Ikea แจกไฟล์ 3D อุปกรณ์เสริมเฟอร์นิเจอร์ เพื่อผู้ที่มีข้อจำกัดทางกายภาพ

Ikea แจกไฟล์ 3D อุปกรณ์เสริมเฟอร์นิเจอร์ เพื่อผู้ที่มีข้อจำกัดทางกายภาพ

Ikea ผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์รายใหญ่ที่สุดในโลกได้ร่วมมือกับองกรณ์ไม่แสวงหากำไร Milbat and Access Israel ทำโครงการชื่อว่า ThisAbles เพื่อที่จะทำอุปกรณ์เสริมสำหรับเฟอร์นิเจอร์ของ Ikea ให้กับผู้ที่มีข้อจำกัดทางกายภาพ

โครงการนี้มีจุดประสงค์ให้ร้านค้าของ Ikea มีความเป็นมิตรกับผู้บริโภคที่มีข้อจำกัดทางกายภาพมากขึ้น อุปกรณ์เสริมเหล่านี้จะเปิดให้โหลดได้ฟรีแบบออนไลน์ ซึ่งสามารถใช้เครื่องพิมพ์สามมิติพิมพ์ออกมา และติดตั้งกับเฟอร์นิเจอร์หลัก ๆ ของ Ikea ได้เลย เช่นตู้หนังสือ Billy หรือ เก้าอี้นวม Karlstad

“Ikea สัญญาว่าจะสร้างความสะดวกสบายในชีวิตประจำวันให้กับทุก ๆ คน ไม่ใช่แค่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น เรารู้สึกว่ามันเป็นหน้าที่ของเราที่จะสร้างสรรค์ และช่วยทำให้ผู้ที่มีข้อจำกัดทางกายภาพสามารถใช้ผลิตภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์ และของใช้ในบ้านของเราอย่างมีความสุข” คุณ Shuki Koblenz CEO ของ Ikea กล่าวไว้

ถึงวันนี้เรามีอุปกรณ์เสริมทั้งหมด 13 แบบ อาทิ Couch Lift ขาเสริมสำหรับเก้าอี้นวมทำให้ลุกยืนง่ายขึ้น และ EasyHandle ตัวช่วยเปิดประตูโดยใช้แขนท่อนล่างหรือทั้งแขน Glass Bumper แผ่นพลาสติกที่ป้องกันรถเข็นไปชนกระจก

งานออกแบบทั้งหมดสร้างจากพื้นฐานของสินค้าที่มีขายอยู่ในปัจจุบันของ Ikea จะวิธีการติดตั้งหรือดัดแปลงมีคำอธิบายด้วยรูปภาพสามมิติ และยังมีในรูปแบบวิดีโอบน YouTube ของ Ikeas Israel ซึ่งแสดงถึงการดัดแปลงเพียงเล็กน้อยแต่มีผลอันยิ่งใหญ่ในการใช้ชีวิตของผู้ที่มีข้อจำกัดทางกายภาพเหล่านั้น

อย่างไรก็ตามผู้ริเริ่มโครงการนี้ได้กล่าวว่า “เราไม่สามารถรับประกันว่าเราจะแก้ปัญหาของทุก ๆ คนได้ แต่เราสัญญาว่าเราจะพยายามทำ”

คุณสามารถดาวน์โหลดไฟล์เหล่านี้ได้ที่นี่ ThisAbles.com

เรียนรู้กลไกแม่กุญแจรหัสแบบง่าย(Combination lock)

เรียนรู้กลไกแม่กุญแจรหัสแบบง่าย(Combination lock)

วันเราลองมาเรียนรู้การสร้างแม่กุญแจรหัสอย่างง่ายจากเครื่องพิมพ์สามมิติกันครับ โดยตัวชิ้นงานนี้สามารถdownloadได้ที่ https://www.thingiverse.com/thing:2058932 โดยในตัวเว็บไม่ได้มีวิธีการประกอบชิ้นงานมาให้ ทางเราจึงนำวิธีการประกอบมาลงไว้ในบทความนี้ครับ (โดยที่ลองผิดลองถูกอยู่สักพักเลยครับ555+)

อันดับแรกเรามาทำความรู้จักกับแม่กุญแจหรัสกันก่อน ซึ่งตัวกุญแจรหัสจะมีหน้าตาประมาณนี้ครับ ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายแบบ เพื่อนๆคงเคยเห็นกันมาบ้างแล้ว

ส่วนของเราที่จะทำกันหน้าตาจะเป็นแบบนี้ครับ ซึ่งจะมองเห็นกลไกต่างๆของตัวชิ้นงานและระบบการทำงานได้อย่างชัดเจน

(ชิ้นส่วนที่ใช้มีดังนี้ครับ)

 

ส่วนอุปการณ์ในการทำมีดังนี้ ซึ่งอาจจะไม่เหมือนกับทางต้นฉับบเพราะทางเราเน้นใช้วัสดุใกล้ตัวครับ

             1.ไขควง           2.น็อตขนาดประมาณ3mm. (ใช้ทั้งหมด11ตัว)        3.เส้นfilament          4.ไขควงหกเหลี่ยม         5.กาวตราช้าง

                                                                        

เริ่มประกอบกันเลย!!

ขั้นแรกให้ทำการประกอบตัวbodyของงานก่อน

เมื่อประกอบตัวbodyเข้าไปแล้วให้ทำการประกอบตัวเฟื่องกลไกของแม่กุญแจกันต่อครับ โดยชิ้นส่วนและอุปกรณ์ที่ใช้มีดังนี้

(ให้ขันน็อตตรงตามรูป เพราะจุดนี้เป็นการสร้างกลไกลแบบเข้ารหัสของตัวแม่กุญแจครับ)

(ส่วนการประกอบเข้ากับแท่งหมุนจะเป็นแบบนี้ครับ)

(ต่อมาให้นำชิ้นงานมาประกอบรวมกันจะได้หน้าตาแบบนี้ครับ)

มาถึงตรงนี้ก็เลยครึ่งทางในการประกอบแล้ว ต่อไปจะเป็นการประกอบชิ้นส่วนทั้งหมดเข้าด้วยกันครับ

(ต่อมาเราจะมาทำตัวกลไกลเปิดสลักกุญแจ ซึ่งถ้าทำตามแบบที่downloadจะต้องใช้น็อตที่ยาวประมาณ15mm และต้องตัดหัวน็อตทิ้งด้วยเพื่อไม่ให้หัวน็อตไปเบียดกับตัวชิ้นงาน ทางเราจึงเปลี่ยนมาใช้เส้นfilamentแทน)

(ให้ตัดเส้นพลาสติกและเสียบเข้ากับตัวชิ้นงานแล้วใช้กาวตราช้างหยอดเพื่อยึดตัวเส้นพลาสติกเข้ากับตัวชิ้นงานอีกทีนึงครับ)

                          

(ประกอบตัวสลักกุญแจ(ลิ้นกุญแจ)เข้าไปและตัวกลไกเปิดสลักกุญแจเข้าด้วยกัน)

                              

ต่อมาให้เอาbodyมาประกอบกับชิ้นส่วนที่เหลือก็เป็นอันเสร็จสิ้นครับ หน้าตาตอนประกอบเสร็จแล้วจะเป็นแบบนี้ ออกมาหน้าตาน่ารักที่เดียว

vdoสอนการใช้งาน

เสร็จไปแล้วนะครับสำหรับการสร้างแม่กุญแจรหัสแบบง่าย ซึ่งอุปการณ์ต่างๆสามารถหาได้ง่าย หรือเพื่อนๆจะหาอุปการณ์อื่นๆมาใช้ก็ได้เช่นกัน สามารถติดตามข่าวสารและเทคโนโลยีใหม่ๆได้ที่ www.print3dd.com

 

 

กลไกลขาแมงมุมจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติ

กลไกลขาแมงมุมจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติ

กลไกลขาแมงมุมจากเครื่องพิมพ์ 3 มิต 

        เครื่องพิมพ์ 3 มิติสามารถสร้างชิ้นส่วนหลายๆ แบบมาประกอบกันเพื่อทำเป็นกลไกต่างๆ ได้ โดยงานชิ้นนี้พิมพ์ขึ้นจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติ รุ่น Flashforge Guider2s ซึ่งมีพื้นที่ในการพิมพ์ที่ขนาด 280x250x300 ทำให้สามารถพิมพ์ชิ้นส่วนหลายๆ ชิ้นพร้อมๆ กันได้ ตัวนี้เราได้นำไฟล์มาจากเว็ป Thingiverse ซึ่งจะเป็นเว็ปที่มีผู้ใช้งานอยู่ทั่วโลกแชร์ความรู้ แชร์ไฟล์ มาให้โหลดไปใช้งานกันแบบฟรีๆ ในส่วนของงานชิ้นนี้ จะทำงานโดยการใช้มือดันแล้วตัวชิ้นงานจะทำการสลับขากันในการเดิน 

 

ัวไฟล์ทั้งหมดที่ใช้ในการสั่งพิมพ์ 

           

 

 

           ัสดุที่ใช้ในการพิมพ์ : PLA 

อื่นๆ :  1. ความเร็วในการพิมพ์อยู่ที่ประมาณ 40 mm/s 

           2. ความละเอียด 0.2 mm 

           3. อุณหภูมิที่ใช้ 210 องศา 

 

ใช้เวลาในการพิมพ์ : 12 ชั่วโมง 45 นาที ต่อขาหนึ่งชุด                         

 

รูปที่ 1 การพิมพ์ชิ้นงาน

 รูปที่ 2 ชิ้นส่วนที่ใช้ในการประกอบขา 1 ข้าง 

 

 

รูปที่ 3 ขาหนึ่งข้างที่ประกอบออกมาได้

 

 

รูปที่ 4 ชิ้นส่วนในการประกอบขา 1 คู่

 

 

 รูปที่ 5 ขา 1 คู่ ที่ประกอบออกมา 

 

รูปที่ 6 ชิ้นงานที่เสร็จสมบูรณ์ (ด้านข้าง)

 

  รูปที่ 7 ชิ้นงานที่เสร็จสมบูรณ์ (ด้านหน้า)

 

 

 

ที่มา : https://www.thingiverse.com/thing:3073375 

 

รถยนต์ที่ใช้ไฟฟ้า”XEV”โดยการขึ้นรูปแบบ 3 มิติ

รถยนต์ที่ใช้ไฟฟ้า”XEV”โดยการขึ้นรูปแบบ 3 มิติ

 XEV ผู้ผลิตรถชาวอิตาลีได้ผลิตรถโดยการขึ้นรูปแบบ 3 มิติซึ่งเรียกว่า LSEV เริ่มทำการผลิตปีหน้าที่โรงงานขนาดใหญ่ในมณฑลเจียงซู ในโลกมีรถที่พิมพ์ด้วยการพิมพ์ 3 มิติที่ยอดเยี่ยมมากมาย แต่ไม่สามารถใช้งานได้จริง อย่างไรก็ตามหวังว่าจะมีบางอย่างเปลี่ยนแปลงไปภายในไม่ปีข้างหน้า ผู้ผลิตรถชาวอิตาลีหวังว่าจะทำให้มันเกิดขึ้นจริงได้ XEV ถูกเปิดเผยเริ่มในปีหน้าการผลิตรถยนต์จะเริ่มผลิตในโรงงานขนาดใหญ่ในมณฑลเจียงซู ประเทศจีน ถูกเรียกว่า LSEV รถสองที่นั่งซึ่งพิมพ์จากเครื่องพิมพ์ 3 มิติเกือบทั้งหมดและเป็นรถที่ใช้พลังงานไฟฟ้า ได้ถูกพัฒนาพร้อมกับ Polymaker บริษัทขึ้นรูป 3 มิติของประเทศจีน โดยทั้งหมดที่กล่าวมา รถประกอบด้วยพลาสติก 57 ส่วน บางส่วนถูกใช้ในการผลิตหน้าต่างและโครงสร้างรถ ใช้ระยะเวลาในการสร้างเพียงไม่กี่วัน

          แต่ Luke Taylor ผู้จัดการฝ่ายการตลาดที่ Polymaker อธิบายว่า ไม่มีอะไรแปลกใหม่ซึ่งสิ่งที่พวกเขาสร้างขึ้นมามีประสิทธิภาพมาก เทคโนโลยีนี้เป็นที่รู้จักกันดีในอุตสาหกรรม หลังจากการพิมพ์ ชิ้นส่วนบางส่วนผ่านกระบวนการที่เรียกว่าการเคลือบแบบสุญญากาศ เทคนิคนี้ถูกพัฒนาโดยบริษัททั้งสองบริษัท มันเหมือนกับการขึ้นรูปแบบสุญญากาศและใช้สำหรับการซ่อนพื้นผิวของแต่ละชั้นโดยการขึ้นรูปแบบ FDM และช่วยลดการทาสีของรถ

          จนถึงตอนนี้ XEV ได้มีการขึ้นรูปแบบ 3 มิติ และผลิตรถ 15 คัน ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการตรวจสอบความปลอดภัยก่อนที่จะผ่านการรับรอง Taylor กล่าวว่า ไม่มีใครพยายามที่จะผลิตมวลจำนวนมากๆ รถทุกคันมีเอกลักษณ์และคิดว่าจะดึงดูดลูกค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจุบันมีการแข่งขันกันเรื่องราคาและการเพิ่มขึ้นของยานพาหนะเป็นอย่างมากและพวกเราคิดว่าจะประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากการพิสูจน์ว่ารถคันนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสำหรับลูกค้าคนแรก บริษัท Poste Ltaliane ถูกว่าจ้างให้ทำยานพาหนะ 5000 คัน รถเหล่านี้ถูกออกแบบเป็นพิเศษสำหรับการเก็บกล่องจำนวนมากแทนที่นั่งผู้โดยสาร คาดว่า LSEV จะมีค่าใช้จ่าย 10,000 ยูโร อย่างไรก็ตาม บริษัทยังไม่หยุดที่จะวางแผนสำหรับการออกแบบรถสปอร์ต

ที่มา : https://all3dp.com/4/xev-start-production-3d-printed-electric-car-3d-printing-mega-factory/

 

การพิมพ์หัวกะโหลก 3 มิติสำหรับการวิจัย MRI

การพิมพ์หัวกะโหลก 3 มิติสำหรับการวิจัย MRI

          กะโหลกเป็นโมเดลทางกายภาพซึ่งแสดงลักษณะเฉพาะของกายวิภาคของมนุษย์ หัวกะโหลกสามารถใช้เพื่อเป็นเครื่องมือวินิจฉัยภาพทางการแพทย์ได้ Sossena Wood ผู้สมัครระดับปริญญาเอกทางชีวภาพมหาวิทยาลัย Pittsburgh ได้พัฒนาหัวกะโหลกที่เหมือนจริงสำหรับสำหรับการวิจัยความถี่ของคลื่นแม่เหล็กในโรงเรียนวิศวกรรม Swanson

