

และมีการเลือกใช้ Resin BioMed Clear Cartridge 1L

กระบอกแก้วที่พิมพ์ด้วยเครื่อง Form3 ที่ใช้ Clear Resin ในการผลิต
หลังจากขัดแต่งขอบและทดสอบลองครอบใส่ในฝาขวดหรือกระบอก


ทีม Formula Student TU Berlin ได้นำนวัตกรรม 3D Printer เข้าสู่การแข่งขันทำรถแข่งFormula

ทีม Formula Student TU Berlin ได้นำนวัตกรรม 3D Printer เข้าสู่การแข่งขันทำรถแข่งFormula

ทีม Formula Student TU Berlin เป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดและมีชื่อเสียงอย่างมากได้นำ 3D Printer มาเข้าร่วมกับการแข่งขันออกแบบทางวิศวะกรรมของเขา
ที่จัดขึ้นทุกๆปี โดยเป็นการนำเครื่อง Formlabs Form 3 SLA 3D Printer มาใช้เพื่อทำต้นแบบของชิ้นส่วนต่างๆ รวมถึงการนำมาผลิตเพื่อใส่ชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์
และอีกหลายๆชิ้นมากมายถึง30ชิ้น โดยนำใช้กับรถแข่ง Formula


เครื่อง3D Printerและวัสดุที่ใช้


3 ส่วนหลักๆที่ใช้เครื่องพิมพ์3มิติในการผลิตโมเดล
1. ต้นแบบ:พิมพ์ต้นแบบสำหรับชิ้นส่วนต่างๆเช่นส่วนยึดของแถบป้องกันการม้วนหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของ แบตเตอรี่ HV
2. แม่พิมพ์สำหรับผลิตชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์:ทีมงานพิมพ์แม่พิมพ์เพื่อประดิษฐ์ชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์ที่ไม่สามารถทำอย่างอื่นได้
3. ชิ้นส่วนที่ใช้งานจริง: ชิ้นส่วนสุดท้ายประมาณ 30 ชิ้นของรถจะถูกพิมพ์แบบ 3 มิติโดยตรง เช่นตัวยึดปุ่มตัวเปลี่ยนของพวงมาลัยไปจนถึงท่อและตัวเชื่อมต่อเซ็นเซอร์ของระบบระบายความร้อน

 

วิธีห่อหุ้มคาร์บอนไฟเบอร์พวงมาลัยStick ของรถแข่ง Formula

ผลที่ได้รับนั้นเกินความคาดหมาย โดยน้ำหนักของรถแข่งนั้นได้ลดลง เช่นพวงมาลัยจาก 120กรัม เหลือเพียง 21กรัม
โดยการใช้คาร์บอนไฟเบอร์ ส่วนวัสดุตั้งต้นอย่าง Tough 1500 Resin ก็มีส่วนช่วยได้อย่างมาก

 

หลังจากการใช้เวลาทั้งวันในการทำ ผลที่ได้ออกมาดีเยี่ยม

และการจัดทำไม่ได้ทำเพียงแค่ทำตัวห่อหุ้มคาร์บอนไฟเบอร์เท่านั้น แต่ทำถึงแป้นการทำปุ่มควบคุมต่างๆ โดยใช้ Tough 2000 Resin เพื่อความทนทานต่อการใช้งาน

การสรุปการออกแบบทางวิศวะกรรมของรถแข่ง Formula
ขณะนี้ทีมงานยังคงพัฒนารถแข่ง โดยการใช้นวัตกรรม 3D Printer อย่างสืบเนื่อง โดยในอนาคตยังมีหนึ่งในโครงการที่กำลังจะจัดขึ้นอีกไม่นาน
ซึ่งมีการตั้งเป้าหมายไว้สูงมากคือการสร้างการไหลเวียนของอากาศจากคาร์บอน โดยการใช้เครื่องพิมพ์3มิติ จัดทำส่วนประกอบหลายๆอย่างเข้าด้วยกัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

การฟื้นตัวหลังจากการผ่าตัด ที่ขาและแขนนั้นไม่แย่อย่างที่คิด

การฟื้นตัวหลังจากการผ่าตัด ที่ขาและแขนนั้นไม่แย่อย่างที่คิด

การฟื้นตัวหลังจากการผ่าตัดนั้นเป็นอะไรที่ลำบากที่สุด ไม่ว่าจะด้วยตัวเองหรือคนรอบข้าง ทำให้ประสบการณ์การฟื้นตัวนั้นเป็นที่น่าผิดหวัง
ของใครหลายๆคนอย่างแท้จริง แต่ ณ ปัจจุบันการออกแบบด้วย3D Printนั้นได้พัฒนาไปไกลทำให้ การพักฟื้นตัวหลังจากผ่าตัดนั้นเป็นอะไรที่ไม่รุนแรง
เหมือนแต่ก่อนในผู้ป่วยระยะแรก

การพักฟื้นหลังจากการผ่าตัดที่ขาแบบเดิมๆ

ในส่วนขาและแขนนั้นในอดีตไม่มีอุปกรณ์ที่ช่วยพยุงหรือค้ำยัน ทำให้ผู้อาจจะต้องนอนเฉยๆเพื่อการฟื้นตัว แต่ในปัจจุบัน นวัตกรรมการพัฒนาของ 3D Printer นั้น
ได้มีการคิดค้นอุปกรณ์เป็นการบล๊อกในส่วนนั้นๆเพื่อการขยับและการรักษากระดูก กล้ามเนื้อให้น้อยลง ซึ่งผลที่ได้นั้น เกินคาด

อุปกรณ์ที่ช่วยการซับแรงและใช้หลังจากพักฟื้น ที่ใช้3D Printในการสร้าง

การพิมพ์3มิตินั้นได้ช่วยส่งเสริมการพัฒนา อุปกรณ์ สายรัดหรือโครงยึด ไว้ที่ขาและแขน เสมือนการใช้เฝือกดาม โดยวัสดุที่ใช้จะเป็น Tough 2000 Resin ผ่านการพิมพ์จาก Formlabs
และการพิมพ์นั้นยังใช้งานได้ดี แข็งแรงและประหยัดต้นทุน เวลา พร้อมโครงสร้างที่ไม่ยุ่งยาก เมื่อใช้คู่กับ Form3

เครื่องพิมพ์3มิติที่นักวิจัยและการแพทย์แนะนำ

3D Printer Formlabs ได้ร่วมมือกับทางการแพทย์สร้างอุปกรณ์ตรวจโควิด-19

3D Printer Formlabs ได้ร่วมมือกับทางการแพทย์สร้างอุปกรณ์ตรวจโควิด-19

ในปีที่ผ่าน สถานการณ์โควิด -19 เริ่มแผร่ระบาดทั่วโลก จึงทำให้ประเทศอเมริกาได้เริ่มคิดค้นผลิตอุปกรณ์ทดสอบผลการติดโควิด-19
ที่ใช้สอดเข้าไปในช่องจมูก และมีการเร่งการผลิตเพื่อใช้ทั่วโลก ให้ตอบสนองความต้องการได้ โดยการทุ่มเงินไปมากถึง700ล้านดอลลาร์

และในที่สุด Dr. Lockwood ก็ได้คิดค้นจากการพิมพ์ 3มิติโดยเป็นวิธีการแก้ปัญหาขาดแคลยอุปกรณ์ได้ไวที่สุด และทำการแจกจ่ายอย่างเร่งด่วน
เพื่อสุขภาพขอบทุกคน โดยเริ่มทดสอบแบบเป้าหมายที่ชัดเจน โดยที่ก่อนหน้านี้ Dr. Lockwood ก็เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงจากการคิดค้นอุปกรณ์การผ่าตัดต่างๆผ่านการพิมพ์3มิติ

ด้วยประสบการ์ณที่มีความเชี่ยวชาญในการใช้พิมพ์ 3มิติ ในงานของทางการแพทย์ จึงใช้เครื่อง Formlabs ที่ใช้มาหลายๆผลงานในการพิมพ์ทำให้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ในการทดสอบผลของโควิดเสร็จทันและรวดเร็ว
โดยแพทย์เริ่มการทดสอบกับอาสาสมัครหลายคน และได้ค้นพบในที่สุด โดยใช้เวลาทั้งหมด12วัน ในการคิดค้นและผลิต รวมถึงการสร้างไฟล์ 3มิติ

และปัจจุบันถึงแม้จะมีการคิดค้นถึงวัคซีนที่ช่วยบรรเทาของเชื้อโควิด-19แล้วแต่ก็ยังมีอีกหลายๆประเทศที่มีการเข้าถึงต่อวัคซีนที่ช้า และไม่เพียงพอ
เพราะฉะนั้นวิธีที่ป้องกันตัวเองได้ดีที่สุดในตอนนี้คือ
1) รักษาระยะห่าง ไม่เข้าใกล้ผู้อื่น (Social Distancing)
2) ใส่แมสตลอดเวลา ปลอดภัยที่สุด
3) ล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ
4) หากจามหรือไอใช้กระดาษทิชชู่ปิดปากและจมูก
5) ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
6) หมั่นสังเกตด้วยตัวเอง
7) ห่างไกลจากพื้นที่แออัด
8) ดูแลสุขภาพตัวเอง

เครื่องพิมพ์3มิติที่นักวิจัยและการแพทย์แนะนำ

นักวิจัยได้พัฒนาหน้ากาก PPE ที่ประสิทธิภาพการใช้งานที่สูงถึง 8เท่า โดยการใช้ 3D Printer

นักวิจัยได้พัฒนาหน้ากาก PPE ที่ประสิทธิภาพการใช้งานที่สูงถึง 8เท่า โดยการใช้ 3D Printer