          ขณะที่การสร้างโมเดลแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นแหล่งข้อมูลที่ใช้กันทั่วไปเพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างเนื้อเยื่อชีวภาพและสนามแม่เหล็กไฟฟ้า เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา การทดลองเกี่ยวกับหัวกะโหลกเพิ่มมากขึ้นและกลายเป็นสิ่งที่ใช้ประโยชน์ได้ในทางการแพทย์ในการวิจัยด้านสิ่งอำนวยความสะดวกซึ่งเกี่ยวกับคลื่นความถี่วิทยุเราใช้ทั้งร่างกายด้วยการถ่ายภาพจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า(MRI 7T) ซึ่งเป็นหนึ่งในอุปกรณ์ที่มั่นคงที่สุดในโลก Tamer Ibrahim กล่าว รองศาสตราจารย์และผู้อำนวยการแห่งมหาวิทยาลัย Pittsburgh ศูนย์วิจัยคลื่นวิทยุ 7T เทคโนโลยีข้อมูลพิเศษเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพแต่น่าเสียดายที่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จกับการถ่ายภาพรูปแบบนี้ เขาจินตนาการในการออกแบบหัวกะโหลก 3 มิติเพื่อใช้กับการออกแบบเทคโนโลยีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในแลปของเขาพวกเราได้พัฒนาหัวกะโหลกมนุษย์ที่จะช่วยให้เข้าใจปัญหาเหล่านี้ได้ดีขึ้นโดยวิธีที่ปลอดภัยกว่าการถ่ายภาพ เราใช้อุปกรณ์ในการวิเคราะห์ปัญหา ประเมินผล เปรียบเทียบระบบ MRI และเครื่องมือวัดก่อนที่จะทดสอบโปรโตคอลใหม่ในมนุษย์นักวิจัยในปัจจุบันได้ใช้การจำลองเชิงตัวเลขเพื่อศึกษาผลของสนามแม่เหล็กไฟฟ้า(EM)ในเนื้อเยื่อชีวภาพที่ความถี่ต่างกัน กล่าวโดย Wood แบบจำลองเชิงตัวเลขของ EM เป็นมาตรฐานในการวิเคราะห์ปฏิสัมพันธ์นี้ และพวกเราทำการออกแบบหัวกะโหลกต่างๆที่คล้ายกับมนุษย์เพื่อใช้ในการตรวจสอบโมเดล EM จึงให้สมจริงมากขึ้นสำหรับการทดสอบกายภาพและหัวกะโหลกที่เสมือนจริงเริ่มจากการออกแบบไฟล์สามมิติจากหัวมนุษย์ Wood เริ่มต้นด้วยชุดข้อมูล MRI 3T ของชายที่มีคุณภาพดี ซึ่งได้ถูกแบ่งออกเป็น 8 เนื้อเยื่อ คุณลักษณะที่ทำให้รูปแบบแตกต่างจากหัวกะโหลกพื้นฐานอื่นๆ หัวกะโหลกประกอบด้วยเนื้อเยื่อเป็น 8 กลุ่ม สมอง ก้านสมอง ตา โพรงอากาศ สมองส่วนซีรีเบลลัม ไขสันหลัง กล้ามเนื้อ และส่วนที่ติดกับไขมันเช่น กระดูก และผิว ตามที่ wood กล่าวไว้

          การใช้ซอฟต์แวร์ CAD Geomagic Studio แต่ละช่องว่างถูกออกแบบขึ้นสำรองเนื้อเยื่อเมื่อเวลาผ่านไป ขั้นตอนต่อไปจะเป็นการพิมพ์ต้นแบบ โมเดลหัวกะโหลกถูกพิมพ์ใน 5 ส่วน เพื่อถอดตัวรองรับโครงสร้างภายในที่มาพร้อมกับการพิมพ์สามมิติ “เราใช้พลาสติกที่พัฒนาขึ้นโดย DSM Somos สำหรับวัสดุการพิมพ์เพราะเราสามารถสร้างชิ้นส่วนที่ทนทานและมีความสามารถในการนำไฟฟ้าไปใช้กับร่างกายมนุษย์” กล่าวโดย Wood “เพื่อช่วยให้โมเดลสามารถเลียนแบบต้นแบบได้อย่างแท้จริง

          ตอนนี้ Wood ได้พิมพ์หัวแบบ 3 มิติแบบเต็มรูปแบบแล้วเขาสามารถรวบรวมและเริ่มทดสอบได้ หัวกะโหลก มีแอปพลิเคชันมากมายรวมถึงการทดสอบเพื่อดูว่ารากฟันเทียมบางตัวสามารถเข้าไปภายใน MRI หรือตรวจจับอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นในเนื้อเยื่อต่างๆตามเครื่องมือวัด RF ต่างๆได้หรือไม่การถ่ายภาพด้วยรังสีอัลตราไวโอเลตทำให้การรับพลังงานจากการแผ่รังสี RF กลายเป็นความร้อนในเนื้อเยื่อของผู้ป่วยซึ่งอาจส่งผลร้ายต่อสุขภาพของผู้ป่วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการปลูกถ่ายหากไม่ได้รับการตรวจสอบจากเครื่องสแกนเนอร์” Wood อธิบาย “ด้วยหัวกะโหลกของเราเราสามารถทดสอบความปลอดภัยของการถ่ายภาพของเราโดยการใส่โพรบภายในบางพื้นที่ของหัวและวัดผล Ibrahim กล่าว

Ibrahim and Wood หวังว่ารูปแบบนี้จะได้รับการพัฒนาในเชิงพาณิชย์และให้ความสามารถในการติดตามงานวิจัยโดยไม่ต้องอาศัยการทดสอบของมนุษย์

ที่มา : www.3ders.org

รีวิว Flashforge Guider2s ที่ได้รับการอัพเกรดเพิ่มเติมจาก Guider2

รีวิว Flashforge Guider2s ที่ได้รับการอัพเกรดเพิ่มเติมจาก Guider2

Cover

        เปิดตัวใหม่สำหรับเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ขนาดใหญ่ของทาง Flashforge ก็คือ Flashforge Guider2s ที่มีขนาดฐานในการพิมพ์ชิ้นงานอยู่ที่ 28x25x30 cm ซึ่งก็เท่ากับเจ้าตัว Flashforge Guider2 ด้วยฐานที่มีขนาดใหญ่ก็เลยจะทำให้ตัวเครื่องนั้นมีขนาดใหญ่ถึง 55x49x56 cm โครงสร้างของตัวเครื่องนั้นเป็นโลหะแข็งแรงประกอบกับโครงสร้างภายนอกเป็นพลาสติกอย่างดีปิดทุกด้าน เพื่อป้องกันฝุ่น แมลง หรืออื่นๆ ที่จะเข้าไปขัดขว้างรหว่างการพิมพ์งานของเราได้ เครื่อง Guider2s สามารถใช้พลาสติก (filament) ได้หลากหลายชนิดเพราะมี Stepping Motor ในการดึงเส้นติดอยู่ใกล้กับหัวฉีดทำให้เวลา Load Filament ทำได้ดีกว่าเครื่องที่มี Stepping Motor อยู่ไกลจากหัวฉีดไม่ว่าจะเป็นเส้นที่นิ่ม แข็ง ยืดหยุ่น หรืออื่นๆ เช่น Flexible Nylon HIPS PETG ABS PLA และอื่นๆ อีกมากมาย ถ้าใครที่เคยใช้เจ้า Guider2 ตัวธรรมดาอยู่แล้วจะรูปวาเครื่องนี้นั้นพิมพ์งานได้ดี สวย และงานมีเนื้อผิวที่ดีมาก ความละเอียดที่ตัวเครื่องทำได้อยู่ระหว่าง 0.05-0.4 mm หรือ 50-400 ไมคอน สิ่งที่ตัวเครื่อง Flashforge Guider2s มีการอัพเกรดเพิ่มมานั้นคือ ตัวกรองอาการภายในตัวเครื่อง(Air Filter), กล้องไว้มองชิ้นงานระหว่างพิมพ์(Build-in Camera), รองรับการสังพิมพ์งานผ่าน Cloud(Polar Cloud), ฝาครอบด้านบนแบบใหม่แข็งแรงกวาเดิม(Cover) และเปลี่ยนสีของตัวเครื่องใหม่เป็นสีเทา อาจจะนึกภาพไม่ออกกันใช่ไหมครับงั้นเดี๋ยวผมจะมารีวิวให้เห็นกันว่าเจ้าตัวเครื่อง Flashforge Guider2s นั้นมีหน้าตา และแตกต่างจาก Flashforge Guider2 อย่างไรมาดูกันเลยครับ