เมื่อช่วงหลายๆเดือนที่ผ่านมามีการระบาดของ covid-19 ในหลายๆประเทศ ซึ่งทำให้ห้องปฏิบัติการและหลายๆสถานที่จะต้องขาดแคลนชุด PPE
จึงทำให้ทีมนักวิจัยหลายๆที่ขาดแคลหน้ากาก N95 ไปด้วย และได้เปลี่ยนความกังวลให้กลายเป็นความจริงด้วยการสร้างหน้ากากอนามัยที่สั่งทำพิเศษ
และมีประสิทธิภาพสูงกว่าหน้ากาก N95 ถึง8เท่าโดยใช้เครื่อง 3D Printer ของ Formlabs

และที่ผ่านมาในช่วงที่ยังขาดแคลนหน้ากาก N95 จึงต้องสร้าง Solution ทางการแพทย์เพื่อตอบสนองความปลอดภัยต่อการขาดแคลน PPE ที่ส่งผลกระทบอยู่ทั่วประเทศ
ต่อมาได้ทำเริ่มทำแบบพิเศษด้วยการใช้ Scaner 3Dและ3D Printer SLA ของ Form3 และ Form3ฺB  ในการ Flexible Resin โดยทำการทดสอบการออกแบบให้รวดเร็วที่สุดโดยใช้ Tough Resin
เพื่อทำให้ปิดบังที่รอบปากให้ดีกว่าเดิม และนี่เป็นจุดเริ่มต้นของการทำอุปกรณ์ทางการแพทย์ในการสร้าง PPE ที่ไม่เคยมีมาก่อนในด้านการแพทย์ ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าการผสมผสานของเทคโนโลยีและการใช้ต้นทุนที่น้อยนิด สามารถลดต้นทุนและเวลาได้

ทางด้านวิศวะกรหลังจากได้ตรวจสอบแล้วพบว่า หน้ากากนั้นคุณภาพโดยรวมนั้น สุดยอดมาก ทำให้สามารถเพิ่มฟิลเตอร์ P100 ได้ และนอกจากนี้ยังสามารถฆ่าเชื้อได้อย่างง่ายดาย
และการใช้ฟิลเตอร์ P100 ช่วยให้สามารถแชร์การออกแบบมาสก์นี้ เพื่อนำไปทำต่อได้อย่างง่ายดาย ช่างเป็นการออกแบบที่ดีต่อโลก และการพัฒนายังมีอีกต่อไป

และการพัฒนาการของหน้ากาก PPE เพื่อการวิจัยและการแพทย์ ณ ปัจจุบันยังมีค้นคว้าและพัฒนาอยู่อีกต่อไป

เครื่องพิมพ์3มิติที่นักวิจัยและการแพทย์แนะนำ

เครื่องScanner 3D ที่นักวิจัยและการแพทย์แนะนำ

วัสดุตั้งต้นที่นักวิจัยและทางการแพทย์แนะนำ

SLA 3D Printer ระบบเรซิ่น คืออะไร มีกี่ชนิด??

SLA 3D Printer ระบบเรซิ่น คืออะไร มีกี่ชนิด??

บทความนี้เราจะมาทำความรู้จัก SLA Printer – เครื่องพิมพ์ 3มิติ ระบบเรซิ่น Stereolithography ระบบนี้จะขึ้นรูปด้วยน้ำเรซิ่นไวแสงโดนแสง UV ตรงจุดไหนก็แข็ง ระบบนี้จัดว่าเป็นระบบที่มีความละเอียดมากที่สุด แต่ก็มีความยุ่งยากในการทำงานเหมือนกันเพราะสารตั้งต้นเป็นของเหลว งานที่ออกมาต้องล้างทำความสะอาดกัน ระบบนี้แบ่งได้หลายประเภทเช่น ขึ้นรูปด้วยเลเซอร์UV (เรียก SLA), ขี้นรูปด้วยแสงโปรเจคเตอร์เรียก (เรียก DLP), ขึ้นรูปผ่านหน้าจอ LCD (เรียก MSLA – Masked Stereolithography)

พิมพ์งานได้รายละเอียดสวยงาม, ขึ้นรูปด้วยแสง UV, วัสดุตั้งต้นเป็นของเหลว PhotoResin

ประวัติคร่าวๆ SLA ถือว่าเป็นจุดกำเนิดของ 3D Printer เลยก็ว่าได้มีมาก่อนระบบเส้น FFF เสียอีก โดยจุดกำเนิดเกิดจากงานวิจัยของคุณ Hideo Kodama ที่นาโกย่าประเทศญี่ปุ่นในปี 1980 หลักการคือการทำให้เรซิ่นไวแสงแข็งเป็นชั้นๆ ซ้อนทับกันทำให้เกิดเป็นรูปร่าง 3มิติ ต่อมามีผู้เริ่มเอาความคิดดังกล่างจากเป็นเครื่องพิมพ์ 3มิติ (สมัยนั้นเรียก RP Rapid Prototype) มาขายจริงจังด้วย Brand 3D Systems ในปี 1984 โดยแรกใช้ในการวงการจากต้นแบบผลิตภัณฑ์ ระบบนี้พัฒนาต่อมาเรื่อยๆเป็นเวลา 30ปี เมื่อสิทธิบัตรหมดลงทำให้การพัฒนาเพิ่ม และราคาถูกลง แตกแขนงเป็นระบบ DLP จากขึ้นรูปด้วยเลเซอร์เป็นโปรเจคเตอร์ และน่าล่าสุดในปี 2018 มีการใช้จอ LCD ในการขึ้นรูปร่าง 3มิติ

คุณ Hideo Kodama นักวิจัยผู้ให้กำเนิด หลักการ SLA ปี1980
ผลงานวิจัยของคุณ Hideo Kodama / ถือได้ว่าเป็น 3D Model ชิ้นแรกๆของโลก
3D Printer เชิงพาณิชย์เครื่องแรกๆของโลก 3D Systems พิมพ์ล้อแมครถยนต์ ปี 1984

ระบบนี้มีเรซิ่นให้เลือกหลากหลาย บริษัทใหญ่ๆอย่าง Formlabs, 3D Systems, Envisiontec จะมีเรซิ่นหลายหมวดตั้งแต่ วิศวกรรม, การแพทย์, Jewelry โดยเปลี่ยนสารเคมีในสารเหลวตั้งต้น (monomer) เนื่องจากเรซิ่นเป็นของเหลว และการควบคุมจุดยิงแสงเลเซอร์ได้เล็กมากเช่น 20micron ทำให้การขึ้นรูปด้วยระบบนี้มีความละเอียดสูงมาก

หลักการทำงานของ ระบบ SLA

เช่นเดียวกับ เครื่องพิมพ์ 3มิติ ระบบอื่นๆหลักการทำงานคือการพิมพ์ชิ้นงานทีละชั้นไปเรื่อยๆ (Layer by Layer) โดยวัสดุตั้งต้นของระบบนี้คือเรซิ่น ที่มีส่วนผสมระหว่าง Monomer และ Photoinitiator สารที่ถูกแสง UV จะเชื่อม Monomer เป็น Polymer พลาสติกนั้นเอง เมื่อฉายแสง UV เฉพาะเจาะจงตามลวดลายที่ต้องการสามารถทำให้เกินแผ่นพลาสติกแข็งเป็นชั้น หลายๆชั้นต่อกันออกมาเป็นรูปร่าง 3มิติ โดยหลักๆแล้วเครื่องสามารถแบ่งได้ตามแหล่งกำเนิดแสง เช่นจากเลเซอร์เรียก SLA, จาก Projector เรียก DLP, ผ่านหน้าจอ LCD เรียก MSLA เป็นต้น สามารถแบ่งตามทิศทางการขึ้นรูป เช่น แสงอยู่ด้านบน จุ่มงานลงด้านล่าง เรียก Top Down SLA, แสงอยู่ด้านล่าง ดึงชิ้นงานขึ้นเรียก Bottom Up SLA เป็นต้น

เครื่องพิมพ์ 3มิติ ระบบ SLA ขนาดใหญ่นิยมใช้กันมากในปัจจุบัน เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์, ชิ้นส่วนเครื่องจักร, โมเดล

SLA เครื่องมีกี่ประเภท

  • Top Down SLA เป็นเครื่องพิมพ์ 3มิติระบบแรกที่ถือกำเนิด และ ยังนิยมใช้ถึงปัจจุบัน ระบบนี้จะขึ้นรูปด้วยเลเซอร์ UV ด้านบนยิงลงมาบนถังเรซิ่นด้านล่าง (ถังเรซิ่นจะจุเรซิ่นอยู่เต็ม 250Kg+ ขึ้นไป) เมื่อพิมพ์แต่ละชั้นเสร็จฐานพิมพ์จะจุ่มลงไปในไปถังลึกขึ้นเรื่อยๆ ชิ้นงานจะจมอยู่ในถังพิมพ์ จึงเรียกระบบนี้ว่า Top Down SLA ระบบนี้ให้คุณภาพงานสูงสุด พิมพ์งานได้ขนาดใหญ่ นิยมใช้ในอุตสาหกรรม ข้อเสียคือเครื่องใหญ่(ต้องมีถังใส่เรซิ่น) มีราคาสูง ราคาหลักล้านขึ้นไป หากมาหางานพิมพ์เกิน 60cm+ ขึ้นไปต้องเป็นระบบนี้ตัวเดียวจบ ระบบนี้พิมพ์ได้ใหญ่สุด คุณภาพดีสุด Support น้อย แต่เครื่องใหญ่ และราคาสูง
SLA Top Down จะมีถังน้ำเรซิ่นขนาดใหญ่ เลเซอร์จะยิงชิ้นงานให้แข็งที่ละชั้นๆ เมื่อพิมพ์เสร็จเครื่องจะจุ่มลึกลงไปในถังเรซิ่นเพื่อพิมพ์ชั้้นต่อไป