Cover1

ภาพที่ 1

        ส่วนที่เพิ่มเข้ามจาก Flashforge Guider2s มีอะไรบ้าง

        เครื่อง Flashforge Guider2s มีการอัพเกรดอะไรมาบ้างเราจะมารีวิวให้ดูกันชัดๆ ไปเลยครับ ว่าจะมีส่วนไหนบ้างที่เพิ่มขึ้นมาจากเจ้ารุ่นพี่ Flashforge Guider2 แต่ก่อนอื่นเลยจะขอบอกว่าเครื่องทั้ง 2 ตัวนี้จะมีหน้าตาคล้ายๆ กัน และขนาดยังใกล้เคียงกันอีกด้วยเหมือนตัว Flashforge Guider2 เดิมเลย(ภาพที่ 2) สิ่งที่เปลี่ยนไปนั้นเรามาดูกันครับ

        1.สีของตัวเครื่องเปลี่ยนจากสีดำ(Color Black) เป็นสีเทา(Color Gray) สีของโครงสร้างด้านนอกของตัวเครื่องในส่วนที่เป็นพลาสติกนั้นได้ทำการปรับเปลี่ยนให้มีความแตกต่างจาก Guider2 ออกไปเนื่องด้วยหน้าตาที่มีความคล้ายกันมากเลยต้องทำให้สีแตกต่างกัน (ภาพที่2-4)

 

IMG_E4003

ภาพที่2

IMG_E4002

ภาพที่ 3

IMG_E4001

ภาพที่ 4

        2.ฝาครอบด้านบนใหม่ ฝาครอบที่ด้านบนของ Guider2s นั้นได้มีการออกแบบใหม่ให้มีความแข็งแรงมากกว่าเดิมด้วยความโค้งมนในส่วนที่เป็นขอบของฝาครอบ และฝาครอบยังมีความหน้ามากขึ้นกว่าเดิมอีกจาก 2.0 mm เป็น 3.00 mm แถมส่วนที่เป็นจุดสโลปของฝาครอบยังทำให้มองชิ้นงานที่พิมพ์ได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมด้วย (ภาพที่5-7)

IMG_4179n

ภาพที่ 5

IMG_4184n

ภาพที่ 6

IMG_4185n

ภาพที่ 7

        3.ตัวกรองอาการภายในตัวเครื่อง(Air Filter) เครื่อง Guider2s จะมีการเพิ่มพัดลมดูอากาศพร้อมกับตัวกรองอากาศมาให้อยู่ภายในตัวเครื่องแบบ Build In เพื่อช่วยให้การถ่ายเทอากาศภายในตัวเครื่องพิมพ์ทำได้ดียิ่งขึ้นเมื่อมีการสั่งพิมพ์งาน แต่เมื่อมีการถ่ายเทอากาศที่ดีขึ้นแล้วก็ควรจะมีตัวกรองอากาศด้วยเพราะระหว่างที่อากาศไหลเวียนอยู่นั้นอาจจะมีมลพิษออกมากับอากาศด้วย ดังนั้นทางผู้ผลิตจึงติดทั้งพัดลมระบายอากาศและตัวกรองอากาศมาให้ด้วยครบชุดเลย (ภาพที่ 8-10)

Aire filter

ภาพที่  8

IMG_4190n

ภาพที่ 9

IMG_4176n

ภาพที่ 10

        4.กล้องไว้มองชิ้นงานระหว่างพิมพ์(Build-in Camera) เมื่อมีการอัพเกรดทั้งทีจะเพิ่มนิดหน่อยไม่ได้จึงได้เพิ่มกล้องเข้ามา เพื่อไว้ดูชิ้นงานที่พิมพ์อยู่จากมือถือ หรือคอมพิวพเตอร์ของเราจากที่ไหนก็ได้โดยผ่าน Polar Cloud ให้ตัวเครื่องต่อ Wifi เมื่อเราเห็นว่างานที่พิมพ์หลุดหรือเสียสามารถสั่งหยุด ยกเลิก หรือสั่งพิมพ์งานได้ (ภาพที่ 11-13)

QQ-Photo20180427094158-1024x413

ภาพที่ 11

IMG_4189n

ภาพที่ 12

IMG_4177n

ภาพที่ 13

 

        5.รองรับการสังพิมพ์งานผ่าน Cloud(Polar Cloud) เป็นฟังก์ชันที่ Build-In ในตัวเครื่องมาเลย และก็ยังมีในรุ่นอื่นๆ ด้วย เช่น Flashforge Adventerure3, Flashforge Guider2, Flashforge Finder หลักการทำงานง่ายๆ ของมันคือให้ 3D Printer ต่อ internet, wifi ซึ่งเครื่องที่เราได้ทำการเชื่อมต่อจะไปต่อกับ server ของ Polar Cloud จากนั้นเราก็สามารถควบคุมเครื่องทั้งหมดได้ผ่านหน้าเบราว์เซอร์ จะใช้ PC, Mobile หรือ Tablet ก็ได้ และผู้ที่เป็นเจ้าของเครื่องยังสามารถแชร์เครื่องของตนเองให้ผู้อื่นใช้งานเครื่องได้อีกด้วย ในเว็ป Polar Cloud นั้นเราสามารถนำไฟล์งาน 3 มิติต่างไปฝากเก็บไว้ต้องการจะพิมพ์เมื่อไหร่ก็ เลือกไฟล์งานมาแล้วทำการตั้งค่าการพิมพ์งานผ่าน Cloud ได้เลยการตั้งค่านั้นจะเหมือนกับหน้า Software Flashprint เลยทำให้เราสะดวกสบายขึ้นอยู่นอกบ้านยังสั่งพิมพ์งาน และดูการพิมพ์งานได้ด้วย (รีวิวการเชื่อมต่อ Polar Cloud)

Cover2

ภาพที่ 14

Cover3

ภาพที่ 15

Cover4

ภาพที่ 16

       ตัวอย่างงานที่พิมพ์จากเครื่อง Flashforge Guider2s

S_8345577697018

ภาพที่ 17

S_8345577697019

ภาพที่ 18

 

รีวิวตัวอย่างงานที่พิมพ์จากเครื่อง Flashforge Guider2s

        

VDO รีวิวตัวเครื่อง

 

 

 

รีวิวการใช้งานระบบ Polar cloud

รีวิวการใช้งานระบบ Polar cloud

สวัสดีครับ วันนี้ทาง print3dd มาแนะนำทำความรู้จัก polar cloud หรือเรียกง่ายก็คือระบบ cloud printing เราสามารถตั้งค่า สั่งพิมพ์ หรือแม้กระทั่งดูงานผ่านกล้องของเครื่องพิมพ์ได้ และที่สำคัญเพียงแค่มีอินเตอร์เนตเราก็สามารถสั่งพิมพ์งานจากที่ไหนก็ได้ ซึ่งเราสามารถใช้งานทั้งทางมือถือและคอมพิวเตอร์ จะเป็นอย่างไรไปดูกันเลย

01

เมื่อสมัครเสร็จแล้ว ให้คลิกที่ icon ด้านขวาบนของเว็บไซต์แล้วเลือก settings ในหน้านี้ให้เราจำ email และ pincode เพื่อไปใส่ที่ตัวเครื่องพิมพ์สามมิติ ในบทความนี้เราจะใช้เครื่อง Flashforge Adventerure3 ในการสาธิตวิธีใช้งานครับ

05

 

ต่อมาให้เปิด wifi ที่ตัวเครื่องพิมพ์สามมิติ และไปที่ polra cloud ในหน้านี้เราต้องใส่emailและ pincode ทีได้จากการสมัคร