  • Bottom Up SLA เป็นเครื่องพิมพ์ ที่พัฒนาต่อมาจาก Top Down ซึ่งต้องการให้เครื่องมีขนาดเล็กลง ระบบนี้จะยิงแสงเลเซอร์ จากด้านล่าง ผ่านถาดพิมพ์ที่ด้านล่างใสให้แสงลดผ่าน ฐานพิมพ์จะดึงชิ้นงานขึ้นไปเรื่อยๆ ระบบนี้เป็นที่นิยมเพราะว่าเครื่องมีขนาดเล็กลง แต่ยังติดที่ข้อจำกัดที่ไม่สามารถพิมพ์ขนาดใหญ่ๆได้ (เช่น เกิน 30cm)ต้องสร้าง Support ขนาดใหญ่เพื่อรองรับนน.ชิ้นงาน และแรงดึงให้หลุดออกจากถาด วัสดุชิ้นเปลื้องของระบบนี้คือถาดพิมพ์ด้วย เพราะทุกครั้งที่ดึงชิ้นงานออกจากถาดจะเกิดการเสียดสี ถาดจะขุ่นขึ้นเรื่อยๆทุกครั้งที่ใช้งาน จึงต้องเปลี่ยนตามอายุการใช้งาน
SLA Bottom Up ขึ้นรูปด้วยเลเซอร์ แต่เครื่องมีขนาดเล็กลง ถาดใส่เรซิ่นไม่ต้องเต็ม แต่มีข้อจำกัดเมื่อพิมพ์ชิ้นงานใหญ่เกิน 30cm

  • DLP เป็นเครื่องระบบเรซิ่น ฉายแสงโดยเครื่องโปรเจคเตอร์ UV เวลาฉายแสงจะฉายทีละระนาบภาพตัดขวาง หรือ Cross Section ระบบนี้นิยมใช้กันช่วงหนึ่ง ก่อนที่จะมาพัฒนาต่อเป็นแบบ LCD ซึ่งเป็นแผ่นบางๆ และราคาถูกกว่า Projector  ระบบ DLP มีความเร็วในการพิมพ์สูงกว่า SLA ทั่วๆไปเนื่องจากฉายภาพทีละระนาบแทนการยิงลากแสงเลเซอร์

  • LCD / MSLA เป็นระบบที่มีการพัฒนาต่อมาจาก DLP โดยเปลี่ยนจากการฉาย Projector มาเป็นการเปิด-ปิดให้แสง UV ลอดผ่านโดยใช้หน้าจอ LCD แสง UV จะลอดผ่าน เริ่มแรกที่ใช้กันจะใช้ LCD ธรรมดา RGB ที่ใช้กันในวงการหน้าจอสี ที่มีปัญหาคือดำ/ขาวไม่สนิทอายุการใช้งานน้อย ต่อมาพัฒนามาใช้ LCD แบบ Mono ขาว-ดำ การใช้งานยาวนานและการพิมพ์เร็วขี้น แต่ยังติดข้อจำกัดขนาดของการพิมพ์เช่นกันกับระบบ Bottom Up อื่นๆ ยากที่จะพิมพ์ใหญ่กว่า 30cm+ เพราะติดเรื่องน้ำหนักชิ้นเมื่อดึงขึ้น

วัสดุตั้งต้นเรซิ่น มีหลายประเภท มีอะไรน่าสนใจ

  • เรซิ่นไวแสงแต่ละระบบอาจจะไม่เหมือนกันหลักๆมี  UV 405nm – ใช้เครื่องทั่วๆไป , UV 355nm ส่วนมากจะใช้กับ SLA แบบ Top down กรุณาเลือกเรซิ่นให้ถูกกับความยาวคลื่นของเครื่องด้วยครับ
  • เจ้าใหญ่ๆดีๆ จะมีเรซิ่นหลากหลาย เค้ามีทีมพัฒนาวัสดุศาสตร์ของตัวเองเลย ตัวเครื่องจึงแพงกว่าเจ้าที่พิมพ์เรซิ่นธรรมดา เช่น Formlabs
  • ทั้งแบบ Engineer (จาก Formlabs) – Rigid 10K แข็งพิเศษ, Tough เหนียวพิเศษ, High Temp ทนความร้อนสูง, Flexible วัสดุที่มีความยืดหยุ่น
  • เรซิ่นทางการแพทย์ Medical (จาก Formlabs) – Surgical Guide เรซิ่นสำหรับผ่าตัด, LT Clear เรซิ่นทางทันตกรรมในช่องปาก
  • มีเรซิ่นแปลกๆมีมากมาย เช่น Resin Ceramic เพื่อพิมพ์เสร็จเอาไปเข้าเตาอบความร้อนสูง เผาออกมาเป็นภาชนะ หรือ รูปทรงเซรามิกได้
  • เรซิ่นอีกตัวที่นิยมกันมากคือ Wax Resin ในใช้วงการ Jewelry เมื่อพิมพ์เสร็จออกมา นำชิ้นงานที่ได้ไปหล่อเป็น Lost Wax แทนที่ด้วยโลหะมีค่า เช่น เงิน ทองคำเป็นต้น

สรุป

  • SLA หรือเครื่องพิมพ์ระบบเรซิ่น เป็นระบบที่พิมพ์แล้วสวยที่สุด มีวัสดุให้เลือกหลากหลายที่สุด
  • การใช้งานเลอะเทอะ เนื่องจากวัสดุตั้งต้นเป็นของเหลว เหนียวและเป็นสารเคมี แบรนด์ดีๆทำมาให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น เช่น Formlabs แต่ก็ยังใช้งานยากอยู่ดี
  • แม้เป็นระบบที่เก่าแก่ที่สุด ปัจจุบันนิยมใช้กันอยู่
  • LCD Printer หรือ MLCD เริ่มเป็นที่นิยม เพราะมีราคาถูก เอื้อมถึง คุณภาพโอเค แต่ยังมีข้อจำกัดเรื่องขนาดในการพิมพ์ ได้ใหญ่ประมาณ 30cm (ทั้งความละเอียดของหน้าจอ, Bottom Up ถ้าเครื่องขนาดใหญ่ไป จะสู้แรงตึงผิว น้ำหนักชิ้นงาน ไม่ได้)
  • SLA ขนาดใหญ่ 60cm+ จะมีแต่ในระบบ SLA Top Down นิยมใช้ในการทำชิ้นส่วนรถยนต์ เครื่องบิน ออกแบบผลิตภัณฑ์ งานพุทธศิลป์ งาน Event

แนะนำ เลือกซื้อ

  • ถ้าต้องการพิมพ์ 3D Printer ทั่วไปๆ หาไว้ใช้งาน ดูแลรักษาง่าย ปลอดภัยกว่า ไม่แนะนำ SLA Printer ให้เลือก FFF Printer เครื่องพิมพ์ระบบเส้นแทน
  • ถ้าคำนึงคุณภาพงาน ความเรียบความสวยงามเป็นหลัก เลือก SLA Printer
  • ถ้าต้องพิมพ์ชิ้นงานขนาดต่อชิ้นใหญกว่า 60cm+ แนะนำ SLA Printer Professional แพงหลักล้าน แต่งานจบ

พิมพ์ 3 มิติระบบเรซิ่น LCD / MSLA ราคาเอื้อมถึง
เครื่องพิมพ์ 3มิติ ความละเอียดสูง ขึ้นรูปด้วยเลเซอร์ มีวัสดุรองรับมากมาย


พิมพ์ 3 มิติระบบเรซิ่น SLA Prosumer – รองรับเรซิ่น วิศวกรรม, การแพทย์ กว่า 40ชนิด
เครื่องพิมพ์ 3มิติ ความละเอียดสูง ขึ้นรูปด้วยเลเซอร์ มีวัสดุรองรับมากมาย


พิมพ์ 3 มิติระบบเรซิ่น ขนาดใหญ่ Kings SLA Pro ถึง 1.7เมตร
เครื่องพิมพ์ 3มิติ เกรดอุตสาหกรรม ได้ทั้งความละเอียดสูง พิมพ์ได้ใหญ่ 600-1700mm สำหรับงานชิ้นส่วนรถยนต์, งานศิลปกรรม, งานประติมากรรม

ออกแบบเคสนาฬิกาเอง!! ใช้งานเอง!! แบบง่ายๆ

ออกแบบเคสนาฬิกาเอง!! ใช้งานเอง!! แบบง่ายๆ

วันนี้เราจะมาว่าด้วยเรื่องของการออกแบบเคสนาฬิกาใช้งานเอง ซึ่งเอาจริงๆ เลยตอนแรกนั้นรุ่นน้องของผมเองที่ออฟฟิศใช้นาฬิกา รุ่น Xiaomi Amazfit GTS แล้วเกิดอยากได้เคสของนาฬิการุ่นนี้เพื่อไม่อยากให้ตัวเครื่องเป็นรอยก็ได้สั่งเคสจากใน shopee มาแต่ผลที่ได้คือเคสที่สั่งมานั้นใส่กับตัวของนาฬิกาไม่ได้ ก็เลยมีความคิดที่ว่าเราสามารถออกแบบตัวเคสเองได้นิเพราะ เรามีทั้งเครื่องสแกนเนอร์และเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ก็เลยลงมือทำเองซะเลย โดยหลักๆ แล้วการออกแบบนี้นั้นก็จะใช้สกิลและเครื่องมือพอสมควรอยู่นะครับ เดี๋ยวผมจะมาอธิบายการทำตั้งแต่เริ่มต้นกันเลยดีกว่า