(ทำการเปิดwifi)

3752

(เปิด PolarCloud เพีือใส่emailและpin code)

3751

เมื่อทำการตั้งค่าที่ตัวเครืองพิมพ์เสร็จแล้ว เราจะสามารถอัพโหลดงานผ่านระบบcloudได้แล้ว โดยเข้าหน้าเว็บไซต์ porlar cloud ให้เลือกที่ Explore และเลือก Objects 

888

คลิก upload โดยเราสามารถเลือกไฟล์จากเครื่องคอมพิวเตอร์หรือผ่าน Google Drive ก็ได้

55

ตรงนี้เราสามารถเลือกประเภทไฟล์ที่จะอัพโหลดได้ โดยให้กดตรงกรอบสีเหลี่ยมเพื่อเลือกไฟล์

02

(เลือกไฟล์เสร็จแล้วให้กดอัพโหลด)

03

เมื่ออัพโหลดเสร็จแล้ว ต่อมาให้ดูที่คำสั่งprintและกดตรงลูกศรในรูปเพื่อเลือกรุ่นเครื่องพิมพ์

07

คราวนี้เราสามารถตั้งค่าการพิมพ์ได้แล้ว โดนตรงนี้มีหลายส่วนที่สามารถตั้งค่าได้ดังนี้

-คำสั่งPLACEMENT ใช้เคลื่อนชิ้นงานปรับขนาดหรือหมุนตัวชิ้นงาน

08

-คำสั่งPRINT SETTINGS ใช้ตั้งค่าความละเอียดของตัวชิ้นงาน ตั้งความเร็วความร้อนของหัวฉีด ตรงนี้จะเหมือนกับเราใช้ Progarm Flashprint เลยครับ

09

-คำสั่งOPTIONS ในส่วนนี้จะมีการปรับUi Settingsของตัวเว็บได้ หรือแม้กระทั่งร้องขอให้ผู้อื่นพิมพ์งานให้โดยใช้ค่ำสั่งREQUEST

10

เมื่อตั้งค่าทุกอย่างเสร็จแล้วให้คลิกที่ PRINT ในหน้านี้เมื่อกด START ตัวเครื่องจะเริ่มพิมพ์งานทันที

13

จบไปแล้วนะครับ สำหรับการใช้งาน polar cloude ซึ่งเข้ามาช่วยให้การใช้งานเครื่องพิมพ์สามมิติสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น โดยด้านล่างนี้ผมจะแนบvdoการใช้งานระบบpolar cloudไว้ให้ เพืี่อไม่ให้พลาดข่าวสารใหม่ๆเพื่อนๆสามารถกดติดตามได้ที่ https://www.facebook.com/print3dd/ สำหรับวันนี้สวัสดีครับ

 

 

เทคนิคและการแก้ปัญหาการใช้งานเครื่องพิมพ์3มิติ ระบบ DLPและ ระบบ SLA

เทคนิคและการแก้ปัญหาการใช้งานเครื่องพิมพ์3มิติ ระบบ DLPและ ระบบ SLA

ในปัจจุบันมีผู้ใช้งานเครื่องพิมพ์สามมิติระบบ DLP และ SLA กันมากขึ้น เพราะเครื่องพิมพ์ระบบนี้สามารถพิมพ์ชิ้นงานได้ความละเอียดสูง ทำให้ได้ชิ้นงานออกมาเรียบเนียนจนแทบไม่ต้องมีการขัดแต่ง  วันนี้ทาง print3dd จึงมาแนะนำเทคนิคตลอดจนวิธีการแก้ปัญหาต่างๆ ที่ได้พบเจอจากการใช้งานเครื่องพิมพ์ระบบนี้โดยปัญหาทีพบเจอได้บ่อยๆมีประมาณนี้ครับ

-พิมพ์งานแล้วไม่ขึ้นรูปชิ้นงานหรือพิมพ์งานไม่ติด

-พิมพ์งานแล้วชิ้นงานไม่ติดที่แท่นแต่ไปติดที่ถาดน้ำยา

-พิมพ์งานแล้วชิ้นงานหลุดออกจากแท่น

-พิมพ์งานแล้วตัวชิ้นงานฉีกขาดหรือชำรุดบางส่วน

 

ควรตรวจสอบและแก้ไขปัญหาดังนี้

 

1.แผ่นฟิมล์ชำรุดหรือสกปรก

ตัวเครื่องพิมพ์ระบบนี้ส่วนใหญ่จะมีทีใส่ถาดน้ำยา และด้านล่างของถาดน้ำยาจะมีการใส่แผ่นฟิลม์ไว้เพื่อให้โปรเจกเตอร์ยิงแสงใส่ตัวน้ำยาได้โดยตรง และอีกส่วนหนึ่งคือกระจกที่ติดกับแผ่นฟิลม์ ในส่วนนี้เมื่อเราพิมพ์งานไปสักระยะตัวฟิลม์จะเริ่มมีการชำรุด เช่น ฟิลม์เป็นรอยนูนขึ้นมาเนื่องจากแรงดึงของตัวชิ้นงาน,ฟิลม์ขุ่นมัวเพราะทำสะอาดไม่ดีพอ,มีเศษชิ้นงานติดอยู่ที่ฟิลม์,ฟิลม์ขาดทำให้น้ำยาเรซิ่นไหลลงไปโดนตัวกระจก

(ฟิลม์สกปรกมีลักษณะขุ่นมัว)

78

(ตัวกระจกมีคราบและขุ่นมัว)
76

น้ำยาipa (isopropyl alcohol)

321

วิธีการแก้ปัญหา

ก่อนการพิมพ์งานควรตรวจเช็กตัวแผ่นฟิลม์และกระจกให้ดีว่าสกปรกและชำรุดหรือไม่ ส่วนการเช็ดทำความสะอาดตัวฟิลม์และกระจกควรใช้น้ำยา ipa (isopropyl alcohol) ชุปกระดาษทิชชู่หรือผ้า เช็ดทำความสะอาดแบบเบามือเพื่อไม่ให้ตัวแผ่นฟิลม์เป็นรอย เมื่อเห็นแผ่นฟิลม์เป็นรอยนูนมากขึ้นแนะนำให้เปลี่ยนแผ่นฟิลม์เพราะถ้าฝืนใช้ต่ออาจทำให้ฟิลม์ขาดและตัวน้ำยาอาจจะไหลลงมาด้านล่างได้

 

2.แท่นพิมพ์สกปรก

เมื่อใช้งานไปได้สักระยะตัวแท่นพิมพ์จะเริ่มมีคราบฟิลม์บางๆที่เกิดจากตัวน้ำยาเรซิ่นไปเกาะที่ตัวแท่นทำให้เวลาพิมพ์งาน แล้วทำให้ตัวชิ้นงานหลุดได้ง่ายเพราะตัวงานไม่ได้เกาะกับตัวแท่นพิมพ์โดยตรงแต่ไปเกาะกับคราบเหล่านี้ หรือมีพวกเศษเรซิ่นที่แข็งตัวแล้วทำความสะอาดไม่หมดก็จะทำให้เกิดปัญหาแบบที่กล่าวไปได้เช่นกัน

(ในรูปจะเห็นว่าแท่นพิมพ์ดูสะอาดเรียบร้อยดี แต่เมื่อถูด้วยน้ำยา ipa จะเห็นว่ายังมีคราบเรซิ่นเกาะที่ตัวแท่นอยู่)

276

วิธีการแก้ปัญหา

ใช้ ipa  (isopropyl alcohol) ทำความสะอาดโดยการใช้กระดาษหรือผ้าชุบตัวipaแล้วถูตัวแท่นพิมพ์จนกว่าจะแน่ใจว่าไม่มีคราบเรซิ่นเกาะอยู่บนตัวแท่นพิมพ์

 

3.ไม่คนหรือเขย่าน้ำยาก่อนใช้งาน

ตัวเรซิ่นถ้าทิ้งไว้โดยก่อนการใช้งานไม่มีการคนหรือเขย่าน้ำยา ตัวเรซิ่นจะเริ่มมีการแยกชั้นของตัวน้ำยาทำให้พิมพ์งานออกมาได้ไม่ดีหรือพิมพ์งานไม่ติดเลย

(น้ำยาตอนยังไม่ได้คนจะเห็นว่าตัวน้ำยาด้านบนจะใสกว่าด้านล่าง)

252

(อันนี้หลังจากคนน้ำยาแล้ว)
254

วิธีการแก้ปัญหา

ถ้าน้ำยาอยู่ในขวดก่อนพิมพ์ควรเขย่าน้ำยาก่อนการใช้งาน แต่ถ้าอยู่ในถาดน้ำยาแนะนำให้ใช้พู่กันคนน้ำยาในถาดก่อนใช้งาน แนะนำว่าถ้าไม่ใช้น้ำยาเกิน1วัน วันต่อมาควรจะคนหรือเขย่าน้ำยาก่อนใช้งาน

 

4.ตัวโมเดลไม่สมบูรณ์

ปัญหานี้พบได้มากที่สุด เพราะเนื่องจากผู้ใช้งานอาจยังไม่มีความชำนาญในการใช้งานตัวเครื่องพิมพ์ เรื่องที่ต้องดูอันดับแรกคือตัวชิ้นงานนั้นสมบูรณ์หรือไม่ เพราะส่วนใหญ่ระบบนี้จะเป็นขึ้นงานแบบ bottom-up (สามารถดูเรื่องระบบ bottom-up ได้จากบทความนี้เลยครับ http://www.print3dd.com/top-down-vs-bottom-up-3d-printing/) และต่อมาคือการวางชิ้นงานซึ่งทั้ง2ส่วนนี้มีผลทำให้งานออกมาไม่สมบูรณ์หรือตัวชิ้นงานหลุดระหว่างพิมพ์ได้

(ในรูปนี้คือตัวชิ้นงานหลุดจากซัพพอต)

IMG_20160514_201240

วิธีการแก้ปัญหา

เรื่องที่สำคัญคือ ก่อนพิมพ์งานควรดูความสมบูรณ์ของโมเดลและควรสไลด์ดูงาน แต่ละชั้นว่ามีส่วนไหนของงานลอยอยู่โดยไม่มีซัพพอตค้ำยันหรือไม่ เพราะตรงส่วนนี้จะทำให้เวลาพิมพ์แล้วชิ้นงานหลุดหรือขึ้นได้ไม่สมบูรณ์ (ในเรื่องของโมเดลนั้นมีรายละเอียดค่อนข้างเยอะไว้โอกาสหน้าผมจะมาทำเป็นบทความให้อ่านกันครับ)

 

5.ตั้งค่าแสงผิดพลาด

การตั้งค่าแสงตรงนี้ต้องดูว่าเครื่องพิมพ์รุ่นนั้นๆสามารถปรับค่าตรงนี้ได้ไหม ตรงนี้ขอยกตัวเครื่องflash forge hunterมาแนะนำเพราะตัวเครื่องสามารถปรับค่าแสงได้ ถ้าเราไม่ปรับค่าแสงให้เหมาะสมกับน้ำยาเรซิ่นชนิดนั้นจะทำให้พิมพ์งานไม่ได้เลย เพราะเรซิ่นแต่ละตัวมีความไวต่อค่าแสงไม่เท่ากันครับ

ตัวโปรแกรมflash print

ในรูปนี้จะมีอยู่สามค่าให้เลือกปรับดังนี้

1.Base Time ต้วโปรแกรมให้ตั้งค่าฉายแสงระหว่างชั้นคือในแต่ละชั้นของงานให้ฉายแสงกี่วินาที

2.Attach time ชั้นแรกงานให้ยิงแสงกี่วินาที (ที่เห็นฉายแสงนาน 10s. เพื่อให้ตัวชิ้นงานติดกับแท่นพิมพ์ได้ดียิ่งขึ้น)

3.Light Intensity ต้องการปรับความเข้มข้นของแสงที่ฉายออกมาให้มากหรือน้อย

Capture

วิธีแก้ปัญหา

ส่วนใหญ่แล้วแต่ละเครื่องจะมีน้ำยาที่ใช้กับตัวเครื่องนั้นๆอยู่แล้ว แต่ถ้าเราจะต้องการลองเรซิ่นชนิดอื่นๆที่เราไม่เคยใช้งานมาก่อน ควรทดลองตั้งค่าแสงหลายแบบๆเพื่อให้ได้งานออกมาดีทีสุด ซึ่งค่าที่เหมาะสมคือตัวชิ้นงานออกมาสวยงามสมบูรณ์ 

 

6.การคาริเบทแท่นพิมพ์

ตัวเครื่องพิมพ์ระบบนี้จะมีการจุ่มตัวแท่นลงไปชิดกับถาดน้ำยา การคาริเบทคือการทำให้ตัวแท่นพิมพ์กับถาดน้ำยาอยู่ในระยะที่เหมาะสม ตรงส่วนนี้ต้องดูว่าเครื่องนั้นๆสามารถคาริเบทได้หรือไม่ ตรงนี้จึงขอยกตัวflash forge hunter มาเพื่อแนะนำการใช้งานระบบนี้ครับ

(โดยในรูปจะเป็นการตั้งค่า Z Offset หรือการคาริเบทแท่นพิมพ์)

79

(สามาถปรับให้ตัวแท่นพิมพ์สูงขึ้นหรือต่ำลงได้)80

การแก้ปัญหา

ถ้าเกิดอาการตัวชิ้นงานติดที่ถาดน้ำไม่ติดที่แท่นพิมพ์ ให้สันนิฐานว่าตัวแท่นพิมพ์ห่างจากถาดน้ำยามากเกินไป ทำให้เวลาตัวแท่นพิมพ์เลื่อนลงมาไม่ชิดกับตัวถาดจนทำให้ชิ้นงานไปติดที่ถาดน้ำยาแทนที่จะติดตัวแท่นพิมพ์ ถ้าเครื่องไหนมีคำสั่งนี้แนะนำให้คาริเบทก่อนพิมพ์เพื่อให้ได้งานออกมาดีที่สุด

 

สุดท้ายนี้จากปัญหาและอาการต่างๆที่กล่าวมาข้างต้น อาจจะเกิดจากสาเหตุเดียวหรือเกิดจากหลายๆสาเหตุรวมกันก็ได้ แนะนำให้ตรวจเช็คทุกอย่างก่อนพิมพ์เพื่อที่จะได้ตัวงานออกมาสมบูรณ์ที่สุด แล้วพบกันใหม่ สวัสดีครับ

 

 

 

 

รีวิวการพิมพ์ ABS จากเครื่อง Flashforge Creator Pro เพื่อใช้งานจริง

รีวิวการพิมพ์ ABS จากเครื่อง Flashforge Creator Pro เพื่อใช้งานจริง

 

ภ1

 