ขั้นตอนของการสแกนนาฬิการต้นแบบ
เครื่องที่ผมเลือกใช้นั้นจะเหมาะกับงานที่มีขนาดเล็กเป็นหลัก และตัวเครื่องจะมีการทำงานที่ง่ายมากๆ คือเครื่อง Shining 3D AutoScan Inspec เราแค่คลิกเม้าส์ไม่กี่ครั้งก็ได้ตัวอย่างนาฬิกาที่จะไปทำเคสออกมาแล้ว ซึ่งตัวนาฬิกา Xiaomi Amazfit GTS นั้นจะเป็นสีดำจะทำให้เครื่องสแกนเนอร์ไม่สามารถสแกนได้ และหน้าจอเป็นกระจก ดังนั้นผมจึงใช้สเปรย์แป้งเพื่อให้ตัวนาฬิกามีสีที่สว่างและง่ายต่อการนำไปสแกนกับเครื่อง AutoScan Inspec เราก็แค่ใส่เข้าไปในแท่นจับของตัวเครื่องและก็กดสแกนตามปกติ เมื่อเราสแกนด้านที่ 1 ได้แล้วก้ให้พลิกตัวนาฬิกาขึ้นมาอีกด้านที่ยังไม่ได้สแกน จากนั้นโปรแกรมของเครื่องสแกนเนอร์จะทำการ align ตัวชิ้นงานให้เองอัตโนมัติ ซึี่งผมขออธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับเครื่องสแกนเนอร์ตัวนี้หน่อยคือสามารถสแกนงานได้ขนาดใหญ่สุดที่ 10*10*7.5 cm ให้ความละเอียดที่ตัวชิ้นงานได้ที่ 10um (0.01 mm) มีระบบการทำงานแบบ 3 แกนที่จะมุนตัวชิ้นงานเองอัตโนมัติ และใช้แสงในการสแกนเป็นแบบ Blue Light ส่วนนามสกุลไฟล์ที่เราได้จากการสแกนเสร็จนั้นคือ .STL หรือสามารถดูรีวิวเกี่ยวกับตัวเครื่องเพิ่มเติมได้ ที่นี่

AutoScan-INspec Desktop 3D Inspection System
รายละเอียดเกี่ยวกับตัวเครื่อง Autoscan-Inspec
พ่ยสเปรย์แป้งเพื่อให้ตัวงานสแสกนได้งานขึ้น ถ้าเป็นสีดำ มันเงา หรือใสจะสแกนไม่ได้
เริ่มการสแกนโดยตัวเครื่องจะหมุนชิ้นงานให้เราเองอัติโนมัติ
เมื่อสแกนเสร็จเรียบร้อยจะได้ไฟล์นามสกุล .STL ลักษณะตามนี้

ขั้นตอนการแก้ไข Revers Engineer โดยใช้ Solid Edge Software
มาถึงขั้นตอนนี้จะค่อนข้างยากนิดหนึ่งแต่สำหรับผู้ที่มีความสามารถทางด้าน Software การเขียน CAD 3D อยู่แล้วก็จะง่ายมากๆ เลยละครับ แต่สำหรับผมเองก็พอทำได้บ้าง ซึ่งเจ้า Software Solid Edge อันนี้จะเป็นตัวที่จะมีพร้อมๆ กับเครื่องสแกนเนอร์อยู่แล้วการใช้งานก็จะคล้ายๆ กับ SolidWorks เลยแต่เครื่องมือจะไม่ได้เหมือนกัน ไฟล์ที่เรานำมาเปิดเพื่อทำการ Revers Engineer ผมจะลดขนาดจาก Software ของเครื่องสแกนเนอร์ก่อนจาก 70MB ให้เหลืออยู่ 30MB เพราะว่าอะไร ถ้าไฟล์งานที่นำมาทำงานมีขนาดใหญ่เกินไปแน่นอนว่ากระตุกแน่ๆ ใน Software Revers Engineer ผมเลยเลือกที่จะลดให้ไฟล์เล็กลงแต่ความละเอียดของตัวงานนั้นจะยังเป็นที่ยอมรับได้อยู่เพราะเคสของนาฬิกาก็จะมีขนาดใหญ่กว่าตัวเรือนอยู่แล้ว ผมจะตั้ง Offset ของผิวงานให้ออกมาจากไฟล์ 3D scan ประมาณ 0.2-0.5 mm เพื่อชดเชยเมื่อนำไฟล์ที่ได้จากการ Revers Engineer นั้นไปพิมพ์ขึ้นตัวชิ้นงานจริงจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติในขึ้นตอนถัดไป การออกแบบผมเลือกที่จะทำเป็นชิ้นด้านบน และด้านล่างแยกกัน เพื่อป้องกันได้ทั้งตัวเรือนของนาฬิกาเราไปดูการออกแบบกันเลยดีกว่าครับ

Software Solid Edge ใช้ในการ Revers Engineer
Software Solid Edge ใช้ในการ Revers Engineer
Software Solid Edge ใช้ในการ Revers Engineer
Software Solid Edge ใช้ในการ Revers Engineer
ไฟล์งานที่พร้อมจะนำไปพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ
ไฟล์งานที่พร้อมจะนำไปพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ

ขั้นตอนการขึ้นรูปต้นแบบด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ
ในขั้นตอนนี้ผมจะใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติ ของค่าย Formlabs Form3 เป็นเครื่องที่ใช้ระบบ SLA ที่ให้ความละเอียดสูงที่ 25um(0.025mm) และมีน้ำยาให้เลือกหลากหลายในการใช้งานบางชนิดน้ำยาสามารถนำไปใช้งานได้จริงด้วยปต่ผมได้เลือกน้ำยาที่ใช้งานต้นแบบคือ Standard Clear ก็คือเรซิ่นชนิดธรรมดาแต่เป็นสีใส ก่อนอื่นเลยเมื่อเรานำไฟล์ที่ได้มานั้นมาจัดเรียกตำแหน่งที่เหมาะสม ผมจะเลือกเอียงงานให้จุดแรกที่ขึ้นตัวงานนั้นเป็นจุกที่เล็กทีสุดและด้านบนจะเป็นส่วนที่ผมจะไม่อยากให้ส่วนที่เรียกว่า Support ไปแตะโดนเพราะเวลาเราแกะ Support ออกนั้นจะต้องนำมาขัดออกเองก็เลยจะเลือกด้านที่เป็นจุดที่มีพื้นที่ผิวที่เยอะและเรียบไปสัมผัสกับส่วน Support ความละเอียดที่ผมเลือกคือ 100um (0.1 mm) ก็จะใช้เวลาในการพิมพ์ประมาณ 3-4 ชั่วโมง เมื่อเราพิมพ์เสร็จเรียบร้อยแล้วก็ต้องนำไปล้างด้วยน้ำยาล้าง IPA และผมจะรีบนำไปเป่าด้วยปั้มลมเพื่อให้ตัวงานไม่เกิดคราบจากการล้าง เมื่อแน่ใจว่าแห้งเรียบร้อยแล้วให้นำตัวชิ้นงานไปอบประมาณ 10-15 นาที อุณหภูมิ 50-60 องศา เพราะงานมีความบางแค่ 1 mm ความบางทีอบนานไปตัวงานจะหดตัวค่อนข้างเยอะและอาจจะกรอบแตกง่าย จากนั้นนำมาแกะ Support ออก ส่วนจุดที่เป็นลอยนู้นๆ จาก Support ผมจะใช้กระดาษทรายเบอร์ 250/400/1000 ในการขัดแต่ง และถ้าเราขัดเสร็จเรียบร้อยแล้วทุกคนจะสังเกตุเห็นว่าจะเป็นคราบขาวๆ ที่เกิดจากการขัดด้วยกระดาษทรายนั้นปมจะใช้น้ำมันหล่อลื่นทาที่ตัวงานแล้วนำไปอบแห้งอีกครั้งโดยใช้เวลา 10 นาที อุณหภูมิที่ 50 องศา ก็เพียงพอแล้ว

การจัดเรียงงานเพื่อนำไปพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ Form3
ชิ้นงานเมื่อพิมพ์เสร็จแล้ว นำไปเป่าด้วยปั้มลม
ชิ้นงานเมื่อพิมพ์เสร็จแล้ว นำไปเป่าด้วยปั้มลม
นำชิ้นงานมาขัดด้วยกระดาษทราย ลบลอย Support
นำชิ้นงานมาขัดด้วยกระดาษทราย ลบลอย Support
นำมาลองประกอบกับตัวเรือนนาฬิกาจริง
นำมาลองประกอบกับตัวเรือนนาฬิกาจริง
นำมาลองประกอบกับตัวเรือนนาฬิกาจริง

3D Printer SLA + ความคิดสร้างสรรค และงานศิลปะ

3D Printer SLA + ความคิดสร้างสรรค และงานศิลปะ

หลายๆ คนต้องการหาสิ่งต่างๆ มากมายเพื่อมาทำให้ความรู้สึกที่เเหนื่อยล้าในการใช้ชีวีตแต่ละวันให้มีชีวิตชีวา และมีสีสันที่สดใส่มากขึ้น วันนี้เรา PRINT3DD ขอนำเสนอการเริ่มปรับเปลี่ยนสิ่งต่างๆ ใกล้ตัวหรือจะเป็นสิ่งที่เราอาจมองข้างมันไปทั้งๆที่เราใช้เวลากับมันนานมากในแต่ละวันเราขอเรียกมันว่า Keyboard Art ทุกความสร้างสรรคที่ไม่มีวันสิ้นสุดมักต้องมีการเริ่นต้นที่สวยงามอยู่เสมอ ผลงานชิ้นนี้เป็นการนำเอาชิ้นงาน 3D Printer SLA จากเครื่อง Formlabs Form 3 มาสร้างงานศิลปะขนาดเล็ก แต่ช่วยทำให้ความรู้สึกของผู้ที่มาพบเห็นมีรอยยิ้ม และสร้างความตื่นเต้นได้มากมาย อีกทั้งยังช่วยสร้างพลังบวกในด้านแนวความคิดในสิ่งต่างๆ ได้มากกว่าที่ตัวเราคิดอีกด้วย ทั้งนี้สิ่งที่เราได้สร้างขึ้นนั้นไม่ใช่แค่ปุ่มๆ หนึ่ง แต่มันคือความรู้สึกที่พวกเราทุกคนต้องได้รับมันในทุกๆ วันเพื่อมีความสุขในการใช้ชีวิตในวันต่อๆ ไป