        รีวิวพิมพ์ ABS จากเครื่อง Flashforge Creator Pro เพื่อใช้งานจริง บทความนี้จะเป็นบทความต่อจากครั้งก่อนที่ได้แนะนำโปรแกรม Solid Edge ST Classic ในการ Reverse Engineerig ไปนะครับ ถ้าใครที่ได้เข้าไปอ่านจะร้อง อ๋อ!! เลยครับ ครั้งนี้ผมจะมาแนะนำการพิมพ์งานจากพลาสติกที่เป็น ABS กับเครื่อง Flashforge Creator Pro หลายๆ คนที่อยากจะพิมพ์วัสดุ ABS หรือที่เคยพิมพ์มาแล้ว จะต้องเจอปัญหาต่างๆ แน่นอน อาจจะเป็นเนื้อพลาสติกไม่ติดฐานบ้าง งานแอ่นขึ้นมาจากฐานพิมพ์ งานแตกร้าว ปััญหาเหล่านี้เกิดขึ้นจากการตั้งค่าในการพิมพ์งานซึ่งด้วยเนื้อพลาสติก ABS มีคุณสมบัติที่เฉพาะตัวทั้งความแข็งแรง ยืดหยุ่นได้ดี แถมยังทนความร้อนได้สูงอีกด้วย แต่ก่อนที่เราจะเริ่มใช้เจ้าพลาสติก ABS ต้องรู้ธรรมชาติของมันซ่ะก่อนว่าเนื้อพลาสติก ABS นั้นเส้นพลาสติก ABS ต้องใช้ความร้อนที่สูงมากถึง 220-240 องศา และเนื้อพลาสติกยังมีการหนตัวด้วยแต่อันนี้จะทราบไม่ได้ว่าการหดตัวจะเกิดจากทางด้านไหนของชิ้นงาน แล้วแต่ลักษณะของงานนั้นๆ ด้วย หรือบางทีงานจะเกิดอาการแตกที่ตัวชิ้นงานอันนี้จะอยู่ที่การควบคุมอุณหภูมินี่ขณะที่พิมพ์ชิ้นงาน แต่ปัญหาเหลานี้สมารถแก้ไขได้สำหรับเครื่อง  Flashforge Creator Pro ตัวเครื่องจะเป็นแบบระบบปิดมีฝาครอบด้านบนและฝาปิดด้านหน้าเครื่องจะทำให้ควบคุมอุณหภูมิได้เป็นอย่างดี แต่ถ้าบางเครื่องที่เป็นโครงสร้างแบบเปิดโล่งทุกด้านนั้นจะต้องลำบากหน่อยนะอาจจะหาถุงขนากใหญ่หรือกล่องมาครอบตัวเครื่องพิมพ์อีกที เพื่อไม่ให้เสีียเวลาเรามาดูการตั้งค่า และเทคนิคในการพิมพ์ ABS กันเลยดีกว่าครับ

 

Flashforge-Icon

ภาพที่ 2

        สำหรับเครื่องพิมพ์ Flashforge Creator Pro นั้นจะใช้ Software ชื่อ Flashprint ในการสไลด์งานให้เป็น gcode ก่อนที่จะพิมพ์งานก่อนที่เราจะพิมพ์งานต้องทำการคาริเบทของตัวฐานพิมพิมพ์ของเครื่องให้เรียบร้อยก่อน จากนั้นให้นำผ้าสะอาดชุบออลกอฮอล์ที่ใช้ล้างแผลเช็ดทำความสะอาดที่ฐาน เพราะว่าบางที่ฐานพิมพ์อาจจะมีฝุ่น หรือความมันจากมือของเราเองจะทำให้เนื้อพลาสติกนั้นไม่ติดกับฐานของเครื่องพิมพ์ได้ครับ เมื่อทำตามวิธีนี้เสร็จแล้วเรามาดูการตั้งค่าภายใน Software กันตามภาพที่ 3

 

3

ภาพที่ 3

9

ภาพที่ 4

 

        การตั้งค่าในการพิมพ์งานของเครื่อง Flashforge Creator Pro นั้น ได้เลือกใช้หัวขวาในการพิมพ์(เลือกหัวไหนพิมพ์ก็ได้ล้วแต่เรา) ผมจะเปิดทาง Raft เพื่อให้งานที่พิมพ์นั้นยึดเกาะติดกับฐานพิมพ์ได้ดียิ่งขึ้น แต่ขอบอกก่อนเลยว่าบางทีงานอาจจะกระดกได้เหมือนกันนะครับ ที่จริงอย่ากจะแนะนำให้เปิดใช้ Brim มากกว่าเพราะจะเสียเวลาในการพิมพ์เพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย แต่ทำไหมผมถึงใช้ Raft นั้นเนื่อวจากผมได้วางชิ้นงานที่มีด้านสัมผัสกับฐานพิมพ์ที่น้อยเลยใช้ Raft แทนถ้าด้านที่สัมผัสกับฐานมีหน้าสัมผัสเยอะกว่านี้ก็คงจะใช้ Brim ครับ ตามภาพที่ 4 ส่วนความละเอียด(Layer Height) ที่จะอยู่ที่ 200 ไมคอน

 

4

ภาพที่ 5

        ส่วนในเรื่องของความของชิ้นงานผมจะให้ตั้งค่าขอบองชิ้นงาน (Parimeter Shell) อยู่ที่ 3 ชั้น จะมีความหนาเท่ากับ 1.2 mm. ส่วนผนังด้านล่างและด้านบน (Top/Bottom Solid Layer) จะอยู่ที่ 4 ชั้น มีความหนาเท่ากับ 0.8 mm ถ้าต้องการใช้มีความแข็งแรงกว่านี้ ก็อาจจะเพิ่มความหนาเข้าไปอีกบางทีถ้าเราเลือกค่าตรงนี้น้อยจะทำให้พิมพ์ชิ้นงานออกมาแล้วผิวของชิ้นงานจะไม่สวย และไม่แข็งแรง อันนี้ก็ต้องแล้วแต่จุดประสงค์ของแต่ละคนว่างานที่ต้องการนั้นเป็นแบบไหนบางที่ต้องการให้แข็งแแรงบางทีต้องการให้มีความอ่อนตัวได้

 

5

ภาพที่ 6

6

ภาพที่ 7

7

ภาพที่ 8

 

        ส่วนด้านในของชิ้นงานผมจะใช้ (Fill Density) อยู่ที่ 20% รูปแบบของ infill เป็นแบบหกเหลี่ยมเพื่อให้มีความแข็งแรง (ภาพที่ 6) ต่อมาเป็นส่วนที่สำคัญมากอย่างหนึ่งในการพิมพ์ ABS ความเร็วในขณะที่พิมพ์งานควรจะตั้งมีความเร็วที่ไม่เร็วมากผมจะเลือกใช้อยู่ที่ 30 mm/s เพราะว่าเนื้อพลาสติก ABS นั้นมีการหดตัวมากอยู่พอสมควรและใช้ความร้อนที่สูงด้วย ถ้าเราใช้ความเร็วที่มากเนื้อพลาสติกยังไม่ทันจะยึดเกาะกับอีกชั้นที่ฉีดออกมาเลย (ในระหว่างชั้นของงานจะเกิดแรงดึงของเนื้อพลาสติก) อาจจะทำให้เกิดรอยแตกราว ผิวงานไม่เรียบสวย หรือเกิดการแอ่นของชิ้นงานได้ แต่ในทางกลับกันถ้าเราใช้ความเร็วที่ช้าเนื้อพลาสติกจะมีเวลาให้ยึดเกาะเรียงตัวกันในแต่ละชั้นได้ดีกว่า (ภาพที่ 7) ส่วนการเลือกใช้อุณหภูมิในการพิม์นั้นจะสามารถเลือกใช้ตามที่ข้างกล่องของเส้นพลาสติกนั้นได้เลยหรืออาจจะใช้ประมาณ 220-240 องศา ได้เลยแล้วแต่ขนาดของชิ้นงาน ผมจะเลือกใช้อยู่ที่ 230 องศา และฐานพิมพ์อยู่ที่ 105 องศา อันนี้จะเป็นค่าที่โปรแกรมตั้งมาให้อยู่แล้วครับ (ตามภาพที่ 8)


8

ภาพที่ 9

        เมื่อเราตั้งคร่าเสร็จเรียบร้อยแล้วได้ไฟล์ที่ไลด์ออกมาเป็นชั้นๆ งานชิ้นนี้จะใช้เวลาอยู่ที่ 3 ชั่วโมง 4 นาที เส้นที่ใช้มีความยาว 7.52 เมตร เมื่อเริ่มพิมพ์ชิ้นให้สังเกตุที่หน้าเครื่องสัก 2-3 ชั้นของชิ้นงานว่าขึ้นได้ดีไหม เส้นที่ฉีดออกมาเบียดหรือห่างกันรึเปล่าเพราะบางทีตอนที่เราทำการคาริเบทฐานของเครื่องพิมพ์มันจะไม่ 100% อยู่แล้ว จึงจะให้ปรับตอนที่กำลังพิมพ์เลย และอีกอย่างถ้าพิมพ์ ABS จะให้พิมพ์ฝาครอบของตัวเครื่องด้วยจะทำให้พิมพ์ชิ้นงานได้ดียิ่งขึ้นครับ เมื่อเราพิมพ์ชิ้นงานเสร็จแล้วอย่าเพิ่งนำชิ้นงานออกจากตัวเครื่องนะให้รออุณหภูมิภายในเครื่องค่อยๆ ลดลงอาจจะใช้เวลาประมาณ 20-30 แล้วแต่ขนาดของชิ้นงานนั้นๆ เพื่อให้เนื้อพลาสติก ABS ค่อยจับตัวกันจะได้ไม่เกิดอาการผิวงานแตกร้าวครับ อันนี้จะเป็นรูปตัวอย่างชิ้นงานที่เราพิมพ์ออกมา (ภาพที่ 10) จากภาพจะเห็นว่ามี Support อยู่ให้เราแกะออกได้เลย ไม่จำเป็นจะต้องใช้พลาสติกที่เป็นเนื้อ Support โดยเฉพาะครับ

 

10

ภาพที่ 10

2561_05_14_8

ภาพที่ 11

2561_05_14_7

ภาพที่ 12

 

        เมื่อนำชิ้นงานไปประกอบเข้ากับรถเข็นคนพิการซึ่งจะเป็นฝาครอบด้านข้างตรงล้อของรถ ตามภาพที่ 11-12  จะเทียบให้ดูว่าทำออกมาได้ใกล้เคียงขนาดไหนเริ่มต้นจากการสแกนชิ้นงานจริงแล้วนำไฟล์งานมา Revers ต่อเพื่อแก้ไข และสุดท้ายพิมพ์ชิ้นงานแบบ 3 มิติ ออกมาใช้งานจริงถ้าต้องการให้เนื้อผิวมีความละเอียดกว่านี้เครื่อง Creator Pro ก็สามารถละเอียดได้ถึง 50 ไมคอน(0.05mm) จะเห็นได้้ว่าชิ้นงานที่พิมพ์มาสามารถประกอบใส่กับรถเข็นได้อย่างพอดีสามารถใช้งานจริงได้เหมือนชิ้นส่วนอันเก่า ถ้าไม่สังเกตุอย่างจริงจังก็จะแยกไม่ออกเลยครับ

2561_05_14_5

ภาพที่ 13

2561_05_14_4

ภาพที่ 14

2561_05_14_1

ภาพที่ 15

2561_05_14_3

ภาพที่ 16

การใช้งานโปรแกรม 3DSlicer กับเครื่องพิมพ์ 3 มิิติเบื้องต้น

การใช้งานโปรแกรม 3DSlicer กับเครื่องพิมพ์ 3 มิิติเบื้องต้น

3DSlicerLogo-H-Color-1273x737

วันนี้ทาง Print3dd จะมาแนะนำโปรแกรม Slicer ที่เกี่ยวกับทางการแพทย์ นั้นคือโปรแกรม 3DSlicer ซึ่งความสามารถของโปรแกรมนี้ สามาถนำไฟล์ Dicom หรือ ไฟล์นามสกุล .dcm (ไฟล์dicom เป็นไฟล์ทางการแพทย์ ส่วนใหญ่จะได้มาจากการาสแกน MRI Scan หรือ CT Scan)

 

ตัวอย่างไฟล์dicom

12

โปรแกรม 3DSlicer เป็นโปรแกรม Freeware  สามารถ Download Program 3DSlicer ได้ที่นี่ https://www.slicer.org  

ก่อนเริ่มการใช้งานโปรแกรมเราจำเป็นต้องมีไฟล์ Dicom เสียก่อน แต่ถ้าหาไฟล์ไม่ได้เราสามารถใช้ไฟล์ตัวอย่างที่ติดมากับโปรแกรม 3DSlicer ได้เช่นกัน เมื่อเปิดโปรแกรมเราจะเจอกับหน้าต่างนี้ โดยเราสามารถ Download File ได้จากเมนู Download Sample Data ซึ่งจะมีไฟล์จำนวนหนึ่งให้เราทดลองใช้งาน

13

ตัวอย่างไฟล์

14

เมื่อเราเลือกไฟล์ทีต้องการได้แล้ว ให้เลือกไปที่คำสั่งSegment editor (ตรงที่วงกลมไว้ในภาพ)

02 -

 

ต่อมาให้เลือกคำสั่ง (1) Add และเราจะทำการเลือกส่วนที่ต้องการโดยใช้คำสั่ง(2) Threshold โดยในคำสั่งThreshold จะมีแถบคำสั่งทีั่ชื่อว่า Threshold Range ไว้กำหนดส่วนที่ต้องการทำให้ออกมาเป็นโมเดลสามมิติ ซึ่งจะต้องเลื่อนแถบสีฟ้าด้านล่างเพื่อกำหนดขนาดชิ้นงาน โดยอธิบายแบบเข้าใจง่ายๆคือ ยิ่งมีแถบสีเขียวขึ้นที่ตัวงานมามากเท่าไร เราจะได้เนื้องานของชิ้นงานสามมิติมากขึ้นเท่านั้น

06

ต่อไปเป็นขั้นตอนในการดึงงานจากไฟล์ dicom ให้เป็นชิ้นงานสามมิติ โดยใช้คำสั่ง(1) Show3d และกด (2) Apply เราจะได้งานออกมาเป็นโมเดลสามมิติ

07

ตัวอย่างงานที่ได้ออกมาเป็นชิ้นงานสามมิติ

15

 

เราสามารถนำโมเดลชิ้นนี้ออกไปพิมพ์ได้เลยหรือเราจะตัดเพียงบางส่วนออกไปพิมพ์ก็ได้โดยใช้คำสั่ง Scissors คำสั่งนี้สามารถลากตัดตัวชิ้นงานได้เลยครับ ง่ายมากๆ

08

ต่อมาเราจะทำการแปลงไฟล์ให้เป็นนามสกุล stl. โดยเลือกคำสั่ง Segmentations

8

 

เมื่อเลือกคำสั่ง Segmentations แล้วด้านล่างจะมีหัวข้อ (1) exprot/import models and labelmaps ให้เลือตรง output type เป็น models และเลือก (2) Export เมือทำเสร็จในขั้นตอนนี้ เราจะสามารถExportเป็นนามสกุล stl,objได้แล้ว

9

 

โดยเลือกที่ save จะขึ้นหน้าต่าง save scene and unaved data ให้เราเลือกได้เลยครับว่าจะเซฟเป็นนามสกุลอะไร เมื่อได้ไฟล์มาแล้วสามารถนำไฟล์นี้เข้าโปรแกรมของเครื่องพิมพ์สามมิติได้เลย

17

 

ลองนำไฟล์เข้าโปรแกรมflash print

18

 

จบลงไปแล้วนะครับสำหรับการใช้งานโปแกรม 3D Slicer เบื้องต้น จริงแล้วในโปรแกรมนี้ยังมีคำสั่งให้เลือกใช้อีกเยอะมาก เพื่อนๆคนไหนสนใจสามารถโหลดมาลองเล่นดูได้ครับ โดยผมจะลง vdo การใช้งานโปรแกรมตัวไว้ด้านล่าง สำหรับวันนี่้ขอตัวลาไปก่อน สวัสดีครับ